สะพาน…

b1
อาจไม่บ่อยครั้งหรือไม่เคยเลยสักครั้งในชีวิตก็ว่าได้สำหรับใครหลายต่อหลายคนที่จุดหมายปลายทางที่กำลังมุ่งหน้าเดินไปจะคือที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งเราเองไม่แน่ใจนักว่าที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ เป็นจุดหมายหรือเป็นสถาปัตยกรรมกันแน่
เคยไหมครับที่จะเอ่ยปากบอกใครต่อใครว่าเรากำลังมุ่งหน้าเพื่อไปหยุดลงที่ปลายทางซึ่งเป็นเพียง “สะพาน” แห่งใดแห่งหนึ่ง…
หากคุณไม่ใช่ผู้ชายสะพายกล้องที่มีนามว่า “โรเบิร์ค คินเคด” จากวรรณกรรมของ Robert James Waller ที่หลายๆ คนรักในเนื้อหา “The Bridges of Madison County” ซึ่งออกตามล่าถ่ายรูปสะพานโรสแมนในตำบลเมดิสันเคาน์ตี รัฐไอโอวาจนพบเรื่องราวแห่งความรักอันเป็นไปไม่ได้กับแม่บ้านคนหนึ่งเสียแล้วคงยากที่สักครั้งหนึ่งเราจะเคยยึดเอาเรื่องราวของสะพานสักแห่งมาเป็นจุดหมาย
20
วันหนึ่งผมก็ตกลงปลงใจที่จะไป “สังขละบุรี” เมืองชายแดนด้านตะวันตกของจังหวัดกาญจนบุรี ที่ซึ่งเวลาเอ่ยให้ใครต่อใครฟังว่าจะไปที่นั่น เป็นต้องถูกถามว่าจะไปเที่ยวไหนไปดูอะไร ขณะที่บางครั้งคำตอบที่แท้จริงในใจของเราอาจเป็นเพียงการได้ไปใช้เวลาว่างๆ สักสองสามวันที่ไหนก็ได้โดยที่ไม่ต้องมีเรื่องราวอะไรหรือความตั้งใจว่าจะไปเที่ยวที่ไหนหรือไปดูอะไรจริงๆ จังๆ รองรับ
แต่แล้ว “สะพาน” ก็ถูกดึงขึ้นมาเป็นคำตอบบังหน้าสำหรับผม เพราะถ้าหากใครก็ตามที่เป็นนักท่องเที่ยวท่องไทยย่อมจะเคยไปหรือรู้ข้อมูลดีว่าที่สังขละบุรีหรือ “สังขละฯ” นั้นนอกจากจะมีเมืองบาดาล วัดจมน้ำที่สร้างแรงดึงดูดให้สังขละฯ ตามแคมเปญ Unseen Thailand แล้วยังมีสะพานที่ขึ้นชื่ออยู่แห่งหนึ่ง (แน่ล่ะ ผมเองยังไม่เคยไป) ซึ่งสักครั้งหนึ่งในชีวิตผมเองก็นึกอยากจะเดินทางไปให้ถึงอำเภอที่อยู่แสนไกลและมีสะพานไม้แห่งนั้นบ้างเหมือนกัน
เมื่อเวลาและความตั้งใจลงตัวการเดินทางออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่สังขละฯ อย่างไม่รีรอก็เริ่มต้นขึ้น หนทางที่ดูเหมือนไม่ห่างไกลเพราะกาญจนบุรีได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดทางภาคตะวันตกที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แค่เพียงเดินทางชั่วโมงเศษ แต่จากเมืองกาญจน์เข้าสังขละฯ นั้นกลับเป็นเส้นทางที่ยาวไกลและบุกป่าฝ่าเขาข้ามไป เพราะอำเภอปลายสุดของเมืองกาญจน์แห่งนี้อยู่ประชิดชายแดนพม่าด้วยระยะห่างถึงประมาณ 215 กิโลเมตรจากตัวจังหวัดเลยทีเดียว
เส้นทางที่เลี้ยวขวาออกจากทางเข้าอำเภอทองผาภูมิ (ไกลสุดของเมืองกาญจน์ที่ผมเคยไป) อีก 70 กว่ากิโลฯ ก่อนจะถึงตัวอำเภอสังขละฯ นั้นถือว่าเป็นไฮไลต์ของการเดินทางอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะมีธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพรสวยงาม ลำน้ำสายเล็กใหญ่ที่มีสะพานแห่งแล้วแห่งเล่าและอ่างเก็บน้ำของเขื่อนเขาแหลมแล้ว การป่ายปีนเส้นทางคดเคี้ยวสูงชันของทางหลวงที่เงียบสงบไม่ค่อยจะมีรถราวิ่งสัญจรก็ทำให้อดที่จะคิดถึงบางห้วงจังหวะของการเดินทางขึ้นเมืองปายของภาคเหนือไม่ได้
