ทางภายใน Inward Journey

(1)

กระท่อมว่างเปล่า วิหารเดียวดาย

                เป็นการยากที่เราจะใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังเดียวดายได้อย่างมีสติและอย่างรู้คุณค่าในความเดียวดายนั้น จากความรีบเร่งของชีวิต ความสับสนของวิถีในโลกยุคใหญ่ที่เป็นอยู่ อาจพูดได้ว่านอกจากโอกาสของการอยู่ตามลำพังจะหาได้ยากแล้ว การที่จะมีใครสักคนหนึ่งนิยมชมชอบการใช้เวลาอยู่คนเดียวโดยไม่คบค้าสมาคมกับใครบ้างบางเวลาก็ยิ่งหาได้ยากกว่า

ในระหว่างเส้นทางที่พาเราออกไปสู่นอกเมืองห่างไกล ภาพจากสองข้างทางที่เคยประสบและนำพาความรู้สึกสบายอกสบายใจยามได้เห็นบางครั้งก็คือภาพของกระท่อมหลังเล็กๆ ซึ่งอาจเป็นเรือนพักหลบแดดฝนของคนทำไร่นา อาจเป็นเพียงกระท่อมที่มีโครงสร้างเรียบง่าย สร้างจากไม้ไม่กี่ชิ้น ฝาและพื้นปูด้วยไม้ไผ่สาน มุงหญ้าแฝก ไร้ราคาค่างวดสูงส่ง แต่กระท่อมน้อยหลังที่เคยพบเห็นซึ่งตั้งอยู่อย่างเดียวดายกลางทุ่งนา ตามไหล่เขานาขั้นบันไดหรือชายป่า ในทิวทัศน์อันโล่งกว้างเป็นธรรมชาตินั้นต่างหากที่กลับสร้างความรู้สึกสบายตาสบายใจ สมถะเรียบง่าย ไม่ต้องการอะไรมากนักในชีวิตให้แก่ผู้ที่ได้พบเห็น

การใช้ชีวิตไล่กวดสิ่งต่างๆ อย่างไม่สิ้นสุด เพื่อสนองความต้องการภายนอกและความรู้สึกอันไม่สิ้นสุดในใจของคนเรา บางครั้งดูเหมือนกับว่าเรากำลังใช้โมงยามทั้งหมดที่มีในชีวิตสลักเสลาลวดลายวิจิตรให้กับวิหารใหญ่โตเกินกำลัง กว่าจะได้เสาแต่ละต้นให้สูงตระหง่านเพื่อค้ำยันความรู้สึกภายในตัวเองให้สูงส่งกว่าคนอื่นๆ กว่าจะได้รูปทรงของวิหารให้ใหญ่โตโอ่อ่าอัครฐาน แต่แล้วผู้ที่ใช้เวลาเพื่อสะสม สร้างทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินตัวก็อาจจะหมดแรง ล้มฟุบ ซุกตัวอยู่ภายในเงาของสิ่งที่ตัวเองสร้างโดยที่ไม่ทันได้รู้สึกในความยิ่งใหญ่ของวิหารที่ทุ่มเทเรี่ยวแรงและวันเวลาลงไป

ช่างน่าสนใจว่าชีวิตที่ดูเหมือนว่าประกอบด้วยหลายสิ่งหลายอย่างมากมาย ทั้งสุขภาพ ความสมบูรณ์พร้อมทางหน้าตา ชื่อเสียง ความสำเร็จและเงินทอง ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจก่อเกิดความเป็นสุข ความสมหวัง ความทุกข์ ดิ้นรนทุรนทุรายหรืออยากได้ใคร่มีให้แก่คนเราได้อย่างไม่สิ้นสุด และเมื่อคนเราชอบที่จะใช้การเปรียบเทียบในความสุขความทุกข์ที่เราเองมีอยู่กับผู้อื่นด้วยการบอกว่าวิหารในตัวเรานั้นมีขนาดใหญ่โตแค่ไหน มีห้องหับมากกว่า หรือมีทรัพย์สมบัติที่ครอบครองอยู่มากกว่าวิหารของคนอื่นและที่แข่งขันกันอยู่ด้วยแล้ว ในชีวิตก็แทบจะไม่เหลือพื้นที่ให้หันกลับมามองว่าภายในวิหารแห่งชีวิตที่ได้เอาความสุข วันเวลา การเสียสละหลายสิ่งอย่างในชีวิตเข้าแลกให้ได้มานั้น มีผู้อื่นหลงเหลือเพื่อร่วมสุขร่วมทุกข์ในร่มเงาอันยิ่งใหญ่แห่งนั้นหรือไม่

