สั่งจองหนังสือ”ชีพจรแห่งโยคะ” ได้แล้ววันนี้

cover_final050213_2 cover_final050213

ปกหนังสือ “ชีพจรแห่งโยคะ” รวมเล่มบทความชุดชีพจรแห่งโยคะที่เคยตีพิมพ์ใน “กายใจ” หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจครับและข้อเขียนเกี่ยวกับโยคะของผม

ขนาดพ็อกเก็ตบุ๊ก จำนวนหน้า 160 หน้าโดยประมาณ ราคาเล่มละ 180 บาท

สนใจเป็นเจ้าของบอกไว้ใต้โพสต์นี้หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ ittiritp@gmail.com โทร 081-246 7862 (อิท)

พิมพ์จำนวนจำกัดครับ หนังสือจะพิมพ์เสร็จราวๆ ต้นเดือนกุมภาฯ ที่จะถึงนี้ และคาดว่าพร้อมจะจัดส่งได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2556

หากสนใจสั่งจะส่งรายละเอียดบัญชีธนาคารสำหรับการโอนเงิน (180 บาทต่อเล่ม ค่าจัดส่งทางไปรษณีย์อีกเล่มละ 20 บาทครับ) ไปให้ทางอีเมลของท่านหรือแจ้งมาทาง inbox หรือหน้าเพจเฟซบุ๊กผมได้โดย add ผมได้ที่ https://www.facebook.com/ittirit

cover_final050213_2

เรียนโยคะที่อินเดีย หวนกลับคืนสู่รากเหง้า

          อินเดียนั้นเป็นต้นทางหรือถิ่นกำเนิดศาสตร์เก่าแก่อย่างโยคะ และอาจกล่าวได้ว่าหนึ่งในคุณูปการหนึ่งที่สังคมอินเดียได้สร้างสรรค์เอาไว้ ก็คือการให้กำเนิด “ปรัชญาโยคะ” เพื่อการหลุดพ้นและจิตใจที่สงบสุข พ้นจากความทุกข์

            เมื่อศาสตร์โยคะได้รับการยอมรับมากขึ้นและแพร่ขยายไปทั่วโลกทุกวันนี้ การสืบสานศาสตร์โยคะเพื่อการเรียนรู้เรื่องราวของโยคะในระดับที่ลึกลงไป หรือเรียนเพื่อเป็น “ครูโยคะ” เกิดขึ้นทุกหย่อมย่านทั้งในประเทศไทยและทุกๆ มุมโลก แต่ถึงกระนั้นหลายๆ คนก็ยังมีความปรารถนาที่จะได้เดินทางกลับไปค้นหารากเหง้าแห่งโยคะด้วยการไปร่ำเรียนโยคะถึงถิ่นอินเดีย

“อินเดียมีอะไรดี” และทำไมจะต้องไปเรียน “โยคะ” ไกลถึงที่นั่น การเดินทางไปอินเดียด้วยตัวเองจะทำได้อย่างไร และจะตัดสินใจไปเรียนที่ไหนดี คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นในจิตใจของผู้ที่กำลังให้ความสนใจในการไปเรียนโยคะที่อินเดีย…

           อรุโณทัยเสวนาครั้งที่ 2 โดย “อรุโณทัย” สื่อโยคะออนไลน์ในประเด็น “ศิษย์อินเดีย” ชักชวนผู้คนที่สนใจโยคะมานั่งลงเสวนากันในข้อกังขาเหล่านี้ โดยนำประสบการณ์ในการเดินทางไปเรียนโยคะที่ประเทศอินเดียมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน กิจกรรมเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อ 5 สิงหาคม 2555 ณ Soul Space yoga Studio & art gallery

ประเด็นหลักที่นำมาสู่การจัดเสวนาดังกล่าวก็คือ ความน่าสนใจที่จะไปเรียนโยคะที่อินเดียอยู่ที่จุดใดบ้าง และที่มาของการตัดสินใจเลือกที่จะไปเรียนที่โยคะยังสถาบันหรืออาศรมโยคะแห่งใดแห่งหนึ่งของแต่ละคนนั้นมีอะไรเป็นแรงบันดาลใจทำให้ตัดสินใจ เลือกอย่างไรว่าจะไปเรียนโยคะที่ไหนดี รายละเอียดของคอร์สการเรียนเป็นเช่นไร การเดินทางและบรรยากาศการเรียนที่เกิดขึ้นจริงมีรายละเอียดอย่างไร และที่สำคัญก็คือ “อินเดีย” ให้อะไรและได้รับอะไรจากการเดินทางไปเรียนโยคะกลับมาจากอินเดีย

