รำพึงรำพันหลังการเดินทางกลับจากเกาหลี

ไม่คิดไม่ฝันเลยครับว่าชาตินี้ตัวเองจะไปเที่ยวเกาหลีกับชาวบ้านชาวช่องเขา ค่าเพราะผมเองไม่ได้เป็นแฟนซีรีส์เกาหลี ดารานักร้องเกาหลีสักคนก็แทบจะไม่รู้จัก แต่แล้ววันดีคืนดีก็เกิดความคิดและความอยากขึ้นมาว่าอยากจะเดินทางไปท่องเที่ยวเกาหลีดูสักที

แล้วความอยากก็ขับเคลื่อนให้กลายเป็นการลองหาข้อมูล การตระเตรียมตั๋วเครื่องบิน การจับจองที่พัก กระทั่งการนัดเจอน้องที่รู้จักกันที่รักชอบเกาหลี (โดยเฉพาะกรุงโซล) เพื่อมานั่งให้ข้อมูลว่าควรจะไปเที่ยวที่ไหนหรือดูอะไรดี

ข้อสังเกตประการหนึ่งสำหรับคนที่เตรียมตัวเดินทางท่องเที่ยวเองอย่างผม คือเราใช้การพึ่งพาและหาข้อมูลการเดินทาง ที่พัก ที่เที่ยว การจองห้องพักผ่านทางอินเตอร์เน็ตเกือบทั้งหมด และจวบจนกระทั่งใกล้วันเดินทางผมก็ยังอดที่จะตั้งคำถามที่หาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ว่า “จริงๆ แล้วเราสนใจหรืออยากจะไปดูไปเห็นอะไรที่เกาหลี”

คำถามภายในใจที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ของคนที่ควักกระเป๋าจ่ายเงินทองและใช้เวลาของตัวเองออกเดินทางเอง สำหรับผมแล้วถือว่า “เข้าขั้นวิกฤต” เลยก็ว่าได้นะครับ เข้าทำนองเหมือนนักมวยเมาหมัดรอระฆังช่วยชีวิตตีหมดยก ขณะที่เวลาของการเริ่มออกเดินทางก็กระชั้นเข้ามาเรื่อยๆ

ในที่สุดผมก็ใช้คติเดิม นั่นคือ “ไม่มีอะไรที่จะพร้อมไปเสียหมดทุกด้าน” เราเตรียมตัวเตรียมข้อมูลมาบ้างแล้ว ที่เหลือก็ควรจะสนุกกับมัน (การเดินทางที่จะเกิดขึ้น) ให้ดีที่สุดหรือมากที่สุดก็น่าจะเพียงพอแล้ว

เวลาสิบสองวันกับการเดินทางในเกาหลีใต้ โดยมีจุดหมายปลายทางเป็นสองเมืองใหญ่คือกรุงโซลและปูซาน…ในที่สุดก็ได้เวลาเริ่มต้น…

(โปรดติดตามตอนต่อไป 🙂 )

ที่ทางเล็กๆ ของคนรักโยคะ The Story of 2Souls บนอรุโณทัยฉบับใหม่

อ่าน “อรุโณทัย” สื่อโยคะทางเลือกที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนฉบับล่าสุดกันได้แล้ววันนี้ที่นี่ครับ
http://issuu.com/ittirit/docs/arunothai_feb12 หรือถ้าต้องการดาวน์โหลดไฟล์ PDF คลิก http://www.mediafire.com/?bxd6nebbg3kcdiu

“อรุโณทัย” ฉบับใหม่ของปี 2555

ท่านสามารถ “คลิก” เปิดและขยายหน้าจอภาพเพื่ออ่าน “อรุโณทัย” สื่อโยคะทางเลือกที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนฉบับใหม่ล่าสุดของปี 2555 ที่มาพร้อมคอลัมน์ใหม่และรูปโฉมใหม่น่าอ่านได้ง่ายๆ เพียงคลิกที่ลิงค์นี้นะครับ
http://issuu.com/ittirit/docs/arunothai_vol2issue1

และดาวน์โหลดไฟล์ “อรุโณทัย” ฉบับแรกของปี 2555 ไปอ่านหรือเผยแพร่กันได้ตามลิงค์นี้นะครับ…นมัสเต…
http://www.mediafire.com/?quc4ox0g9uwza3c

