You Are What You Read หนังสือชวนคุย

ปีใหม่ปีนี้ (2554) ผมมีความตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือให้มากขึ้น (ก่อนที่สายตาจะยาว 555) ดังนั้นก็เลยเกิดความคิดที่จะเปิดพื้นที่ใหม่ (อยากจะเรียกแบบกระแดะปากว่า “คอลัมน์ใหม่”) ให้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหนังสือ โดยเฉพาะเล่มใหม่ล่าสุดที่ผมเพิ่งจะอ่านจบลงไปหมาดๆ นำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่ามีสิ่งใดน่าสนใจ มีเรื่องราวใดที่ชอบหรือไม่ชอบ มีวรรคทองหรือประโยคเด็ด ความคิดคมคายอย่างไร

เอาเป็นว่าเมื่อผมตั้งหลักได้จะนำความคิดความเห็นที่เกิดจาก “หนังสือเล่มใหม่” มาให้อ่านกันนะครับ

———————————————————

หนังสือชวนคุยเล่มต่อไปนะครับ “เรื่องเล่าร้านกาแฟ” โดย “สุพัตรา”

รอบๆ ร้านกาแฟ

ประสบการณ์อันหดหู่ของการทำร้านกาแฟ

การอ่านหนังสือไม่ว่าจะเป็นหัวใดหัวหนึ่งหรือชื่อใดชื่อหนึ่งจบลง เป็นธรรมดาอยู่เองที่เราจะต้องตอบคำถามตัวเอง (ในฐานะที่เราเป็น “คนอ่าน” และ “เลือกหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอ่าน”) ว่าเราชอบหนังสือเล่มนั้นหรือไม่ นอกเหนือจากนั้นก็คือการสำรวจตรวจสอบตัวเองว่าได้อะไรจากการอ่านหนังสือเล่มนั้นบ้าง หรืออรรถรสที่ได้รับนั้นตรงกับความคิดความต้องการเบื้องต้นที่ซื้อหรือที่ได้หยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอ่านบ้างหรือไม่

“เรื่องเล่าร้านกาแฟ” ของ “สุพัตรา” พิมพ์โดยสำนักพิมพ์วงกลม (พิมพ์เป็นครั้งที่ 2 มิถุนายน 2552) เป็นหนังสือเล่มล่าสุดที่ผมอ่านจบลงเมื่อประมาณสองสัปดาห์ที่ผ่านมา (ช่วงวันหยุดปีใหม่) และผมบอกตัวเองได้ว่า “ไม่ชอบเนื้อหาโทนของน้ำเสียงในการเล่า และเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับดำเนินไปของการทำร้านกาแฟ” แล้วนำมาเล่า (ไว้ในหนังสือเล่มนี้) ของผู้เขียนเลย

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เป็นการรวมเล่มตีพิมพ์จากคอลัมน์              recipe ในนิตยสาร Volume อีกทีหนึ่ง คำนำที่เขียนโดยโตมร ศุขปรีชาก็เป็นสิ่งที่ “อวดอุตริมนุสธรรม” ทางภาษาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เพราะมีคำว่า “ทัฬหีกรรม” “ครุกาบัติ”“ปุฬวะ” ที่เข้าใจว่าผู้เขียนคงปรารถนาให้ใครก็ตามที่หลงเข้ามาอ่าน “คำนำ” จะต้องปวดหัวและรู้สึกว่าตัวเองอ่อนด้อยด้วยชั้นเชิงภาษาหรือห่างจากพจนานุกรมได้ไม่เหมือนเขา

เรื่องราวใน “เรื่องเล่าร้านกาแฟ” เป็นการที่เพื่อนฝูงกลุ่มหนึ่งทั้งที่มีประสบการณ์ในการทำร้านกาแฟร้านอาหารร้านหนังสือบ้างหรือไม่มีบ้าง ตัดสินใจ “หลวมตัว” มาลงขันกันเปิดร้านกาแฟที่ไม่ปรากฏนามและพานพบอุปสรรคจนไม่สามารถเดินหน้าร้านกาแฟไปจนถึงฝั่งฝันได้