          วิทยากรหลักที่มานำสนทนาแลกเปลี่ยนใน “อรุโณทัยเสวนา” ครั้งนี้ประกอบด้วยคุณสุทธิดา พิพิธภักดี ซึ่งไปเรียนโยคะมาจากสถาบันไกวัลยธรรมโยคะ (Kaivalyadhama Yoga Institute)เมืองโลนาฟลา (Lonavla) คุณจักรกริช  พวงแก้ว จาก Bihar Yoga Bharati,Munger รัฐพิหาร คุณเอกชัย สถาพรธนพัฒน์ จากโยคะวิทยากูรูกุล (Yoga Vidya Gurukul) เมืองนาสิก และคุณอิทธิฤทธิ์ ประคำทอง จากอาศรมศิวนันทะ (Sivananda Vedanta Dhawantari Ashram) เนยาร์แดม เมืองตริวันดรัม รัฐเกรละ

คุณสุทธิดาเริ่มเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ 6 สัปดาห์ในการไปเรียนโยคะที่ Kaivalyadhama Yoga Institute ตั้งอยู่ในเมืองโลนาฟลา ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ระหว่างปูเน่และเมืองมุมไบว่า เลือกไปเรียนจากคำแนะนำของครูโยคะหลังจากที่เริ่มฝึกโยคะอยู่ที่กัวลาลัมเปอร์ เนื่องจากทฤษฎีวิชาการของสถาบันนี้ที่ละเอียด แม้ว่าภาคปฏิบัติจะอ่อนมากเมื่อเทียบกับสถาบันอื่นๆ แต่การพยายามนำเอาหลักวิทยาศาสตร์มาทำความเข้าใจประโยชน์ของโยคะเป็นจุดเด่นของสถาบันนี้
“หลังจากฝึกในสตูดิโอได้ปีกว่าๆ ตอนนั้นรู้สึกว่าอยากหาความรู้เกี่ยวกับโยคะให้ลึกซึ้งมากขึ้น โดยเฉพาะประโยชน์ของการฝึกที่มีต่อสุขภาพร่างกายของเราจึงตัดสินใจไปเรียนที่นี่ โชคดีที่มีเพื่อนผู้หญิงเดินทางไปด้วยทำให้ไม่ต้องศึกษาข้อมูลหรือเตรียมตัวด้วยตัวเองมากนัก

          “ถึงแม้ระหว่างเรียนช่วง 6 สัปดาห์นั้นจะรู้สึกว่าหนักหนาพอสมควรเพราะเรียนหลายวิชาและใช้เวลาเต็มวัน แถมต้องกลับไปอ่านหนังสือเตรียมสอบ เรียกได้ว่าเข้มข้นมาก ส่วนของหลักสูตรก็ถือว่าครบถ้วน เป็นที่น่าพอใจ วิชาที่จัดมาให้เรียน หลากหลายและครอบคลุมแทบทุกด้านของโยคะ”

คุณสุทธิดาสรุปว่า ชอบและดีใจที่ตัดสินใจดั้นด้นไปเรียนหลักสูตรนี้ถึงอินเดีย
เพราะนอกจากความรู้ที่ได้กลับมา ยังได้รู้จักครูบาอาจารย์ที่ดำเนินชีวิตตามวิถีโยคะ รู้จักเพื่อนใหม่ที่มีความสนใจเดียวกัน แล้วก็ได้ฝึกวินัยตัวเอง ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมาก

ส่วนคุณจักรกริชและคุณเอกชัย สองชายหนุ่มนั้นให้ความสนใจไปเรียนโยคะที่อินเดียเพื่อต่อยอดความสนใจและประสบการณ์ในการฝึกโยคะที่มีอยู่ โดยคุณเอกชัยนั้นเรียนจบหลักสูตรครูโยคะของสถาบันโยคะวิชาการก่อนที่จะเดินทางไปเรียนต่ออินเดีย ขณะที่คุณจักรกริชนั้นหลังจากฝึกโยคะในสตูดิโอที่เมืองไทยก็เลือกที่จะไปใช้เวลาเรียนคอร์สที่ใช้เวลานานถึง 4 เดือนในคอร์สชื่อ Course in Yogic Studies ที่เมืองพิหาร ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนโยคะเก่าแก่และเป็นที่รู้จักดีแห่งหนึ่ง

ปัญหาและอุปสรรคตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่เรียนโยคะที่อินเดียของคุณจักรกริชคือการที่จะต้องเข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์ของทางโรงเรียนซึ่งเป็นกิจกรรมที่จริงจังและเข้มข้นมาก จนทำให้เกิดแรงต่อต้านขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังรู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่มีค่าและให้อะไรกับชีวิตมาก ได้รู้จักกับ “Seva Yoga” ซึ่งเป็นกิจกรรมการทำงานเพื่อสังคมหรือ “กรรมโยคะ” (Karma Yoga) แม้คอร์สที่ได้เรียนจะไม่เรียกว่าเป็นหลักสูตรครูโยคะก็ตาม เนื่องจากสถาบันนี้เปิดหลักสูตรในระดับปริญญาตรี

