Green Backpacker คอลัมน์ของผม

ซัปโปโร– โอตารุ

บนเส้นละติจูดที่สูงและไกล

ครั้งหนึ่งในยามค่ำคืน ขณะเดินลากกระเป๋าหาที่พักกลางเมืองเซนได ชายชราผู้อารีที่เข้ามาช่วยบอกทางชวนผมพูดคุย ถาม (ด้วยภาษาญี่ปุ่น) ว่าออกจากเซนไดแล้วจะไปไหนกันต่อ ผมพยายามสื่อสารกลับไปว่าจะไปเกาะเหนือหรือ “ฮอกไกโด” เพื่อไปหยุดพักที่เมืองฮาโกดาเตะก่อน คำตอบนั้นทำให้เขาร้องครางเบาๆ ด้วยความประหลาดใจเพราะระยะทางที่ว่านั้นไม่ว่าสำหรับคนไทยหรือคนญี่ปุ่นดูเหมือนไม่ใกล้เอาเสียเลย

ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใดการเดินทางจากเมืองไทยไปฮอกไกโดหรือแม้จะจากโตเกียวไปฮอกไกโดเองก็ยังไม่ใช้เส้นทางที่แสนใกล้แค่ชั่วลัดนิ้วมือก็ถึง หากไม่เดินทางแบบคว้ากระเป๋าขึ้นไปนั่งหลับตาผ่อนคลายแป้บเดียวถึงได้ด้วยเรือบิน

ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นเกาะที่มีลักษณะเป็นแนวยาว ความยาวจากเหนือจดใต้ 2,500 กิโลเมตร จากด้านตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก และตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของแผ่นดินยูเรเชีย ระหว่างละติจูดที่ 20 และ 30 องศาเหนือและลองติจูดที่ 123 และ154 องศาตะวันออก ความเป็นประเทศที่อยู่ทางตะวันออกสุดของโลกจึงมีชื่อเรียกว่า “ดินแดนอาทิตย์อุทัย” และพวกเขาก็เรียกขานตัวเองว่า “ลูกพระอาทิตย์”

ฮอกไกโด (Hokkaido) อันเป็นจุดหมายปลายทางต่อจากเมืองเซนไดของผมในครั้งนั้นเป็นชื่อจังหวัดและเกาะทางตอนเหนือที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเกาะฮอนชู (เกาะที่เป็นที่ตั้งของกรุงโตเกียว) โดยมีอุโมงค์ใต้ทะเลเซกังเชื่อมถึงกัน ฮอกไกโดยังเป็นเขตการปกครองที่ประกอบด้วยหมู่เกาะต่างๆ โดยมีเกาะฮอกไกโดเป็นศูนย์กลาง และเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเขตคือเมืองซัปโปโร (Sapporo)

โชคดีที่สมัยนี้มีรถไฟความเร็วสูงหรือชินกันเซ็นวิ่งให้บริการวันละหลายๆ เที่ยว เราจึงสามารถสร้างสรรค์เส้นทางสู่เกาะเหนือได้แตกต่างออกไป อย่างผมนั่งรถไฟออกจากโตเกียวเพื่อมาหยุดพักที่เซนได ครึ่งทางก่อน (ด้วยระยะเวลาเดินทางเพียงสามชั่วโมงครึ่ง)  พอบ่ายของอีกวันก็ค่อยเปลี่ยนสายรถไฟออกจากเซนไดไปฮาโกดาเตะ เมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุดของเกาะฮอกไกโด ซึ่งระหว่างการเดินทางนั้นต้องเปลี่ยนขบวนต่อรถที่เมืองอาโอโมริก่อนรถไฟหัวกระสุนจะพาเราลอดใต้ท้องทะเลลึกลงไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วยระยะเวลาเพียงครึ่งวัน

คนไทยโดยทั่วไปมักจะคุ้นเคยกับชื่อเสียงฮอกไกโดในความเป็นเกาะที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทิวทัศน์สวยงาม หรือเทศกาลหิมะที่มีการแกะสลักน้ำแข็งสวยงามใหญ่โตของเมืองซัปโปโรจัดขึ้นทุกปีราวเดือนกุมภาพันธ์ หรือชื่อเบียร์ดังชื่อเดียวกับเมืองมากกว่าอื่นใด ฮอกไกโดเป็นเขตที่มีอากาศหนาวเย็น โดยเฉลี่ยจะมีหิมะท่วมอยู่ทั่วไปประมาณ 4 – 6 เดือน ในถดูหนาวจะมีอุณหภูมิ -20 ถึง 5 องศาเซลเซียส ยังดีที่ผมไม่ได้เลือกเดินทางไปเยือนในฤดูหนาวของญี่ปุ่น แม้จะไม่ได้เห็นความสวยงามแปลกตาของหิมะก็ตาม แต่ก็เต็มไปด้วยความมุ่งหมายที่จะไปให้สูงและไกลที่สุดบนเส้นละติจูดของญี่ปุ่น

ความสูงและไกลที่ว่าทำได้แค่เพียงการออกเดินทางจากเมืองฮาโกดาเตะไปถึงซัปโปโร ซึ่งชื่อของเมืองในภาษาของชาวไอนุชนพื้นเมืองดั้งเดิมของเกาะนั้นหมายถึงแม่น้ำสำคัญไหลผ่านที่ลุ่ม  ซัปโปโรที่ผมได้เห็นยังคงมีแสงแดดอุ่นและใบไม้ส่งสีแดงสะดุดตากวักไกวในสายลมต้นฤดูหนาวเตรียมปลิดปลิว และมีสถานที่สำคัญๆ ที่เป็นแลนด์มาร์คของเมืองที่ไม่แวะชมไม่ได้ เช่น ตึกอิฐแดงหรือ “Red Brick” อดีตที่ทำการรัฐบาลท้องถิ่นฮอกไกโด หอนาฬิการูปทรงตะวันตกเก่าแก่กลางเมืองที่มีอายุอานามกว่าร้อยปี และสวนโอโดริที่เป็นสวนกลางเมืองที่เป็นแนวยาวจากเหนือจรดใต้ที่มีน้ำพุและเก้าอี้ไว้ให้ชาวเมืองและคนเดินทางนั่งพักชมบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ

เส้นละติจูดของซัปโปโรอาจจะยังไม่สูงพอ เราจึงนั่งรถไฟเจอาร์ออกจากสถานีซัปโปโรไปลงสถานีโอตารุโดยใช้เวลาเดินทางเพียงเกือบชั่วโมงแค่นั้น โอตารุ (Otaru) เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ห่างจากซัปโปโรทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 40 กิโลเมตร มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 140,000 คน ใจกลางเมืองมีขนาดกะทัดรัด สามารถเดินเที่ยวเล่นได้อย่างสบาย เมืองนี้เคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญเทียบเท่าฮาโกดาเตะ แต่การพัฒนาเมืองกลับช้ากว่า ความเจริญจึงหลั่งไหลไปทางซัปโปโรมากกว่า โอตารุจึงยังคงเป็นเมืองเล็กที่น่าไปเยือนของฮอกไกโด

เช่นเดียวกับชื่อของซัปโปโร เดิมเมืองนี้มีชื่อว่า Otarunai ในภาษาไอนุแปลว่า River running through the sandy beach (แม่น้ำที่ไหลผ่านชายหาด) อาจจะได้ชื่อนี้มาเพราะด้านหลังเมืองถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสามด้าน แล้วภูเขาก็ค่อยๆ ลาดเอียงลงสู่ทะเลทางอ่าว Ishikari โดยมีคลองโอตารุซึ่งเป็นคลองเก่าทอดเป็นแนวยาวอยู่คู่กับโกดังท่าเรือ เป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ที่ผู้คนนิยมไปชมและเดินเล่นริมฝั่งคลองโอตารุ คลองนี้ขุดขึ้นมาผ่านกลางเมืองเพื่อใช้เป็นทางน้ำลำเลียงสินค้าจากเรือใหญ่ในอ่าวมาเก็บไว้ที่โกดังสินค้า  ทุกวันนี้อาคารโกดังเก็บสินค้าเหล่านี้ถูกดัดแปลงเป็นร้านค้าร้านอาหารหรือแม้แต่พิพิธภัณฑ์ที่ใครก็ตามที่ไปถึงเมืองนี้ย่อมไม่พลาดโอกาสแวะชมหลังการเดินเล่นชมโอตารุจนย่ำค่ำ เราเดินห่อตัวในสายลมเย็นที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนผ่านย่านการค้าและร้านรวงที่ค่อยๆ ทยอยปิดกลับเข้าสู่สถานีรถไฟเล็กๆ รอรถไฟโดยสารสู่ที่พักในซัปโปโร การเดินทางสู่ความสูงและไกลในญี่ปุ่นบรรลุดังหวัง ที่เหลือและตกค้างอยู่คือควาทรงจำและรสชาติที่แปร่งปร่าแห่งการเดินทางดุจรสเบียร์ซัปโปโรที่ร่ำลงไปและไหลผ่านลำคอ…

พม่า

อนาคตในห้วงอัสดง

ใครที่ไม่เคยไปพม่าผมขอแนะนำให้หาโอกาสตีตั๋วจับจองการเดินทางด่วน เพราะตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่ชื่อของพม่าจะเป็นที่หอมหวนชักชวนใจบรรดารัฐบาลทุนนิยมเสรี บรรษัทข้ามชาติและเหล่านักลงทุนจากทั่วโลกมากเท่านี้มาก่อน

แต่ก่อนแต่ไรข่าวจากประเทศด้านตะวันตกของบ้านเรามักจะเป็นเรื่องของ The Lady “อองซานซูจี” ผู้ต่อสู้เรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยมายาวนานจนได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี พ.ศ.2534 หรือไม่ก็ข่าวการซื้อขายทรัพยากรธรรมชาติอย่างป่าไม้ ก๊าซธรรมชาติหรือการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าขายให้กับไทย แต่วันนี้เพียงแค่ชั่วกะพริบตาเราอาจตกข่าวเกี่ยวกับพม่าเอาง่ายๆ เกือบจะทุกวันมีการนำเสนอมากมายหลายมุมออกมาจากประเทศที่เคยปิดตัวจากโลกภายนอกและบรรยากาศทางการเมืองหดหู่แสนจะบรรยาย กลายเป็นบรรยากาศแห่งความชื่นมื่นของการอ้าแขนกว้างเปิดรับการเปลี่ยนแปลงจากต่างประเทศด้วยนโยบาย “เปิดประเทศ” ล่าสุดพร้อมกับรอรับการชี้แนะจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศอย่าง IMF ถึงขั้นตอนวิธีต่างๆ ที่จะทำให้ตนเองเป็นแหล่งลงทุนชั้นดีที่น่าสนใจในสายตาของกลุ่มทุนและอุตสาหกรรมจากนานาประเทศที่แม้แต่อองซานซูจีเองยังต้องออกมาเตือนว่าอย่าผลีผลามเข้าไปลงทุนเร็วเกินไป

ค่ำคืนหนึ่งหลังการเดินทางในพม่าผ่านมาแล้วหลายปี จู่ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ที่ปลายสายนั้นเองเป็นชายชาวพม่าเชื้อสายไทใหญ่คนหนึ่งที่ผมบังเอิญได้พบระหว่างการเดินทางและสนิทสนมด้วย เขาโทรฯ มาทักทายหลังจากที่ห่างหายไม่ได้ติดต่อกันไปพักใหญ่ ก่อนหน้านี้เราติดต่อกันด้วยการส่งจดหมายที่มั่นใจได้แน่ๆ ว่าจะต้องโดนเปิดซองตรวจสอบก่อนถึงมือผู้รับในบ้านที่ย่างกุ้ง แต่ทุกวันนี้ยุคสื่อสารไร้พรมแดนแล้ว นอกจากเขาจะใช้โทรศัพท์มือถือโทรฯ หาผมด้วยเบอร์ไทยจากฝั่งเมืองท่าขี้เหล็กแล้วยังถามด้วยว่าผมใช้อีเมลอะไรจะได้ติดต่อกันง่ายขึ้น

“พี่ใช้กูเกิ้ลเอิร์ธไหมที่บ้าน” คือข้อความล่าสุดที่เขาส่งมาถามจากการแชตกันผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์

“ผมจะให้พี่เปิดดูท่าเรือกับสะพานที่ผมมาสัมปทานทำอยู่ตอนนี้ครับ เป็นสัมปทานแบบ BOT (Build Operate Transfer) กับรัฐบาล เสร็จแล้วที่บ้านผมก็จะได้ระยะเวลามาบริหารระยะเวลาหนึ่ง” เขาเล่าถึงงานที่ทำอยู่ตรงชายแดนไทยให้ฟังในอีกวันด้วยภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ…

ไม่มีใครหยุดยั้งสายลมลงได้โดยเฉพาะหากสิ่งที่ว่านั้นคือสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง และหากโลกของเราอยู่ภายใต้ยุคสมัยที่โดนธรรมชาติทวงถามเอาคืนด้วยภัยพิบัติต่างๆ หนักหน่วง ถี่บ่อยง่ายดายขึ้นแล้วละก็ สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ว่าก็ยิ่งพัดกระหน่ำได้รวดเร็วรุนแรงได้ไม่น้อยกว่าฤทธิ์พายุไต้ฝุ่นนาร์กีสที่เคยพัดเข้าถล่มพม่าเมื่อหลายปีก่อนเสียอีก

ถนนทุกสายมุ่งสู่พม่าหลังจากนโยบายเปิดประเทศล่าสุด บรรดานักลงทุนทั้งบริษัทเอกชนและในนามรัฐต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพม่ามีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจจากกำลังทรัพยากรมหาศาล ประเทศก็กว้างใหญ่ซ้ำยังมีพรมแดนติดกับทั้งอินเดียและจีน หรือบ้างก็ว่าอนาคตพม่าอาจจะเติบโตได้มากกว่าไทยเสียอีกและกำลังกลายมาเป็นคู่แข่งด้านการค้าที่สำคัญของไทย ทำให้ใครต่อใครไม่อยากตกขบวนรถไฟที่มุ่งเข้าไปหากำไรในพม่าอีกต่อไป

บรรยากาศและสภาพการณ์เช่นนี้เองที่ทำให้ผู้ที่ไม่เคยสนใจจะเดินทางไปเที่ยวพม่าอย่างผมเพราะไม่อยากเอาเงิน (ซึ่งอาจเป็นแค่เพียงเศษสตางค์ในสายตาคนอื่นๆ) ไปสนับสนุนอุ้มชูรัฐบาลเผด็จการทหารที่เข่นฆ่าประชาชน พระสงฆ์ กักขังนางอองซานซูจี ทำลายชนกลุ่มน้อยเมื่อก่อน แต่ในที่สุดผมก็ตัดสินใจไปดูไปรู้ไปเห็นประเทศเพื่อนบ้านที่คนไทยอย่างเราๆ ถูกปลูกฝังว่าเป็นเหมือน “อมิตร” มากกว่าความเป็นบ้านพี่เมืองน้องด้วยสายตา อารมณ์ ความรู้สึกของตัวเอง ต้องหวนกลับไปคิดถึงการเดินทางในพม่าอีกครั้ง

การเดินทางแค่ชั่วไม่ถึงสองสัปดาห์ด้วยตัวเองในพม่าเพียงลำพังสองชีวิตไปในจุดหมายปลายทางที่เรียกได้ว่าเป็นแม่เหล็กของการท่องเที่ยวหรือ “บิ๊กโฟร์” ทั้งสี่เมืองหลักคือย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ พุกามและตองยี ทะเลสาบอินเล และได้พบคำตอบถึงศักยภาพที่ดีที่พม่ามีอย่างว่า ซึ่งไม่ใช่แนวโน้มทางเศรษฐกิจใดๆ แต่เป็นมิตรจิตมิตรใจ อัธยาศรัยและน้ำใจไมตรีของผู้คนพม่ามากกว่า

ค่ำคืนหนึ่งที่ผ่านการเดินทางในพม่ามาแล้วหลายปี ผมใช้เวลาเปิดดูภาพถ่ายในอัลบั้มการเดินทางสิบกว่าวันหนนั้นด้วยความรู้สึกหลายสิ่งระคนกันอยู่ พร้อมกับถามตัวเองว่าหากนึกถึงพม่าแล้วจะนึกถึงอะไร?

สิ่งนั้นไม่ใช่ชื่อเสียงวีรกรรมการเสียสละของอองซานซูจี ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างหรือสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมหาเจดีย์ชเวดากองหรือสะพานไม้สักอูเบ็งที่น่าตราตรึง แต่กลับคือละอองอณูของความรู้สึก ความผูกพันและความห่วงใยลึกๆ ในแสงเรื่อเรืองขึ้นจากอนาคตของพม่าที่ถูกจับตาที่ดูราวกับแสงอัสดงในโลกทุนนิยมที่ใกล้กาลหลับใหล

โคชิน…ไม่สิ้นทาง

ไม่น่าเชื่อเลยว่ากว่าหนึ่งเดือนนับแต่ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่อินเดียใต้ผ่านมาหลายเมืองทั้งเชนไน พอนดิเชอร์รี่ กานจีปุรัมและมามัลละปุรัม กระทั่งมาถึงเมืองหลวงแห่งรัฐเกรละทางใต้สุดของอินเดียอย่าง “ตริวันดรัม” แล้วก็ตาม ใจที่ปรารถนาการเดินทางของผมก็ยังไม่ยอมสิ้นสุดหยุดการเดินทางลง ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งที่ผ่านมา

ในที่สุดผมก็ตีตั๋วรถโดยสารบ่ายหน้าออกมาจากเมืองตริวันดรัมมุ่งหน้าสู่เออร์นาคูลัม ซึ่งเป็นชื่อที่คนตามท่ารถบอกมาว่าถ้าอยากจะไป “โคชิ” (Kochi) หรือเมืองโคชิน (Cochin) ในชื่อเดิม ขอให้ตีตั๋วรถที่จะพาไปเออร์นาคูลัมก็แล้วกัน เรื่องยุ่งๆ สับสนๆ เช่นนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการเดินทางที่เกิดขึ้นในอินเดีย ด้วยระยะทางที่ผ่านมาและระยะเวลาที่ใช้ไป ทำให้ผมปรับตัวปรับใจและยอมรับวิถีที่ไม่แน่นอนได้ราวกับเป็นคนท้องถิ่นไปเสียแล้ว

จริงอยู่หากเดินทางมาถึงถิ่นอินเดียใต้ ชื่อเสียงของรัฐทมิฬนาฑูอาจจะตรึงเราไว้ด้วยความใหญ่โตของศาสนาสถานแบบฮินดู ภาพโคปุรัมหรือซุ้มประตูทางเข้าวัดฮินดูที่สูงตระหง่านเทียบเทียมความสูงของอาคารหลายชั้น และความวิจิตรของลวดลายและสีสันที่บรรจงปั้นบรรจงทำ แต่หากเดินทางมาถึงรัฐเกรละทางเมืองตริวันดรัมแล้ว ชื่อเสียงของแบ็ควอเตอร์ส (backwaters) ซึ่งเป็นระบบนิเวศที่มีลักษณะเฉพาะของทางฝั่งทะเลสาบอาระเบียหรือชายฝั่งมาลาบาร์ ที่มีลักษณะเป็นบึงน้ำ คลองหรือทะเลสาบที่เชื่อมต่อกันในที่ราบลุ่มท่ามกลางสวนมะพร้าวขนานไปตามชายฝั่งถือได้ว่าเป็นไฮไลต์ของการเดินทางมาทำความรู้จักดินแดนที่เรียกขานตัวเองว่า God’s Own Country

แต่สำหรับคนเดินทางอย่างผมที่มีกำหนดเวลาในการเดินทางในรัฐเกรละอยู่อีกพักหนึ่งเริ่มชักอยากจะไปเห็นเมืองโคชิหรือโคชิน ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของตำรับอายุรเวท ศาสตร์แห่งการดูแลตัวเองที่เลื่องชื่อของอินเดีย ยิ่งไปกว่านั้นเมืองเมืองนี้ยังมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานในฐานะเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของอินเดียมาตั้งแต่ยุคที่มีการค้าขายกับฝรั่งสมัยก่อนอาณานิคมเสียอีก

หลังการเดินทางที่ระหกระเหินขึ้นไปทางเหนือของเมืองตริวันดรัมกว่าหกชั่วโมงด้วยรถโดยสารประจำทาง (220กิโลเมตร) ผมก็เดินทางมาถึงเออร์นาคูลัมตอนก่อนตะวันตกดินพอดี ระหว่างเดินทางพอให้ได้เปิดหนังสือไกด์บุ๊คคู่มือการเดินทางในอินเดียเล่มเขื่อง เลยทำให้เห็นภาพว่าเออร์นาคูลัมนั้นเป็นเสมือนฝั่งแผ่นดินใหญ่ทางตะวันตกของเมืองโคชิน ขณะที่หัวใจของการเดินทางและเสน่ห์และสีสันของโคชินที่แท้จริงกลับอยู่ที่ความเป็นเกาะเล็กเกาะน้อยนอกชายฝั่งซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากกันเท่าไร เกาะใหญ่ๆ ที่มีผู้คนอาศัยมากและมีความเก่าแก่พอๆ กับความเป็นเมืองเรียกว่า “ฟอร์ตโคชิน” และ “มัทตันเชอรรี่” (Fort Kochi and Mattancherry) และผู้คนก็มักจะใช้การเดินทางระหว่างแผ่นดินใหญ่ทางเออร์นาคูลัมข้ามไปยังเกาะต่างๆ ด้วยเรือข้ามฟากขนาดใหญ่มากกว่าจะใช้รถยนต์หรือสะพานซึ่งจะอ้อมและใช้เวลามากกว่า

โคชินในอดีตมีชื่อเสียงจากการเป็นเมืองท่าและการค้าเครื่องเทศของอินเดียมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ต่อมาตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสเมื่อปี 1503 และกลายเป็นเมืองอาณานิคมแห่งแรกของอินเดียที่ตกเป็นของตะวันตก ซึ่งหลังจากโปรตุเกสแล้วชาวดัทช์และอังกฤษก็ยังเข้ายึดครองโคชินอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจนักเมื่อได้ออกเดินเล่นไปตามถนนสายเล็กๆ ที่เงียบสงบบนเกาะฟอร์ตโคชินบางขณะจึงแทบจะหลงลืมไปว่าเดินอยู่ในอินเดีย ค่าที่ส่วนมากแล้วรายล้อมไปด้วยบ้านเรือนและโบสถ์คริสต์แบบตะวันตก

ผมออกเดินสำรวจย่านต่างๆ บนฟอร์ตโคชินโดยไม่รู้จักเหนื่อยเพราะเสน่ห์ที่เรียบง่าย น่าค้นหาของสถานที่แห่งนี้ จนพบโบสถ์เก่าหลังหนึ่งซึ่งมีป้ายด้านหน้าเขียนเอาไว้ว่าเคยเป็นที่ฝังศพของวาสโก ดา กามา นักสำรวจชาวโปรตุเกสที่เดินทางมาถึงที่นี่จนจบชีวิตลง ร่างของเขาถูกฝังอยู่ที่โบสถ์เซนต์ฟรานซิส (St. Francis Church) นานถึงปี 1539จึงถูกนำกลับไปบ้านเกิดเมืองนอน ทุกวันนี้บริเวณนั้นกลายเป็นร้านรวง ร้านกาแฟ ร้านหนังสือสวยๆ และแหล่งที่พักที่ใครก็ตามที่เคยไปถึงที่นั่นก็คงสัมผัสถึงอารมณ์เดียวกันกับที่ตรึงผมเอาไว้