บางช่วงขณะที่กำลังเดินทางอยู่นั้นทำให้อดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่าทำไมอำเภอแห่งหนึ่งของจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ถึงได้มาตั้งอยู่ห่างไกลได้เพียงนี้ แต่แล้วคำถามในใจก็มลายหายไปเมื่อเดินทางไปถึงและปรับตัวกลมกลืนเข้ากับบรรยากาศที่เล็กๆ เงียบสงบทั้งกลางวันและกลางคืนในเวลาไม่นาน ทุกสิ่งที่นั่นยังคงเรียบง่าย แต่ก็มีทุกอย่างพร้อมพรั่ง ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าสะดวกซื้อที่เปิดไฟสว่างโร่ให้บริการ 24 ชั่วโมงบนเส้นหน้าตลาดสด ร้านกาแฟที่เปิดเป็นที่พักตรงมุมถนนกลางอำเภอซึ่งให้บริการแบบไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน คิดจะแวะไปกินขนม ของว่างหรือดื่มกาแฟตอนไหนก็ได้ทั้งนั้น
เจ้าของเกสต์เฮาส์เล็กๆ ที่ชื่อ “ไฮกุ” ซึ่งผมไปพักและเปิดร้านกาแฟชื่อ Graph Cafe (ช่างคิดที่ชื่อกราฟที่เขาตั้งนั้นมาจากความคดเคี้ยวขึ้นลงเหมือนเส้นกราฟของถนนมาสู่สังขละฯ) เขียนข้อความไว้บนโปสการ์ดที่เขาทำขายในร้านว่าสิ่งที่สังขละฯ มีก็คือ ความไม่มีอะไร (Nothing)
แต่สะพานไม้แห่งสังขละบุรีหรือที่มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า “สะพานอุตตมะนุสรณ์” และการเดินข้ามฟากเพื่อไปชมหมู่บ้านมอญ (บ้านวังกะ) ก็เพียงพอแล้วสำหรับผมจากความไม่มีอะไรของสังขละฯ ในครั้งแรกที่เราได้ทำความรู้จักกัน
สังขละบุรีเป็นอำเภอที่ติดต่อกับชายแดนพม่า ตัวอำเภอตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า “สามประสบ” คือ สถานที่ซึ่งลำน้ำ 3 สายคือ ซองกะเลีย บิคลี่ และรันตี ไหลมาบรรจบกัน เป็นที่มาของแม่น้ำแคว สะพานมอญซึ่งมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่าสะพานอุตตมะนุสรณ์นั้นได้ชื่อว่าเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยและยาวเป็นอันดับสองของโลก ด้วยความยาว 850 เมตร สถิติในระดับโลกนี้จะจริงเท็จอย่างไรผมไม่สามารถให้คำตอบได้ แต่ในความคิดผมซึ่งเคยไปชมสะพานไม้อูเบ็งที่เมืองอมรปุระ มัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาร์มาแล้ว คิดว่าสะพานมอญของเราอาจจะเป็นรองสะพานอูเบ็งแห่งนั้นก็เป็นได้
สะพานมอญที่ใช้เพียงการเดินสัญจรได้เท่านั้นสร้างขึ้นเพื่อใช้ข้ามแม่น้ำซองกาเลียและเชื่อมการสัญจรจากชุมชนคนมอญที่ฝั่งหนึ่งมาถึงตัวอำเภอสังขละฯ ได้อย่างสะดวกง่ายดายและใกล้กว่าการเดินทางลัดเลาะหลายกิโลเมตรด้วยเส้นทางถนน
จากการเป็นจุดชมวิวเวิ้งน้ำทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ์อันกว้างไกล บรรยากาศของสายน้ำอันเงียบสงบและงดงามทั้งในยามเช้าตรู่และก่อนตะวันจะลาลับ ทิวเขาทอดยาวอยู่ลิบๆ เรือนแพและวิถีชีวิตชาวบ้านริมแม่น้ำทั้งสองฝั่ง ทำให้สะพานมอญแห่งนี้กลายเป็นมากกว่าสถาปัตยกรรมหรือเส้นทางสัญจรที่ผู้คนท้องถิ่นใช้เดินทางไปมาหาสู่ ทำธุระ แต่กลายเป็นจุดสนใจและจุดหมายปลายทางของใครต่อใครที่มุ่งหน้าเข้าไปถึงอำเภอชายแดนแห่งนี้ ซึ่งผมเองก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนที่ว่านั้น
ในความที่ว่าสังขละฯ เล็กๆ ไม่มีอะไรนั้นเองที่ผมได้ยินเสียงรำพันตั้งคำถามเหนือสายน้ำของตัวเองว่าเพราะอะไรหรือเหตุใดกัน สะพานเพื่อการสัญจรจึงได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทำให้คนรู้จักและดั้นด้นอยากจะมา เหตุใดกันความหมายและความสำคัญของหน้าที่เพื่อสัญจรของสะพาน (ไม้) จึงลดน้อย ถูกมองข้าม หรือหายไป…