สำหรับคุณเอกชัยนั้นเมื่อเลือกที่จะไปเรียนที่โยคะวิทยากูรูกุลก็ได้ติดต่อไปยังโรงเรียนผ่านทางเว็บไซต์เพื่อจองที่เรียนล่วงหน้า ซึ่งเกือบไม่ได้ เนื่องจากสถาบันนี้เองก็ได้รับความนิยมมาก

“ที่นี่เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีการสอนและทำกิจกรรมทางสังคมเกี่ยวกับโยคะ รุ่นผมมีคนเรียนประมาณ 20 กว่าคนทั้งหมดเป็นผู้ชาย เพียง 4 คน ทุกคนอาศัยอยู่ในห้องเดียวกันและภายในบรรยากาศของที่เรียน ซึ่งเป็นชนบท ตั้งอยู่บนภูเขา ส่วนหลักสูตรการเรียนสำหรับผมไม่ค่อยยากเท่าไรนัก เพราะมีความคุ้นเคยกับหลักสูตรและวิชาที่เรียน ซึ่งต้นแบบมาจากสถาบันไกวัลยธรรม และโยคะวิชาการเมืองไทยก็ได้เอามาใช้ด้วย การใช้ชีวิตในการเรียนต้องปรับตัวให้เข้ากับคนที่มาเรียนจากทั่วโลก” คุณเอกชัยให้ข้อมูล

สำหรับการเดินทางไปอยู่ในอาศรมโยคะที่อินเดียใต้เพื่อเรียนหลักสูตรครูโยคะ (Teacher Training Course – TTC) เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มของคุณอิทธิฤทธิ์ ต้องใช้การเตรียมตัวในการหาข้อมูล ศึกษาข้อมูลหลักสูตรล่วงหน้า และที่สำคัญคือการเตรียมภาษาอังกฤษทั้งการพูดและเขียน ซึ่งเป็นภาษาที่จะต้องใช้ในการเรียนให้พร้อมที่สุด

คุณอิทธิฤทธิ์เล่าอีกว่า “ในการใช้ชีวิตที่อาศรมเต็มไปด้วยกฎระเบียบตั้งแต่ตื่นเช้าตอนตีห้าไปจนถึงก่อนเข้านอนตอนห้าทุ่ม ทุกเช้าและเย็นมีการนั่งสมาธิร่วมกันและฟังโอวาสจากครูเรียกว่าการเข้าสัทสัง (Satsang)แต่ละวันมีการฝึกอาสนะเช้าสองชั่วโมงและเย็นอีกสองชั่วโมง ระหว่างวันมีการเรียนสวดมนต์เป็นภาษาสันสกฤต เรียนคัมภีร์ภควัตคีตา และทำกิจกรรมสำหรับส่วนรวมให้กับอาศรมวันละหนึ่งชั่วโมงเรียกว่ากรรมโยคะ แต่ละวันอาหารที่รับประทานเป็นอาหารมังสวิรัติอินเดียเพียงสองเวลาเท่านั้น”

………………………………..

            อินเดียอาจจะไม่ใช่แค่เพียงจุดหมายที่มีโรงเรียนโยคะตั้งอยู่ หรือเป็นปลายทางที่น่าสนใจสำหรับนักเดินทางทั่วไป แต่ยังเป็นบทพิสูจน์สำหรับคนรักโยคะ ว่าต้องการเรียนรู้ให้ลึกขึ้นเพื่อค้นพบจิตวิญญาณด้านในที่ลึกขึ้นของตัวเอง ท่ามกลางจิตวิญญาณแห่งโยคะที่แทรกอยู่ในอณูชีวิตของถิ่นภารตะ ซึ่งรอท่าให้ค้นหาอยู่หรือไม่

‘ศิษย์อินเดีย’ อรุโณทัยเสวนาครั้งที่2

ผมเพิ่งเตรียมรายละเอียดของกิจกรรมเสวนาวงเล็กๆ โดยมีโยคะเป็นประเด็นหลักที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดขึ้นนานๆ ครั้งเรียกว่า “อรุโณทัยเสวนา” เสร็จ การเสวนาครั้งนี้ตั้งชื่อไว้ว่า “ศิษย์อินเดีย” และเป็นครั้งที่ 2 แล้วสำหรับการจัดอรุโณทัยเสวนา ซึ่งเป็นการชักชวนผู้ที่สนใจและฝึกฝนโยคะที่เป็นกลุ่มในชื่อเดียวกันว่า Arunothai: Thailand Public Yoga Journal อยู่บนเครือข่ายออนไลน์เฟซบุ๊ค