จากกันด้วยความเศร้า

ละครซิทคอม “เป็นต่อ” ตอนดึกๆ ทางช่อง 3 ลาจอไปเมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา (9 ก.พ. 2555)

เนื่องจากรู้ว่า “เป็นต่อ” ตอนอวสานผมจึงลองติดตามดูสักหน่อย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ดูบ้างไม่ดูบ้างตามประสา

สำหรับผู้ที่ไม่รู้จักหรือไม่เคยดูละครซิทคอมที่ค่อนข้างดังเรื่องนี้ ผมขอเล่าพล็อตให้ฟังคร่าวๆ ครับ

“เป็นต่อ” เป็นเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อว่าเป็นต่อ อยู่อาศัยในคอนโดฯ กับน้องสาวชื่อ “พอใจ” เป็นต่อนั้นทำงานในบริษัทเดียวกับพี่หมอน (หัวหน้ารับบทโดยคุณผอูน) พี่อู้ด พี่ยมและวอก เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและเพื่อนร่วมวงเหล้า โดยชายหนุ่มกลุ่มนี้ชอบไปขลุกอยู่ที่ผับชื่อ “บางบาร์” ของเจ๊มินท์

ความสนุกของละครซิทคอมนั้นเล่นกับสถานการณ์จึงได้ชื่อว่า situation – comedy ความสนุกอยู่ที่ตัวบทที่จะต้องมีลูกรับลูกส่งลูกหยอดมุกกันกระจายและออกไปในทางเรียกเสียงหัวเราะมากกว่าต้องการจะให้คนซาบซึ้งร้องไห้ ซึ่งละคร “เป็นต่อ” ก็เช่นเดียวกัน เกือบจะทุกตอนจึงเน้นมุขตลกที่มีการเจ็บเนื้อเจ็บตัวบ้างหรือการใช้ถ้อยคำที่เกือบๆ จะเรียกได้ว่า “หยาบหู” หรือค่อนข้างจะเหมือนจริงมากๆ เวลาที่เราใช้ภาษาพูดคุยกับเพื่อนสนิมเวลาที่จะแซวหรือขบกัด จึงเป็นตัวอย่างที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับเด็กๆ และเยาวชน ซึ่งเท่าที่ทราบก็ชอบดูละครเป็นต่อกันทั้งนั้น (อย่างหลานๆ ผมเมื่อก่อนถึงกับเคยขอให้ผู้ปกครองอัดเทปละครเรื่องนี้ไว้ให้ดูเพราะออกอากาศดึกเกินไป เกรงว่าจะตื่นไม่ทันไปเรียน)

แต่ละคร “เป็นต่อ” ในตอนสุดท้ายหลังจากที่ออกอากาศมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน 7 ปีกลับไม่สนุกและไม่อาจเรียกเสียงหัวเราะได้เหมือนเคย จะว่าทีมงานหรือคนเขียนบทเกร็งไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ที่จะต้องทำตอนสุดท้าย และที่สำคัญก็คือกลับเต็มไปด้วยความพยายามที่จะทำให้เกิดความซาบซึ้งและความเศร้าของการแยกย้ายจากลา (ของเป็นต่อและเพื่อนๆ ที่เคยร่วมงานในบริษัทเดียวกัน) และความรักของ “เป็นต่อ” กับอดีตแฟนเก่า “ทิพย์” ที่ตัวเขาอยากจะกลับไปสานต่อและเริ่มต้นกับหญิงสาวใหม่อีกครั้ง แต่กลับพบว่าทิพย์มีคนที่คบหาดูใจอยู่แล้ว

เรื่องก็เลยลงเอยตรงที่ว่าคืนนั้นผมใช้เวลาตอนห้าทุ่มเศษถึงเที่ยงคืนกว่าๆ ดู “เป็นต่อ” ที่ไม่สนุกและไม่ประทับใจ อย่างน้อยก็เทียบกับตอนปกติธรรมดาที่เคยออกอากาศมาที่ทำให้ได้หัวเราะหรือสนุกกับมุขที่เกิดขึ้นอยู่บ้าง