กระท่อมว่างเปล่า วิหารเดียวดาย

กระท่อม

เป็นการยากที่เราจะใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังเดียวดายได้อย่างมีสติและอย่างรู้คุณค่าในความเดียวดายนั้น จากความรีบเร่งของชีวิต ความสับสนของวิถีในโลกยุคใหญ่ที่เป็นอยู่ อาจพูดได้ว่านอกจากโอกาสของการอยู่ตามลำพังจะหาได้ยากแล้ว การที่จะมีใครสักคนหนึ่งนิยมชมชอบการใช้เวลาอยู่คนเดียวโดยไม่คบค้าสมาคมกับใครบ้างบางเวลาก็ยิ่งหาได้ยากกว่า
ในระหว่างเส้นทางที่พาเราออกไปสู่นอกเมืองห่างไกล ภาพจากสองข้างทางที่เคยประสบและนำพาความรู้สึกสบายอกสบายใจยามได้เห็นบางครั้งก็คือภาพของกระท่อมหลังเล็กๆ ซึ่งอาจเป็นเรือนพักหลบแดดฝนของคนทำไร่นา อาจเป็นเพียงกระท่อมที่มีโครงสร้างเรียบง่าย สร้างจากไม้ไม่กี่ชิ้น ฝาและพื้นปูด้วยไม้ไผ่สาน มุงหญ้าแฝก ไร้ราคาค่างวดสูงส่ง แต่กระท่อมน้อยหลังที่เคยพบเห็นซึ่งตั้งอยู่อย่างเดียวดายกลางทุ่งนา ตามไหล่เขานาขั้นบันไดหรือชายป่า ในทิวทัศน์อันโล่งกว้างเป็นธรรมชาตินั้นต่างหากที่กลับสร้างความรู้สึกสบายตาสบายใจ สมถะเรียบง่าย ไม่ต้องการอะไรมากนักในชีวิตให้แก่ผู้ที่ได้พบเห็น
การใช้ชีวิตไล่กวดสิ่งต่างๆ อย่างไม่สิ้นสุด เพื่อสนองความต้องการภายนอกและความรู้สึกอันไม่สิ้นสุดในใจของคนเรา บางครั้งดูเหมือนกับว่าเรากำลังใช้โมงยามทั้งหมดที่มีในชีวิตสลักเสลาลวดลายวิจิตรให้กับวิหารใหญ่โตเกินกำลัง กว่าจะได้เสาแต่ละต้นให้สูงตระหง่านเพื่อค้ำยันความรู้สึกภายในตัวเองให้สูงส่งกว่าคนอื่นๆ กว่าจะได้รูปทรงของวิหารให้ใหญ่โตโอ่อ่าอัครฐาน แต่แล้วผู้ที่ใช้เวลาเพื่อสะสม สร้างทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินตัวก็อาจจะหมดแรง ล้มฟุบ ซุกตัวอยู่ภายในเงาของสิ่งที่ตัวเองสร้างโดยที่ไม่ทันได้รู้สึกในความยิ่งใหญ่ของวิหารที่ทุ่มเทเรี่ยวแรงและวันเวลาลงไป