เพียงไม่กี่วันที่ได้แวะพัก สัมผัสจุดหมายที่ยังมิใช่ปลายทางแห่งนี้ผมก็รู้สึกได้ถึงความหลากหลายที่ลงตัว ทั้งอาคารบ้านเรือนแบบเก่าและใหม่ทั้งแบบอินเดียจ๋าและแบบฝรั่งที่ปะปนกันอยู่ โบสถ์คริสต์กับวัดแขกแบบฮินดูหรือมัสยิดที่ตั้งอยู่ละแวกเดียวกัน รวมทั้งการได้ไปลองนวดน้ำมันสูตรอายุรเวทและลิ้มอาหารรสเลิศที่ปรุงรสจัดจ้านจากเนื้อปลาที่อร่อยแตกต่างจากอาหารท้องถิ่นอื่นๆ ที่เคยชิมมา

แม้จะเป็นการเดินทางไกลและยังเป็นการเดินทางไปที่ยังไม่สิ้นสุดทางก็ตาม แต่ระหว่างการหย่อนใจได้เดินเล่น เพลิดเพลินกับภาพชีวิตที่หลากหลาย สัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างทว่าลงตัว โคชินก็มีความผ่อนคลายและสบายใจให้กับคนเดินทางยุคแล้วยุคเล่าเสมอมา เป็นเมืองใหญ่ที่มีวิถีของตัวเองต่อไปในอนาคตและยังเก็บอดีตอันเก่าแก่ที่ทาบซ้อนกันอยู่เอาไว้ ซึ่งรอท่านักเดินทางทุกคนไปสัมผัสบนชายฝั่งมาลาบาร์

ตอนที่ 18

มาเก๊า

เดินบนรอยก้าวที่แตกต่าง

รถไฟจากเซินเจิ้นเทียบท่าสถานีปลายทางที่ฮ่องกงยามบ่ายแก่ๆ หลังจากพักผ่อนเดินเล่นชมความศิวิไลซ์บนเกาะแห่งความรุ่งเรืองในดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ลหลายวันก็ได้เวลาสัญจรสู่ดินแดนแห่งความแตกต่าง… “มาเก๊า” เมืองที่ว่ากันว่ามีความเป็นยุโรปกลางเอเชียปรากฏอยู่อย่างเด่นชัด

ถ้าเสน่ห์ของเซินเจิ้นคือเมืองแห่งใหม่ที่ถูกแปลงโฉมขึ้นจากความไม่มีอะไรของเมืองชายแดนจนดึงดูดผู้คนให้เข้าไปซื้อหาข้าวของเลียนแบบ และฮ่องกงคือสีสันปานใช้ชีวิตกลางสวนสนุก แสงสีและความพลุกพล่านของร้านรวงและผู้คน เสน่ห์ของมาเก๊าก็อาจคือความพอดีตรงกลางของทั้งสองสิ่ง ความใหม่และความเก่า ของความเป็นจีนกับฝรั่ง  และตรงกลางระหว่างความเรียบง่ายของวิถีชีวิต ตึกรามบ้านช่องกับโลกแห่งคาสิโนในยามค่ำคืนที่วิบวับด้วยแสงสีหลอกล่อผู้คน

หินปูถนนเป็นลายลาดลอนคลื่นรูปต่างๆ ชักชวนให้ก้าวเท้าก้าวต่อก้าวออกเดินชมเมืองไม่หยุดหย่อน การเดินเล่นบนย่านจตุรัสเซนาโดหรือเซนาโดสแควร์ให้รสชาติเช่นนี้ ย่านเซนาโดเป็นจุดศูนย์กลางของคาบสมุทรมาเก๊า อันเป็นดินแดนหลักของมาเก๊าซึ่งปัจจุบันเป็นเขตบริหารพิเศษของจีนที่เชื่อมต่อกับจีนตรงด่านจูไห่ ไปจนถึงเกาะไทป้าและเกาะโคโลอาน ดินแดนอีกสองเกาะที่เชื่อมถึงกันด้วยสะพาน ล้วนแต่ให้รสชาติที่แตกต่างในการเยือนมาเก๊า

วันแรกๆ หมดเวลาไปกับการเดินเล่นบนถนนสายต่างๆ ของฝั่งมาเก๊า ทั้งถนนสายที่พักที่มีชื่อว่าถนนแห่งความสุขหรือ  Rua da Felicidade ซึ่งอดีตเป็นถนนสายราตรี แต่ปัจจุบันกลายเป็นทำเลทองของห้องพักราคาประหยัดสำหรับนักแบกเป้ ร้านขนมและอาหารที่ระลึก ตลอดจนร้านอาหารประจำถิ่นจำนวนมาก การสัมผัสย่านจตุรัสเซนาโดซึ่งมีถนนเส้นเล็กเส้นน้อย ตรอกซอกซอยเชื่อมต่อราวกับจะทะลุกันได้ทุกจุดในย่านเมืองเก่าเพื่อชมหมู่อาคารสไตล์ชิโน – โปรตุกีส สมัยโคโลเนียลที่ยังคงสีสดสภาพดี โบสถ์คริสต์ต่างขนาดที่ล้วนแต่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวพันกับความเป็นมานับร้อยๆ ของความเป็นเมืองท่าของมาเก๊า ซึ่งจะพบว่าในที่สุดเรามักจะเดินไปพบสถานที่สำคัญๆ ที่ซ่อนตัวอยู่บนทำเลต่างๆ อย่างไม่จงใจ หรือพบกับมุมสงบๆ ให้นั่งพักท่ามกลางถิ่นอาศัยของผู้คนที่นี่ ที่ให้ความรู้สึกราวกับว่าอยู่เมืองสักเมืองในยุโรป

อีกสองสามวันถัดมาเป็นช่วงเวลาที่สลับกับการนั่งรถประจำทางออกไปเที่ยวดูวิถีชีวิตและเรื่องราวของเกาะไทป้า เกาะใหญ่อีกเกาะหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกล ไทป้าเป็นที่ตั้งของสนามบินมาเก๊าและโรงแรม ตลอดจนคาสิโน สถานบันเทิงใหญ่ๆ หลายแห่ง ไทป้าจริงๆ เหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่จุดหนึ่งที่ดึงดูดเอาไว้ได้ ไม่พ้นที่จะเป็นบรรยากาศสบายๆ ของสิ่งปลูกสร้างสีสวยริมฝั่งน้ำ ที่ตกค้างมาจากอดีตที่เรียกว่า Praia Avenue อันเป็นหมู่นิวาสถานของเหล่าชนชั้นสูงจากยุโรปที่บริหารและปกครองมาเก๊าในอดีต

เมื่อเดินทางถึงเกาะโคโลอานอันเป็นการเดินทางตามหาร้านขนมอร่อยๆ อย่างทาร์ตไข่เจ้าเก่าแก่ที่ชื่อลอร์ดสโตว์ ( Lord Stow) ซึ่งเปิดขายมาตั้งแต่ปี 1989 และที่หมู่บ้านโคโลอานแห่งนี้ก็ถือว่าเป็นร้านต้นตำรับที่นักเดินทางอยากจะหาเวลานั่งลงจิบเครื่องดื่มอุ่นๆ แกล้มทาร์ตไข่รสหอมทั้งนุ่มทั้งกรอบจนไม่อยากลุกไปไหน แต่โคโลอานก็ยังมีเสน่ห์ตรงความเงียบเชียบ และเส้นทางที่พาเถลไถลออกไปไกลถึงชายหาดเพื่อดูคลื่นลมทะเลพัดแรงแกล้มซีฟู้ดปิ้งย่างที่ปักหลักขายกันบนชายหาด

ใช่เพียงทาร์ตไข่เท่านั้นที่โด่งดังและบ่งบอกถึงวิถีชีวิตที่ผสมผสานระหว่างตะวันตกและตะวันออกของมาเก๊า แต่อัลมอนด์คุ้กกี้ก็เป็นขนมของกินของฝากขึ้นชื่อของมาเก๊าอีกอย่างที่ยังเห็นผู้คนทำกันเป็นล่ำเป็นสันและเป็นอีกสิ่งที่น่าลิ้มลอง ขณะที่ร้านหมูแผ่นปิ้งย่างกันสดๆ ตามริมถนนทางเดินในตรอกซอกซอยก็มักจะชี้ชวนให้ลูกค้าลองลิ้มดูก่อน รวมไปถึงการหาติ่มซำในร้านเก่าๆ ที่ให้บรรยากาศเหมือนนั่งรับประทานอยู่ในโรงเตี๊ยม ล้วนเป็นรสชาติและบรรยากาศการเยือนมาเก๊าที่ยากจะเก็บให้ครบได้ง่ายๆ

จากการเดินเล่น หยุดยืนเหลียวชมบ้านช่องห้องหอบนถนนที่ปูลาดด้วยก้อนหินจากจุดศูนย์กลางเมืองไปจนถึงการหยุดยืนรับลมทะเลหม่นเหม่อในหมู่บ้านเล็กๆ เงียบสงัดบนเกาะโคโลอาน ตอกย้ำและนำพาให้รู้สึกถึงพลังแห่งความแตกต่างที่หยัดยืนไม่แปรเปลี่ยน ร่วมกันอยู่ในดินแดนนี้…ที่มาเก๊า

ตอนที่ 17

หนึ่งวันแสนสั้นที่แสมสาร

เคยแต่แบกเป้เถลไถลไปต่างบ้านต่างเมืองต่างถิ่นต่างที่ไกลๆ จนไม่รู้ว่าหลงเหลือความฝันหรือการเดินทางใดอีกบ้างในชีวิต จนวันหนึ่งเมื่อได้หยุดนิ่งๆ อยู่กับที่อยู่กับตัวเอง โอกาสแห่งการเดินทางก็หวนย้อนกลับมาหาอีกวัน แต่เป็นวันสั้นๆ ของการเดินทางแค่เช้าไปเย็นกลับเท่านั้น ก็จะต้องการเวลาอะไรมากมายกับจุดหมายแค่การไปเกาะแสมสาร

แรกที่รู้ว่าชอบและน่าสนใจในเกาะนี้น่าจะเป็นที่ชื่อซึ่งฟังดูแปลกหูและไพเราะไม่เหมือนเกาะไหนๆ แต่อาจจะเพราะความที่อยู่ใกล้ (เข้าทำนองใกล้เกลือกินด่าง) แค่เพียงอำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรีแค่นั้น ทำให้ช่องแสมสารหรือหมู่เกาะแสมสารกลายเป็นจุดหมายใกล้ๆ ที่เดินทางผ่านไปมาตลอดเวลา แต่ไม่เคยได้หรือไปถึงจริงๆ สักที

จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อโครงการอาสาพิทักษ์ปะการังไทย ของบริษัท ลอรีอัล ประเทศไทยได้ชักชวนไปทำความรู้จักกับแสมสาร ไปรู้ลึกเรื่องราวของสตรีนักวิทยาศาสตร์ผู้น่าสนใจอย่าง รศ. ดร. สุชนา ชวนิชย์ จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเอาจริงเอาจังกับการขยายพันธุ์เพื่อปลูกปะการังในอ่าวไทยมาหลายปี โดยร่วมขบวนลงเรือลำเดียวกันกับชาวลอรีอัล ประเทศไทยกว่าร้อยชีวิตเพื่อไปทำกิจกรรมอาสาพิทักษ์ปะการัง ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้พนักงานออกไปทำประโยชน์ให้กับสังคมและชุมชนของตนเองเนื่องในวันก่อตั้งบริษัทหรือ Citizen Day ทุกๆ ปี

แสมสารตรงฝั่งแผ่นดินใหญ่ที่ไปถึง เป็นบริเวณที่เรียกว่าช่องแสมสารหรือตำบลแสมสาร ซึ่งเป็นชุมชนประมงดั้งเดิมจนกระทั่งทุกวันนี้ สภาพบ้านเรือน ร้านค้าและรีสอร์ตที่พักต่างๆ แลดูสงบเรียบร้อย ไม่พลุกพล่านจนนึกอยู่ในใจว่าอยากจะหาโอกาสและเวลาย้อนกลับไปเยือนที่นี่อีกครั้ง จากจุดแรกที่ไปแวะคือพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่และการดูแลของกองทัพเรือ ได้รู้ว่าแค่เพียงเดินผ่านสะพานท่าเทียบเรือเพื่อลงเรือก็จะสามารถข้ามไปยังเกาะแสมสารเบื้องหน้าโดยเวลาเพียง 5 นาทีเกาะแสมสารที่เห็นนั้นเป็นเกาะใหญ่อยู่ตรงกลาง มีเกาะเล็กๆ ขนาบข้างอยู่อย่างเกาะแรดและเกาะหนู

ทะเลฝั่งเกาะแสมสารวันนั้นสงบและงดงาม ท้องน้ำและชายหาดเปล่งประกายเย้ายวนแม้จะยามหน้าฝน แต่โชคดีที่ท้องฟ้าวันนั้นแทบไม่มีสายฝนหล่นลงมา จากท่าเรือมองเห็นป้ายแสดงจุดศึกษาธรรมชาติเกาะแสมสารบนพื้นที่ 5 กิโลเมตรที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือข้ามฝั่งมาชมธรรมชาติ เล่นน้ำ หรือปั่นจักรยานไปตามเส้นทางระยะทางหลายกิโลเมตรบนเกาะ เมื่อถึงเวลาย่ำเย็นก็ต้องกลับเข้าฝั่ง เพราะไม่สามารถพักค้างคืนบนเกาะแสมสารได้

วันนั้นเป็นครั้งแรกของความร่วมมือระหว่างประชาชนทั่วไปที่ได้มาช่วยกันอนุรักษ์ปะการังสู้กับปัญหาปะการังฟอกขาว อันเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทางทะเลและปัญหาภาวะโลกร้อนซึ่งทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น โดยแบ่งกลุ่มผู้คนที่ไปร่วมทำกิจกรรมออกเป็นกลุ่มดำน้ำลึกเพื่อนำปะการังที่เพาะเลี้ยงไปปลูกใต้ท้องทะเล กลุ่มดำน้ำตื้นเพื่อนำปล่อยหอยมือเสือ ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่ช่วยดูแลระบบนิเวศในทะเลไปปล่อย กลุ่มบนฝั่งปักหลักที่ชายหาด ช่วยกันทำความสะอาดและสร้างบ้านให้ปะการังตัวอ่อนและทำความสะอาดปะการังในบ่อเพาะเลี้ยง ก่อนจะนำไปอนุบาลต่อจนกว่าจะมีอายุมากขึ้นและโตพอที่จะนำไปปล่อยคืนสู่ทะเล

ปะการังที่โตจนมีอายุ 3 – 4 ปีเป็นผลจากการขยายพันธุ์ของปะการังกว่า 10 ชนิดที่พบในฝั่งอ่าวไทยโดยอาจารย์สุชนาและทีมงานได้ไปเก็บไข่และน้ำเชื้อของปะการังจากธรรมชาติจริงๆ มาผสมพันธุ์และเพาะเลี้ยงจริงๆ แม้วิธีนี้จะยุ่งยาก ใช้เวลาและงบประมาณมากกว่าการปลูกปะการังที่ใช้วิธีตัดต้นอ่อนปะการังไปปลูกที่ทำกัน ซึ่งเป็นการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ แต่วิธีการเพาะเลี้ยงปะการังจนเติบโตก่อนนำไปปลูกหรือไปปล่อยในทะเลเช่นนี้ทำให้มีโอกาสรอดและเจริญติบโตต่อในธรรมชาติมากกว่า มีความแข็งแรง สามารถสู้กับภาวะคุกคามในธรรมชาติและไม่เกิดการฟอกขาวขึ้นอีก

วันหนึ่งวันสั้นๆ กับการเดินทางสู่แสมสาร ทำให้ได้รู้ว่าด้วยน้ำมือของคนนั่นเองที่ทำให้เกิดปัญหาต่อธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่นปะการัง แม้ไม่อาจจะมองเห็นยามยืนมองทะเลออกไป แต่มือทุกมือก็ช่วยกันเยียวยาแก้ไขหรือหยุดยั้งปัญหาได้ด้วยความมีน้ำใจและความตั้งใจ

ตอนที่ 16

เพลาฝนบนสมุย

เกาะสวาทหาดสวรรค์อันลื่อชื่อทางฝั่งอ่าวไทยที่นักเดินทางทั้งชาวไทยและจากทั่วโลกนิยมเดินทางไปเยือนไม่น้อยไปกว่าเกาะอื่นใดทางอันดามันก็คือ “เกาะสมุย” แห่งเมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย ฯลฯ สุราษฎร์ธานี อาจเป็นด้วยทำเลที่ตั้งที่เดินทางห่างจากฝั่งคือท่าเรือดอนสักไปไม่ไกล แค่เพียง 84 กิโลเมตร และทะเลของอ่าวไทยที่ไม่ได้เป็นทะเลเปิด จึงทำให้สมุยสามารถไปเยือนได้เกือบจะทุกสภาพฤดู ไม้เว้นแม้แต่ยามฝนพรำ

ในอดีตเกาะสมุยเคยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งมะพร้าวพันธุ์ดีจากการเพาะปลูกมะพร้าวจำนวนมาก และเป็นชุมชนที่ปลูกมะพร้าวทำสวน หรือชุมชนประมงเท่านั้น แต่เมื่อการท่องเที่ยวย่างกรายเข้ามาครอบงำบรรยากาศทั้งหมดทั้งมวลของสมุยเอาไว้ สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนและความเป็นไปของโฉมหน้าสมุยก็เปลี่ยนไปนานหลายปีผ่านมา จนผู้คนแทบจะจดจำไม่ได้แล้วว่าเมื่อพูดถึงสมุยแต่ก่อนคนเราจะคิดถึงต้นมะพร้าวและลิงเก็บมะพร้าว ไม่ใช่ชายหาด ทะเลและนักท่องเที่ยวฝรั่งที่นอนอาบแดดตากลมบนหาดเหมือนในวันนี้

แท้จริงแล้วนั้นสมุยมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามและน่าสนใจ เช่น น้ำตกหน้าเมือง ชายหาดสวยๆ หลายแห่ง หินตาหินยายที่มีรูปร่างพันลึกชวนคิด เจดีย์และวัดวาต่างๆ เช่น วัดพระใหญ่ สวนผีเสื้อ ศูนย์ฝึกลิง พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่วัดละไม และยังมีวิถีวัฒนธรรมที่อาจถูกหลงลืมไว้ในวันวาน เช่น การกวนกาละแม ขนมกินเล่นที่ขึ้นชื่อซึ่งจะอร่อยได้เพราะความหวานมันของกะทิสมุย หรือชุมชนประมงเล็กๆ ที่บ้านบ่อผุด การชิมอาหารปักษ์ใต้รสเข้มข้นทั้งข้าวยำ แกงส้ม หรือขนมจีนน้ำยาที่ยังคงหาชิมได้ตามมุมถนนตามย่านของคนท้องถิ่น เช่นตลาดแถวหน้าทอนหรือตรงหัวถนน มากกว่าจะเป็นแถวละไมหรือเฉวง ซึ่งทุกวันนี้เป็นทำเลทองของนักท่องเที่ยวไปแล้ว

เมื่อตัดสินใจลงเรือเฟอร์รี่จากฝั่งดอนสักตอนกลางวันในวันที่ฟ้าฉ่ำฝน ผมใช้เวลาทอดสายตาไปกับเส้นขอบฟ้ากว้างบนผิวน้ำที่ไม่ได้เห็นบ่อยครั้งนัก ความรู้สึกที่ปลอดโปร่งผ่อนคลายขณะเดินทางเรื่อยๆ บนเรือเหล็กลำใหญ่ช่วยให้ชั่วโมงของการเดินทางครั้งนั้นไม่ยืดยาวน่าเบื่อ เมื่อไปถึงผมเลือกที่พักแถวแม่น้ำ ซึ่งยังพอมีที่พักราคาไม่สูงลิ่วจนแบกรับไม่ไหว ขณะที่ย่านอื่นๆ ทั่วไปบนเกาะในตอนนี้ที่ได้เห็นมีการก่อสร้างรีสอร์ต โรงแรมที่พักอย่างเบียดเสียด เบียดตัวกันขึ้นจนแทบจะหาที่ว่างสักตารางนิ้วไม่ได้เลย แม้ว่าทำเลแห่งนั้นจะเป็นหาดที่เต็มไปด้วยโขดหินหรือภูเขาผาชันก็ตาม

สภาพการก่อสร้างมากมายและความแออัดคับแคบที่เกิดขึ้น ทำให้ในยามสายฝนเทลงมา สิ่งปลูกสร้างได้ขวางกั้นทางเดินของน้ำ ทำให้น้ำไม่ไหล เกิดเป็นสภาพน้ำท่วมขัง หรือไม่ก็ชะคราบไคลความสกปรกของขยะและน้ำเสียไหลไปกองรวมกันที่ชายหาด เป็นภาระให้ท้องทะเล การใช้ชีวิตและการสัญจรไปมาของผู้คนบนสมุยในยามฝนตกหนัก จึงประสบกับความทุลักทุเลและห่างไกลจากคำว่าสวยงามน่าอยู่ จนคนเดินทางอย่างผมเกือบจะท้อใจ ไม่คิดอยากจะกลับไปเยือนสมุยอีก

แต่ความน่ารักและน่าสนใจของสมุยก็ยังอยู่ที่ถนนสายยาวเกือบจะรอบเกาะ ที่เราสามารถวิ่งวนไปรอบๆ หยุดชื่นชมทัศนียภาพและแหล่งท่องเที่ยว ย่านชุมชนเล็กน้อยทั่วเกาะที่มีความแตกต่างกัน ผมเองชอบบรรยากาศของบ้านเรือนเก่าๆ สองข้างทางตรงหัวถนนที่ยังคงมีอาคารไม้ที่มีฉลุลายลูกไม้ให้ได้เห็นอยู่หลายหลัง ที่สามารถนำพาเรากลับเข้าสู่เงาอดีตของสมุยเมื่อครั้งที่ยังเป็นแค่เกาะแห่งสวนมะพร้าวและบ้านของชาวประมงอยู่

กาลเวลานำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่สมุย และสมุยก็เป็นเป้าหมายแห่งความเปลี่ยนแปลงยากหยุดยั้ง ท่ามกลางความเป็นความตายจากพายุแห่งการท่องเที่ยวที่สาดซัด สายฝนที่หล่นลงมาเบาๆราวกับจะบอกว่า ลมหายใจของสมุยยังไม่หมดสิ้น แม้จะรวยรินอ่อนล้าบ้างก็ตาม

ตอนที่ 15

ซินจ่าวฮอยอัน

การเดินทางตั้งแต่ซาปา เมืองชายแดนบนยอดเขาเหนือสุดของประเทศ ผ่านเวลาสัปดาห์เศษกว่าจะพ้นผ่านเมืองหลวงฮานอย รอนแรมลงมาทางใต้สู่เว้และดานังด้วยรถยนต์ จนกระทั่งล่วงเลยเที่ยงวันกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางที่เมืองเล็กๆ ตอนกลางค่อนไปทางใต้ริมชายฝั่งของเวียดนาม

ที่แห่งนี้คือที่ที่ผมเคยได้ยินชื่อเสียงอันโด่งดังในความเป็นเมืองน่ารักก่อนที่จะได้เจอ ไปชิดใกล้และทำรู้จักมาช้านาน ด้วยเสียงลือเสียงเล่าอ้างทำให้ผมแอบที่จะตั้งความคาดหวังเอาไว้ไม่น้อยในความตั้งใจที่จะไปกล่าวคำว่าสวัสดีในภาษาเวียดนามว่า “ซินจ่าว” กับ “ฮอยอัน” (Hoi An) เมืองมรดกโลกตั้งแต่ปี 2542