หัวข้อหลักครั้งนี้เป็นการชักชวนผู้ที่ไปร่ำเรียนหลักสูตรครูโยคะที่อินเดียหรือเรียนโยคะระดับเข้มข้นนานกว่าหนึ่งสัปดาห์ในเมืองต่างๆ เกือบจะทั่วประเทศขนาดอนุทวีป มาพูดคุยให้ฟังว่า ทำไมถึงได้ตัดสินใจไปเรียนโยคะที่อินเดีย ไปเรียนแล้วได้อะไร ที่อินเดียมีอะไรดี หรือมีอะไรที่ตรงกับความคาดหวังก่อนการเดินทางหรือไม่อย่างไร

กิจกรรม “อรุโณทัยเสวนา” ครั้งนี้จะจัดขึ้นในบ่ายวันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคมนี้เวลา 14.00 -17.00 น. ที่ Soul Space Yoga Studio@ Art Gallery ของคุณปิ๋ม (คุณสุริชยา หัพนานนท์) ตรงสีลมซอย 19 และเปิดให้ทุกคนเข้าร่วมรับฟังพร้อมแลกเปลี่ยนทัศนะกับผู้ร่วมเสวนาคนอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่ โดยผู้ที่สนใจจะต้องติดต่อสำรองการเข้าร่วมงานมา (ตามรายละเอียดท้ายเรื่อง)

ผมเจตนาที่จะตั้งชื่อหัวข้อของการพูดคุยว่า “ศิษย์อินเดีย” ทั้งๆ ที่สำหรับหลายคนอินเดียเป็นเพียงประเทศประเทศหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วจากประสบการณ์ที่เคยเดินทางไปร่ำเรียนวิชาโยคะที่อาศรมแห่งหนึ่งทางอินเดียใต้มาเมื่อเกือบสามปีก่อน ผมพบว่าอินเดียอาจมิได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางหรือสถานที่ที่มีอาศรม มีสถาบันหรือโรงเรียนโยคะตั้งอยู่เท่านั้น แต่ธำรงบทบาทเป็นเหมือน “มหาคุรุ” เป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ที่หยิบยื่นวิชาความรู้ บทเรียน จิตวิญญาณและอารยธรรมที่สั่งสมผ่านวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่สืบเนื่องมานานนับพันๆ ปี ดังนี้แล้วเรา (หมายถึงคนที่เคยเดินทางผ่านไปศึกษาวิชาต่างๆ และโยคะถึงอินเดีย) จึงน่าจะเห็นพ้องต้องกันที่จะเรียกขานอินเดียว่าครู โดยเราเองก็เป็น “ศิษย์อินเดีย”

ทุกวันนี้นั้นมีสถาบันต่างๆ ทั้งแบบสตูดิโอโยคะหรือสถาบันโยคะหรือสถานออกกำลังกายแบบฟิตเนสที่เปิดสอนหลักสูตรโยคะระดับก้าวหน้าหรือหลักสูตรครูโยคะขึ้นมากมายในบ้านเรา การที่ใครสักคนใฝ่ฝันอยากจะเรียนโยคะให้ลึกขึ้นหรือเรียนเป็นครูโยคะ ก็สามารถหาสถานที่เรียนได้ในเมืองไทยอย่างไม่ยากเย็นอะไร แล้วมีเหตุผลกลใดหรือมีความจำเป็นอะไรที่ใครสักคนจะต้องขวนขวายเก็บเงิน สะสมเวล่ำเวลา และออกเดินทางไกลไปถึงถิ่นอินเดีย…เพียงเพื่อไปเรียนโยคะ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีคำถามเยี่ยงนี้ เป็นผู้ที่สนใจโยคะหรือคิดอยากไปเรียนโยคะที่อินเดีย ผมว่าเราลองมาทำความรู้จักและมานั่งลงร่วมวงสนทนา “อรุโณทัยเสวนา” กันดีไหมครับ…

  • สนใจเข้าร่วมกิจกรรม “อรุโณทัยเสวนา” ครั้งนี้ กรุณาแสดงความจำนงโดยแจ้งชื่อและเบอร์ติดต่อมาได้ที่อีเมลของผม ittiritp@gmail.com หรือยืนยันผ่านทาง Facebook กลุ่ม Arunothai (ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ในการเข้าร่วมงาน)

เวลาอันอเนกอนันต์ ณ มัยซอร์

            ประภาการ์หรือ “ประโภ” เพื่อนร่วมคลาสและเป็นเหมือนรูมเมทของผมที่อาศรมศิวนันทะที่เนยาร์แดม เมืองตรีวันดรัม อาจจะรู้สึกงงงวยเล็กน้อยว่าผมจะอยากไป “ที่นั่น” ทำไม ขณะที่มีเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้ แม้จะไม่ได้พูดออกมา (ให้ผมเสียน้ำใจ) แต่ผมคิดว่าในใจเขาคงจะพูดว่า “ใครๆ เขาก็ไป ‘มัยซอร์’ กันเป็นเดือนๆ ด้วยกันทั้งนั้น”