ช่างน่าสนใจว่าชีวิตที่ดูเหมือนว่าประกอบด้วยหลายสิ่งหลายอย่างมากมาย ทั้งสุขภาพ ความสมบูรณ์พร้อมทางหน้าตา ชื่อเสียง ความสำเร็จและเงินทอง ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจก่อเกิดความเป็นสุข ความสมหวัง ความทุกข์ ดิ้นรนทุรนทุรายหรืออยากได้ใคร่มีให้แก่คนเราได้อย่างไม่สิ้นสุด และเมื่อคนเราชอบที่จะใช้การเปรียบเทียบในความสุขความทุกข์ที่เราเองมีอยู่กับผู้อื่นด้วยการบอกว่าวิหารในตัวเรานั้นมีขนาดใหญ่โตแค่ไหน มีห้องหับมากกว่า หรือมีทรัพย์สมบัติที่ครอบครองอยู่มากกว่าวิหารของคนอื่นและที่แข่งขันกันอยู่ด้วยแล้ว ในชีวิตก็แทบจะไม่เหลือพื้นที่ให้หันกลับมามองว่าภายในวิหารแห่งชีวิตที่ได้เอาความสุข วันเวลา การเสียสละหลายสิ่งอย่างในชีวิตเข้าแลกให้ได้มานั้น มีผู้อื่นหลงเหลือเพื่อร่วมสุขร่วมทุกข์ในร่มเงาอันยิ่งใหญ่แห่งนั้นหรือไม่
หากเราไม่มุ่งเน้นการสะสมและยึดครอง ใช้เวลาไปในการสร้างวิหารเพื่ออยู่อย่างเดียวดาย แต่พยายามที่จะมองเห็นความสุขจากพื้นฐานชีวิตที่เรียบง่าย เป็นสุขได้จากตัวเรา จากภายในที่เต็มพร้อมในตัวเองซึ่งเกิดจากการมองเห็นความทุกข์ให้ชัด และเห็นว่าแท้จริงแล้วสุขและทุกข์เป็นเงาของกันและกัน จิตใจของเราอาจไม่แตกต่างจากไม้ไผ่สานที่ขึ้นรูปเป็นฝาผนัง ขื่อคานและชานเรือนของกระท่อมน้อยมุงหญ้าแฝก ซึ่งแม้จะเผชิญกับความแปรเปลี่ยนผุพังอย่างง่ายดาย จากการตั้งอยู่กลางทิวทัศน์อันโล่งกว้างท้าทายแดดฝน และแม้จะทั้งกระท่อมหลังเล็กๆ หลังนั้นจะบรรจุไว้เพียงห้องว่างเปล่าโล่งๆ ได้เพียงห้องเดียว
แต่ก็อาจพร้อมที่จะเป็นเรือนชานให้ใครต่อใครเข้าไปหลบแดดหลบฝนได้ หรือให้สายตาของผู้ที่เหนื่อยล้าจากการสะสมสร้างวิหารของตัวเองได้หย่อนพักลงกับภาพอันเรียบง่ายแม้เพียงครู่หนึ่ง
(ขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=50118)

เวลาอันอเนกอนันต์ ณ มัยซอร์

            ประภาการ์หรือ “ประโภ” เพื่อนร่วมคลาสและเป็นเหมือนรูมเมทของผมที่อาศรมศิวนันทะที่เนยาร์แดม เมืองตรีวันดรัม อาจจะรู้สึกงงงวยเล็กน้อยว่าผมจะอยากไป “ที่นั่น” ทำไม ขณะที่มีเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้ แม้จะไม่ได้พูดออกมา (ให้ผมเสียน้ำใจ) แต่ผมคิดว่าในใจเขาคงจะพูดว่า “ใครๆ เขาก็ไป ‘มัยซอร์’ กันเป็นเดือนๆ ด้วยกันทั้งนั้น”