ฮอยอันอยู่ห่างจากดานังทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำทูโบน ห่างจากชายฝั่งทะเลเข้ามาตอนในระยะทางไม่กี่กิโลเมตร ผมได้ยินได้ฟังมาว่าที่นี่เป็นเมืองเก่าเต็มไปด้วยเสน่ห์ โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่โคมประทีปหลากสีจะถูกจุดขึ้นประดับประดาไปตามตรอกซอกซอยเล็กๆ ที่มีอาคารปูนแบบกึ่งเวียดนามกึ่งยุโรปตั้งอยู่เรียงรายราวกับฉากภาพยนตร์ย้อนยุค แต่แท้จริงแล้วอาคารบ้านเรือนเหล่านี้ล้วนแต่มีอายุนับร้อยปีขึ้นไป และยังคงได้รับการดูแลเพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ร้านค้าของที่ระลึก ร้านอาหาร คาเฟ่ แกลเลอรี่ กระทั่งที่พักหลากหลายของฮอยอันในวันนี้
อาจเป็นด้วยความคาดหวังว่าจะได้เห็นเมืองเล็กๆ น่ารักๆ มีความสมถะ ไม่พลุกพล่าน ตามที่เคยได้ยินนักเดินทางก่อนหน้านี้ร่ำลือเข้าหู แต่กลับพบว่าความรู้สึกแรกที่รอนแรมแบกเป้มาถึงฮอยอันก็คือ ความตื่นตะลึงกับบรรยากาศของการเป็น “เมืองท่องเที่ยว” ร้านรวงต้อนรับนักท่องเที่ยวเต็มสองฝากถนนทั่วเมือง ความคึกคักอย่างผิดความคาดหมาย กระทั่งจำนวนนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตา

แต่แล้วเมื่อได้ค่อยๆ ใช้เวลาปรับตัวจูนเข้าหาความเป็นเมืองเก่าที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้โฉมหน้าของเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมโดยใช้เวลาที่ฮอยอันผ่านไปสามสี่วันแล้วนั้น จึงทำให้รู้สึกถึงเสน่ห์ที่สร้างประทับใจให้ผู้คนที่เคยไปเยือนฮอยอันมาแล้ว

ฮอยอันในอดีตเคยรุ่งเรืองจากการเป็นเมืองท่า ชื่อเดิมของเมืองคือไฟโฟ (Faifo) หรือไฮโป ตั้งอยู่ริมแม่น้ำทูโบน ซึ่งเป็นสายเลือดหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจจาการเป็นเมืองท่าค้าขายในอดีตมาก่อน จนกระทั่งแม่น้ำทูโบนตื้นเขิน เมืองท่าดานังจึงเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาแทนที่ฮอยอันซึ่งประสบกับภัยพิบัติน้ำท่วมและภัยสงครามหลายยุคหลายสมัย แต่ก็ยังดีว่าการท่องเที่ยวได้ก้าวเข้ามาชุบชีวิตเมืองเก่าฮอยอันแห่งนี้เอาไว้

เย็นวันหนึ่งผมตัดสินใจที่จะไปล่องเรือบนลำน้ำทูโบนเพื่อชื่นชมทัศนียภาพสองฟากฝั่งสายน้ำอันกว้างใหญ่ หลังจากแวะอุดหนุนน้ำมะพร้าวสดที่ท่าเรือแล้วก็จัดการว่าเรือชาวบ้านที่จอดรออกทัวร์ล่องแม่น้ำทูโบนในยามเย็น โดยมีสตรีเวียดนามวัยกลางคนเป็นคนแจวเรือให้เรานั่งอย่างคล่องแคล่ว ในระหว่างการล่องลำน้ำนั้นเธอยังพาเราโฉบเข้าไปเยี่ยมชม “บ้านบนเรือ” ของเธอและครอบครัวด้วย แม้ว่าเราจะสื่อสารกันด้วยภาษามือและแววตาเท่านั้น แต่ก็พบว่าเธอเองรู้สึกดีที่ได้พาเราไปเยี่ยมบ้านและชุมชนชาวเรือของเธอ

การออกเดินเล่นเพื่อชมหมู่อาคารเก่าสีน้ำตาลเหลืองที่มีสีสันล้อเล่นตัดกับแสงแดดและท้องฟ้าสด บนถนนตรันฝู สายเล็กๆ กลางเมือง ถนนสายนี้เป็นหัวใจของการท่องเที่ยวของฮอยอันเพราะเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์โบราณและบ้านเก่าหลายหลังที่หลงเหลือและยังคงมีการดูแลรักษาเอาไว้ให้เข้าไปเที่ยวชม พิพิธภัณฑ์ทางทะเลและพิพิธภัณฑ์เครื่องเคลือบเซรามิกแบบโบราณที่มีการค้นพบที่ฮอยอัน โรงงานผ้าปักแบบชุมชน เมื่อเดินที่ปลายสุดของถนนด้านหนึ่งก็จะพบโบราณสถานที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้ เรียกว่า “สะพานญี่ปุ่น” ซึ่งสร้างโดยชาวญี่ปุ่น เป็นสะพานแห่งมิตรไมตรี ตัวสะพานเล็กๆ เป็นไม้ที่มีหลังคากระเบื้องลวดลายตกแต่งวิจิตรทอดข้ามลำคลองสายเก่า ที่ใครก็ตามไปถึงฮอยอัน ย่อมไม่พลาดที่จะแวะมาทำความรู้จักทักทายสะพานแห่งนี้

ยามรุ่งสางกับการออกเดินจากที่พักผ่านบ้านเรือนโบราณกลางเมืองในแสงสลัวเพื่อไปเที่ยวชมตลาดเช้าริมแม่น้ำอันแสนคึกคักด้วยชาวประมงที่นำปลาและสัตว์น้ำขึ้นมาจำหน่าย พืชผักและดอกไม้นานาชนิดที่ชาวบ้านนำออกมาวางขาย ไม่นับรวมอาหารแบบท้องถิ่นทั้งคาวหวานที่ล้วนแต่น่าลิ้มลองอาหาร โดยเฉพาะเมนูก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ที่เต็มไปด้วยผักอย่างฮอยอันที่เรียกว่า Cao Lau (เกาเหลา) เป็นสีสันของการเยือนฮอยอัน

ชายหาดเกาได๋หรือชายหาดจีนที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเพียง 5 กิโลเมตร ซึ่งออกไปเที่ยวเล่นได้ง่ายๆด้วยการปั่นจักรยาน เป็นอีกจุดหนึ่งที่ให้ความรู้สึกดีหลังจากใช้เวลาเที่ยวชมมุมต่างๆ ในเมืองเก่าเล็กๆ จนเกือบทั่วแล้ว ความโล่งกว้างสะอาดของทะเลและหาดทราย บรรยากาศของผู้คนที่ดูแตกต่างไปจากชายทะเลของไทยที่เคยเห็น ช่วยเติมเต็มช่วงเวลาและเรื่องราวของการมาทักทายฮอยอัน เมืองเล็กที่เสน่ห์ไม่เล็กที่ใครๆ ก็หลงรักได้เป็นอย่างดี

ตอนที่ 14

หินมหัศจรรย์

แก่งสามพันโบก

การเดินทางครั้งสั้นๆ แต่คิดค้างอยู่ในความทรงจำเนิ่นนาน สำหรับหลายคนที่ชื่นชอบการเดินทางอาจจะเคยมีประสบการณ์เช่นเดียวกันกับผม นั่นก็คือการรสชาติหรือสิ่งที่การเดินทางมีให้และหลงเหลือรอยทางเอาไว้ในชีวิตของเราโดยไม่ยึดติดกับเวลาว่าการเดินทางครั้งนั้นจะเป็นระยะเวลาสั้นยาวแค่ไหน

หลายปีก่อนตอนที่ผมเคยเป็นนักข่าวสายสิ่งแวดล้อม ผมได้ไปเดินป่าดงนาทามในอุทยานแห่งชาติผาแต้มตามคำชักชวนของเพื่อนซึ่งทำงานอนุรักษ์ด้านป่าชุมชนในจังหวัดอุบลราชธานี เราเดินป่ากันไปแบบคณะเล็กๆ แค่สี่คน ค่ำไหนนอนนั้นท่ามกลางป่า ลานหินและบรรยากาศธรรมชาติอย่างเรียบง่ายโดยใช้เวลาสองวันหนึ่งคืน ผ่านผาชะนะไดขึ้นเหนือของป่าผาแต้มไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปสิ้นสุดที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงซึ่งมีชุมชนเล็กๆ แถบอำเภอโพธิ์ไทยและอำเภอเขมราฐแบบที่ผมไม่รู้เนื้อรู้ตัว (ยังดีที่ไปกับเพื่อนซึ่งเป็นผู้นำทางและน่าจะรู้ตัวดีว่าเราจะสิ้นสุดการเดินลงที่นั่น)

หลังจากแวะพักดื่มน้ำกินข้าวเที่ยงพักเหนื่อยจากการเดินทางมาครึ่งวันเต็มจนหายเหนื่อย เพื่อนก็บอกว่าเราจะลงเรือล่องไปบนลำน้ำโขงกลับเข้าสู่จุดหมายแรกที่เริ่มออกเดินจากอำเภอโขงเจียมที่อยู่ทางใต้ลงไป ความทรงจำและประทับใจที่หลงเหลือตกค้างจากการเดินทางไม่สั้นไม่ยาวครั้งนั้นก็คือภาพของเรือลำน้อยโดยมีคณะเล็กๆ ของเราโดยสารไปบนลำน้ำสีน้ำตาลกว้างใหญ่โดยมีสายน้ำไหลรี่ดุจมีชีวิต สองฟากฝั่งขนาบด้วยโขดหินเล็กบ้างใหญ่บ้าง หรือบางทีก็สูงใหญ่และมีลวดลายน่าเหลียวมอง สร้างความเพลิดเพลิน ผ่อนคลายบางทีก็ตื่นตาตื่นใจจนนั่งไปติดที่ ถือเป็นประสบการณ์และช่วงเวลาสั้นๆ ที่อยู่ในใจผมตลอดมา

ผมได้หวนกลับไปริมฝั่งแม่น้ำโขงแถบนี้อีกครั้งในช่วงต้นปีที่ผ่านมาหลังจากเวลาผ่านไปเป็นสิบปี แต่แม่น้ำโขงไม่เคยเปลี่ยนลีลาการรี่ไหล แม้ว่าจะมีข่าวเรื่องน้ำโขงแห้งขอดในบางฤดูกาลที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีข่าวเรื่องการก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าหรือการระเบิดแก่งหินแม่น้ำโขง แต่สายน้ำนั้นยังคงตั้งอยู่ ณ พรมแดนด้านตะวันออกเหมือนเดิม รอคอยการกลับไปเยือนของผมและของใครหลายคน เพื่อให้ประจักษ์กับความมหัศจรรย์และความงดงามของธรรมชาติที่เป็นบ่อเกิดแห่งแรงบันดาลใจให้กับคนเรามากกว่าแค่การรุมทึ้งทำลาย โดยคาดหวังประโยชน์เพียงสั้นๆ

การเดินทางครั้งใหม่นี้ยังเป็นการเดินทางเพียงชั่วเวลาสั้นๆ ไม่กี่ชั่วโมงเหมือนเดิม เราไปลงเรือกันที่หาดสองสลึง บ้านปากกะหลาง ตำบลคอนสาน อำเภอโพธิ์ไทร โดยมีจุดหมายอยู่ที่การไปให้ถึง “สามพันโบก” แก่งหินขนาดใหญ่ในลำน้ำโขงที่มีความสวยงามแปลกตาอลังการ จนมีคนเรียกขานว่าเป็นแกรนแคนยอนเมืองไทย และกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังแห่งใหม่ของอำเภอเขมราฐและโพธ์ไทยหลังจากที่มีมิวสิกวิดีโอและภาพยนตร์โฆษณาหลายเรื่องจับจองมาเป็นโลเกชั่นถ่ายทำ

แก่งสามพันโบกมีที่ตั้งอยู่บ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นแก่งหินขนาดใหญ่ในลำน้ำโขง ซึ่งจะปรากฏให้เห็นเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง (เดือนมกราคม –- เมษายน)  ชื่อของ “สามพันโบก” เพราะบนแก่งหินมีแอ่งน้ำขนาดเล็กใหญ่มากเป็นพันๆ แอ่งเล็กบ้างใหญ่บ้าง ส่วนคำว่า “โบก” นั้นเป็นภาษาลาวแปลว่า “แอ่งน้ำ”

การเดินทางไปแก่งสามพันโบกแม้จะไปได้ทั้งทางรถยนต์ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะนิยมนั่งเรือจากหาดสลึง ล่องตามลำน้ำโขงระยะทาง 4 กิโลเมตร ระหว่างทางผ่าน “ปากบ้อง” ซึ่งเป็นจุดแคบที่สุดของแม่น้ำโขงที่มีความกว้างเพียง 56 เมตร และ “หินหัวพะเนียง” แก่งหินกลางแม่น้ำที่ทำให้แม่น้ำโขงแยกออกเป็นสองสายหรือสองคอน ในภาษาท้องถิ่นที่มาของชื่อ “บ้านสองคอน” และในบริเวณใกล้เคียงกันยังมีจุดที่น่าแวะชมที่มีความสวยงามอื่นๆ อีกมาก เช่น หาดหงษ์ หาดหินสี หลักศิลาเลข (หินที่ทางฝรั่งเศสทำเอาไว้เพื่อวัดระดับน้ำดูพิกัดในการเดินเรือสมัยก่อน)

เมื่อเรือหยุดพักให้เราขึ้นไปเดินเล่นตามจุดแวะชมต่างๆ จนหลงลืมว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ความประทับใจที่เกิดกับผมก็คือการได้เห็นแก่งหินขนาดใหญ่ดุจกำแพงหรือภูเขากลางลำน้ำโขง บ้างโค้งบ้างเว้าเพราะถูกกระแสน้ำกัดเซาะต่อเนื่องไม่รู้ยาวนานแค่ไหน กว่าหินที่เห็นจะก่อเกิดกลายเป็นรูปร่างรูปทรงที่แตกต่างมากมายคล้ายประติมากรรมหรืองานศิลปะตามแต่ที่ผู้ดูจะจินตนาการว่าเห็นเป็นรูปอะไร ผมอดที่จะนึกถึงเมืองบาดาลไม่ได้จากอาณาบริเวณกว้างใหญ่ของแก่งหินที่มองออกไปจนสุดสายตา ว่าฝูงปลาและเหล่าสัตว์น้ำในแม่น้ำโขงจะเริงร่าแค่ไหนยามที่หินเหล่านี้จมอยู่ใต้น้ำ

นี่ถือเป็นความงามและความมหัศจรรย์ที่ดลบันดาลใจเราและทรงคุณประโยชน์โดยแท้

ตอนที่ 13

เซนได

ความฝันแสนใกล้ ความจริงแสนไกล

ชายฝั่งมัตสึชิม่าปกคุลมด้วยเมฆฝน ไม่ไกลจากตัวเมืองเซนได ที่ใครๆ ก็อยากไปเห็น

ความไม่คาดฝันช่างน่าสนใจและเป็นเสน่ห์หนึ่งที่ยากจะเข้าถึงของการมีชีวิต ด้วยว่าทุกโมงยามเราทุกคนล้วนมีชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอน ไม่อาจคาดหมาย และสิ่งที่อยู่เหนือความคาดฝันก็ผ่านเข้ามาสร้างความประหลาดล้ำให้กับโมงยามของการมีชีวิตอยู่เสมอ

ผมเองไม่คาดฝันว่าตัวเองอยากจะหยิบยกเรื่องการเดินทางในญี่ปุ่นขึ้นมาเขียนถึงในคอลัมน์ “Green Backpacker” อีกครั้ง แต่เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งใหญ่โยกไหวสั่นสะเทือนและสร้างความสูญเสียแถวจังหวัดมิยางิจนยากจะประเมินความเสียหายเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะหวนกระหวัดย้อนกลับไปคิดถึงการเดินทางในญี่ปุ่นของตัวเอง ซึ่งครั้งหนึ่งผมได้เคยไปถึงเซนได จุดที่อยู่ใกล้ที่สุดของการเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิ

เมืองเซนได (Sendai) เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของภูมิภาคโทโฮกุ (Tohoku) ซึ่งเป็นภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งใน 15 เมืองใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น เป็นศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาคและของใครก็ตามที่มุ่งหน้าขึ้นสู่ภาคเหนือด้วยรถไฟความเร็วสูง จะต้องผ่านเมืองเซนได (และต้องผ่านฟุกุชิมะ ซึ่งมีเหตุการณ์เตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอชิระเบิด) ก่อนจะขึ้นสู่เกาะฮอกไกโด

ภาพของความทรงจำเมื่อออกเดินทางจากสนามบินนานาชาตินาริตะมุ่งหน้าขึ้นเหนือด้วยรถไฟ JR สายตะวันออกในยามบ่ายไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงเมืองเซนไดตอนพลบค่ำของผมยังคงแจ่มชัด เราออกเดินจากสถานีรถไฟเซนไดอันเป็นศูนย์กลางของย่านหลักของเมืองเพื่อออกไปตามหาที่พักซึ่งเนบ้านพักเยาวชนที่จับจองมาก่อนล่วงหน้าด้วยคิดว่าไม่น่าจะหายากอะไร แต่แล้วก็มืดแปดด้าน มิหนำซ้ำอากาศค่ำคืนตอนกลางเดือนตุลาคมก็หนาวเย็นลงอย่างรวดเร็ว

ผมได้ความอารีของคุณลุงท่านหนึ่งที่เดินผ่านมาเพื่อให้ถามทาง แม้ลุงจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักคำ แต่ด้วยแววตา สีหน้าและความตั้งอกตั้งใจที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แปลกหน้าก็ทำให้ลุงค่อยๆ ถามทางและแกะแผนที่พาผมเดินไปจนถึงยูธโฮสเทลที่จองเอาไว้ได้โดยสวัสดิภาพโดยใช้เวลาร่วมชั่วโมงโดยไม่มีทีท่าว่าจะเบื่อหน่ายหรือถอดใจ คุณลุงท่านนั้นถือเป็นมิตรที่ผมไม่ทันได้รู้จักนามคนแรกที่หยิบยื่นน้ำใจไมตรีให้คนต่างถิ่น และน้ำใจเช่นเดียวกันนี้ก็ผ่านเข้ามาให้พบเห็นอยู่ตลอดการเดินทางในญี่ปุ่น

เช้าอีกวันผมมุ่งหน้านั่งรถไฟออกนอกเมืองเพื่อไปชมทิวทัศน์ของเมืองมัตสึชิม่า (Matsushima) ด้วยการเดินทางเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้เห็นอ่าวมัตสึชิม่าซึ่งเป็นภูมิทัศน์หนึ่งในสามจุดที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศนี้ แม้วันนั้นจะท้องฟ้าขะมุกขมัวมองไม่เห็นภาพที่สวยงามดังคำร่ำลือ แต่ก็ได้ชมศาลเจ้าเซนเล็กๆ Godaido บนเกาะที่ต้องเดินข้ามสะพานสีแดงสั้นๆ เข้าไปชม ได้เดินเล่นกางร่มย่ำน้ำฝนเที่ยวชมบริเวณรอบๆ ชายฝั่งริมอ่าวร่วมกับนักท่องเที่ยวท้องถิ่นที่ไม่ท่องเที่ยวได้โดยครั่นครามต่อสภาพอากาศและร้านรวงหลากหลายที่ตั้งเรียงรายก็มีสีสันน่าเดินชมสมกับเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง

เมื่อหวนกลับมาถึงตัวเมืองเซนไดอีกครั้งแผนท่องเที่ยวหนึ่งวันเต็มก็พลันมลายไปเพราะฝนยังคงตกหนักและตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องเร้นกายเข้าไปเดินในตัวอาคารร้านค้าและห้างที่เชื่อมต่อกับตัวสถานีรถไฟเซนไดได้เพียงอย่างเดียว ก่อนที่จะจับรถไฟชินกันเซ็นขึ้นเหนือสู่ฮาโกดาเตะและซัปโปโรอันเป็นจุดหมายต่อไป

แม้ผมจะได้สัมผัสเซนไดแค่เพียงเศษเสี้ยวของความทรงจำและแทบจะไม่ทันได้สัมผัสเสน่ห์ลึกๆ หรือความงดงามของแหล่งท่องเที่ยวใดๆ ก็ตาม แต่เพราะเซนไดคือหลักหมายและที่พักคืนแรกของการเดินทางครั้งแรกในญี่ปุ่น ความประทับใจจึงเกิดขึ้นได้ไม่ยากแม้เพียงการได้ออกไปเดินเล่นในค่ำคืนเงียบๆ ข้างถนนของเมืองที่ร้านรวงปิดลงเกือบหมดแล้วก็เป็นสัมผัสแรกที่ยากลืมเลือน

เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้นที่เซนได หลายคนเชื่อในพลังใจและศรัทธาของคนญี่ปุ่นที่มีต่อประเทศชาติและเพื่อนร่วมชาติของเขาได้ว่าจะสามารถพลิกฟื้นคืนกลับมาและผ่านเรื่องเลวร้ายไม่คาดคิดนี้ไปได้ในที่สุด ดุจการผ่านเหตุการณ์ที่ฮิโรชิม่าหรือแผ่นดินไหวที่โกเบมาได้

ข้อเขียนชิ้นนี้ผมจึงขออุทิศให้กับความทรงจำแห่งเมืองเซนได ขอให้เราได้จดจำภาพที่งดงามระหว่างกันและเป็นกำลังใจอันยิ่งใหญ่หรือรอยยิ้มที่จะจดจำไว้ตลอดไป เพื่อให้พวกเขาปลุกตัวเองขึ้นจากภาพฝันแสนใกล้อันเร้นลึกน่ากลัวในยามนี้ และตื่นขึ้นมาเผชิญกับความจริงอันท้าทายในการเกิดเป็นคนต่อไป


ตอนที่ 12

วังเวียง ถ้าเพียงแต่…

ไม่ใช่ปากเซ ปากซัน เวียงจันทน์ เชียงขวางหรือหลวงพระบางที่เป็นจุดหมายในการเดินทางครั้งนี้ หากแต่เป็นการมุ่งหน้าขึ้นเหนือตามเส้นทางหมายเลข 13 สู่ปลายทางที่ชุมชนเล็กๆ แต่นับวันมีชื่อเสียงขจรกระจายในความเป็นเมืองน่าเที่ยวอีกเมืองหนึ่งของลาว

วันนั้นขณะรอเพื่อนฝูงข้ามฝั่งจากเมืองไทยตามไปสมทบที่ท่ารถโดยสารเวียงจันทน์ รถโดยสารเที่ยวแล้วเที่ยวเล่าก็ทยอยพาผู้คนออกเดินทางไปตามจุดหมายต่างๆ กว่าจะได้ฤกษ์พบเจอกันและออกเดินทางเวลาก็ล่วงเลยเที่ยงวันไปแล้ว ยังดีที่ “วังเวียง” อยู่ไม่ไกลนัก ด้วยระยะทางแค่เพียง 160 กิโลเมตร รถโดยสารจากเวียงจันทน์น่าจะพาเราไปถึงได้ภายในชั่วระยะเวลา 3-4 ชั่วโมง คาดว่าก่อนตะวันจะลับขอบฟ้าเราน่าจะเดินทางถึงวังเวียง