หากเราไม่มุ่งเน้นการสะสมและยึดครอง ใช้เวลาไปในการสร้างวิหารเพื่ออยู่อย่างเดียวดาย แต่พยายามที่จะมองเห็นความสุขจากพื้นฐานชีวิตที่เรียบง่าย เป็นสุขได้จากตัวเรา จากภายในที่เต็มพร้อมในตัวเองซึ่งเกิดจากการมองเห็นความทุกข์ให้ชัด และเห็นว่าแท้จริงแล้วสุขและทุกข์เป็นเงาของกันและกัน จิตใจของเราอาจไม่แตกต่างจากไม้ไผ่สานที่ขึ้นรูปเป็นฝาผนัง ขื่อคานและชานเรือนของกระท่อมน้อยมุงหญ้าแฝก ซึ่งแม้จะเผชิญกับความแปรเปลี่ยนผุพังอย่างง่ายดาย จากการตั้งอยู่กลางทิวทัศน์อันโล่งกว้างท้าทายแดดฝน และแม้จะทั้งกระท่อมหลังเล็กๆ หลังนั้นจะบรรจุไว้เพียงห้องว่างเปล่าโล่งๆ ได้เพียงห้องเดียว

แต่ก็อาจพร้อมที่จะเป็นเรือนชานให้ใครต่อใครเข้าไปหลบแดดหลบฝนได้ หรือให้สายตาของผู้ที่เหนื่อยล้าจากการสะสมสร้างวิหารของตัวเองได้หย่อนพักลงกับภาพอันเรียบง่ายแม้เพียงครู่หนึ่ง

inward_2(2)

เรื่องราวระหว่างการไร้

                ที่แห่งใดกันซึ่งเมื่อเราออกเดินข้ามไปจนสุดปลายทางแล้วความหมายจึงบังเกิด…

ผมคิดว่าหนึ่งในสิ่งปลูกสร้างทางสถาปัตยกรรมที่มนุษย์เราฝังจิตฝังใจชนิดหนึ่งนั้นก็คือ “สะพาน” คนเราต้องการสะพานก็ต่อเมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่ขวางกั้น ปัญหาและอุปสรรค อาจเป็นความจำเป็นและความต้องการไปมาหาสู่ จึงเกิดการลงมือสร้างสะพานไม่ว่าจะเป็นสะพานเล็กๆ บางๆ ที่ทำด้วยเชือกไม่กี่เส้นหรือไม้ไผ่ ไปจนถึงเหล็กและคอนกรีต กระทั่งใช้เทคโนโลยีก้าวล้ำในการสร้างสะพานให้แข็งแรงขึ้น สูงขึ้นหรือยาวออกไปได้มากกว่าเดิม แต่ความหมายของสะพานก็ยังเป็นเช่นเดิม คือการทำลายปราการ สิ้นสุดเส้นทางแห่งความเป็นไปไม่ได้ที่เคยมีมาของคนเราเพื่อเอาชนะ ก้าวข้ามอุปสรรค ไม่ว่าอุปสรรคนั้นจะเป็นเส้นทางที่ห่างไกล หุบเหวสูงชัน สายน้ำเชี่ยวกราก หรือเป็นเพียงแม่น้ำลำคลองสายเล็กๆ สายหนึ่งก็ตาม

บางครั้งไม่น่าเชื่อว่าการได้ออกเดินทางภายนอก (ซึ่งหมายถึงการเก็บกระเป๋าละบ้านออกไปสู่โลกภายนอกจริงๆ) เพียงหนึ่งจุดหมายจะนำเราไปสู่การเดินทางภายในได้มากกว่าหรือแจ่มชัดกว่าเรื่องราวที่ปรากฏจากการเดินทางจริงๆ ภายนอก

เมื่อปลายปี 2555 ที่ผ่านมาผมออกเดินทางไปอำเภอสังขละบุรี อำเภอชายแดนตะเข็บรอยต่อของไทยและพม่า อำเภอแห่งนี้มีชื่อเสียงตรงที่เป็นชุมชนของชาวมอญมาช้านานถึงกับเป็นหมู่บ้านใหญ่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวอำเภอมากนัก แต่หากเดินทางข้ามแม่น้ำสายหนึ่งด้วยเส้นทางและข้ามสะพานสำหรับรถยนต์ หมู่บ้านมอญที่เรียกว่าบ้านวังกะอาจจะอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตรและต้องขับรถผ่านโค้งและเนินเขาหลายลูกกว่าจะไปถึง เป็นความยากลำบากสำหรับผู้คนสัญจรที่ไม่มีรถยนต์หรือเป็นไปได้ยากหากจะเดินด้วยเท้า