ช่างโชคร้ายในความโชคดีที่หลังจากจบการเรียนหลักสูตรครูโยคะที่เนยาร์แดมเสร็จแล้ว ผมบังเกิดความรู้สึกกำเริบเสิบสานขึ้นมาว่า อย่างไรเสียก่อนกลับบ้านก็อยากจะไปให้ถึง “มัยซอร์” (Mysore) ให้จงได้ เพราะไหนๆ ก็ลงทุนลงแรงเดินทางมาถึงถิ่นอินเดียแล้ว เดินทางต่อไปอีกหน่อยจะเป็นไร จะได้ไม่ต้องเสียเที่ยว ตีตั๋วเครื่องบินกลับมาอีกเวลาที่นึกขึ้นมาว่า อยากจะไปเห็น (และเที่ยว) มัยซอร์

เวลาในตอนนั้นที่ผมมีคือประมาณสิบวันและได้ “ประภาการ์” นั่นเองเป็นคนแนะนำและช่วยติดต่อหาที่ฝึกโยคะในเมืองมัยซอร์ให้…ใช่แล้วครับ ใครๆ ที่นึกถึงมัยซอร์ก็มักจะนึกถึงการไปเพื่อไปฝึกโยคะที่เมืองนี้กันทั้งนั้น

“ประโภ” แนะนำผมว่าน่าจะไปฝึกมัยซอร์กับครูโยคะที่เขารู้จักคนหนึ่งชื่อ “อะเจย์” (Ajay Kumar) ซึ่งเขาจะเป็นคนติดต่อสอบถามให้ผมก่อนว่าพอจะมีที่ว่างให้นักเรียนนอกคอกผู้มีเวลาน้อยแค่ไม่ถึงครึ่งเดือน ขอเข้าไปฝึกด้วยที่ “ศาลา” (Shala) ของครูอะเจย์ด้วยจะได้หรือไม่

หลังจากประโภติดต่อให้ไปแล้วเขาก็บอกว่าอย่างไรเสียผมก็น่าจะได้โทรไปพูดคุยกับครูเองเผื่อจะสอบถามอะไรหรือได้รู้คำตอบด้วยตัวเองว่า จะพอแทรกตัวเข้าไปฝึกในศาลาของครูอะเจย์ได้หรือไม่ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมจะต้องไปเฝ้าวนเวียนแถวบู้ทโทรศัพท์ของอาศรมที่เนยาร์แดมในทุกขณะที่มีเวลาว่างจากการเรียน การฝึกและทำกิจกรรมให้อาศรม (กรรมโยคะ) และต้องฝ่าฟันกับแถวต่อคิวยาวเหยียดของผู้คนในอาศรมที่กระหายการติดต่อกับโลกภายนอก

“นายมาเรียนได้ ถ้าหากว่ายอมที่จะเข้าฝึกในคลาสตอนตีห้า ตกลงไหม” ปลายทางของสายโทรศัพท์ที่มัยซอร์คือน้ำเสียงของ “อะเจย์” ที่ผมได้ยินเป็นครั้งแรก แต่ยังคาดเดาไม่ออกว่าเขาจะเป็นชายในวัยใด ได้แต่นึกไปก่อนว่า จากการที่ทั้งประโภและนิเลศ (เพื่อนชาวอินเดียที่อาศรมฯ ซึ่งรู้จักอะเจย์ ทั้งยังเคยไปช่วยอะเจย์สอน) เป็นผู้แนะนำผม บอกว่าอะเจย์เป็นครูอัษฎางคะโยคะสไตล์มัยซอรที่ได้รับการยอมรับที่สุดคนหนึ่งตอนนี้ ผมเองก็คิดว่าเขาเองน่าจะมีอาวุโสมากไม่น้อย

ต้นเดือนที่สองของปี 2553 ผมลากกระเป๋าแบกเป้หลังใบเขื่อง นั่งรถไฟตอนกลางคืนเพื่อจะไปถึงรุ่งเช้าที่เมืองบังกาลอร์ (ชื่อใหม่อย่างเป็นทางการตอนนี้คือเมือง Bengaluru) เมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุดกับมัยซอร์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 140 กิโลเมตร และผมก็จับรถไฟ Chamundi Express เที่ยวแรกในตอนเช้าวันนั้นแบกเป้หลังย่อมๆ อีกใบหนึ่ง (ที่เหลือผมเช่าล็อกเกอร์เก็บกระเป๋าเอาไว้ที่สถานีรถไฟบังกาลอร์นั่นเอง) ใช้เวลาเดินทางแค่ชั่วนั่งเพลินๆ ไม่กี่ชั่วโมงด้วยบริการรถไฟตู้นั่งปรับอากาศแสนสบาย ผมก็มาถึงมัยซอร์เอาเมื่อต้นๆ บ่ายของวันเดียวกัน จัดการเรียกรถออโต้ริกชอว์หรือรถตุ๊กตุ๊กของอินเดีย มุ่งตรงดิ่งไปยัง “ศาลาแปด” (Sthalam8) ของอะเจย์ในบัดดลเพื่อรายงานตัวกับครูก่อนว่า แม้จะมีเวลาน้อยในการมาขอเข้าฝึก แต่ผมก็ไม่ได้เบี้ยว (นะคร้าบ)