ผมได้ยินเสียงลือเสียงเล่าขานถึงความน่ารัก บริสุทธิ์ของธรรมชาติและชุมชนแห่งนี้มาก่อนหน้าพอสมควรแล้วจากเพื่อนฝูงผู้ชมชอบการเดินทางท่องเที่ยวในลาว จุดหมายปลายทางต่างแดนที่ไม่เหมือนอยู่ในต่างแดนทั้งความแตกต่างทางภาษา วัฒนธรรมหรือระบบเงินตราที่เราสามารถใช้เงินบาทไทยได้อย่างคล่องมือ ชุมชนเล็กๆ ที่มีภูมิทัศน์งดงามแปลกตาแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของบรรดาซำเหมานักแบกเป้โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งหนุ่มสาวผู้ปรารถนาจะมาสัมผัสอินโดจีนมาพักใหญ่แล้ว

ทัศนียภาพของขุนเขาหินปูนสูงสลับซับซ้อนแค่เพียงแรกเห็นเมื่อก้าวลงจากรถที่ปลายทางชวนให้ตะลึงงันและน่าหลงใหลชนิดที่อยากจะรีบก้าวเท้าเข้าไปสัมผัสอย่างชิดใกล้โดยไวแข่งกับแสงสุริยาที่จวนเจียนจะลับหายไป พร้อมกับภารกิจของการจับจองห้องพักราคาประหยัดที่ริมแม่น้ำอย่างที่หมายตาเอาไว้

รุ่งเช้าที่วังเวียงในเวลาที่ไปเยือนอากาศหนาวเย็นจนต้องผิงไฟที่พักก่อเอาไว้ให้ร่วมกับเพื่อนๆ ต่างชาติในที่พักเดียวกัน พลันที่สายตามองไปรอบๆ ก็ทำให้ได้สัมผัสกับเสน่ห์ที่ยิ่งใหญ่แต่เรียบง่ายน่าประทับใจอันเป็นเอกลักษณ์ของวังเวียง จากความสวยใสของแม่น้ำซองที่ไหลลัดเลาะผ่านป่า ภูเขาหินปูนรูปทรงแปลกตาลูกแล้วลูกเล่า บางจังหวะเหนือลำน้ำแห่งนี้ก็จะมีสะพานไม้เล็กๆ ทอดเอาไว้ให้ผู้คนและพาหนะจำพวกจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ได้อาศัยข้ามผ่าน เป็นภาพชีวิตที่เรียบง่ายน่าจดจำ

ความที่วังเวียงอยู่ทางตอนกลางค่อนไปทางเหนือของประเทศลาวจึงมีเทือกเขาหินปูนและถ้ำอยู่มาก การหาเวลาออกไปนอกเมืองทั้งใกล้ๆ แค่เพียงปั่นจักรยานไปถึงหรือชนิดไกลแบบเช้าไปเย็นกลับเพื่อชมถ้ำหลายแห่ง เช่น ถ้ำจังซึ่งเป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงที่สุด  ถ้ำผาเผือก ถ้ำพูคำ ถ้ำผาเจ้า และถ้ำช้าง

นอกจากถ้ำและเทือกผาหินปูนสูงตระหง่านที่มองเห็นได้จากตัวเมืองแล้ว เสน่ห์ที่ดึงดูดให้ผู้คนทั้งใกล้ไกลอยากจะเดินทางมาชื่นชมวังเวียงน่าจะเป็นสายน้ำเล็กๆ ที่ชื่อแม่น้ำซองที่ช่างดูเจียมเนื้อเจียมตัวไหลรี่เริงร่าในลีลาที่นุ่มนวลไม่เชี่ยวกรากจนน่ากลัว แต่เปี่ยมด้วยมิตรภาพดุจหญิงสาวชาวป่าที่ซื่อใสไร้มารยา จึงไม่น่าแปลกใจที่บรรดาที่พักต่างขนาดหน้าตาและรูปแบบ บาร์เบียร์ ร้านอาหารจะล้วนพากันมาปักหลักหาทำเลทองดึงดูดนักเดินทางอยู่ที่ชายน้ำซองแทบทั้งนั้น บรรยากาศย่านชายน้ำถือได้ว่าผ่อนคลายมากจนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงชื่อเสียงในด้านลบของวังเวียงในอดีตที่เป็นสวรรค์ของนักเสพกัญชาที่มุ่งหน้ามากันที่นี่

การล่องห่วงยางบนลำน้ำซองดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมหลักของการท่องเที่ยวที่นี่ที่หลายคนไม่อยากพลาดแม้สายน้ำจะหนาวเย็นจนต้องตัวสั่นเพราะเป็นอากาศฤดูหนาว นอกเหนือจากร้านอินเทอร์เน็ต ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ความสะดวกสบายทุกรูปแบบที่พึงหาได้บนโลกใบนี้จะรอคอยให้มาตักตวงอยู่ในตัวเมืองเมื่อยามรัตติกาลเข้าปกคลุม ทำให้วังเวียงเป็นเมืองเมืองหนึ่งของลาวที่แสงสียามราตรีผลิบาน

สองคืนและสามวันผ่านไปด้วยความประทับใจที่เมืองแห่งนี้มีให้ แต่ยังมีความกังขาในความเปลี่ยนแปลงและเป็นไปที่เกิดขึ้นอย่างว่องไวในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ทุกอย่างที่นี่น่าจะดีถ้าเพียงแต่คนให้ความนิยมมาเที่ยวกันน้อยกว่านี้สักหน่อย ถ้าเพียงแต่สิ่งปลูกสร้างจะเกิดขึ้นน้อยกว่านี้ หรือถ้าเพียงแต่ลำน้ำซองจะสวยใสไหลเย็นได้เช่นนี้ไปนานๆ ถ้าเพียงแต่…ถ้าเพียงแต่…

บ่อยครั้งเมื่อเดินทางและประสบเรื่องราวหรือภาพที่ไม่ตรงกับใจ คนเรามักจะมีคำว่า “ถ้าเพียงแต่” ห้อยท้าย เปิดเอาไว้เพื่อเติมคำแก้ตัวให้ตัวเอง อนาคตของวังเวียงน่าจะดีถ้าเพียงแต่เราคาดหวังน้อยลงแต่ท่องเที่ยวด้วยจิตสำนึกและจริงใจมากขึ้น ผมยังปรารถนาจะเห็นวังเวียงไม่มีอนาคตอันวังเวงและเอวังลงง่ายดายเหมือนหลายเมืองท่องเที่ยวของบ้านเรา ผมได้แต่ส่งความปรารถนาดีออกไป


ตอนที่ 11

เปิดสายตาสู่เสียมเรียบ

ผมรู้ดีว่าเส้นทางที่ทอดระหว่างเมืองไทยไปกัมพูชา และจากอรัญประเทศเข้าปอยเปตสู่เสียมเรียบนั้นอยู่ไม่ไกล แต่จนแล้วจนเล่าการเดินทางเพื่อไปเยือนเสียมเรียบเพื่อเห็นความมหัศจรรย์ของหมู่เมืองปราสาทหินอันมีชื่อกึกก้องโลกมานับร้อยๆ ปีหลังจากที่นักสำรวจชาวตะวันตกได้ค้นพบนครวัด – นครธมอีกครั้งจากที่ถูกทิ้งร้างเอาไว้ท่ามกลางป่าพงดงเขมรก็ยังไม่เคยเกิดขึ้นสักที

แต่แล้วเมื่อการเดินทางไปเยือนหลวงพระบาง อดีตนครหลวงริมฝั่งแม่น้ำโขงตอนเหนือของลาวสิ้นสุดลง ผมก็พลันอยากจะรับรู้อารมณ์อีกด้านของความยิ่งใหญ่อันยากจะหาที่ใดเหมือนหรือเปรียบได้ของอาณาจักรเขมร ดังนี้แล้วการรวมตัวและชักชวนกันนั่งรถข้ามแดนจากด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้วผ่านเส้นทางเริ่มต้นที่เมืองปอยเปตมุ่งหน้าสู่เสียมเรียบจึงเริ่มขึ้น

บนเส้นทางสู่เสียมเรียบ (Siem Reap) ในวันนั้นไม่เหมือนการเดินทางที่ราบเรียบด้วยถนนที่ปรับปรุงทำใหม่สะดวกสบายเหมือนในวันนี้ ระยะทางเพียง 148 กิโลเมตรด้วยรถแท็กซี่เหมาใช้เวลาถึงครึ่งค่อนวันกันทีเดียวและทำเอาเหนื่อยอ่อนจากการนั่งรถกระเด้งกระดอนไปกับสภาพเส้นทางและการขับเคลื่อนของคนขับที่พาเราเหาะเหินไปกับพาหนะคันนั้น

คราแรกที่ได้เห็นตัวเมืองเสียมเรียบกับตาตัวเอง ผมอดที่จะรำพึงไม่ได้ว่าเหตุใดเราจึงได้ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยที่ไม่ได้มาทำความรู้จักเมืองที่สวยงามน่ารักเมืองหนึ่งเยี่ยงนี้ได้ตั้งนาน ทั้งๆ ที่ดั้นร้นเดินทางไปท่องเที่ยวแดนไกลถึงถิ่นต่างๆ ห่างไกลก็เพื่อไปชมความงดงามหรือของดี แต่ของดีที่อยู่ใกล้รอให้หยิบฉวยเช่นที่เสียมเรียบกลับได้แต่รั้งรออยู่อย่างไร้สาเหตุ

ยอมรับว่าผมเองนั้นไม่เคยมีอคติในการแบ่งแยกชนชาติชนชั้นหรือการดูถูกดูแคลนประเทศเพื่อนบ้านว่าต่ำต้อยด้อยค่ากว่าตนไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ทุกประเทศมีความงดงาม มีความเป็นมา มีศักดิ์มีศรีมีจิตวิญญาณที่หล่อหลอมและวิวัฒน์ความเป็นชาติของตัวเองขึ้นมาโดยเท่าเทียมกัน ด้วยความเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงที่มีเส้นแบ่งประเทศแค่เพียงขีดกั้นก็อาจจะมีการกระทบกระทั่งหรือชิงดีชิงเด่นกันได้บ้างเหมือนความขัดแย้งไม่พอใจในครอบครัวของพี่น้องท้องเดียวกัน…ซึ่งน่าจะไม่ใช่ความหมายเดียวกับคำว่าเป็นศัตรูคู่อาฆาต

แต่ถึงกระนั้นผมก็พึงใจไปหาความสงบเรียบง่ายเป็นกันเองแบบที่เมืองลาวและคนลาวมีให้ ไปดูความแข็งแกร่งและขยันขันแข็งในการสร้างเนื้อสร้างตัวหลังสงครามแบบเวียดนาม หรืออยากเห็นศรัทธาอันแรงกล้าในพระพุทธศาสนาแม้ชีวิตจะแสนจำกัดและแร้นแค้นของคนพม่า ไปปีนภูผาสูงตระหง่านอันเลื่องชื่อของมาเลเซียตะวันออกมากกว่า จึงได้แต่ปล่อยให้การท่องเที่ยวกัมพูชาโดยเฉพาะการไปดูปราสาทหินมรดกโลกที่เสียมเรียบห้อยแขวนไว้ในแผนของการเดินทางหลายปี
ความน่ารักของเสียมเรียบนั้นคือ ความเป็นเมืองที่อยู่ระหว่างความเล็กและความใหญ่ สภาพผังเมืองที่ทอดยาวขนานไปกับลำน้ำเล็กๆ ชื่อเดียวกับเมืองมีความเป็นตะวันออกและตะวันตกที่ลงตัว อาคารร้านตลาดโดยเฉพาะในย่านกลางเมือง (ถนนรอบตลาดเก่าย่านซาจ๊ะ) ยังเต็มไปด้วยตึกรูปทรงโคโลเนียลแบบนีโอ – คลาสสิกสวยๆ หลายๆ มุมแม้ในตัวเมืองเรายังคงสัมผัสได้ถึงต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูงตระหง่านโดยเฉพาะตรงศาลองค์เจ๊ะ – พระองค์จอมและศาลย่าเทพ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในเมืองเสียมเรียบ

หากจะว่าไปความสงบที่แตกต่างออกไปจากชนบทของไทยเริ่มสัมผัสได้ทันทีที่เส้นทางทะลุผ่านปอยเปตเข้ามาแล้ว ภาพทุ่งนาบนผืนที่ราบกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาโดยแทบปราศจากสิ่งปลูกสร้างใดๆ ทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงบทบรรยายที่เคยอ่านใน 4 ปีในนครเขมร” บันทึกจากเหตุการณ์จริงโดยยาสึโกะ นะอิโตะ ชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชาในขณะที่เกิดสงครามการแย่งชิงอำนาจภายในประเทศ และคำกล่าวที่ว่าที่แห่งใดที่มีต้นตาลขึ้นอยู่ทั่วไป ย่อมเป็นที่ของคนเขมร ซึ่งชายคนหนึ่งได้เคยเอื้อนเอ่ยให้ฟังเมื่อครั้งเดินทางไปเยือนพนมเปญ

เราใช้เวลาด้วยการซื้อบัตรเข้าชม “อุทยานประวัติศาสตร์เมืองพระนคร” (Angkor Archaeological Park) ชนิดคอมโบสามวัน 40 ดอลลาร์สหรัฐฯ และแสนจะเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพราะสภาพอากาศที่แม้จะเป็นเดือนธันวาคมแล้วก็ตามแต่ก็หามีความเย็นใดๆ ไม่ แต่ละวันเส้นทางการออกไปชมปราสาทเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนจรดย่ำค่ำจึงบ่ายหน้ากลับเข้าพักผ่อนในเมืองเสียมเรียบ จนปิดฉากวันสุดท้ายด้วยการไปสบตานางอัปสรที่ได้ชื่อว่าอ่อนหวานและมีรูปร่างการแต่งเนื้อแต่งตัวแปลกประหลาดล้ำที่สุดของนครวัด

แม้การได้เห็นได้ไปเยือนปราสาทหินอายุนับพันๆ ปีและมีชื่อเสียงโด่งดังจะถือว่าเป็นภารกิจหนึ่งที่บรรลุก็จริง แต่การเดินทางและใช้ชีวิตในเมืองเสียมเรียบแม้ชั่วเวลาหนึ่งสั้นๆ ได้ไปอยู่ไปดูไปเห็นความเคลื่อนไหวและชีวิตของผู้คนสำหรับผมเองนั้นกลับเป็นหัวใจของการเดินทางครั้งนี้ เพราะเป็นการเปิดใจสู่กัมพูชา เปิดสายตาสู่เสียมเรียบ…


ตอนที่ 10

เทิง‘ทูนอิน’

บ้านบนเขามีความรัก

เชียงใหม่ปลายปี พ.ศ.นี้อาจจะไม่ใช่จุดหมายปลายทางสำหรับใครสักคนที่เรียกขานตัวเองว่าเป็นนักเดินทางผู้อุดมด้วยจิตสำนึก (นาทีนี้ขอเรียกคนผู้นั้นว่า “Green Backpacker”) ค่าที่ปัญหาและโฉมหน้าของเมืองใหญ่ยังติดตามและปลุกปั่นเชียงใหม่ไม่หยุดหย่อนทั้งผู้คนอันล้นหลามที่ไปแย่งกันกินแย่งกันเที่ยว รถติด สภาพอากาศที่ไม่เหมือนเมืองที่มีป่ามีดอยอยู่เคียงข้าง เป็นปัญหาประจำฤดูกาลที่หลอนหลอกใครก็ตามที่ปรารถนาจุดหมายและหัวใจอันเงียบสงบ

แต่เชียงใหม่ก็ยังเป็นเชียงใหม่ และคือเชียงใหม่วันยันค่ำ

นั่นคือความเป็นเมืองที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์จำเพาะยากที่จะหาเมืองใดเหมือน แม้อาจจะเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงเอาแน่เอานอนไม่ได้เฉกเช่นเมืองใหญ่โดยทั่วไป แต่หามีโอกาสได้ไปและไม่คิดอะไรมากก็อาจเดินไปพบกับความสนุก มีสีสัน และเรื่องราวของความบังเอิญที่พร้อมจะพาไปพบเข้าสิ่งที่ตามหาหรือค้นหาได้ไม่ยาก

หนึ่งในความบังเอิญที่ว่านั้นก็คือการได้พบ “บักจ่อย” ที่มาเปิดแผงขายกระเป๋าทำจากยางในรถยนต์ในชื่อ RUBBER KILLER ในเทศกาลงานรื่นเริงประจำปีที่จัดต่อเนื่องมาหลายปีแล้วบนถนนนิมมานเหมินท์ที่เรียกกันว่างาน NAP ซึ่งทำให้ความฝันของการได้ขึ้นไปชม “สวนทูนอิน” (บ้านของบักจ่อยและต้นธารการกำเนิดตัวหนังสือหลายกระบวนเล่มของพญาอินทรีแห่งสวนอักษร) ของผมเป็นจริงในที่สุด

เย็นวันหนึ่งสายตาผมพลันไปปะทะเข้ากับภาพดอกดาหลาช่อสีแดงโดดเด่น รวงข้าวสีทองผลิรวงกลางใบเขียวบนการ์ดเรียวยาวหลายใบที่บักจ่อยนำมาวางไว้ให้หยิบ บนนั้นยังมีตัวอักษรเชิญชวนสายตาเอาไว้ว่า Turn On, Tune in, Drop out” TUNE IN GARDEN the writer’s secret restaurant สวนทูนอินตอนนี้เปิดเป็นร้านอาหารแล้วหรือไร ผมรีบแจ้งความประสงค์

“เปล่าหรอกครับพี่ ถ้าอยากไปก็ต้องลองโทรขึ้นไปดู เราเปิดเป็นโต๊ะเล็กๆ ให้แขกจองเท่านั้น เพิ่งจะเริ่มทำเอง แค่อยากจะให้แม่มีอะไรทำหลังจากที่พ่อจากไปแล้ว จะได้ไม่เบื่อไม่เหงา” นั่นคือปากคำของสเริงรงค์ วงษ์สวรรค์ หรือ บักจ่อยบุตรชายคนเล็กของนักเขียนใหญ่แห่งโป่งแยงผู้ลาโลกไปเมื่อไม่นานมานี้

น้ำมะเกี๊ยงสีแดงในแก้วใสทรงสั้นเย็นเจี๊ยบที่ยกมาให้ดื่มเป็นเวลคัมดริ๊งค์นั้นแสนชื่นใจ ขณะที่สำรับอาหารหลายๆ อย่างทยอยเดินทางมาบนโต๊ะ เริ่มต้นจาก “ม้าฮ่อ” อาหารเรียกน้ำย่อยที่รู้กันดีว่าเป็นหนึ่งในอาหารจานโปรดของเขา – ’รงค์ วงษ์สวรรค์จากปลายฝีมือของคู่ทุกข์คู่ยากและคู่ชีวิตอย่าง “สุมาลี วงษ์สวรรค์” ผู้ซึ่งอนุญาตให้เราเดินทางมาเป็นแขกชุดแรกของครัวสวนทูนอินที่เริ่มเปิด

หลังรถโฟร์วีลส์คันเล็กป่ายปีนดอยไปบนเส้นทางเชียงใหม่- แม่ริม –สะเมิงผ่านเข้ามาทางแยกเข้าชุมชนโป่งแยงขึ้นๆ ลงๆ บนทางเล็กและชันไม่นานก็เข้าสู่เขตอภัยทานในขอบรั้วของสวนป่าแห่งนี้ ถนนสายโค้งเหนือสันเขาเหนือหุบโป่งแยงแอ่งดอยมีชื่อ “ชวนป๋วยปี่แปกอ blvd.,” ไหนจะมีป้ายตกแต่งด้วยถ้อยคำยียวนแบบ “SAP-E-LEE_DELICIOUS” ปรากฏตามมุมนู้นมุมนี้ทั่วบริเวณสวนที่ร่มรื่นด้วยเงาไม้ไปทุกหย่อมย่าน เป็นป้ายช่างสมแล้วที่เป็นบ้านของนักเขียนผู้มีคำว่า “หนุ่ม” ตลอดกาลห้อยท้าย

“อาหารที่เราทำเป็นอาหารง่ายๆ ที่คุณรงค์เคยชอบและเราปรุงกันขึ้นมาเอง ก็เลยอาจจะช้าไปบ้างหรือไม่ได้อร่อยแบบห้องอาหาร แต่เหมาะสำหรับคนที่อยากจะขึ้นมาดูธรรมชาติ มาดูว่าสวนทูนอินเป็นยังไง กินเสร็จก็เดินดูสวนดูต้นไม้ ซึ่งต้องขอให้ติดต่อจองก่อนล่วงหน้า เพราะรับได้ครั้งละประมาณ 5- 10 คนเท่านั้น” คุณสุมาลี วงษ์สวรรค์ที่เรียกตัวเองว่า “ป้าติ๋ม” ทุกคำ นั่งเล่าอยู่ข้างๆ วงข้าวกลางวัน

น้ำดื่มบนโหลใสนั่นก็เป็นน้ำซับจากภูเขาในสวนทูนอินที่ให้รสชาติหวานชื่นใจ เช่นเดียวกับข้าวของที่นี่ก็เป็นข้าวที่ปลูกแบบอินทรีย์ เก็บเกี่ยวจากบนดอยด้วยมือป้าติ๋มเอง แยมสตรอเบอรี่ที่เอามาให้แนมกับขนมปังธัญพืชทาเนยอบกรอบเธอก็กวนมันขึ้นมาเองกับมือ ให้รสชาติเปรี้ยวนำหวาน เพราะคุณรงค์ไม่ชอบแยมที่หวานมาก เธอว่า…

หลังอาหารและของว่าง วงศ์ดำเลิงหรือ “เลิง” บุตรชายคนโตของ’ รงค์และป้าติ๋มเพิ่งกลับมาเยี่ยมบ้านจากการไปทำงานในสหรัฐอเมริการะหว่างนั้นพอดี เป็นผู้พาเราเดินเที่ยวชมสวนทูนอินอย่างเจาะลึกแทบจะทุกมุม เว้นก็แต่การเข้าไปในห้องทำงานที่ปิดเอาไว้ พอเดินถึงมุมไหนเขาก็หยุดเล่าและชี้ชวนให้เราดูต้นไม้นานาพรรณที่รายรอบด้วยบรรยากาศน่ารักและความรักของผู้คนที่อยู่อาศัยและสร้างเรื่องราวขึ้นที่นี่

“ยากจะเชื่อว่าที่เห็นต้นไม้สวยงามและทุกอย่างลงตัวเหมือนในวันนี้ เพราะตอนเด็กๆ ที่พ่อพาผมขึ้นมานั้นแถวนี้ยังเป็นป่าอยู่เลย ไฟฟ้าก็ยังไม่มี ต้องโบกรถแม้วหรือนั่งรถคิวขึ้นดอยมากันอย่างทุลักทุเลมาก บางทีสะพานขาดก็ต้องลุยน้ำเข้ามา” วงษ์ดำเลิงเล่าถึงความหลังให้ฟัง ผมว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่รู้จักและเข้าถึงความเป็นสวนทูนอินได้ดีทีเดียว

สวนทูนอิน ซึ่ง ณ วินาทีนั้นปราศจากร่างเงาของพญาอินทรีแห่งป่าวรรณกรรมเสียแล้ว แต่ก็ยังไม่สายที่จะพาสายตาไปเยี่ยมชมและหัวใจไปเยี่ยมคารวะในชั่วโมงสั้นๆ ที่คุ้มค่าต่อการรอคอยมาแสนนาน