ความไม่ชัดเจนของ “ความฝัน” ที่ผู้เขียนต้องการบอกเล่าและอยากจะให้เป็นจุดหมายร่วมกันของบรรดาเพื่อนๆ ที่ร่วมกันทำร้านกาแฟร้านนี้ขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจนมากจนไม่อาจจับต้องและสร้างอารมณ์ร่วมในการอ่านขึ้นมาได้ เมื่อเจอกับปัญหาที่ผู้เขียนเองก็เล่าแบบครึ่งๆ กลางๆ ไม่ชัดเจนหรืออ่านจนรู้สึกได้ว่ามีปัญหารุนแรงจนไปไม่ไหว (นอกเสียจากว่ารายได้จากการขายกาแฟนั้นน้อยนิดมาก และไม่ประสบความสำเร็จเหมือนกับการใช้พื้นที่หนึ่งของร้านในการชักชวนเพื่อนๆ บ.ก.และนักเขียนของผู้เขียนมาเปิดคอร์สอบรมการเขียนหารายได้เสริม) ร้านกาแฟก็เป็นอันไปต่อไม่ไหวและจำเป็นต้องยุติการทำร้านลง

ให้นึกเสียดายความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นของหมู่เราคนรักร้านกาแฟและมีความคิดความฝันที่อยากจะเปิดร้านกาแฟในการรู้ให้ชัดเจนและรู้ให้ลึกขึ้นจากการอุตส่าห์ตามอ่านเรื่องราวทั้งหมดจากประสบการณ์กระผีกริ้นที่ผู้เขียนนำมาขยายเอาไว้ เมื่ออ่านไปก็แทบจะไม่ได้สัมผัสความสุข ความฝัน ความดีงาม การต่อสู้และการเอาชนะ กระทั้ง “สิ่งที่ได้รับ” จากการเปิดร้านกาแฟ นอกเสียจากการได้เรียนรู้เช่นเห็นชาติในนิสัยและน้ำพักน้ำแรงของเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่ร่วมกันทำธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จครั้งนี้เท่านั้นเอง

ส่วนที่ยังถือว่าใช้ได้และน่าสนใจคือท้ายบทที่นำเรื่องราวของกาแฟ ประวัติศาสตร์ สูตรการทำเครื่องดื่มและขนมบางอย่างมานำเสนอเอาไว้อย่างตรงไปตรงมาเหมือนเป็นข้อมูล และท้ายบทจริงๆ ที่ว่าด้วยรายละเอียดและการเรียนรู้ ปัญหาหรือแนวคิดในการทำธุรกิจร้านกาแฟเอาไว้ยาวเหยียดและได้ข้อมูลที่น่าสนใจดีทีเดียว

ส่วนที่น่าผิดหวังก็คือชื่อหนังสือที่จงใจจะบอกถึงเรื่องราวถึงเบื้องหลังของการมีร้านกาแฟและวิธีการเล่าเรื่องในหนังสือที่ทำหน้าที่ได้เพียงการพาไปรับรู้สัมผัสประสบการณ์แค่เพียงส่วนเสี้ยวของความท้อแท้ถดถอยในการทำร้านกาแฟของผู้เขียน ซึ่งเป็นเพียง “เรื่องเล่ารอบๆ ร้านกาแฟ” เท่านั้นในความคิดและมุมมของของผู้อ่านอย่างผม

———————————————————

บอกไว้เป็นหนังตัวอย่างก่อนว่าหนังสือเล่มแรกที่จะได้รับเกียรติจากพื้นที่นี้ก็คือ “ทิเบตสองขา” ของ “กิตติพงษ์ กองแก้ว” หรือโอ๊ตนนท์ หนุ่มนักปั่น จากสำนักพิมพ์ 4-letter word ครับ

รางวัลแด่คนช่างปั่น

ก่อนที่จะถึงปีใหม่ไม่กี่วัน ผมหยิบเอาหนังสือ “ทิเบตสองขา” มาอ่านด้วยความคิดแค่เพียงอยากจะสัมผัสการเดินทางสู่ลาซา (เมืองหลวงของทิเบต ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเขตปกครองตนเองเขตหนึ่งของจีน) ด้วยสองขา- นั่นคือการปั่นรถจักรยานไปยังจุดหมาย

หลายปีก่อนผมเคยสัมภาษณ์ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ – กิตติพงษ์ กองแก้ว ไว้ในคอลัมน์ Be My Guest เสาร์สวัสดี น.ส.พ.กรุงเทพธุรกิจถึงการเป็นคนไทยในลาซาหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ทหารจีนปราบปรามลามะและผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในทิเบตขึ้นอีกคำรบหนึ่ง แต่ไม่เคยคิดเลยว่ากิตติพงษ์จะมาถ่ายทอดประสบการณ์เดินทางสู่ลาซาบนอานจักรยานของเขาเอาไว้ในหนังสือเล่มนี้