ถึงจะหง่อมและกรำจากการเดินทางรอนแรมหลายต่อ จากตรีวันดรัมมาเมืองโคชิน จากโคชินมาบังกาลอร์ แล้วค่อยต่อรถมาถึงมัยซอร์ในที่สุด แต่สัมผัสแรกของผมที่ได้เห็นเมืองนี้ก็รู้สึกดีทีเดียวและรู้สึกได้ถึงความร่มรื่น ไม่พลุกพล่านและน่าใช้เวลาดีทีเดียว

พอไปถึงและได้พูดคุยกันสักครู่ ผมถึงได้พบว่าครูอะเจย์ในตอนนั้นเป็นแค่เด็กหนุ่มท้องถิ่นอายุอานามประมาณ 24 ปีเท่านั้นเอง ถึงแม้จะยังดูเด็กแต่เขาก็มีรังสีออร่าน่าเชื่อถือ เขาได้บอกให้คนที่ศาลาพาผมไปเช็คอินในโรงแรมที่อยู่ไม่ห่างจากที่ฝึก แค่เพียงสองกิโลเมตรเท่านั้น เหมาะสำหรับการเดินเท้าออกมาฝึกมัยซอร์ในคลาสกับอะเจย์ตอนตีห้าได้ (แน่ล่ะว่าผมจะต้องตื่นและก้าวเท้าออกจากโรงแรมที่พักก่อนเวลาตีห้า!) และบอกว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยมาเจอกัน

ศาลาแปดของอะเจย์นั้นอยู่ไม่ห่างจากใจกลางเมืองของมัยซอร์เท่าไรนัก แต่ก็ขยับไกลออกไปจากโรงแรมที่ผมพักซึ่งอยู่ใกล้ “พระราชวังของมหาราชามัยซอร์” (Mysore Palace) ที่เที่ยวอันดับต้นๆ และตลาดร้านรวงต่างๆ โดยเฉพาะตลาดหลักที่มีชื่อว่า “เทวราชา” (Devaraja) ซึ่งเป็นตลาดสดและขายสินค้าขนาดใหญ่ที่มีสีสันมาก ก็อยู่ห่างจากที่พักออกไปแค่ระยะทางเดินเล่นไม่เกินหนึ่งหรือสองกิโลเมตรเท่านั้น

รุ่งเช้าอีกวันผมออกเดินจากที่พักตอนตีสี่ครึ่ง เมืองทั้งเมืองยังเงียบสงัดแต่ไม่ค่อยวังเวงเท่าไรนัก อากาศยังคงเย็นเพราะเป็นฤดูกาลช่วงต้นปีอยู่ แต่เมื่อฝึกมัยซอร์เสร็จตอนประมาณเจ็ดโมงเช้าร่างกายกลับแข็งแรงขึ้นและมีพลังอย่างประหลาด ตอนนั้นผมแอบนึกเสียดายว่าตัวเองจะมีเวลาฝึกโยคะที่เมืองนี้ไม่กี่วัน เมื่อเปรียบเทียบกับนักเรียนคนอื่นๆ ซึ่ง 80 เปอร์เซ็นต์เป็นฝรั่งผมทองทั้งชายและหญิง มีชาวเอเชียจากญี่ปุ่นบ้าง ไต้หวันบ้าง…และมีคนไทยคือผมเพียงคนเดียว

สำหรับคนที่มีพื้นฐานในการฝึกโยคะสไตล์ Ashtanga มาบ้างคงจะพอคุ้นเคย เคยได้ยินหรือเคยฝึก Mysore Yoga มาบ้าง ซึ่งจากประสบการณ์ในการฝึกมัยซอร์ของผมที่เมืองไทยและจากอินเดีย (ก็ที่มัยซอร์นั่นแหละครับ) ผมขอเล่าคร่าวๆ ถึงโยคะรูปแบบนี้ให้ฟัง

มัยซอร์โยคะ (Mysore Yoga) มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและเกี่ยวพันกับคุรุโยคะยุคใหม่ของอินเดียที่ล่วงลับไปแล้วสองท่านคือ ท่านกฤษณมาจารย์ (Sri Tirumalai Krishnamacharya) และท่านศรีภัตตาปิ โชอิส (Sri K Pattabhi Jois Ashtanga Yoga Institute ที่เมืองมัยซอร์) ท่านกฤษณมาจารย์เป็นครูของท่านศรีปัตตาภิ โชอิส และเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนโยคะขึ้นในวังมหาราชามัยซอร์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองในรัฐกรณาฏกะ (Karnataka) เมืองนี้มีภาษาประจำรัฐหรือภาษาถิ่นของตัวเองเช่นเดียวกับหลายๆ รัฐของอินเดีย คือภาษากันนาดา