หมายเหตุ: *คำว่า “เทิง” ในชื่อเรื่องเป็นภาษาอีสาน หมายความว่า “บน”, สนใจไปรับประทานอาหารจับจองล่วงหน้าได้ที่ โทร. 053 – 879251 http://www.tuneingarden.com

ตอนที่ 9

คงคา-วาราณสี

มหานทีมหานคร

ปลายทางของชีวิตเป็นเรื่องราวที่ไร้คำตอบ…จะมีภพหน้าหรือไม่หรือแท้จริงการสิ้นสุดของชีวิตหมายถึงการสิ้นสุดของการดิ้นรน เจ็บปวด รู้สึกรู้สาและผูกพัน ยิ่งค้นหาก็ดูเหมือนจะยิ่งว่างเปล่า นี่เองกระมังจึงทำให้การตายมีความหมายแค่เพียงหลุดพ้นจากพันธนาการของลมหายใจ

สำหรับชาวฮินดูแล้วพวกเขาเชื่อว่าความตายคือการหลุดพ้นจากสังสารวัฏหรือ ‘โมกษะ’ (moksha) เพื่อคืนกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า (ธรรมชาติ) อีกครั้งและภาพแห่งความหมายทั้งหลายจากเรื่องนี้ก็มีให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ณ ที่แห่งหนึ่งในประเทศอินเดีย

สายน้ำแห่งคงคา (Ganges River) เป็นสายน้ำมหัศจรรย์ พูดเพียงแค่นี้หลายคนอาจจะไม่เชื่อ ว่าเพราะเหตุใดหรือเรื่องราวใดที่จะทำให้สายน้ำแห่งความเชื่ออันโด่งดังสายนี้มีนิยามว่าน่าอัศจรรย์ เป็นสายน้ำที่เกี่ยวพันกับความเป็นความตายและพิธีกรรมของฮินดูชน ซึ่งหากสงสัยใคร่รู้ว่าเพราะเหตุใดก็ควรจะหาโอกาสไปเห็นและทอดทัศนาความเป็นไปของสายน้ำและชีวิตโดยเฉพาะสายน้ำคงคาคราไหลผ่าน “วาราณสี” (Varanasi) หรือเมืองพาราณสีที่คนไทยเราเรียกขานกัน

วาราณสีและแม่น้ำคงคาเป็นดุจแสงเดือนและแสงตะวัน เป็นภาพสะท้อนและแสงเงาของกันและกันมาช้านาน ไม่ว่าจะย้อนหลังมองกลับไปร้อยปีหรือพันปี (เมืองกาสีหรือพาราณสีเดิมนั้นมีอายุอานามของการสร้างบ้านแปงเมืองและรุ่งเรืองมาช้านานกว่า 5,000 ปีมาแล้วหรือก่อนยุคพุทธกาลเสียอีก) ประวัติของพาราณสีก็เกาะเกี่ยวหรือผูกพันอยู่กับความเป็นไปของสายน้ำคงคามาโดยตลอด เรียกว่าถ้าปราศจากสายน้ำคงคาเสียแล้ว เรื่องราวของเมืองที่ริมฝั่งน้ำแห่งนี้ก็คงจะไม่มีมิติลุ่มลึกชวนให้ผู้คนหลงใหลและใฝ่ปองยุคสมัยแล้วยุคสมัยเหล่าได้ถึงเพียงนี้

อะไรคือเรื่องราวที่น่าสนใจและน่าอัศจรรย์ที่ผูกโยงมหานทีและมหานครเก่าแก่สองสิ่งนี้เข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น

เมืองกาสี (ชื่อเดิมของวาราณสี) ได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า “นครแห่งชีวิตและแสงไฟ” เพราะแสงไฟที่เมืองแห่งนี้ไม่เคยมอดดับลงเลย และแสงไฟที่ว่าก็คือแสงไฟแห่งความรุ่งเรืองของศิลปะวิทยาการ แสงไฟจากเชิงตะกอนกองสุมคอนฟืนที่เมรุเผาศพริมฝั่งคงคา และแสงไฟในพิธีคงคาอารตี (ไหว้บูชาแม่คงคา) ในทุกค่ำคืนทุกๆ วัน

อีกชื่อหนึ่งของกาสีหรือวาราณสีคือเบนาเรส (Benares) ตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำคงคาโดยมีแม่น้ำเล็กๆ สองสายคือแม่น้ำวรุณาและอะสีไหลผ่าน เป็นเหตุให้ได้ชื่อเรียกว่าวาราณสี เมืองแห่งพระศิวะนี้อาจถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีการอยู่อาศัยและตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนตั้งแต่อดีตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของอินเดียและของโลก

มาร์ก ทเวน นักเขียนชื่อดังชาวอเมริกัน ครั้งหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “Benares is older than history, older than tradition, older even than legend, and looks twice as old as all of them put together.” (ถึงจะเอาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและตำนานมารวมเข้าด้วยกัน เบนาเรสหรือพาราณสีก็ยังดูเหมือนจะเก่าแก่กว่าสิ่งใดๆ ทั้งหมด) เมืองนี้เป็นศูนย์รวมทางการค้าเก่าแก่ของอินเดีย เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรม การศึกษา ศิลปวิทยาการของอินเดียก็ว่าได้

แม่น้ำคงคาเองนั้นก็เป็นแม่น้ำที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นต้นกำเนิดของชีวิตของคนอินเดียด้วยความยิ่งใหญ่และเป็นสายน้ำที่ยาวถึง 2,510 กิโลเมตร เป็นสายน้ำที่มีต้นกำเนิดจากทางตะวันตกของเทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านหลายเมือง หล่อเลี้ยงชีวิตคนอินเดียหลายร้อยล้านจึงได้ชื่อว่าเป็นเส้นเลือดหรือสายน้ำแห่งชาติเปรียบได้กับความสำคัญของเจ้าพระยาที่มีต่อคนไทย

ชาวฮินดูมีความเชื่อว่าแม้ยามที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ขอให้ได้ลงอาบน้ำชำระล้างบาปในสายน้ำคงคาและ แม้สละร่างกายและลมหายใจไปแล้วก็ตามการได้มาชำระล้างศพและเผาศพเพื่อลอยเถ้ากระดูกลงไปในแม่น้ำคงคาก็ถือได้ว่าเป็นเกียรติสูงสุด เป็นการสิ้นสุดกรรมที่เคยกระทำไว้ทั้งหมด และได้กลับไปใกล้ชิดเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าอย่างหาที่ใดเปรียบมิได้

จะด้วยที่มาอันลึกล้ำและเก่าของของมหาคงคาและมหานคร จึงทำให้ท่าน้ำหรือ Ghat (กัต) ที่ใช้ในการค้าขาย สัญจร ลงไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายหรือลงไปไหว้พระอาทิตย์ (สุริยนมัสการ) ทุกยามเช้าที่แสงอรุณแตะต้องขอบฟ้าในบริเวณท่าน้ำเล็กใหญ่นับร้อยๆ แห่งตลอดระยะทางเจ็ดกิโลเมตรที่สายน้ำคงคาไหลผ่านตัวเมืองพาราณสี ว่ากันว่าในแต่ละวันจะมีคนถึง 60,000 คนที่ลงไปใช้ท่าน้ำในเมืองนี้จึงทำให้คงคาเป็นแม่น้ำสายหนึ่งที่เผชิญหน้ากับภาวะมลพิษและจะต้องหาทางบำบัดเยียวยากันอยู่เรื่อยๆ แต่ถึงอย่างไรก็ยังเปี่ยมเสน่ห์และน่าดึงดูดใจในการเป็นจุดหมายปลายทางของคนเดินทางอยู่ดี

ท่าน้ำที่สำคัญที่ใช้ในการเผาศพชาวฮินดูคือท่ามณีกรรณิการ์ (Manikarnika Ghat) เองก็ไม่เคยด้วยมอดดับจากเปลวไฟและควันฟืนจากการทำพิธีเลยตลอดระยะเวลาย้อนหลังไปเป็นพันๆ ปีกระทั่งปัจจุบัน เป็นศูนย์กลางที่ผู้มาเยือนต่างชาติต่างศาสนาและวัฒนธรรมต่างก็อยากมาเห็นคราลอยลำบนลำเรือเหนือผืนน้ำเพื่อมองกลับไปยังท่าน้ำแห่งนี้

ไปดูและได้เห็นเรื่องราวของการมีชีวิตและความตายที่คลี่คลายลงตรงฝั่งน้ำคงคาที่เอื่อยไหล…


ตอนที่ 8

หัวใจสีเขียวของลูกพระอาทิตย์

เอ่ยถึงญี่ปุ่นคนไทยร้อยทั้งร้อยเป็นต้องอยากจะไปดูไปรู้ไปเห็นความศิวิไลซ์ในสไตล์เฉพาะตัวของชาวซามูไรกันทั้งนั้น ผมเองใช้เวลาเก็บหอมรอมริบทุนทรัพย์และความตั้งใจอยากไปอยู่นานหลายปีกว่าจะประสบโอกาสเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นซึ่งเป็นฤดูกาลใบไม้ร่วง ( “Koyo” หรือฤดูใบไม้แดง) บ้านเขาพอดี

สังคมญี่ปุ่นนั้นเป็นสังคมบริโภคทุนนิยมขนาดมหึมาแห่งหนึ่งบนโลกยุ่งเหยิงใบนี้ มีทุกสิ่งให้เสพให้เลือกสรรชนิดที่ว่าแทบจะตั้งรับหรือรับมือกันไม่ทันเลยก็ว่าได้ ทุนนิยมก็ไหลบ่าทะลักเข้ายึดครองไปทุกที่จนได้ชื่อว่าเป็นที่แห่งหนึ่งบนโลกใบนี้ (โดยเฉพาะในกรุงโตเกียว) ที่มีค่าครองชีพสูงที่สุด

ที่แน่นอนก็คือญี่ปุ่นประเทศที่เป็นเกาะพื้นที่ไม่ได้ใหญ่โตหรือมากมายไปกว่าประเทศไทยเท่าใดนัก กลับเคยเผชิญกับช่วงเวลาต่ำสุดและสูงสุดของตัวเองภายในเพียงชั่วเวลาหนึ่งชั่วรุ่นคนเท่านั้น ซึ่งสิ่งนี้หากมองให้ดีและปรับรับเข้ามาใช้ (ให้ได้เหมือนญี่ปุ่น) ก็ย่อมจะเป็นบทเรียนที่ดีอย่างยากจะหาได้ในสังคมใดๆ อีก

จะมีที่แห่งใดอีกที่โรงงานไฟฟ้าที่สร้างจากเตาปฏิกรณ์ปรมาณูหรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โรงงานเผาขยะที่ปลดปล่อยสารไดออกซินเกิดขึ้นและอยู่ร่วมกับสังคมที่เอาจริงเอาจังและเข้มงวดกับสิ่งแวดล้อมในเมืองใหญ่เอามากๆ และหากมองไปรอบตัวก็ไม่ยากที่จะเห็นป่าใหญ่กลางเมืองซึ่งเป็นสวนป่าสวนสาธารณะขนาดมหึมาแทรกอยู่ตามย่านการค้าและศูนย์กลางของเมืองมหานครเกือบจะทุกแห่ง

หลายๆ คนคงจดจำภาพอันโหดร้ายจากการทิ้งระเบิดปรมาณูลงที่เมืองฮิโรชิมา (วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945) และนางาซากิที่คร่าชีวิตของคนญี่ปุ่นในยุคสงครามโลกครั้งที่สองไปหลายแสนคนในคราวเดียว เหตุการณ์มินามาตะจากผลตกค้างของสารปรอทที่ปนเปื้อนในอาหารทะเล (พ.ศ.2499) หรือการเกิดโรคอิไตอิไต (ปี พ.ศ. 2455) อันเกิดขึ้นจากสารพิษคือสารแคดเมียมแถบแม่น้ำจินสุ ทางภาคใต้ของญี่ปุ่น ซึ่งล้วนเป็นยุคเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรม (เปรียบเสมือนโศกนาฏกรรมของมาบตาพุดบ้านเรา) และยังมีเหตุการณ์จริงของล้อมปราบและสังหารหมู่โลมาของชาวญี่ปุ่นที่ฮอลลีวู้ดแอบถ่ายทำเป็นหนังสารคดีรางวัลออสการ์เมื่อปี 2009 เรื่อง The Cove ผนวกกับการที่ญี่ปุ่นนั้นเป็นชนชาติที่ล่าปลาวาฬและบริโภคเนื้อปลาวาฬเป็นธรรมเนียมนิยมมาแต่อดีตจนยากจะเลิกได้ ด้วยเหตุนี้ญี่ปุ่นจึงตกเป็น “ผู้ร้าย” ในสายตาของสมาชิกคณะกรรมาธิการพิทักษ์ปลาวาฬสากล (The International Whaling Commission) และคนรักสัตว์อย่างโลมาไปโดยปริยาย

สำหรับคนที่สนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกหรือปัญหาโลกร้อนคงพอจะเคยได้ยินหรือเคยผ่านตา “พิธีสารเกียวโต” (Kyoto Protocal) ซึ่งเป็นข้อตกลงระดับโลกเกี่ยวกับการหาหนทางเพื่อรับมือและลดปัญหาภาวะโลกร้อนที่มีการเจรจาและบันทึกหนทางเพื่อบรรลุข้อตกลงร่วมกันเอาไว้ตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งแม้จะมีการประชุมร่วมกันในอีกหลายครั้งและเปลี่ยนไปในอีกหลายเวทีในหลายเมืองแต่ก็ยังไม่มีผลสรุปที่ทุกชาติจะยอมลดละผลประโยชน์ของตัวเองและทำเพื่อโลกกันอย่างจริงๆ จังๆ

ความเข้มข้น มีสีสัน มีที่มาที่ไปและมีทั้งความขัดแย้ง- ลงตัวในตัวเองอย่างยากจะหาได้ในสังคมอื่นๆ นี่เองจึงทำให้ญี่ปุ่นทะยานขึ้นมาเป็นประเทศที่ “พัฒนา” แล้วเพียงแห่งเดียวในเอเชีย และพยายามหาความสมดุลย์แห่งความอยู่ร่วมกันของหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างให้ได้ เช่น ระหว่างความเจริญกับความล้าหลังแต่ก็เป็นรากเหง้าดั้งเดิมที่แท้จริง ระหว่างความสะดวกสบายจากเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ นานากับการที่เป็นประเทศแห่งหนึ่งที่มีคนทำงานใช้จักรยานเพื่อการสัญจรมากที่สุดในโลก ระหว่างการบริโภคๆๆ และซื้อหาสิ่งต่างๆ ที่มีให้ไขว่คว้าได้ง่ายดายและมากมายกับความพยายามที่จะขจัดส่วนล้นเกินและการรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด ซึ่งแต่ละแนวทางและรูปแบบชีวิตล้วนแต่สุดโต่งด้วยกันทั้งนั้น (ดังเช่น การมีอยู่ของเตาเผาขยะหรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับสวนสาธารณะขนาดใหญ่)

ผมได้ไปเดินย่ำต๊อกอยู่กลางเมืองเก่าเกียวโตมาเป็นเวลาหลายวัน ความเงียบสงบของเมืองหลวงเก่าเมื่อพันกว่าปีมาแล้วที่มีสถานที่สำคัญๆ และวัดวาจำนวนมากกลายเป็นเมืองสำคัญของภูมิภาคตะวันตกที่เรียกว่า “คันไซ” ดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้เดินทางมาเยี่ยมชมความผสมผสานระหว่างความใหม่กับความเก่าได้อย่างลงตัว (แค่เพียงถึงสถานีรถไฟเกียวโตก็จะเห็นตัวอาคารใหญ่โตแบบสมัยใหม่และหอคอยเกียวโตที่ตั้งอยู่ด้านหน้าจนยากจะเชื่อได้ว่าเราได้เดินทางมาถึงเมืองเก่าที่สุดแห่งหนึ่ง) ซ้ำยังมีแม่น้ำคาโมะแม่น้ำสายหลักที่มีการจัดภูมิทัศน์เอาไว้อย่างสวยงามจนยากจะเชื่อได้ว่าตั้งอยู่ใจกลางเมือง

ถัดจากเกียวโตผมเดินทางด้วยรถไฟสายท้องถิ่นกินเวลาหลายชั่วโมง (ต่างจากการนั่งรถไฟหัวกระสุนที่ทั้งรวดเร็วและหรูหรา) สู่เมืองชิซูโอกะเพื่อเยี่ยมเยียนเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่อยู่อาศัยในบ้านของพ่อแม่ แถบบ้านของเพื่อนนั้นเป็นที่ราบเชิงเขาฟูจิที่เคยเป็นพื้นที่ปลูกชามาก่อน ทุกวันนี้พ่อของเพื่อนใช้เวลาว่างนอกจากการหัดเขียนตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นโบราณมาปลูกพืชผักสดจำนวนมากเอาไว้บริโภคเองในครัวเรือนและให้ผลิตที่งดงาม รสชาติสดอร่อย เป็นอีกหนึ่งวิถีชีวิตของการพึ่งพาตัวเองและใกล้ชิดธรรมชาติของคนญี่ปุ่น ไม่ว่าสังคมจะก้าวล้ำนำหน้าไปแค่ไหนก็ตาม

ก่อนจะกลับเมืองไทยผมใช้เวลาในการเดินดูความศิวิไลซ์ของโตเกียว เมืองหลวงที่เคยมีนามเดิมว่ากรุงเอโดะ ในหลายๆ ย่านที่เป็นย่านชุมชนและศูนย์กลางการค้าไม่ว่าจะเป็นฮาราจูกุ ชินจูกุหรืออูเอโนะก็จะมีศาลเจ้าในนิกายชินโตหรือสวนสาธารณะที่มีลักษณะคล้ายป่า เช่น สวนอูเอโนะ สวนชินจูกุ (ชินจูกุโคเอ็ง) สวนโยโยจิ ฯลฯ เอาไว้ให้ผู้คนที่เบื่อหน่ายการช้อปปิ้งหรือกระแสวัตถุนิยมได้หันหน้าเข้าหาธรรมชาติอย่างง่ายดายเป็นที่น่าอิจฉาวิถีของชาวอาทิตย์อุทัยในโตเกียว

เมื่อถึงคืนสุดท้ายก่อนกลับ ผมลากกระเป๋าจะเดินไปสถานีรถไฟ เพื่อนชื่อ ‘ยะซัง’ ซึ่งเป็นเจ้าของห้องพักที่เอื้อเฟื้อให้ผมได้ซุกหัวนอนในย่านเมจิโระ ซึ่งถือได้ว่าเป็นย่านหรูหราและเงียบสงบแห่งหนึ่งของโตเกียวได้พาผมเดินทางลัดเพื่อไปขึ้นรถไฟอีกหนึ่งสถานีก่อนหน้า นั่นคือสถานีทาคาดาโนบาบา ซึ่งเพียงชั่วเดินลัดเลาะไม่กี่เมตรออกจากบ้านเขาก็มีเงาทะมึนในรัตติกาลของต้นไม้ใหญ่ซึ่งยะซังบอกว่าเป็นสวนสาธารณะปรากฏขึ้นราวกับเรากำลังเดินอยู่กลางป่า เป็นยามค่ำคืนที่เงียบสงบและนิ่งสงัดช่วงระยะหนึ่งก่อนจะเดินออกไปสู่แสงสว่างไสวของไฟกลางคืนย่านนั้น…

ตอนที่ 7

เหยียบย่างกุ้ง

ขอเรียนด้วยความเคารพว่าผมไม่เคยมีความคิดอยู่ในสารบบมาก่อนเลยว่าพอลืมตาอ้าปากได้และพอจะขยับขยายปีกและแข้งขาออกไปเที่ยวต่างด้าวต่างแดนเข้าสักวันหนึ่งแล้วนั้นผมจะเลือกหรือนึกที่จะอยากเยือนย่างกุ้ง

มีเหตุผลมากมายกับการที่ใครสักคนคิดที่จะไปเยือนย่างกุ้ง (Yangon) เมืองหลวงของประเทศเพื่อนบ้านของเราที่เรียกว่าเมียนมาร์ (Myanmar)…

…เพราะสีทองอันเหลืองอร่ามและงามด้วยพลังศรัทธาในมหาเจดีย์ชเวดากองอันเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชาวย่างกุ้งและชนชาวพม่าทั้งปวง หรือความเรียบง่ายเงียบสงบของวิถีชีวิตอันน่าพินิจพิเคราะห์ถึงหลายๆ สิ่งที่เคยมีและหมดไปของบ้านเมืองเรา ภาพผู้คนโดยเฉพาะผู้ชายที่นุ่งโสร่งโลงจีในชีวิตประจำวันแต่มีชีวิตแนบแน่นอยู่กับความพุทธ อาคารบ้านเรือนและรูปแบบชีวิตที่แตกต่างจากบ้านเมืองของเราชนิดหน้ามือกับหลังมือแม้จะมีเส้นแบ่งพรมแดนประเทศที่บางจนแทบจะแยกแผ่นดินทั้งสองไม่ออกก็ตาม

ขณะเดียวกันก็มีเหตุผลเป็นร้อยเป็นพันอีกเช่นกันที่ใครหลายคน (โดยเฉพาะคนไทย) ที่ไม่เคยคิดที่จะไปเหยียบย่างกุ้ง…

…แผ่นดินนั้นเป็นแผ่นดินศัตรู เป็นพวกพม่ารามัญ เคยยกทัพกรีฑาเข้ามาเข่นฆ่าคนไทยตั้งแต่ครั้งสมัยบุร่ำบุราณ ไหนจะกวาดต้อนคนไทยไปเป็นเชลยศึกข้าทาส คงจะปอกลอกทองคำของเราไปหุ้มองค์เจดีย์ที่เห็นว่าเป็นสีทองอร่ามตานั่นก็น่าจะเป็นทองคำจากอาณาจักรเก่าของกรุงสยามเสียมากกว่า

สำหรับผู้ที่มีหัวใจรักความเป็นประชาธิปไตยเข้ากระแสเลือดก็คงจะไม่แชเชือนแผ่นดินพม่ายุคปัจจุบัน เพราะความเป็นเผด็จการทหารและลัทธิการปกครอง นโยบายการปราบปรามนักศึกษา พระสงฆ์ที่เรียกร้องประชาธิปไตยครั้งแล้วครั้งเล่า รวมไปถึงการคิดขจัดชนเผ่าในรัฐต่างๆ ที่เหล่าผู้นำทหารพม่าเรียกว่าเป็นกลุ่มน้อยแต่ละเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นมอญ กะเหรี่ยง คะฉิ่น ไทใหญ่ให้หมดอำนาจด้วยการใช้กำลังอาวุธประหัตประหารซึ่งเป็นกระแสข่าวครั้งแล้วครั้งเล่าและแผ่นดินที่นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในพม่าเหล่านี้ใช้เป็นจุดลี้หลีกภัยก็คือแผ่นดินไทยนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้เองกระมังใน Chapter (บท) แรกในหนังสือนำเที่ยวชื่อกระฉ่อนอย่าง Lonely Planet เล่มMyanmar (เขาใช้ชื่อใหม่ที่มีการเปลี่ยนในปี 1989 ในการเรียกขานพม่ามาตั้งเป็นชื่อเล่มจริงๆ) จึงได้นำเสนอเรื่องราวแห่งความขัดแย้งทางจิตใจของผู้ที่กำลังคิดจะออกเดินทางไปเยือนพม่าเอาไว้ด้วยเรื่องราวที่ว่านี้ ด้วยการตั้งชื่อบทว่า “พม่า…ควรไปหรือไม่ควรไป” ซึ่งดูเหมือนผิดขนบและธรรมเนียมของหนังสือนำเที่ยวอันน่าจะรื่นรมย์ พร้อมกันนี้ยังเสนอแนวคิดอันแตกต่างทั้งสองด้านและสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นคนสนิทออง ซาน ซูจีในพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยเอาไว้ด้วย