อาจจะด้วยความไม่สะดวกสบายในการเดินทางทางรถยนต์เช่นนี้หรือไม่ที่ทำให้เกิดสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยสำหรับการเดินเท้าไปมาหาสู่กันของชาวบ้านที่อยู่บนฝั่งหมู่บ้านมอญกับตัวอำเภอสังขละบุรี การเกิดสะพานไม้ที่ทั้งแข็งแรง มั่นคง ทรงตัวบนเสาสูงเหนือผืนน้ำแม่น้ำซองกะเลียและอ่างเก็บน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ์ ได้แปรเปลี่ยนการไม่มีโอกาสเข้าถึงกันและความยากลำบากในการเดินทางให้กลายเป็นจุดหมายใหม่ในการไปเยือนอำเภอชายแดนเล็กๆ ที่แสนจะห่างไกลจากแสงสีแห่งนี้สำหรับผู้คนจำนวนมากในวันนี้

แต่หากมองด้วยสายตาของคนเมืองที่อัดแน่นด้วยวัตถุอำนวยความสะดวกให้แก่ชีวิตจนเกินจำเป็น แม้สังขละบุรีจะเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีสะพานไม้แปลกตาบนทิวทัศน์ที่งดงามน่าไปเยือนเช่นนี้ แต่หลายคนก็อาจจะปริปากบ่นว่าอำเภอแห่งนี้ช่างไม่มีอะไรและแสนว่างเปล่า ด้วยการใช้มาตราวัดความมีอยู่หรือความไร้ของผู้ที่พกพาสายตาเดิมๆ มองดูสิ่งต่างๆ แต่กลับเห็นเพียงเรื่องราวที่ว่างเปล่า ความเงียบและความกันดารห่างไกลจึงเป็นเพียงความไร้ ไร้เสน่ห์ ไร้เรื่องราว ไร้ชีวิตชีวา ไม่มีสิ่งที่ดึงดูดใจใดๆ จากสิ่งที่มีอยู่จริงๆ

การไปใช้เวลาและใช้ชีวิตในโลกภายนอกของเราซึ่งอาจเป็นเพียงอำเภอเล็กๆ หรือชนบทบางแห่งในบางเวลา ที่ซึ่งความเงียบดูราวกับมีตัวจนกระโดดโลดเต้นออกมาให้สัมผัสได้และเหมือนจะกระทั่งได้ยินเสียงของความเงียบ ที่ซึ่งความมืดในยามค่ำคืนเป็นความมืดที่งดงามและถึงพร้อมด้วยสีสันของรัตติกาลอย่างแท้จริง ในความว่างเปล่าของชุมชนและวิถีชีวิตที่ไม่ได้อัดแน่นหรือประเดประดังไว้ด้วยวัตถุหรือสิ่งต่างๆ อย่างที่คุ้นเคยจนเกินต้องการเหมือนในทุกๆ วัน เมื่อมองให้ดีจึงอาจจะไม่ใช่ความไร้หรือความไม่มี แต่อาจคือที่ว่างระหว่างหุบเหวในจิตใจและร่างกายของผู้ที่เดินทางออกไปประสบเองเสียมากกว่า ซึ่งหากอยากรู้สึกเติมเต็มก็จะต้องถมความว่างเปล่าหรือความไร้ด้วยการต้องลองหาทางสร้างสะพานเชื่อมโยงขึ้นภายในตัวเอง

เรื่องราวระหว่างความไร้จึงอาจเป็นสิ่งที่คนเมืองหรือผู้ที่ชอบพาสายตาอย่างโลกภายนอกเพื่อมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่มากน้อยตามที่เห็นควรจะลองมองย้อนกลับมาภายในที่ว่างๆ ของตัวเราเอง เปิดตาสู่การเดินทางภายใน เพื่อจะเห็นว่าในความว่างหรือความไร้ที่เป็นอยู่นั้น บางครั้งแค่สะพานเล็กๆ ในจิตใจที่เราสร้างขึ้นหรือสะพานไม้ยาวสุดลูกหูลูกตาที่มีอยู่จริงๆ ก็อาจจะมากเกินไปหรือเป็นสิ่งที่เกินจำเป็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s