แต่กระนั้นก็ตามเนื่องจากเป็นตอนจบ เป็นตอนสุดท้ายที่ “เป็นต่อ” จะออกอากาศและคงจะไม่หวนกลับมาทำใหม่ให้ดูได้อีก ผมจึง (ทน) ดูต่อไปด้วยจิตใจที่ไม่คิดที่จะวิพากษ์วิจารณ์ แต่คนที่ร่วมดูทีวีจอเดียวกับผมอยู่ในตอนนั้นสิครับถึงกับลั่นปากออกมาว่า “น่าเบื่อ ละครไทยตอนจบชอบที่จะทำให้เศร้าๆ” ทำไมต้องทำให้เศร้าด้วยก็ไม่รู้…

ทันทีที่ได้ยินเสียงบ่นของคนข้างๆ ดังออกมา ผมก็เห็นคล้อยตามในทันที

จะมีทางเลิอกสำหรับละครซิทคอมตอนจบเช่นเรื่องนี้ในทางอื่นแบบอื่นอยู่อีกไหม ที่จะไม่ต้องจบลงด้วยความเศร้า

…ทำไมต้องจากลาจากกันด้วยความเศร้า ปล่อยให้ชีวิตจริงๆ เป็นเช่นนั้นก็พอได้ไหม ขอให้ฉันได้สนุกและหัวร่อไปกับละครซิทคอมต่อไปเหมือนเดิม…จะได้ไหม

เรื่องจริงข้างบ้าน

สองวันก่อนผมเพิ่งมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่อง The Lady หรือชื่อไทยว่า “ผู้หญิงท้าอำนาจ” ซึ่งถ้าหากใครไม่เคยรู้มาก่อนก็ต้องเล่าว่าสร้างมาจากอัตตชีวประวัติของวีรสตรีชาวพม่าที่ยังมีลมหายใจอยู่ นามของเธอคือ “อองซานซูจี” นักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและประชาธิปไตยในประเทศเพื่อนบ้านข้างๆ บ้านเรานี่เอง

ประสาคนที่เคยไปเที่ยวพม่ามาแล้วเมื่อหลายปีก่อน (จำได้ว่าก่อนออกเดินทางผมต้องคิดหนักเอาการเพราะไม่อยากเอาเงินจากการท่องเที่ยวไปสนับสนุนให้ผู้นำเผด็จการทหารพม่าที่ครองอำนาจและกดขี่ผู้คนชาติเดียวกับตนเองเอาไว้) เมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้ ซึ่งจากข้อมูลบอกว่าฉากต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วจำเป็นต้องถ่ายทำในประเทศไทยเป็นหลัก (จะหาที่ไหนที่เหมือนพม่า แต่ก็ “ฟรี” หรือเสรีสุดๆ ในการเปิดกว้างให้ถ่ายทำเหมือนบ้านเราได้อีกจริงไหมครับ) แต่ดูอย่างไรก็ยังไม่เหมือนความเป็นจริงตามท้องถนนและชีวิตผู้คนพม่าที่ผมเคยได้ไปประสบพบเห็นมาเมื่อ 4 – 5 ปีก่อน

อดีตนั้นพม่าเคยรุ่งเรืองและเกรียงไกรมากในการเป็นอาณาจักรของตนเอง ทำศึกสงครามเก่งและมีศิลปวิทยาการเป็นของตนเองไม่น้อยกว่าชาติใดๆ ในเอเชีย แต่เมื่อต้องตกเป็นเมืองขึ้นชั้นรอง (ว่ากันว่าพม่าไม่ได้ตกเป็นแค่เมืองขึ้นของชาติตะวันตกอย่างอังกฤษเท่านั้น แต่อังกฤษยังส่งคนอินเดียมากดขี่ปกครองคนพม่าต่ออีกชั้นหนึ่งด้วย) ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาลอย่างแร่ธาตุ (ทองคำ) และไม้สักคงจะถูกดูดออกไปจากประเทศนี้เป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อการเมืองในประเทศขาดความปรองดองในการที่จะสมานฉันท์ผู้คนต่างเหล่าต่างชนเผ่า ชนชั้นทหารก็ถือโอกาสที่จะเก็บนายพลอองซาน บิดาของอองซานซูจีและดึงพม่าให้ตกลงไปอยู่ในวังวนแห่งความล้าหลัง ตกต่ำ และขาดไร้คุณภาพชีวิตที่ดีในทุกๆ ด้าน นอกจากนี้ยังมีการกดขี่ จับกุม ทารุณทำร้านเข่นฆ่าชนกลุ่มน้อย ประชาชนและพระสงฆ์ที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมและประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง

ปี 1988 เกิดการเดินขบวนครั้งใหญ่เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษาพม่าและเป็นปีที่อองซานซูจีต้องลาจากครอบครัวของเธอที่เมืองออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษกลับคืนบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อเยี่ยมมารดาที่กำลังป่วยหนัก และได้เห็นสภาพของการกวาดล้างนักศึกษาและความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นขัดสน ขาดบรรยากาศที่เปิดกว้างทางความคิดที่เสรี นั่นเองเป็นเหตุให้เธอจำต้องร่วมขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อสู้กับเผด็จการทหารพม่าเป็นต้นมา

ลำพังแค่เป็นชายหรือเป็นกองทัพติดอาวุธที่คิดต่างและต้องต่อสู้กับเหล่าเผด็จการชาติเดียวกันก็อาจจะยากแล้ว แต่นี่อองซานซูจีเป็นแค่เพียงผู้หญิงแม่บ้านวัยกลางคนที่มีเพียงมือเปล่า แต่เธอมีนักศึกษา นักวิชาการ ชนชั้นผู้นำทางความคิดและประชาชนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และด้วยเหตุผลที่หนักแน่นข้อหนึ่งก็คือ เธอคือธิดาของอดีตผู้นำพม่าที่มีคนรักมากที่สุดและเป็นวีรบุรุษที่ต้องสละชีพสังเวยการเมืองบ้าอำนาจของเหล่าเผด็จการทหารมาแล้ว แต่หนังก็ฉายให้เห็นแนวคิดเบื้องหลังการต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวด้วยการใช้รอยยิ้ม ความสงบ ไม่ใช้อาวุธ ใช้อหิงสาและสันติวิธีซึ่งอองซานซูจีได้รับแนวคิดเช่นนี้มาจากการต่อสู้แบบสัตยาเคราะห์ของมหาตมะคานธี

ผมดูหนังเรื่องนี้ด้วยอาการที่ตัวเทิ้มสั่นเล็กๆ และหายใจแทบจะไม่เต็มท้องเพราะเรื่องราวชีวิตที่เข้มข้น ความเสียสละ และความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียวที่กล้าสู้กับอำนาจคับฟ้าที่กล้ายิงคนทิ้งหรือสั่งให้เก็บใครก็ได้ในตอนนั้นที่ไม่เห็นด้วยหรือกล้าหือกับพวกตน อดที่จะลุ้น คล้อยตาม และเอาใจช่วยเธอไม่ได้ในเมื่อพม่าเป็นเหมือนเพื่อนข้างบ้านเราเองแท้ๆ ไฉนเราจึงจะปล่อยเฉยนิ่งดูดายอยู่ได้

เปรียบแล้วก็เหมือนถ้าหากเรามีครอบครัวเพื่อนบ้านที่มีชายคาติดกัน วันดีคืนดีก็ประสบพบเห็นผู้ชายตัวโตในบ้านตบตีลงไม้ลงมือกับลูกๆ ในครอบครัวหรือทำร้ายร่างกายผู้หญิงที่ดูเหมือนไม่มีทางสู้ในบ้านของพวกเขา กระทั่งค้ายาเสพติด ทำสิ่งรุนแรงต่างๆ นานา แล้วเราจะอยู่เฉยนิ่งดูดายโดยไม่ลงมือทำอะไรสักอย่างเลยเชียวหรือ

ผมต้องขอขอบคุณมิเชล โหย่ว นักแสดงนำที่มารับบทอองซานซูจี ซึ่งเธอต้องหัดพูดภาษาพม่าและลดน้ำหนักมากมายให้ดูเหมือนดอว์ซูตัวจริง ขอบคุณลุค เบซอง ผู้กำกับฯ ที่ไม่เพียงทำหนังดีๆ อย่าง “ลีออง” แต่ยังกำกับเรื่องนี้ออกมาให้เราได้ดูด้วย

ในตอนท้ายเมื่อหนังจบและมีเครดิตทีมงานขึ้นมา มีประโยคประโยคหนึ่งซึ่งเป็นคำพูดของอองซานซูจีปรากฏขึ้นมาส่งท้าย…