แต่แล้วด้วยอิทธิพลของตั๋วเครื่องบินราคาประหยัดของสายการบินโลว์คอสต์ที่เปิดเส้นทางบินกรุงเทพฯ – ย่างกุ้ง ที่มาเคาะประตูว่ามีโปรโมชั่นถึงประตูบ้าน ผมก็พลันสลัดความยับยั้งชั่งใจทั้งหมดทั้งมวลออกไป ซึ่งส่วนนี้อาจเป็นผลมาจากเสียงลือเสียงเล่าอ้างมากมายของเพื่อนฝูงคนรอบข้างด้วยว่าไปเที่ยวพม่าเถอะ ผู้คนที่นั่นยังคงมีจิตใจดีวัดวาก็สวยงามน่าชม อย่าถืออคติอยู่เลย (เพราะถึงอย่างไรก็คงเป็นการยากที่จะให้ทำให้เหล่าผู้นำทหารหมดไปจากบังลังก์อำนาจ) ทำใจและเปิดใจไปดูสิ่งต่างๆ ที่เป็นคุณค่าและเป็นของดีที่ยังมีอยู่จะดีกว่า

ผมเองก็พลันคิดได้ (ในตอนที่มีตั๋วเดินทางมาถือไว้ในมืออุ่นๆ แล้ว) ว่าการตกลงปลงใจไปเที่ยวที่ไหนที่หนึ่งสักแห่งได้ก็เป็นการบอกสอนสัจธรรมให้กับตัวเราเองในฐานะคนเดินทางว่าการมามีตัวตนอยู่บนแห่งหนของโลกใบนี้ก็เพียงชั่วคราว ไม่สามารถอ้างสิทธิ์ยึดครองสิ่งต่างๆ ไปเนิ่นนานแม้แต่ความคิดของตัวเอง หากทำได้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดหรือเรื่องใดควรทำใจปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นแม้แต่ในความคิดของตน โดยเฉพาะหากความคิดนั้นเป็นเพียงความคิดของเราฝ่ายเดียวยังไม่ผ่านการตรวจสอบถึงความดีชั่ว จริงแท้ เหมาะสม

แต่แล้วตลอดระยะเวลาเกือบสองสัปดาห์ของการเดินทางในพม่าโดยมีกรุงย่างกุ้งอดีตราชธานีอันงามสง่าแห่งหนึ่งของพม่าและเอเชีย (บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยเมืองหลวงแห่งใหม่ตั้งโดยของบรรดาผู้นำทหารที่เรียกว่า “เนปิดอว์” (Naypydaw) ในปี 2548 ซึ่งอยู่ห่างจากย่างกุ้งไปทางเหนือ 322 กิโลเมตร) ทำหน้าที่เป็นประตูบ้านทั้งขาไปและขาออกผมก็เกิดความรู้สึกใหม่ที่เป็นความรู้สึกดีที่มีต่อมิตรประเทศที่แสนจะทำตัวลึกลับดั่งสมญานามที่ว่า “ฤาษีแห่งเอเชีย”

ย่างกุ้งหรือที่เราเรียกว่า “ร่างกุ้ง” ในตำราเรียนดั้งเดิมนั้นเป็นราชธานีของอาณาจักรพม่ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 มีพื้นที่ 598.75 ตารางกิโลเมตรและจำนวนประชากรในเมืองนี้ 4,348,000 คน (ข้อมูลจากเว็บไซต์วิกิพีเดีย) เป็นเมืองที่ผ่านความรุ่งเรืองตั้งแต่ยุคของกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าเคยประทับอยู่ที่เมืองนี้ ผ่านสมัยตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษและผ่านยุคแห่งการถูกทำลายล้างจากสงครามโลกทั้งสองครั้งมา แต่ก็ยังมีศรัทธาของทั้งเมืองยังคงโอบล้อมเจดีย์อันสูงสง่าและงดงามทางทิศเหนือของเมืองที่เรียกว่า “ชเวดากอง” (ชเว แปลว่าทองคำ ส่วนคำว่าดากองนั้นคือชื่อเมืองเก่าดั้งเดิมของย่างกุ้ง) ไม่เปลี่ยนแปลง

หากใครเคยเดินทางไปเยือนเมืองหลวงเก่าแก่ในดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดีแห่งนี้ย่อมรู้ดีว่านอกจากเจดีย์ชเวดากองแล้ว บริเวณใจกลางเมืองยังมีเจดีย์สุเลพญาอีกแห่งหนึ่งที่เป็นทั้งเหมือนหมุดหมายสำคัญและศูนย์รวมความศรัทธาของผู้คน ขณะที่ภาพชีวิตต่างๆ ของผู้คนที่ได้เห็นจำนวนไม่น้อยต่างใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางตึกรามเก่าแก่สมัยโคโลเนียลก็แสนจะเป็นภาพแห่งความสมถะ ซึ่งบางคราหากสายตามองไปจากโลกยุคใหม่อาจใกล้เคียงกับคำว่าอัตคัดเสียมากกว่าแต่พวกเขาก็ยังยิ้มได้และยิ้มสู้อยู่กับความเป็นไปอันไม่อาจคาดหมายได้ทั้งในวันนี้และวันต่อๆ ไป

สำหรับผมและใครหลายคนที่เดินทางผ่านย่างกุ้งจึงเป็นเหมือนการเดินผ่าน “ประตูมิติ” ที่พาเราก้าวข้ามทำลายกำแพงรั้วกั้นเวลา พรมแดนและอคติที่บดบังตาไปเพื่อให้เราได้เห็นชีวิตทั้งหลายที่เคลื่อนไหวอยู่อย่างน่าสนใจ

…และบางคราเห็นถึงสิ่งที่อยู่ลึกลงไปยิ่งกว่าการมีชีวิต

ตอนที่ 6ไม่นึกไม่ฝันว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะได้เดินทางไป “พิชิต” ปลายยอดบนภูสูงแห่งเกาะบอร์เนียวที่มีนามว่า “คินาบาลู”

“บ้านแห่งจิตวิญญาณของคนตาย” ซึ่งเป็นข้อความอรรถาธิบายถึงชื่อเรียกขานดั้งเดิมของผาภูแห่งนี้ผมได้พบที่พิพิธภัณฑ์ซาบาห์ขณะเดินเที่ยวรอให้ถึงวันออกเดินทางเข้าสู่ภูเขาที่เมืองโกตาคินาบาลู (Kota Kinabalu) ห่างจากอุทยานแห่งชาติคินาบาลูไปราว 90 กิโลเมตร ช่างเป็นคำเรียกขานที่น่าพรั่นพรึงเสียนี่กระไร

การเดินทางไปเยือนอุทยานแห่งชาติซึ่งเป็นมรดกโลกของมาเลเซียซึ่งตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียวแห่งนี้มิใช่เรื่องยุ่งยาก เราอาจจะจับรถไฟหรือนั่งเครื่องบินตรงไปลงยังกรุงกัวลาลัมเปอร์เสียก่อน จากนั้นก็นั่งเครื่องบินตรงลงที่เมืองหลวงของรัฐซาบาห์ (โกตา คินาบาลู) เพื่อชื่นชมทัศนียภาพของเทือกเขาและยอดสูงรูปทรงเป็นเอกลักษณ์ขนาดนำมาสถิตเอาไว้บนธงประจำรัฐ ซึ่งประกอบด้วยที่ทำการย่อยต่างๆ รอบอุทยานแห่งที่มีชื่อว่าทิมโปฮอน (Timpohon) เป็นที่ตั้งของรีสอร์ท ร้านอาหาร และศูนย์แสดงนิทรรศการ ซึ่งนักปีนเขาและผู้มาเยี่ยมชมที่ต้องการค้างคืนภายในอุทยานจะต้องลงทะเบียนที่ที่ทำการเสียก่อน ด่านเมอร์สิเลา (Mesilau Nature Resort) และสวนพฤกษศาสตร์ (Mount Kinabalu Botanical Garden) ที่ Kundasang

การจองที่พักบนยอดเขานั้นนับเป็นสิ่งที่ต้องกระทำหากว่าต้องการเดินขึ้นคินาบาลู แต่ก็เป็นเรื่องยุ่งยากและต้องการระยะเวลาเผื่อไว้ในการจัดการล่วงหน้านานพอดู  เนื่องจากการจัดการอุทยานฯ ของมาเลเซีย (โดยเฉพาะที่คินาบาลู) นั้นใช้วิธีให้เอกชนสัมปทานจัดการในการควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยวและการออกกำหนด การจัดเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ และข้อกำหนดที่ว่านี้ก็ยังรวมถึงการเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับไกด์และลูกหาบ (Guide and Porter Fees) ค่าธรรมเนียมและประกันภัยกรณีเดินเขา ค่าที่พักของกระท่อมหรือจุดพักแรมบนเขา ซึ่งรวมความแล้วก็เป็นจำนวนเงินหลายพันบาทเลยทีเดียว (ที่พักบนคินาบาลูติดต่อได้ทางอินเตอร์เน็ตที่ Sutera Sanctuary Lodges เว็บไซต์: http://www.suterasanctuarylodges.com อีเมล์: infor@suterasanctuarylodges.com)

ประวัติความเป็นมาของอุทยานฯ คินาบาลูนั้นสถาปนาเป็นอุทยานฯ ของมาเลเซียในปี 2507 มีพื้นที่ 754 ตารางกิโลเมตร ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกแห่งแรกของมาเลเซียเมื่อเดือนธันวาคม 2543 ถือว่าเป็นสถานที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยแบ่งเขตแหล่งที่อยู่ออกตามสภาพทางภูมิศาสตร์ออกได้เป็น 4 เขต ได้แก่ ป่าที่ราบต่ำ ป่าสนเขา ทุ่งหญ้าบนที่สูง และพุ่มไม้บนยอดเขา บริเวณภูเขาเป็นแหล่งที่พบกล้วยไม้และพืชกินแมลงหลายสายพันธุ์ สายพันธุ์ที่มีชื่อเสียงคือ Nepenthes rajah (หม้อข้าวหม้อแกงลิงยักษ์) และยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ประจำถิ่นอีกมากมาย เช่น ลิงอุรังอุตัง ปลิงแดงยักษ์คินาบาลู ไส้เดือนยักษ์คินาบาลู นกเขียวก้านตองปีกสีฟ้าคินาบาลู

เอกลักษณ์ของคินาบาลู (เท่าที่ปรากฏบนใบประกาศที่ทางอุทยานฯ มอบให้กับผู้เดินเขาที่ขึ้นไปถึงยอดเขา) นั้นพบว่ามีต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงยักษ์ กล้วยไม้และดอกบัวผุด (Rafflesia) แต่ลูกราสเบอร์รี่ป่าสีแดงที่ไกด์เด็ดยื่นให้เราเข้าปากเคี้ยวเล่นได้คลายความเหนื่อยล้าขณะเดินเขา ต้นไม้ที่มีลำต้นขนาดย่อมๆ บิดคดเป็นเกลียวเพราะยืนต้านลมบนภูเขาดูเหมือนฝีแปรงของจิตรกรในภาพเขียนอิมเพรสชั่นนิสม์ล้วนมีความน่าประทับใจ เช่นเดียวกับความเขียวขจีและร่มรื่นท่ามกลางผืนป่าใหญ่โตอลังการที่ผู้เดินเขาจะสัมผัสได้ทุกย่างก้าวที่ค่อยๆ ป่ายปีนขึ้นไป

ถ้าไม่นับยอดเขาฟานซีปาน (Fansipan) ทางตอนเหนือของเวียดนาม (สูง 3,143 เมตร) ซึ่งเป็นยอดเขาที่เราสามารถเดินขึ้นไปบนยอดเขาได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ที่คินาบาลูก็มียอดเขาที่สามารถเดินขึ้นโดยที่ไม่ต้องการออกซิเจนหรือเครื่องช่วยหายใจใดๆ ต้องการเพียงเชือกและอุปกรณ์ในการป่ายปีน ถุงมืออุ่นๆ หมวก เสื้อกันหนาว ไฟฉายส่องทางเรี่ยวแรงและพละกำลังกายใจที่ถึงพร้อม เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

การออกเดินทางตั้งแต่ยังไม่รุ่งสางในตอนเกือบๆ จะสามนาฬิกาเพื่อเร่งทำเวลาให้ไปชมตะวันขึ้นบนยอดเขาในตอนก่อนเจ็ดนาฬิกานั้นถือได้ว่าเป็นประสบการณ์การเดินขึ้นเขาที่เร่งรัดขณะเดียวกันก็ยังเข้มข้นด้วยรสชาติและเนื้อหา ของการเอาชนะใจตั้งเองในหลายๆ ด้าน นอกจากความหนาวเย็นและความเหนื่อยล้าสารพัด เพราะเมื่อได้ขึ้นไปสัมผัสปลายยอดบนสุดที่ประกอบด้วยยอดเขาสูงสารพัดกว่าเจ็ดยอด ไม่ว่าจะเป็นยอดหูลา(Donkey’s Ears) Ugly Sister’s ยอดเซ้าท์พีค (South Peak) ที่งดงาม ยอดโลว์ส พีค (Low’s Peak) ที่สูงที่สุดในระดับความสูง 4,092.5 เมตรจากระดับน้ำทะเลหลังจากชื่นชมทัศนียภาพจนหายเหนื่อยแล้วพอสายก็จะต้องดุ่มเดินกลับลงมาทันทีเพราะที่พักบนเขาอันจำกัดให้พักได้เพียงคืนเดียวเท่านั้น

ตอนแรกผมนึกขอบคุณและหลงเข้าใจว่ายังดีที่ชื่อของเขาลูกนี้ยังสามารถคงชื่ออันเป็นชื่อท้องถิ่นเอาไว้ แต่แล้วเมื่อดูชื่อของปลายยอดสูงที่สุดกลับกลายเป็นชื่อเป็นของฝรั่งตาน้ำข้าวซึ่งเป็นนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษเป็นเจ้าข้าวเจ้าของไปเสีย จากชื่อในภาษามาเลย์ของที่นี่คือ Taman Negara Kinabalu หรือ Gunung Kinabalu และยอดสูงสุดกลับได้ชื่อตามฮิวจ์ โลว์ว่า Low’s Peak

เบนสันซึ่งเป็นไกด์เดินเขาประจำตัวของผมในครานั้นถามขึ้นมาว่าต้องการใบประกาศว่าเดินขึ้นไปพิชิตยอดเขาคินาบาลูแล้วหรือไหม เขารับรองให้ได้เพราะผมเองไม่ได้ขึ้นไปถึงระดับปลายยอดที่มีหลักประกาศ ผมได้แต่ยิ้มและปฏิเสธความหวังดีของเบนสันไป ใช่ว่าไม่อยากจะได้ แต่ไม่อยากจะให้มีเรื่องราวที่น่าจดจำที่จะต้องรักษาเก็บงำในรูปของเอกสารกระดาษเสียมากกว่า

ยังมีหลายบทเรียนแต่ละย่างก้าวของการเดินขึ้นสู่ภูเขาสูงและย่ำเท้าเดินกลับลงมาเบื้องล่าง เพื่อปีนป่ายเอาชนะปัญหาและอุปสรรค ขณะเดียวกันเราก็ต้องหารอยยิ้มชื่นและคงหัวใจที่เบิกบานเอาไว้ให้ได้กับทุกย่างก้าวของการเดินขึ้นและลงจากภูเขาที่สูงยิ่งกว่าคินาบาลูที่มีชื่อว่า “ชีวิต”

ตอนที่ 5

หลง (เงา) ทัชมาฮาล

เราอาจแบ่งแยกคนทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกใบนี้ออกได้สองกลุ่ม คือผู้ซึ่งเคยไปเห็นทัชมาฮาลมาแล้วกับอีกกลุ่มคือผู้ที่ยังไม่เคยไปเห็นทัชมาฮาล

ความข้างต้นนั้นผมไม่ได้กล่าวเอง แต่เป็นคำกล่าวอมตะของมาร์ก ทเวน (Mark Twain) นักเขียนชาวอเมริกันผู้โด่งดังที่มีชีวิตอยู่ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 20 แสดงถึงความระบือลือเลื่องของอนุสรณ์สถานแห่งความรักอันเป็นหินอ่อนสีขาวตั้งอยู่ริมฝั่งทางใต้ของแม่น้ำยมุนาแห่งเมืองอักรา (Agra) ประเทศอินเดียมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1647 หรือเกือบสี่ร้อยปีที่แล้ว

ผมเองตกเป็นคนในกลุ่มหลังคือคนที่ยังไม่เคยมีโอกาสเดินทางไปเห็นทัชมาฮาลด้วยสายตาตัวเองมากว่าสามสิบปี แม้ว่าจะมีโอกาสเดินทางเข้าออกอินเดียเพื่อไปทำงานหลายๆ ครั้ง แต่เมื่อไม่ได้เฉียดกรายไปแถวเมืองหลวงกรุงนิวเดลีก็เลยยากที่จะมีโอกาสไปถึงเมืองอักรา ซึ่งอยู่ห่างจากเดลีไป 210 กิโลเมตร กระทั่งเมื่อเดินทางไปเที่ยวอินเดียเหนือแถวลาดัคสองอาทิตย์เสร็จสิ้นลงแล้ว การแบกเป้เดินทางต่อในนิวเดลี อักราและแคว้นราชสถานจึงเป็นจริงขึ้นมาได้

คนทั่วไปอาจเลือกที่จะเดินทางไปยังเมืองอักราจากนิวเดลีเพราะสะดวกที่สุด การเดินทางทางรถยนต์ใช้เวลาเพียง 4 -5 ชั่วโมงเท่านั้น ขณะที่หากเดินทางด้วยรถไฟซึ่งเป็นทางเลือกที่สะดวก ประหยัดกลับจะใช้เวลาที่สั้นกว่านั้น และมีรถไฟหลายขบวนให้เลือก ทั้งหรูหราราวกับนั่งอยู่ในห้องโดยสารของเครื่องบิน มีเครื่องดื่มและอาหารเช้าเสิร์ฟ (เช่นขบวนชาตบดีเอ็กซ์เพรส) หรือขบวนรถปรับอากาศปกติก็มี การเดินทางด้วยรถไฟใช้เวลาเพียงสามชั่วโมงเท่านั้น

แต่จะให้การเดินทางเพื่อเปลี่ยนสถานภาพตัวเองจากคนกลุ่มที่ยังไม่เคยเห็นทัชมาฮาลเป็นคนกลุ่มแรก (ไม่แน่ใจว่าจะเป็นกลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่กว่า) ทั้งที ผมก็ขอทำอะไรที่ไม่ปกติธรรมดาด้วยการเดินทางท่องเที่ยวหลายเมืองของราชสถานเสร็จสิ้นเสียก่อน จากนั้นค่อยเดินทางต่อจากเมืองพุชการ์มาถึงอักราในยามรุ่งอรุณซึ่งนับว่าเป็นวิถีการเดินทางสวนกันกับผู้คนส่วนใหญ่

เมื่อไปถึงอักราจากสถานีรถไฟแล้วผมเดินทางด้วยรถตุ๊กตุ๊ก (หรือ “ออโต้ริกชอว์) ซึ่งเป็นพาหนะประจำขณะเดินทางในอินเดียเพราะสนนราคาค่าโดยสารประหยัด ต่อรองได้จากสถานีอักรา แค้นท์ (Agra Cantonment) เข้าไปแถวทัช กันจ์ (Taj Ganj) ย่านที่ตั้งของทัชมาฮาลด้วยราคาเพียง 80 รูปี จากนั้นก็แบกเป้เดินลงจากรถตุ๊กตุ๊กโยนเป้หลังใบเขื่องขึ้นรถสามล้อถีบต่อไปอีกประมาณไม่ถึงห้าร้อยเมตรก่อนเข้าไปถึงโรงแรมที่พักทางด้านประตูตะวันออกของทัชมาฮาลไม่เกิน 500 เมตร เพราะทัช กันจ์นั้นเป็นเขตห้ามรถยนต์ที่มีเขม่าควันวิ่งเข้าไปเด็ดขาด

ว่ากันว่าถ้าจะให้ดีและเที่ยวชมทัชมาฮาลได้สมอารมณ์หมายแล้วเราควรจะไปนอนพักค้างคืนเอาไว้ที่แถวๆ ทัช กันจ์เพื่อที่จะได้ตื่นแต่เช้าตรู่เข้าไปชมทัชมาฮาลได้ตั้งแต่อรุณแรกแย้มฟ้าเพราะสถานที่แห่งนี้เปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่เวลาหกโมงเช้าเรื่อยไปจนถึง 19.00 น. (เปิดวันเสาร์ถึงวันพฤหัสบดี) ทั้งนี้ค่าเข้าชมทัชมาฮาลสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่คนละ 750 รูปีส่วนคนอินเดียจ่ายเพียง 20 รูปี ซึ่งพอจะเข้าไปซื้อบัตรเข้าชมในรุ่งเช้าอีกวันผมทำใจดีสู้เสือส่งสุภาพสตรีที่เดินทางไปด้วยกันยื่นหน้าไปถามพร้อมกับยื่นหนังสือเดินทางไทย ตามที่อ่านข้อมูลทางเว็บบอร์ดที่มีการบอกต่อกันมาว่ามีส่วนลดให้คนไทย ปรากฏว่าได้ส่วนลดเหลือเพียงคนละ 500 รูปี

อาจจะด้วยการเดินทางในแคว้นราชสถานอันเปี่ยมไปด้วยเวียงวังและป้อมปราสาทผ่านมาแล้วก็เป็นได้ ทำให้การเยือนอนุสรณ์สถานแห่งความรักอันลือเลื่องระดับโลกและยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดแห่งของโลกยุคใหม่ของผมนั้นไม่ค่อยจะเกิดความรู้สึกตื่นตาตื่นใจหรือรู้สึกถึงความสวยสง่างดงามอย่างที่คาดคิดเท่าใดนัก จะมีก็แต่ความรู้สึกตื่นเต้นอยู่ลึกๆ เนื่องเพราะชื่อเสียงระบือนามกับความรู้สึกถามตัวเองว่าในที่สุดเราก็ได้มายลโฉมทัชมาฮาลด้วยสายตาตัวเองแล้วหรือนี่

ประวัติโดยย่อของทัชมาฮาลนั้นมีอยู่ว่าสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิ์ราชวงศ์โมกุลพระนามว่า “ชาห์ จาฮาน” เพื่อรำลึกถึงพระมเหสีคือพระนางมุมตัส มาฮาลที่สิ้นพระชนม์จากการประสูติทายาทคนที่ 14 พระเจ้าชาห์ จาฮานทรงเสียพระทัยมากจึงสั่งให้สร้างที่ตั้งวางพระศพของพระมเหสีด้วยหินอ่อนสีขาว มีโดมสูง 40 เมตรรายรอบทั้งสี่ด้าน ส่วนโดมใหญ่ (ลักษณะเหมือนมัสยิด) นั้นเป็นที่เก็บพระศพของพระมเหสีและของกษัตริย์ชาห์ จาฮานเองที่สิ้นพระชนม์จากน้ำมือของโอรสคือพระเจ้าออรังเซบตั้งแต่ปี 1666