แต่มัยซอร์โยคะเป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วโลกจากการสืบสานหฐโยคะในแบบอัษฎางคโยคะของท่านปัตตาภิ โชอิสต่อมาจากครูของท่านและทำให้เกิดความสนใจของผู้ฝึกโยคะจากทั่วโลก ให้เดินทางมาสู่เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของอินเดียแห่งนี้เพื่อให้ได้ชื่อว่า “ได้มาฝึกมัยซอร์กับคุรุจี” แล้ว

โยคะสไตล์มัยซอร์คือโยคะแบบอัษฎางคะโยคะอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งผู่ฝึกทุกคนจะต้องฝึกโดยการนับลมหายใจในแต่ละท่าอาสนะด้วยตัวเอง และปฏิบัติอาสนะไล่เรียงไปในซีรีส์ที่ฝึกด้วยตนเอง โดยที่ครูผู้สอนจะไม่ได้ทำหน้าที่ “สอน” โดยการบอกวิธีการฝึกหรือการเข้าสู่อาสนะ แต่ครูจะทำหน้าที่คอยดูแล ช่วยเหลือ และช่วยปรับจัดท่าของผู้ฝึกแต่ละคนเพื่อให้เข้าสู่อาสนะได้ลึกขึ้นหรือทำได้ถูกต้องยิ่งขึ้น เสน่ห์ที่ทำให้มัยซอร์โยคะเป็นที่นิยมฝึกนั้นผมเองคิดว่าเป็นเรื่องของผลจากสมาธิที่ได้จากการฝึก จากการจดจ่อในท่าอาสนะที่ตัวเองจะต้องทำ และการนับลมหายใจขณะอยู่ในท่านั้นๆ ด้วยตนเอง

ในห้องฝึกมัยซอร์โยคะที่ผมฝึกที่ “ศาลาแปด” ของครูอะเจย์เองนั้นเป็นบ้านสไตล์อินเดียประยุกต์ในลักษณะบ้านเดี่ยวสองชั้น ชั้นบนเป็นห้องฝึกที่ไม่กว้างนัก (ถึงกระนั้นพวกเราก็ยังแออัดยัดทะนานกันเข้าไปฝึกได้รอบละเกือบ 20 คน!) มีพื้นที่โล่งเอาไว้ให้นั่งเล่น พูดคุยกัน กินขนม อ่านหนังสือหรือสั่งเครื่องดื่มพวกจัย (ชาอินเดีย) มาจิบได้เมื่อฝึกเสร็จแล้ว

เวลาอันอเนกอนันต์ที่มัยซอร์ของผมนั้น เกิดขึ้นจากเมื่อฝึกโยคะจากการดุ่มเดินออกจากโรงแรมตอนตีสี่นิดๆ เข้าสู่ห้องฝึกสองชั่วโมงโดยประมาณตอนตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า เมื่อฝึกเสร็จก็จะค่อยๆ เดินเตร็ดเตร่แวะซื้อโยเกิร์ตสด (ราคาถูกมากเพราะที่อินเดียนิยมกินโยเกิร์ตจากนมวัวและนมกระบือเป็นหนึ่งในมื้ออาหารของพวกเขา) และแวะจิบชาถ้วยเล็กๆ สนนราคาเพียงแก้วละ 3 รูปี ก่อนจะเดินกลับไปพักเอาแรงที่ห้อง พอสายๆ ค่อยย่างกรายออกไปเดินเที่ยวในเมืองและไปชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ในเมืองมัยซอร์ ไม่ว่าจะเป็นตลาดสดที่เปี่ยมด้วยสีสันของข้าวของ ดอกไม้ ผลไม้ กระทั่งผู้คนท้องถิ่นจำนวนมากที่มาซื้อหาข้าวของที่ตลาดเทวราชากันทั้งวี่วัน หรือไม่ก็ไปเที่ยวชมพระราชวังมัยซอร์ที่ยังคงยิ่งใหญ่และงดงามน่าสัมผัส แต่ส่วนมากแล้วผมมักจะวนเวียนอยู่ตามร้านกาแฟร่วมสมัยยี่ห้อท้องถิ่นของอินเดียเอง ไม่ว่าจะเป็นร้าน Café Coffee Day หรือ Barista ในตัวเมืองเสียมากกว่า