“Please use your abilities to save ours…”

จงอย่านิ่งเฉยกับเรื่องราวของพม่าและช่วยเหลือเราเท่าที่ท่านจะสามารถ…

ปีชง

ปีนี้ตามปฏิทินปีนักษัตรแล้วเป็นปีงูใหญ่หรือปีมะโรง ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นปีมังกรทองคะนองน้ำอะไรก็ตามแต่ เมื่อมีคนดวงขึ้น (อย่างคนที่เกิดปีมะโรง) ก็ต้องมีคนที่ดวงลงหรือตกอยู่ในเงาราหูของ “ปีชง”

ผมเกิดปีจอ (หรือปีหมาเล็ก) และว่ากันว่าเป็นปีชงของปีมะโรง อันจะมีผลทำให้ดวงการงานไม่รุ่ง เงินทองไม่ไหลมาเทมาหรือโชคร้ายคราวเคราะห์ต่างๆ นานาจะมาเยี่ยมกราย

เอาล่ะสิครับ ถึงแม้จะไม่เชื่อหรือไม่ได้ติดตามข่าวคราวเรื่องของดวงชะตาการทำนายทายทัก แต่บรรดาสื่อก็ขยันออกสื่อกันเหลือเกินเรื่องของดวงชงของคนที่เกิดปีชง ซึ่งทำให้ใครก็ตามที่ตกอยู่ในดวงปีชงเช่นผมก็คงอดที่จะสั่นสะท้านไม่ได้

เมื่อเป็นปีชงก็จะต้องแก้ชงด้วยการไปไหว้เจ้า ไปทำบุญต่างๆ นานาตามแต่บรรดาเกจิอาจารย์ด้านโหราศาสตร์จะชี้แนะ ซึ่งถ้าดูให้ดีๆ แล้วเราท่านที่เป็นชาวพุทธที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนให้ตั้งมั่นในความดี ด้วยบุญกุศล ด้วยการกระทำหรือกฎแห่งกรรมของเราเองเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่โชคเคราะห์หรือเทพเจ้าจากภายนอกจะมาเป็นผู้กำหนด อย่างนี้แล้วจะไม่ให้สับสนได้เช่นไรกันครับ

บทบาทของสื่อในช่วงเปลี่ยนผ่านปีนักษัตรและการทำนายโชคชะตาราศีทั้งปีล่วงหน้าในช่วงต้นปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนเรากระหายใคร่รู้ว่าดวงของตัวเองในปีใหม่ที่มาถึงจะเป็นเช่นไร ทำให้เกิดบรรยากาศของการนำเสนอข่าวปีชงอย่างโหมกระพือ ทำให้คนเชื่ออยู่แล้วก็ยิ่งเชื่อมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้คนที่ไม่เชื่อมาก่อนก็ต้องพลอยสั่นไหว หรือใครที่ไม่เคยมีความคิดความเชื่อเรื่องดวงเรื่องปีชงว่ามันจะเลวร้ายและต้องแก้ไขอะไรสักอย่างนั้น พอได้ยินได้ฟังจากสื่อมากขึ้นก็เลยพลอยต้องรับรู้และเชื่อตามไปเล็กน้อย (เช่นผม ในทำนองแม้ “เราไม่เชื่อ เราก็ไม่ลบหลู่)

คำว่า “ปีชง” สำหรับผมเองนั้นเพิ่งเคยได้ยินคำว่าปีชงมาก็ไม่กี่ปีนี้เอง และถ้าจำไม่ผิดก็ประมาณสักปีสองปีที่ผ่านมาแค่นั้นเอง และด้วยความที่เป็นคนไทยนับถือพุทธศาสนา และไม่ได้มีคติความเชื่อเรื่องการแก้ดวงชะตาราศี แม้ในปีชงครั้งก่อนที่แล้วมาผมก็ไม่ได้ลงมือกระทำการหรือแก้ไขอะไรสักอย่าง ได้แต่ตั้งสติและรับรู้สิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาสู่ชีวิตให้ดีด้วยความละเอียดอ่อนและไม่ประมาท

การใช้ชีวิตโดยไม่ตั้งมั่นอยู่บนความประมาทนั่นเองน่าจะเป็นการแก้ไขปีชงที่เข้าท่าที่สุดในความคิดผม…