ความสวยงามของอนุสรณ์สถานหินอ่อนสีขาวแห่งเมืองอักรานี้ใช้เวลาในการก่อสร้างด้วยฝีมือคนงาน 20,000 คนนานถึง 22 ปีจนเสร็จสมบูรณ์ในปี 1647 มีการแกะสลักหินอ่อนเป็นลวดลายดอกไม้อ่อนช้อยและวางหินสีเป็นลวดลายเรียกว่าการทำอินเลด์ (inlaid) และได้ชื่อว่าเป็นแบบอย่างความงดงามของสถาปัตยกรรมสมัยโมกุล ซึ่งผสมผสานศิลปะของอินเดีย เปอร์เซียและอิสลามเข้าด้วยกันอย่างลงตัว จนทำให้องค์การยูเนสโกได้ประกาศรับรองให้ทัชมาฮาลขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกที่ได้รับการคุ้มครองมาตั้งแต่ปี 1983

ความโด่งดัง ความงดงามและความพิเศษจากความเป็นมายาวนานทางประวัติศาสตร์ของทัชมาฮาลกลับถูกคุกคามภาวะมลพิษทั้งทางอากาศและปัญหาขยะ ปัญหาน้ำเน่าเสียบนสายน้ำยมุนา โดยคณะกรรมาธิการที่ทำหน้าที่ดูแลทัชมาฮาลของรัฐบาลกลางอินเดียและองค์กรเอกชนที่รณรงค์การอนุรักษ์ทัชมาฮาลพบว่าเกิดภาวะ “มะเร็งของหินอ่อน” (Marble Cancer) อันเกิดจากสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เข้าไปเกาะหินอ่อนขาววัสดุหลักของทัชมาฮาลจนกลายเป็นสีเหลืองกระดำกระด่าง นอกจากนี้ยังมีก๊าซไนตรัสออกไซด์ที่ปล่อยออกมาเกินกว่าที่กำหนดที่คุกคามความสวยงามและความอยู่รอดของทัชมาฮาลอีกด้วย

ข่าวที่ปรากฏในหลายสื่อรวมทั้งสำนักข่าวรอยเตอร์เกี่ยวกับปัญหามลพิษที่กระทบต่อทัชมาฮาลนั้นเกิดขึ้นหนาหูในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา และหนึ่งในเสียงของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเช่น K.S. Rana ผู้นำองค์กรรณรงค์เพื่อพิทักษ์ทัชมาฮาลให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ทัชมาฮาลเผชิญกับปัญหามลพิษอันส่งผลต่อเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร การขยายตัวของชุมชนและอุตสาหกรรม เกิดปัญหาการกัดกร่อนของหินอ่อนและทำให้สภาพเสื่อมทรุด ถ้าหากสถานการณ์เลวร้ายต่อไปเช่นนี้เรื่อยไป คงจะทำให้ทัชมาฮาลเสื่อมทรุดลงไปอย่างรวดเร็วไม่ต่างจากคนที่ป่วยเป็นโรคร้าย ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องหามาตรการเพื่อตรวจวัดและควบคุมปัญหาอันจะนำไปสู่การหยุดการคุกคามทัชมาฮาลลง

มาตรการเพื่อพิทักษ์รักษาทัชมาฮาลให้คงอยู่ยาวนานต่อไปที่มีการนำมาใช้แล้วก็เช่นการประกาศให้ทัชมาฮาลและพื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่ปลอดมลพิษ รวมทั้งการติดตั้งระบบติดตามตรวจสอบมลพิษในอากาศในเมืองอักรา นอกจากนี้ยังมีการซ่อมแซมบำรุงส่วนที่ได้รับผลกระทบด้วยการขจัดคราบจากหินอ่อนของอาคารออกไปอย่างเร่งด่วนอีกด้วย

ทุกวันนี้ทัชมาฮาลยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของผู้ที่หลงเงาความงดงามและเดินทางมาเที่ยวชมอนุสรณ์แห่งนี้ถึงมากกว่าวันละ 20,000 คน นักท่องเที่ยวทุกคนจะถูกตรวจสอบสัมภาระที่นำติดตัวเข้าไปอย่างเข้มงวดและรัดกุม โดยไม่ยอมให้นำอาหาร – เครื่องดื่มหรือสิ่งที่ติดตัวที่ไม่จำเป็นเข้าไปในบริเวณทัชมาฮาลโดยเด็ดขาด นอกจากนี้หากเข้าไปถึงบริเวณโดมส่วนกลางแล้วทุกคนจะต้องถอดรองเท้าฝากเอาไว้หรือมิเช่นนั้นก็จะต้องสวมถุงผ้าครอบรองเท้าเอาไว้ให้มิดชิดเพื่อเข้าไปเดินด้านในโดยไม่มีข้อยกเว้น

เมื่อได้ทัศนาทัชมาฮาลและได้กลายสถานภาพจากผู้ที่ไม่เคยเห็นมาเป็นผู้ได้ไปเห็นแล้วตามที่มาร์ก ทเวนว่าไว้ ผมได้แต่นึกปลงว่าไม่มีสิ่งใดอยู่ยั้งยืนยงท่ามกลางความเป็นไปในสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ นี่คือความจริงที่เราควรจะเปิดใจยอมรับและเหลียวมองความเปลี่ยนแปรและเป็นไปว่าเป็นความงามและความจริง

คงมีแต่คนเขลา หลงเงายึดติดเท่านั้นกระมังที่คิดรั้งตัวเองหรือยื้อยุดฉุดภาพงดงามของปัจจุบันเอาไว้โดยไม่เปิดใจรับความเปลี่ยนแปลงในท่ามกลางกระแสกาลเวลาที่คล้อยเคลื่อนไป

ตอนที่ 4

จูเล่ ‘ลาดัค’

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ ‘ทิเบตแตก’ จากการเข้ายึดครองของกองทัพแดงจากจีนแผ่นดินใหญ่ในปี พ.ศ. 2501 ยังผลให้ดาไลลามะผู้นำสูงสุดของทิเบตประเทศเล็กๆ ในอ้อมกอดหิมาลัยหลังคาโลกต้องทรงลี้ภัยไปพำนักอยู่ที่เมืองดาลัมซาลา – Dharamsala (หรือธรรมศาลาที่คนไทยเรียกกัน) ทางตอนเหนือของอินเดีย

ชาวอินเดียเหนือในรัฐจัมมู- แคชเมียร์โดยเฉพาะส่วนหนึ่งที่เรียกว่า “ลาดัค” (Ladakh) มีการนับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยานเช่นเดียวกับชาวทิเบต ทุกวันนี้ลาดัคเองก็เป็นที่รู้จักในชื่อดินแดนทิเบตน้อยทั้งความละม้ายคล้ายคลึงในการนับถือศาสนา ศาสนสถานที่เรียกว่า “กอมปา” ที่ตั้งอยู่บนภูผาสูงและภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยที่ราบโล่งระหว่างขุนเขาสูงสลับซับซ้อน ซึ่งแม้จะดูแห้งแล้งแต่ผู้คนที่นี่ก็ยังมีวิถีที่แอบอิงธรรมชาติอยู่อย่างใกล้ชิด สามารถธำรงเอกลักษณ์ด้านต่างๆ ทั้งพิธีกรรมทางศาสนา การแต่งกาย วิถีชีวิต การทำเกษตรและเลี้ยงสัตว์ หรือบรรเลงดนตรีไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

ทุกวันนี้ลาดัคและเมืองหลวงอันมีนามว่าเมืองเลห์ (Leh) จึงกลายเป็นจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวอินเดียเหนือพ้นจากเมืองศรีนาคาร์อันเป็นเมืองหลวงในส่วนของแคชเมียร์แล้ว นักท่องเที่ยวที่ใฝ่หาหิมาลัย บรรยากาศแบบทิเบตและการท่องเที่ยวบนเขตภูเขาสูงที่มีอากาศบางเบาก็ล้วนปรารถนาจะเดินทางไปเยือนที่นี่ปีละราวสามหมื่นคน (หรือมากกว่านี้) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้ช่วงเวลาระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายนซึ่งเป็นฤดูร้อนเดินทางเข้าไปที่นั่น

เมื่อสองปีที่ผ่านมาผมได้เดินทางไปลาดัคเป็นครั้งแรกหลังจากที่เคยประทับใจในหนังสือ “อนาคตอันเก่าแก่” บทเรียนจากวิถีชีวิตธรรมชาติแห่งดินแดนธิเบตน้อยเขียนโดยเฮเลนา นอร์เบอร์ก-ฮ็อดจ์ (พจนา จันทรสันติเป็นผู้แปล) มาช้านาน เฮเลนาเป็นสตรีชาวสวีเดนที่เข้าไปทำงานด้านการอนุรักษ์และพัฒนาร่วมกับคนพื้นเมืองชาวลาดัคเมื่อหลายทศวรรษที่ผ่านมาก่อนการท่องเที่ยวลาดัคที่รัฐบาลอินเดียได้เริ่มเปิดตัวการท่องเที่ยวในลาดัคขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.  1974 เป็นต้นมาและบูมมากขึ้นในวันนี้

เฮเลนาเขียนถึงความประทับใจของเธอที่มีต่อลาดัคตลอดช่วงเวลาสิบหกปีที่เข้าไปคลุกคลีกับลาดัคเอาไว้ในหนังสือดังกล่าวว่า “ยิ่งนานวันข้าพเจ้าก็ยิ่งได้รับประสบการณ์ใหม่ๆเพิ่มขึ้นในลาดัค ทำให้เริ่มเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความหมายของคำว่าพึ่งตนเอง…นานวันเข้าข้าพเจ้าก็เริ่มรู้สึกเคารพในวิถีชีวิตอันสมดุลย์กับธรรมชาติของชาวลาดัค ทั้งยังถูกบังคับให้หวนกลับมาย้อนทบทวนดูถุงวิถีชีวิตแบบตะวันตกซึ่งตนคุ้นเคยอยู่…”

คำว่า “พัฒนา” (Development) นั่นเองที่เฮเลนาเริ่มรู้สึกว่าท้าทายต่ออนาคตและความเป็นไปของลาดัคและคนท้องถิ่นผู้เคยพึ่งพาตนเอง มีความเป็นมิตร สามารถดูแลดูแลตัวเองและสิ่งแวดล้อมได้อย่างดีมาช้านาน แต่การรุกคืบของลัทธิบริโภคนิยม ความต้องการส่วนบุคคลที่มากขึ้น การเดินทางมาถึงของกระแสการท่องเที่ยวได้เย้ายวนให้ผู้คนผละทางหมู่บ้านและท้องทุ่งนาดังที่เคยเป็นมาในอดีตเข้ามาขายแรงงานในภาคการบริการและการท่องเที่ยวในเมืองใหญ่อย่างเลห์แทนเกิดเป็นภาวะคนว่างงาน สิ่งแวดล้อมในเมืองเสื่อมโทรม อากาศเต็มไปด้วยฝุ่นควันจากปัญหาจราจร น้ำไม่เพียงพอใช้ในการอุปโภคบริโภค การเกษตรที่หันมาพึ่งพิงปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง

The Ladakh Project ของสมาคมระหว่างประเทศเพื่อระบบนิเวศและวัฒนธรรม (International Society for Ecology and Culture หรือ ISEC) และสมาพันธ์สตรีลาดัค (Women’s Alliance of Ladakh) อันเป็นผลพวงของการทำงานที่ต่อเนื่องของเฮเลนาจึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อรณรงค์ในเรื่องการพึ่งตนเองในด้านการเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ดั้งเดิม การใช้พลังงานหมุนเวียน การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ตลอดจนการเคลื่อนไหวเพื่อให้ลาดัคเป็นเขตปลอดจากการใช้ถุงพลาสติกเพื่อป้องกันผลกระทบต่อน้ำใต้ดินและลำธารที่เคยใสสะอาดเพราะไหลจากการละลายของหิมะจากเทือกเขาหิมาลัยดังในอดีต

แนวทางการรณรงค์ให้บรรดานักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไปลาดัคท่องเที่ยวอย่างมีจิตสำนึกนั้นประกอบด้วยการปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้ :

–        รับประทานอาหารที่หาได้จากท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และให้เลือกอาหารจากธรรมชาติเพื่อลดการใช้หีบห่อที่ไม่จำเป็น

–        ใช้คนท้องถิ่นเป็นไกด์นำเที่ยวและตัวแทนการท่องเที่ยวในลาดัคในการพาเดินเขา (เทรคกิ้ง) พร้อมทั้งจ่ายค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม

–         พิจารณาเลือกตัวแทนการท่องเที่ยวหรือบริษัทนำเที่ยวที่เอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อมโดยพิจารณาจากหัวข้อต่างๆ ว่ามีการจัดการขยะต่างๆ เช่น ขวดน้ำพลาสติก แบตเตอรี่ใช้แล้ว ของเสียจากการขับถ่าย มีการป้องกันไฟ การดูแลเส้นทางเดินธรรมชาติและพันธุ์ไม้หรือไม่ การให้ข้อมูลเรื่องผลกระทบต่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนมีการแบ่งปันผลกำไรส่วนหนึ่งของพวกเขาเพื่อสนับสนุนการทำงานด้านสิ่งแวลด้อมหรือการพัฒนาอย่างยั่งยืนของลาดัคหรือไม่

–        เดินทางท่องเที่ยวเป็นกลุ่มเล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพียงกลุ่มละ 5 – 6 คนเท่านั้นและเดินทางระหว่างเดือนเมษายนถึงตุลาคมซึ่งเป็นฤดูที่ชาวลาดัคว่างจากการทำนาไร่แล้ว

–        อุดหนุนสินค้าจากชาวบ้าน ร้านค้าท้องถิ่น ร้านอาหารและที่พักที่เป็นของชาวลาดัคในเมืองเลห์

(สนใจเรื่องราวของเฮเลนาและโครงการลาดัคการทำงานของ ISEC ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.isec.org.uk/pages/ladakh.html หรือดาวน์โหลดเอกสารเรื่องการท่องเที่ยวลาดัคอย่างมีจิตสำนึก (Mindful Travel in Ladakh ได้ที่เว็บไซต์นี้เช่นกัน)

ช่วงสองปีที่ผ่านมาที่ผมเดินทางไปยังลาดัคในตอนนั้นไม่ปรากฏว่ามีร้านค้าสะดวกซื้อแบบล้างผลาญและขายกันทั้งวันทั้งคืนเหมือนเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ หรือในบ้านเรา แต่ที่นี่มีร้านดซอมซ่า (Dzomsa) ซึ่งมีสองสาขาในเมืองเลห์ เป็นร้านที่ชื่อมีความหมายว่า “จุดนัดพบ” ที่นี่เป็นร้านค้าแบบสหกรณ์ที่มีสินค้าแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีสินค้าของชาวบ้านวางจำหน่ายเช่น น้ำผลไม้และแยมผลไม้เช่นแอปปริค็อต ผ้าทอ สินค้าที่ระลึกต่างๆ ที่เป็นผลงานหัตถกรรมของชาวลาดัค มีบริการซักผ้าและสามารถนำขวดน้ำดื่มของเราเองไปเติมน้ำดื่มสะอาดได้ในราคาประหยัดกว่าการจะควักเงินซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติกที่วางจำหน่ายอยู่ทั่วไป และเท่าที่เห็นบรรดาผู้คนที่ไปเยือนเลห์ต่างก็ชื่นชอบที่จะเข้าไปหยุดพักเติมน้ำดื่ม ซื้อหาของว่างและสินค้าเล็กๆ น้อยๆ ในร้านดซอมซ่านี้กันดี

สำหรับชาวลาดัคแล้วพวกเขาไม่มีคำพูดที่หลากหลายแทนคำว่าสวัสดี ขอบคุณ หรือลาก่อนเหมือนกับภาษาไทย หากแต่คำว่า “จูเล่” (Juley) คำเดียวในภาษาลาดัคเป็นคำที่มีความหมายอันเป็นมงคลแทนได้ทั้งการสวัสดีทักทาย อำนวยอวยพรและคำร่ำลาต่อกัน ด้วยเหตุนี้เราจึงมักจะได้ยินคำคำนี้จากปากผู้คนท้องถิ่นหรือเป็นคำที่คนท้องถิ่นเอ่ยทักทายอาคันตุกะของพวกเขาว่า “จูเล่…จูเล่” อยู่เสมอ

เมื่อต้องเขียนถึงความห่วงใยต่อความเป็นไปของลาดัคทำให้ผมนึกอยากจะเอ่ยคำว่า “จูเล่ลาดัค” อีกสักหน

ตอนที่ 3

ความฝัน…บนทางป่า

ย่อยยับ มอดไหม้ ความไว้เนื้อเชื่อใจกันกร่อนสลายไม่อาจประสาน…

แทบไม่น่าเชื่อว่าภายในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ทิวาราตรีของความขัดแย้งจากการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแตกต่างแตกแยกทางความคิดทางการเมืองและผลประโยชน์ในสังคมไทยจะนำไปสู่การทำลายล้างอย่างรุนแรงถึงปานนี้ ผู้คนล้มตายบ้านเมืองลุกเป็นไฟจากการจลาจลและก่อการร้ายไม่หวังดีต่อกันของคนร่วมชาติ เป็นความเจ็บปวดร้าวลึกที่คนไทยทุกคนจำต้องก้มหน้าก้มตายอมรับผลของมัน

หากมองว่าประเทศชาติเป็นบ้านหลังหนึ่งแล้ว เชื่อว่าหลังจากนี้เป็นต้นไปเราคงจะต้องใช้ความพยายามและเวลาในการซ่อมสร้างสิ่งที่ปรักหักพังและความรู้สึกความสูญเสียตั้งแต่ฐานรากถึงหลังคาไม่น้อยทีเดียว ผมได้แต่หวังว่าความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นแล้วจะผ่านพ้นไปและไม่หวนมาเกิดขึ้นอีก ที่สำคัญก็คือเราจะสามารถเก็บรับซึมซับบาดแผลเหล่าไว้เป็น “บทเรียน” ไม่ก้าวย้ำซ้ำรอยให้ต้องชอกช้ำอีกได้หรือไม่และนานเพียงไร

เมื่อพูดถึงประเทศชาติในความเป็นบ้านแล้วทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงความเป็น “บ้าน” ที่เคยรับรู้และเคยเห็นเรื่องราวอันสวยงามมหัศจรรย์และคุณค่าอันเอนกอนันต์ที่มีแต่ให้ของสิ่งที่เรียกว่า “ป่า”

ในภาษิตของชาวปกาเกอะญอซึ่งเป็นชนเผ่าที่ได้กินกับป่าและอยู่ร่วมกับป่าที่เรียกว่า “อื่อทา” ว่าไว้ว่า “ไม้ต้นเดียวไม่เป็นป่า น้ำหยดเดียวไม่เป็นแม่น้ำ ได้กินจากป่าต้องรักษาป่า ได้กินจากน้ำต้องรักษาป่า” ฉันใดก็ฉันนั้นคงจะช่วยพอให้นึกภาพของป่าได้ว่าคุณค่าและความสวยงามของป่านั้นคือองค์ประกอบแห่งความเป็นหนึ่งเดียวของไม้ใหญ่ ไม้เล็ก ไม้พุ่ม ดงไผ่ดงกล้วย พงหญ้า ไม้เลื้อย เถาวัลย์ ดอกไม้ป่า กระเช้าสีดา ซุ้มกล้วยไม้บนค่าคบ ไลเคน เห็ดเล็กๆ บนซากผุของขอนไม้ ฯลฯ ซึ่งทุกสิ่งแอบอิงประสานรวมกันเป็นหนึ่งอย่างสงบและเปี่ยมสันติ

หลายปีก่อนช่วงที่ชีวิตผมยังคงข้องเกี่ยวอยู่กับการแบกเป้สะพายกระเป๋าเข้าไปเที่ยวตามป่าเขาลำเนาไพรหลายต่อหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นป่าดงนาทามแถวริมโขง ป่าภูจองนายอยแถวช่องมรกตตะเข็บภาคอีสานล่างและกัมพูชา ป่าดอยหลวงเชียงดาว ดอยอินทนนท์ ทุ่งใหญ่ ห้วยขาแข้ง ทุ่งแสลงหลวง เขาใหญ่ เขาอ่างฤาไน ฯลฯ ด้วยความชมชอบส่วนตัวในการได้ไปเที่ยวป่าหรือการที่จะต้องไปทำข่าวตามภาระหน้าที่ของการเป็นผู้สื่อข่าวสายสิ่งแวดล้อมในสถานที่ที่เป็นบ้านยิ่งใหญ่ของธรรมชาติเช่นนี้นำพาซึ่งความลิงโลดและรู้สึกดีทุกเมื่อที่จะได้เข้าไปกินนอนในป่า

บทเรียนว่าด้วยคุณค่าของป่าในสติปัญญาของคนทำข่าวสิ่งแวดล้อมระยะหนึ่งอย่างผมนั้น ที่ผ่านมามีการหยิบยกคำคำหนึ่งขึ้นมากล่าวกันมากในแวดวงผู้ที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา นั่นคือคำว่า “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity) และเป็นที่ยอมรับกันว่าป่าไม้เขตร้อนหรือ Tropical Forest ซึ่งเป็นป่าที่เกิดขึ้นในบริเวณเส้นศูนย์สูตรรอบโลกซึ่งคิดเป็นพื้นที่รวมเพียงร้อยละ 7 ของเนื้อที่ผืนดินบนโลกและเป็นป่าต่างๆ ในบ้านเรานั้นเต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพอันประกอบกันขึ้นมาของต้นไม้หลากชนิดหลายสายพันธุ์ สิ่งมีชีวิตตั้งแต่สัตว์ใหญ่ไปจนถึงระดับแบคทีเรีย จุลินทรีย์ เห็ดรา เกิดการเกื้อกูลและแบ่งปันเป็นสังคมของสิ่งมีชีวิตอันสลับซับซ้อนที่สุดก่อให้เกิดระบบนิเวศมหึมา ทั้งคนเราและสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ล้วนได้พึ่งพาประโยชน์จากป่าราวกับป่านั้นคือซูเปอร์มาร์เก็ตที่เติมเต็มทุกสิ่งให้กับชีวิตก็ว่าได้

ผมไม่ใช่นักเที่ยวป่าหรือนักเดินป่าตัวยงที่เมื่อมีวันว่างวันหยุดเมื่อใดจะต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่ทนทานต่อความสมบุกสมบัน สะพายกล้องดูนก แว่นขยายเพื่อดูสีสันของไม้ป่า เห็ดสีสวยหรือผีเสื้อเข้าป่า รวมทั้งไปค้างอ้างแรมแบบกางเต๊นท์นอนในป่าด้วยสไตล์ชีวิตเอ้าท์ดอร์ทุกครั้ง แต่ก็มีความเชื่อมั่นและรู้สึกดีเสมอในการมีอยู่คงอยู่ของป่าในฐานะที่เป็นบ่อเกิดของแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่และเป็นบ้านให้กับสรรพชีวิต เมื่อโลกในยุคปัจจุบันเผชิญกับภาวะโลกร้อนที่เป็นปัญหาคุกคามเราก็ยังเชื่อว่าป่าไม้จะเป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และช่วยลดปัญหาโลกร้อนให้ทุเลาลงได้