แม้ไม่สามารถจะติดต่อเพื่อเข้าฝึกที่สถาบันมัยซอร์โยคะของคุรุจีปัตตาภิ โชอิสก็ตาม ผมเองก็ถือโอกาสไปเยี่ยมชมบรรยากาศแถวๆ ย่านที่ตั้งของศาลาโยคะของท่านซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองออกไปหลายกิโลเมตร ย่านนั้นเรียกว่าย่าน Gokulam มีบรรยากาศสบายๆ เต็มไปด้วยบ้านพักอาศัยที่ไม่แออัด ส่วนศาลาของคุรุจีนั้นก็ดูยิ่งใหญ่และมีขนาดใหญ่กว่าศาลาที่ผมฝึกอยู่ด้วยมากทีเดียว

นอกจากการเดินเล่นในเมือง แวะชมตลาดซื้อผลไม้หรือหาขนมหวานท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อระดับประเทศขนานแท้ของมัยซอร์กินเล่น ไปชมวังทั้งในตอนกลางวันและตอนกลางคืนที่มีการประดับแสงไฟสวยงาม ผมยังชอบที่จะนั่งรถประจำทางออกไปที่ภูเขาลูกหนึ่งที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของที่นี่ เรียกว่า Chamundi Hills รถเมล์ท้องถิ่นจะค่อยๆ แล่นพาเราออกนอกเมืองไปทางทิศตะวันออก วนเวียนไต่เขาขึ้นไปด้วยระยะทาง 12 กิโลเมตร ซึ่งพอไปถึงบนยอดเขาที่ไม่สูงมากเท่าไรนักก็ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรมากไปกว่าการไปไหว้พระในวัดฮินดูและการเดินเล่น หรือไม่ก็นั่งลงชมวิวของตัวเมืองที่มองเห็นอยู่วิบๆ จากนั้นก็ค่อยนั่งรถกลับลงมา เตรียมตัวพักเพื่อที่จะตื่นแต่เช้า เดินเข้าห้องฝึกโยคะอีกครั้งตอนเช้ามืด เป็นเช่นนี้ตลอดช่วงเวลาซึ่งอยู่ที่นั่นจนดูเหมือนว่าระยะเวลา 24 ชั่วโมงในหนึ่งวันที่มัยซอร์ได้ถูกดึงยืดขยายออก…ให้นานขึ้น…เป็นเวลาอเนกอนันต์ที่ไม่รู้กาลจบลง

ที่ทางเล็กๆ ของคนรักโยคะ The Story of 2Souls บนอรุโณทัยฉบับใหม่

อ่าน “อรุโณทัย” สื่อโยคะทางเลือกที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนฉบับล่าสุดกันได้แล้ววันนี้ที่นี่ครับ
http://issuu.com/ittirit/docs/arunothai_feb12 หรือถ้าต้องการดาวน์โหลดไฟล์ PDF คลิก http://www.mediafire.com/?bxd6nebbg3kcdiu

“อรุโณทัย” ฉบับใหม่ของปี 2555

ท่านสามารถ “คลิก” เปิดและขยายหน้าจอภาพเพื่ออ่าน “อรุโณทัย” สื่อโยคะทางเลือกที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนฉบับใหม่ล่าสุดของปี 2555 ที่มาพร้อมคอลัมน์ใหม่และรูปโฉมใหม่น่าอ่านได้ง่ายๆ เพียงคลิกที่ลิงค์นี้นะครับ
http://issuu.com/ittirit/docs/arunothai_vol2issue1

และดาวน์โหลดไฟล์ “อรุโณทัย” ฉบับแรกของปี 2555 ไปอ่านหรือเผยแพร่กันได้ตามลิงค์นี้นะครับ…นมัสเต…
http://www.mediafire.com/?quc4ox0g9uwza3c

“อรุโณทัย” สื่อโยคะที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ฉบับเดือนธันวาคม 2554

ฉบับใหม่นี้เรื่องหลักประจำฉบับนำเสนอเรื่อง ‘โอกาสที่ได้รับจากโยคะ’ หรือ CHANCE

ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ที่ลิงก์นี้นะครับ http://www.mediafire.com/?gd7voz5zz7kby91

หรืออ่านได้แบบออนไลน์ที่ http://issuu.com/ittirit/docs/arunothai10_dec2011

อรุโณทัยฉบับเดือนพฤศจิกายน สู้น้ำท่วม

“อรุโณทัย” เป็นสื่อโยคะทางเลือกที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่ผมจัดทำขึ้น ฉบับนี้เป็นฉบับที่ 9 นำเสนอเรื่องหลักประจำฉบับเรื่อง”Why Workshop?” การเข้าถึงโยคะผ่านการเวิร์คช็อป ติดตามได้ที่นี่

ดาวน์โหลดไฟล์ pdf ได้ที่นี่ http://www.mediafire.com/?mr0se04ywshjulj

หรือเข้าไปอ่านได้ที่ http://issuu.com/ittirit/docs/arunothai9_nov2011