จุดแรกที่ผมชอบหนังสือเล่มนี้คือการออกแบบปก ทำได้ดีทีเดียว แม้ว่าจะใช้สีชมพูสดเอามากๆ แต่ก็ทำให้ภาพที่นำมาลงทั้งบนปกหน้าปกหลังโดดเด่นน่าสนใจ ผมว่าการที่ใครสักคนหรือสำนักพิมพ์ใดสำนักพิมพ์หนึ่งจะทำหนังสือสักเล่มก็ควรจะละเอียดประณีต ให้ความสำคัญต่อศิลปะที่สวยงามและการออกแบบจัดรูปเล่มด้วย จึงจะทำให้หนังสือถึงพร้อมด้วยควมน่าสนใจ

จุดที่สองที่ผมชอบคือภาพถ่ายที่นำมาประกอบข้อเขียนทั้งหมดในเล่ม ถือว่าโดดเด่นมาก ภาพทั้งหมดถ่ายโดย “ก้อง” ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมปั่นเส้นทางเดียวกันกับกิตติพงษ์ และเป็นคนฮ่องกง

ข้อเขียนทั้งหมดใน “ทิเบตสองขา” เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์การเดินทางจากไทยไปจีนตอนใต้ก่อนจะผ่านเข้าสู่ดินแดนหลังคาโลกอย่างทิเบตเอาไว้อย่างตรงไปตรงมา แต่ก็ขาดชั้นเชิงและวรรณศิลป์ของคนเขียนตามประสาการเขียนหนังสือที่พึงมีพึงเป็น

สิ่งที่น่าชื่นชมคือรายละเอียดปลีกย่อยจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเส้นทาง รายชื่อหมู่บ้านต่างๆ ที่ล้วนแต่เป็นภาษาจีนและผู้เขียนได้วงเล็บภาษาอังกฤษกำกับเอาไว้เกือบจะทุกแห่ง สภาพอากาศและเส้นทางระหว่างการเดินทาง (ซึ่งไม่ปรากฏว่ายาวนานกี่วันหรือกี่เดือนกันแน่)

“ความลึก” และการสะท้อนความรู้สึกที่ลึกยิ่งกว่าตาเห็นเป็นสิ่งที่สัมผัสหรือได้รับจากหนังสือเล่มนี้น้อยมาก ในทุกขณะของการอ่านจึงเป็นเพียงแค่การติดตามการเดินทางร่วมไปกับผู้เขียนเป็นส่วนใหญ่ ผู้เขียนไม่ได้วิเคราะห์หรือให้มุมมองความรู้สึกลึกๆ หรือนำเอาประสบการณ์ที่ได้รับหรือที่เกิดขึ้นจากเส้นทางไปคิดใคร่ครวญอย่างตกผลึกหรือนำไปผสมผสานวิเคราะห์แล้วนำเสนอให้มีเรื่องราวหลากหลายน่าสนใจยิ่งขึ้น

สิ่งที่ผมรู้สึกว่าไม่ได้รับจากหนังสือเล่มนี้คือเรื่องราวเกี่ยวกับทิเบต ซึ่งปรากฏอยู่น้อยมาก แค่เพียงบทสุดท้ายในหนังสือซึ่งเป็นการเดินทางบรรลุเมืองลาซาในบั้นปลายของการเดินทาง ทำให้รู้สึกว่าหนังสือ “ทิเบตสองขา” เป็นเพียงการหยิบยืมชื่อทิเบตขึ้นมาพาดหัวหรือใช้เรียกขานเพื่อสร้างความสนใจให้ผู้อ่านเท่านั้นเอง แท้จริงแล้วเป็นเพียงเรื่องราวของการเดินทาง (ด้วยการใช้สองขา) ไปทิเบตเท่านั้นเอง

ความไม่ประณีตในการพิสูจน์อักษรซึ่งปรากฏอยู่แทบจะทุกหน้าในหนังสือเล่มนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สะดุดอารมณ์และจังหวะในการอ่านของผมอยู่เกือบตลอดเวลา

แต่ถึงอย่างไรผมก็ค่อนข้างชอบหนังสือเล่มนี้มากกว่าไม่ชอบ เพราะความที่ผมชอบอ่านงานสารคดีหรือเชิงบันทึก ดังนั้นหากให้คะแนนเรื่องราวก็อาจจะได้ประมาณ 5 ครึ่งจาก 10 คะแนน ซึ่งส่วนที่ทำให้ได้คะแนนส่วนนี้คือความพยายามและความตั้งใจในการนำเสนอถ่ายทอดประสบการณ์การเดินทางของผู้เขียน และการนำเสนออย่างเรียบง่าย ตรงไปตรงมาก แม้ว่าจะไม่ลึกหรือไม่ได้มีแง่มุมให้คิดใคร่ครวญตามไปด้วยมากนักก็ตามที

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s