เมื่อมีความคิดว่าจะเขียนเรื่องป่าทำให้อดไม่ได้ที่จะต้องชำเลืองดูวรรณกรรมที่เกี่ยวกับป่าของเมืองไทยหลายต่อหลายเล่ม ซึ่งบางเล่มขึ้นหิ้งขึ้นชั้นเป็นตำนาน “นิยายป่า” ไปแล้ว งานเขียนของนักประพันธ์รุ่นเก่าก่อนอย่างชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ (ไพรมหากาฬ ไพรผาดำ ป่ามหัศจรรย์) หรือวัธนา บุญยัง (ใบไม้ร่วงในป่าใหญ่) รวมทั้งนิยายเยาวชนที่เป็นหนังสือดีหนึ่งในร้อยเล่มที่ผมติดตราตรึงใจผมก็คือ “ชีวิตของฉัน ลูกกระทิง” ของนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ซึ่งบรรดานักประพันธ์ชั้นครูเหล่านี้มักจะบรรยายหรือพรรณนาฉากของป่าอย่างมีชีวิตจิตใจประหนึ่งเป็นตัวละครสำคัญก็ไม่ปาน หากอยากเที่ยวป่าหรือนึกภาพป่าในอดีตที่ทั้งสวยงาม ลึกลับไม่ออกก็น่าจะลองหาสักเล่มมาอ่านดู

ผมมีตัวเลขพื้นที่ป่าไม้ของประเทศมาให้พิจารณากันว่า มีพื้นที่อุทยานแห่งชาติจำนวน 82 แห่งมีเนื้อที่ประมาณ 41,420 ตารางกิโลเมตรหรือ 25,887,500 ไร่ คิดเป็น 86.22% ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติทั้งหมดและพื้นที่ป่าไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั้งหมด 54 แห่งมีเนื้อที่ประมาณ 32,625 ตารางกิโลเมตรหรือ 20,390,625 ไร่ คิดเป็น 90.28% ของพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั้งหมด จากปี 2543 – 2547 ที่ผ่านมาป่าไม้ของประเทศหายไป 1.5 ล้านไร่ โดยพบว่าเนื้อที่ป่าในปี 2547 ที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชสำรวจมีจำนวน 104,807,368 ไร่  (ข้อมูลที่ไม่อัพเดทนี้ยกมาจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

เบื้องหลังการเที่ยวป่าของใครสักคนอาจจะต้องการความมุ่งมั่นและจุดมุ่งหมายบางสิ่งบางอย่าง แต่แท้จริงแล้วป่ารอคอยให้เราเข้าไปเที่ยวได้ทุกเมื่อโดยไม่เลือกฤดูกาล เพียงแต่ต้องเลือกจุดหมายให้เหมาะสมและพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสังคมของป่าด้วยความเคารพและเข้าใจในวิถีทางของธรรมชาติ ไปโดยไม่เบียดเบียดหรือทำตัวแปลกแยก เมื่อย่างเข้าป่าหน้าฝนดินอาจจะชื้นหรือป่าที่อุดมสมบูรณ์และรกทึบบางแห่งอาจจะมีตัวทากมาขอแบ่งเลือดสดๆ จากกายเรา ป่าที่เป็นอยู่จริงจึงไม่ได้งดงามตามอย่างที่คิดเอาไว้เสมอไป แต่ทุกอย่างดำเนินอยู่เช่นนี้เป็นวิถีของป่า เมื่อเข้าป่าไปด้วยใจที่เปิดกว้างและพร้อมจะเรียนรู้เท่านั้นภาพสัมพันธ์ที่งดงามของเจ้ากวางน้อยหรือกระต่ายออกมาเล็มหญ้าอ่อน เห็ดหลากสีให้พลิกดูสีสวยๆ กล้วยไม้ป่างามๆ กระทั่งนก แมลง ผีเสื้อหลากสีที่จะร่อนบินให้ชมก็จึงจะเผยออกมาให้เห็น

ฝนเริ่มวาดสายลงมาแล้ว ไม้ที่เพิ่งผ่านไฟแล้งเริ่มระบัดใบอ่อนเขียวๆ ขึ้นมาใหม่ หอมกินดินโชยขึ้นมาจากรื้นฝน สิ่งเหล่านี้เป็นกำลังใจและบอกคนในเมืองที่เพิ่งจะพ้นผ่านความขัดแย้งได้ว่า ทางของป่าแม้ว่าจะรกชัฏและไม่ได้ตัดตรง ซ้ำบดบังด้วยสุมทุมพุ่มไม้มองไม่เห็นนั้นมีอยู่จริง ขอเพียงเรามีความฝัน เชื่อมั่นและกล้าที่จะก้าวเดินต่อไปเท่านั้น

ตอนที่ 2

‘สุรินทร์’ เรื่อยริมฟ้า ทะเลคราม

เกิดเป็นคนไทยแล้วแสนจะโชคดีด้วยความที่มาตุภูมิของเรานั้นตั้งอยู่ในชัยภูมิที่พอเหมาะพอดี มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลหล่อเลี้ยงช่วยให้ไม่แห้งแล้ง เพาะปลูกพืชพันธุ์ก็งอกงามบริบูรณ์ ด้านบนของประเทศประกอบด้วยขอบทิวเขา ตอนกลางเป็นที่ราบลุ่มริมแม่น้ำให้ดินตะกอนสะสมตัว อีกฝั่งฟากทางอีสานคือแผ่นดินที่ราบสูงที่อุดมด้วยแร่เกลือและบ่อเกิดของอารยธรรมมาช้านาน

แต่ใครจะปฏิเสธได้เล่าว่าความงดงามและบริบูรณ์ของแผ่นดินไทยที่แท้จริงนั้นไม่อาจสมบูรณ์หรือหล่อเลี้ยงเหล่าชาวไทยให้อยู่อย่างร่มเย็นและรุ่งเรืองจนถึงวันนี้ได้หากปราศจากชายฝั่งและพลังแห่งท้องทะเล ด้วยว่าเรามีทั้งทะเลฝั่งอ่าวไทยเชื่อมต่อไปหาทะเลจีนใต้และทะเลทิศตะวันตกคืออันดามันอันมั่งคั่งด้วยสินทรัพย์ทางธรรมชาติและความงดงามเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวเกินบรรยายที่หนึ่งในโลก

จึงไม่ผิดนักที่เราอาจจะเคยได้ยินหรือแม้แต่จะสัพยอกหยอกเย้าคนไทยด้วยกันเองว่า “เมืองไทยเรานี้แสนดีนักหนา ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ทุกสิ่งล้วนงดงามลงตัวดีอยู่แล้ว เสียอย่างเดียวก็ตรงที่มีคนอย่างคนไทยอาศัยอยู่ในดินแดนนี้เท่านั้น!!

ผมนึกถึงความงดงามและการไปอยู่ใกล้ชิดกับท้องทะเลโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิในเมืองใหญ่ขยับตัวขึ้นไปถึง 43 องศาเซลเซียสเช่นนี้ ยังโชคดีว่าคนไทยสามารถเลือกที่จะออกเดินทางไปเที่ยวทะเลได้หลากหลายสถานที่และระยะทางใกล้ไกล ไม่ว่าจะเป็นพัทยา บางแสน เกาะล้าน เกาะสีชัง เกาะเสม็ด ชะอำ หัวหิน ลงไปถึงทุ่งวัวแล่น เกาะสมุย พะงัน หรือข้ามฝั่งไปทางอันดามันเที่ยวทะเลกระบี่ ภูเก็ต และสุรินทร์เองก็ตั้งอยู่ทางทิศนั้น ซึ่งก็ล้วนแต่ช่วยดับร้อนให้ผ่อนคลายสบายกายสบายตาทุกคราที่ได้เดินทางไปทะเล

แม้จะพ้องชื่อพ้องเสียงแต่สุรินทร์ที่ผมว่ากลับอยู่กันคนละทำเลที่ตั้งต่างเรื่องราวกับแดนสุรินทร์กินสุราถิ่นช้างชาวกวยทางภาคอีสาน เรียกว่าคนละบรรยากาศห่างกันลิบลับ เพราะสุรินทร์แห่งนี้คือ “หมู่เกาะสุรินทร์” ดินแดนธรรมชาติบนความเวิ้งว้างของทะเลอันดามันห่างจากชายฝั่งเสีย 60 กิโลเมตร ก็เพราะความห่างไกล เป็นธรรมชาติ งดงามด้วยท้องทะเลครามที่มีชีวิตชีวาทั้งธรรมชาติบนฝั่งและชีวิตใต้ผืนน้ำ เช่นนี้จึงทำให้หมู่เกาะสุรินทร์เป็นเหมือนตำนานที่ยังมีลมหายใจของคนรักธรรมชาติและการท่องทะเลครามของเมืองไทย

ทุกวันนี้หมู่เกาะสุรินทร์มีศักดิ์เป็น “อุทยานแห่งชาติ” ที่หากประสงค์จะเดินทางเข้าไปเยี่ยมเยียนและผ่อนพักอย่างใกล้ชิดแล้วจะต้องติดต่อและขออนุญาตจากที่ทำการอุทยานฯที่อำเภอคุระบุรี จ. พังงา แล้วเดินทางด้วยเรือที่ให้บริการโดยบริษัทเอกชนหลายบริษัทเป็นเวลานานราวสามชั่วโมงก่อนจะถึงที่ทำการอุทยานฯ ที่ตั้งอยู่บนเกาะที่อ่าวช่องขาด

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ประกอบด้วยเกาะเล็กใหญ่ทั้งหมด 5 เกาะ ครอบคลุมถึงกองหินริเชลิวที่นิยมของนักดำน้ำแบบสกูบ้า (ดำน้ำลึก) และมีรายงานของการได้เห็นฉลามวาฬอยู่เนืองๆ โดยได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 มีเนื้อที่ทั้งหมด 141.25 ตารางกิโลเมตร เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่าน การเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์จึงทำได้เฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคมเพียง 6 เดือนเท่านั้นซึ่งถือว่าเป็นช่วงเปิดเกาะหรือ “ฤดูเปิดเกาะ”

เอกลักษณ์ที่พิเศษของหมู่เกาะสุรินทร์อีกเรื่องราวหนึ่งก็คือการเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวเลหรือชาวมอแกนที่เรียกตัวเองว่า “อูรักลาโว้ย” พวกเขาตั้งถิ่นฐานรกรากบนหาดของเกาะสุรินทร์ใต้และอาศัยความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์แห่งท้องทะเลหล่อเลี้ยงชีวิตพวกเขามาช้านาน และเมื่อเกิดสึนามิเมื่อปลายปี 2547 คลื่นยักษ์ที่ซัดกระหน่ำส่งผลให้บ้านเรือนของชาวมอแกนแห่งหมู่เกาะสุรินทร์ถูกทำลายสูญหายไปเกือบหมดสิ้นจนจะต้องช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาให้พวกเขากลับมามีวิถีชีวิตเหมือนเดิม

อาจจะจริงที่ดูเหมือนว่าหมู่เกาะสุรินทร์ลอยตัวอยู่นอกชายฝั่งด้านอันดามันเพื่อรอการเดินทางไปเยือนของนักท่องเที่ยวคนแล้วคนเล่าไม่เปลี่ยนแปลง แต่ผลกระทบของการท่องเที่ยวเองนั้นกลับก่อความเสียหายให้แก่ระบบนิเวศน์ทางทะเลจนยากจะคาดคะเน โดยตั้งแต่ปี 2531 ได้เกิดการขยายตัวของสาหร่ายเห็ดหูหนู (Padina) ที่อ่าวแม่ยาย ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ซึ่งเป็นอ่าวปิดรูป ก.ไก่ (คล้ายรูปร่างของอ่าวไทย) เป็นอ่าวขนาดใหญ่และมีนักท่องเที่ยไวปเยือนและยึดเป็นที่พักจำนวนมากจนทำให้ประการังที่สมบูรณ์หนาแน่นถูกสาหร่ายดังกล่าวขึ้นคลุมจนทำให้ประการังล้มตายและปิดอ่าวลงไปในที่สุด ภายหลังพบว่าสาเหตุเกิดจากมีสารฟอสเฟตจากการซักล้างตกค้างมากและไม่มีการระบายจึงเป็นสารอาหารให้แก่สาหร่าย (ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ)

แม้การท่องเที่ยวจะเป็นเสมือนดาบสองคมหรือหลายคมที่เฉือนทำลายชุมชนชายฝั่งและท้องทะเลแห่งแล้วแห่งเล่าก็ตาม แต่เราก็ยังคงมีความหวังกับบรรยากาศการท่องเที่ยวแบบเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติของหมู่เกาะสุรินทร์ได้ด้วยการไปพักแบบตั้งเต๊นท์ในจุดพักแรมเท่านั้ร การช่วยกันเก็บขยะชายหาด การไม่เก็บเปลือกหอยมาเป็นที่ระลึกหรือการดำน้ำตื้นตามจุดต่างๆ ที่ทางอุทยานฯ ได้กำหนดและจัดพานักท่องเที่ยวไปดำน้ำเพื่อเรียนรู้และเห็นคุณค่าของทะเลในฐานะบ้านของสรรพชีวิตอื่นๆ หรือปฏิบัติตามกฎระเบียบของการเยือนอุทยานฯ อย่างเคร่งครัดในฐานะที่เราเป็นผู้ไปเยือนที่นั่นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น

ผมเองนั้นครั้งหนึ่งเคยไปใช้ชีวิตเรื่อยๆ นอนเคียงทะเลยึดเต๊นท์เป็นบ้านหลายวันบนอ่าวไม้งามของหมู่เกาะแห่งนี้มาแล้ว และบทเรียนของการใช้ชีวิตเรียบง่ายครั้งนั้นบอกกับผมว่าธรรมชาติมีให้กับเราแทบจะทุกสิ่งและไม่ต้องการสิ่งใดคืนจากเราเลย นอกจากความรัก ไม่มุ่งทำลายล้างและหวังดี

(ตีพิมพ์ใน “เสาร์สวัสดี” กรุงเทพธุรกิจ วันที่ เมษายน 2553)

ตอนที่ 1

แม่น้ำโขง สายน้ำแห่งมิตรภาพที่กำลังเหือดแห้ง

แม่น้ำโขงยามฤดูน้ำหลากช่วงไหลผ่านอำเภอเชียงคานที่แก่งคุดคู้ จ.เลย

แม่น้ำสายหนึ่งเหยียดตัวไหลผ่านด้านซ้ายดินแดนขวานทองมาช้านาน…นานเพียงไรก็ยากจะหาคำตอบ รู้แต่ว่ารุ่นทวดรุ่นปู่ย่าตายายลืมตากำเนิดขึ้นมาก็รับรู้การมีอยู่ของสายน้ำนี้ดั่งอยู่มาแล้วนิจนิรันดร์

จากด้านเหนือที่จังหวัดเชียงรายแม่น้ำสายนี้รินไหลให้ชีวิตสืบตำนานสานลมหายใจให้ผู้คนบนฝั่งเหนือของประเทศเรื่อยมาจนถึงเบื้องอีสานหรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือการดำเนินผ่านไปในอีกหลายตำบล- อำเภอและจังหวัด ให้ผู้คนเป็นล้านๆ ได้พึ่งพิง สมดั่งคำว่า “แม่” ที่ปรากฏนำหน้านามแม่น้ำว่า “แม่โขง”

มิพียงคนไทยในดินแดนนี้เท่านั้นที่ได้แอบอิงอาศัยคุณของแม่น้ำสายนี้ ทว่าคนทั่วสุวรรณภูมิ คนลาวบนอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ คนเวียดนาม คนเขมรหรือแม้แต่คนพม่าต่างก็ได้หยั่งชีวิตของพวกเขาไว้ตามริมฝั่งลำน้ำสายนี้โดยเสมอภาคกัน แม่น้ำโขงอาจมีความหมายหนึ่งในการหยิบยื่นพรมแดนแบ่งเขตกั้นชาติให้กับไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม แต่ด้วยความเสมอภาคในการเป็นลูกลำน้ำโขงซึ่งอาจจะดำเนินมาตั้งแต่ยุคก่อนเป็นชาติเสียอีก ในอีกด้านหนึ่งลึกๆ เราจึงควรรำลึกเอาไว้ว่าแม่น้ำสายนี้คือแม่น้ำแห่งความหวังและสายน้ำแห่งมิตรภาพอันเรืองรองของสุวรรณภูมิโดยแท้

อาจเป็นเพราะปรากฏการณ์เอล นินโญ (El nino) ซึ่งเป็นต้นเหตุของความวิกฤตแปรปรวนของสภาพอากาศของโลกที่เกิดขึ้น แห่งไหนที่ว่าแล้งก็ยิ่งแล้งร้อน ที่ว่าแห้งก็ยิ่งจะแห้งเหือดนั้นหรือไม่ที่เป็นเหตุให้ข่าวการเหือดแห้งของลำน้ำโขงถูกกล่าวถึงอย่างหนาหูและปรากฏในการรายงานข่าวของสื่อต่างๆ มากมายจนกลายเป็นความปริวิตกว่าจะถึงกาลอวสานของสายน้ำแห่งตำนานนี้แล้วหรือไร

ในท่าทีของความขุ่นข้องสงสัยในความเป็นไปของสายน้ำโขงนั้นบ้างก็ว่าเป็นเพราะผลกระทบจากการสร้างเขื่อนใหญ่ในจีนบนลำน้ำโขงตอนบน ซึ่งทางจีนเองเรียกแม่น้ำนี้ว่า “แม่น้ำหลานซาง” อันมีความหมายว่าแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ที่เกิดขึ้นมากถึง 8 เขื่อน มิหนำซ้ำแต่ละเขื่อนยังมีขนาดมหาศาลทั้งการกักเก็บน้ำและการปั่นไฟฟ้าขนาดนับพันๆ เมกกะวัตต์ เช่น เขื่อนม่านวาน ขนาด 1,500 เมกะวัตต์ เขื่อนเซี่ยวหวาน เขื่อนจิ่งหง (หรือเขื่อนเชียงรุ่ง) ซึ่งจะมีขนาดสูงเท่ากับตึก 100 ชั้นเลยทีเดียว อีกทั้งโครงการระเบิดแก่งหินในลำน้ำโขงเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าของจีนที่ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการประท้วงโครงการนี้ของกลุ่มคนที่อยู่ปลายน้ำทั้งในลาว ไทย เขมร เวียดนามกันอึงมี่

แต่โดยความเป็นจริงแล้วมิเพียงแต่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนที่ฉกฉวยดึงการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงอันเป็นแม่น้ำที่มีความยาวเป็นอันดับที่ 12 ของโลกโดยมีความยาวประมาณ 4,350 กิโลเมตร (บ้างก็ว่า 4,909 กิโลเมตร) และหล่อเลี้ยงพื้นที่ของลุ่มน้ำนี้กว้างไกล 795,000 ถึง 810,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าพื้นที่ประเทศไทยราวหนึ่งเท่า

เรายังคงได้เห็นและได้ยินข่าวโครงการพัฒนาการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำระหว่างไทย – ลาว (เพื่อขายกระแสไฟฟ้าให้ไทยเป็นหลัก) บนลำน้ำสาขาหลายสายของแม่น้ำโขงหลายโครงการเช่น เขื่อนปากแบ่ง แขวงอุดมไซ เขื่อนไซยะบุรี กั้นแม่น้ำโขงที่แขวงไซยะบุรี เขื่อนปากลาย กั้นแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของแขวงไซยะบุรีติดกับแขวงเวียงจันทน์ ก่อนแม่น้ำโขงจะไหลสู่ อ.เชียงคาน จ.เลยเพียงไม่กี่กิโลเมตร เขื่อนผามองกั้นแม่น้ำโขงที่ชายแดนไทย – ลาว บริเวณ อ.ปากชม จ.เลย และเขื่อนบ้านกุ่มชายแดนไทย – ลาว บริเวณ ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานีตรงข้ามกับแขวงจำปาสักเป็นต้น

แม้แต่กระทั่งการลดลงของปริมาณลำน้ำสาขาที่ไหลมารวมตัวบนแม่น้ำโขงจากสาเหตุของป่าไม้ของลาวที่ถูกตัดทำลายลงอย่างต่อเนื่องก็ล้วนแล้วแต่มีผลต่อการเหือดแห้งของแม่น้ำโขงแทบทั้งสิ้น เสียงลือเสียงเล่าอ้างต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าอยากจะเดินทางไปเห็นภาพการแปรเปลี่ยนที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงในวันนี้ด้วยสายตาตัวเองอีกสักครั้ง โดยหวังว่าภาพที่เห็นจะยังเป็นภาพที่พอมีหวังและไม่ได้กลบทับความทรงจำอันรื่นรมย์ที่เคยมีเคยได้จากสายน้ำที่มีแต่ให้แห่งนี้

หลายปีก่อนผมเคยแบกเป้เร่ร่อนรอนแรมออกจากอีสานทางด้านใต้เข้าไปในลาว เที่ยวชมเมืองปากเซตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีสะพานข้ามแม่น้ำโขง จนกระทั่งไปถึงจำปาสักอดีตอาณาจักรที่รุ่งเรืองของลาวใต้ ซึ่งถึงวันนี้พอมีชื่อเสียงเพราะเป็นที่ตั้งของปราสาทวัดพู ปราสาทหินยุคก่อนนครวัดนครธม ผมยังจดจำความรู้สึกคลี่คลายของตัวเองเมื่อได้ผ่อนพักลงข้างลำน้ำโขง (หรือ “น้ำของ”) ในบรรยากาศที่ยิ่งกว่าคำว่าสงบในเมืองเล็กๆ อย่างจำปาสัก

ผมยังจำรสชาติของการได้ล่องแม่น้ำโขงบนเรือหาปลาลำเล็กๆ ของชาวบ้านแถวอำเภอเขมราฐและโขงเจียมได้ดีว่าทิวทัศน์ของสายน้ำและแก่งหินนั้นงดงามน่าตื่นตาตื่นใจเพียงไร และเมื่อมีโอกาสได้หยุดยืนเพ่งมองท้องฟ้ากว้างและแม่น้ำโขงขนาดมหึมากำลังรี่ไหลขณะเคลื่อนตัวผ่านอำเภอเชียงคานยามน้ำหลากนั้นก็เป็นความรู้สึกอันใกล้เคียงกับการได้รับพลังหรือสัมผัสความมหัศจรรย์จากธรรมชาติอย่างไม่ต้องดิ้นรนค้นหา

การปรากฏตัวของแม่น้ำโขงต่างกรรมต่างวาระในการเดินทางของผม เปรียบประดุจการมีอยู่ของเพื่อนสนิทผู้ร่วมเดินทางปลุกปลอบใจคลายเหงา หรือเพื่อนผู้ส่งพลัง ให้ความรู้สึกในมิตรภาพอันไม่สิ้นสุด ดุจเดียวกับที่เราอาจขนานนามของแม่น้ำสายนี้ว่าเป็นแม่น้ำแห่งมิตรภาพจากที่ลัดเลาะไหลกั้นและแบ่งปันให้กับผู้คนทุกชนชั้นมากกว่าจะเป็นเพียงเส้นแบ่ง “พรมแดน”

การเหือดแห้งอย่างผิดปกติของแม่น้ำโขงไม่ว่าจะเพราะความเป็นไปของโลกหรือเพราะเงื้อมมือของความละโมบโลภมากจึงเป็นเสมือนเสียงเตือนที่ฉุดเราให้เห็นถึงความจริงอีกด้านที่ว่ามิเพียงสายน้ำที่กำลังเหือดหาย แต่มิตรภาพของเพื่อนบ้านในดินแดนนี้เองต่างหากที่เหือดแห้งและหดหายไปรวดเร็วยิ่งกว่าสายน้ำ…

คินาบาลู

บทเรียนจากภูเขา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s