ความหนาวที่เร้าใจอยู่

เมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมเดินทางกลับลงมาจากเชียงใหม่ ถึงกรุงเทพฯได้แค่วันสองวันก็มีอันให้ต้องระเห็จไปชมไร่จิมทอมป์สันที่ตอนนั้นกำลังเปิดให้เข้าชมฟาร์มฯ ประจำปีที่อำเภอปักธงชัย โคราชต่ออีกสองวัน

อากาศและท้องฟ้าในยามนั้นไม่ค่อยจะมีแสงแดดและมีความเย็นที่รู้สึกได้ แม้แต่ว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้ผมรู้สึกดีทีเดียวเพราะว่าเป็นคนที่ชื่นชอบหน้าหนาวและอากาศหนาวที่ไม่หนาวเย็นจนเกินไป แทบไม่น่าเชื่อว่าอากาศที่กรุงเทพฯ ในบางเวลาในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาจะลดลงไปถึง 21- 22 องศาเซลเซียสในตอนเช้าๆ และมีความเย็นอยู่เกือบตลอดทั้งวัน

น่าเสียดายว่าตอนที่นอนค้างคืนที่ไร่จิมทอมป์สันหลังจากนั้นอากาศที่โคราชกลับไม่เย็นอย่างที่คิด และพอได้มีโอกาสกลับขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่ตอนส่งท้ายปลายปีและในวันแรกของปีใหม่ อากาศที่เมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นก็แทบจะไม่มีความหนาวเย็นเอาเสียเลย ทำเอาไม่สนุกพอประมาณเพราะคิดว่าจะได้เที่ยวเมืองเหนือในความหนาวสมฤดูกาลสักหน่อย

แต่ก็ยังดีที่ในตอนนี้ซึ่งแม้จะผ่านการเฉลิมฉลองปีใหม่รับศักราชใหม่แห่งการหัวร่อ (555) เข้ามาแล้วก็ตาม อากาศเย็นในกรุงเทพฯ ในตอนเช้าๆ ก็ยังเย็นอยู่ อย่างในวันนี้แทบจะไม่มีแสงแดดในตอนสายเลยก็ว่าได้ ทำให้ผมแอบคิดแอบลุ้นอยู่ในใจว่าความหนาวเย็นในระดับไม่มากเช่นนี้จะอยู่กับเรา โดยเฉพาะกับคนกรุงไปได้อีกนานกี่วัน

ความหนาวที่เป็นอยู่และผ่านเข้ามาแม้สักเล็กน้อย แต่ก็บอกกับเราว่าโลกควรทีหลากฤดู จะร้อนก็ร้อนให้สมกับที่เป็นหน้าร้อน หรือจะฝนก็ตกเสียให้เข็ดในหน้าฝน พอเข้าหน้าหนาวอย่างไรเสียการที่มีลมหนาวหรือความเย็นมาปลุกถึงบ้าน แม้จะทำให้เราตื่นด้วยความสลัวงัวเงียไม่อยากลุกขึ้นจากเตียงก็ตาม แต่ก็ยังเป็นการทำงานและการเปลี่ยนแปรของสภาพฤดู มิใช่มีแต่ความร้อนๆ หรือน้ำท่วมทะลักล้นเหมือนช่วงเดือนตุลาฯ- พฤศจิกาฯ ไปทั่ว

เป็นเสมือนความเร้าใจเมื่อได้สัมผัสความหนาว เพื่อปลอบประโลมใจชาวโลกในยุคปัจจุบันว่ามิใช่แค่ว่าโลกนี้จะอยู่และเป็นไปภายใต้อิทธิพลของลานินญาและเอลนินโญให้เราผวากลัวถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและปัญหาโลกร้อน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นจากและเป็นผลเพราะน้ำมือของคนเราแทบทั้งนั้น

“อรุโณทัย” สื่อโยคะที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ฉบับเดือนธันวาคม 2554

ฉบับใหม่นี้เรื่องหลักประจำฉบับนำเสนอเรื่อง ‘โอกาสที่ได้รับจากโยคะ’ หรือ CHANCE

ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ที่ลิงก์นี้นะครับ http://www.mediafire.com/?gd7voz5zz7kby91

หรืออ่านได้แบบออนไลน์ที่ http://issuu.com/ittirit/docs/arunothai10_dec2011