ช่างโชคร้ายในความโชคดีที่หลังจากจบการเรียนหลักสูตรครูโยคะที่เนยาร์แดมเสร็จแล้ว ผมบังเกิดความรู้สึกกำเริบเสิบสานขึ้นมาว่า อย่างไรเสียก่อนกลับบ้านก็อยากจะไปให้ถึง “มัยซอร์” (Mysore) ให้จงได้ เพราะไหนๆ ก็ลงทุนลงแรงเดินทางมาถึงถิ่นอินเดียแล้ว เดินทางต่อไปอีกหน่อยจะเป็นไร จะได้ไม่ต้องเสียเที่ยว ตีตั๋วเครื่องบินกลับมาอีกเวลาที่นึกขึ้นมาว่า อยากจะไปเห็น (และเที่ยว) มัยซอร์

เวลาในตอนนั้นที่ผมมีคือประมาณสิบวันและได้ “ประภาการ์” นั่นเองเป็นคนแนะนำและช่วยติดต่อหาที่ฝึกโยคะในเมืองมัยซอร์ให้…ใช่แล้วครับ ใครๆ ที่นึกถึงมัยซอร์ก็มักจะนึกถึงการไปเพื่อไปฝึกโยคะที่เมืองนี้กันทั้งนั้น

“ประโภ” แนะนำผมว่าน่าจะไปฝึกมัยซอร์กับครูโยคะที่เขารู้จักคนหนึ่งชื่อ “อะเจย์” (Ajay Kumar) ซึ่งเขาจะเป็นคนติดต่อสอบถามให้ผมก่อนว่าพอจะมีที่ว่างให้นักเรียนนอกคอกผู้มีเวลาน้อยแค่ไม่ถึงครึ่งเดือน ขอเข้าไปฝึกด้วยที่ “ศาลา” (Shala) ของครูอะเจย์ด้วยจะได้หรือไม่

หลังจากประโภติดต่อให้ไปแล้วเขาก็บอกว่าอย่างไรเสียผมก็น่าจะได้โทรไปพูดคุยกับครูเองเผื่อจะสอบถามอะไรหรือได้รู้คำตอบด้วยตัวเองว่า จะพอแทรกตัวเข้าไปฝึกในศาลาของครูอะเจย์ได้หรือไม่ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมจะต้องไปเฝ้าวนเวียนแถวบู้ทโทรศัพท์ของอาศรมที่เนยาร์แดมในทุกขณะที่มีเวลาว่างจากการเรียน การฝึกและทำกิจกรรมให้อาศรม (กรรมโยคะ) และต้องฝ่าฟันกับแถวต่อคิวยาวเหยียดของผู้คนในอาศรมที่กระหายการติดต่อกับโลกภายนอก

“นายมาเรียนได้ ถ้าหากว่ายอมที่จะเข้าฝึกในคลาสตอนตีห้า ตกลงไหม” ปลายทางของสายโทรศัพท์ที่มัยซอร์คือน้ำเสียงของ “อะเจย์” ที่ผมได้ยินเป็นครั้งแรก แต่ยังคาดเดาไม่ออกว่าเขาจะเป็นชายในวัยใด ได้แต่นึกไปก่อนว่า จากการที่ทั้งประโภและนิเลศ (เพื่อนชาวอินเดียที่อาศรมฯ ซึ่งรู้จักอะเจย์ ทั้งยังเคยไปช่วยอะเจย์สอน) เป็นผู้แนะนำผม บอกว่าอะเจย์เป็นครูอัษฎางคะโยคะสไตล์มัยซอรที่ได้รับการยอมรับที่สุดคนหนึ่งตอนนี้ ผมเองก็คิดว่าเขาเองน่าจะมีอาวุโสมากไม่น้อย

ต้นเดือนที่สองของปี 2553 ผมลากกระเป๋าแบกเป้หลังใบเขื่อง นั่งรถไฟตอนกลางคืนเพื่อจะไปถึงรุ่งเช้าที่เมืองบังกาลอร์ (ชื่อใหม่อย่างเป็นทางการตอนนี้คือเมือง Bengaluru) เมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุดกับมัยซอร์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 140 กิโลเมตร และผมก็จับรถไฟ Chamundi Express เที่ยวแรกในตอนเช้าวันนั้นแบกเป้หลังย่อมๆ อีกใบหนึ่ง (ที่เหลือผมเช่าล็อกเกอร์เก็บกระเป๋าเอาไว้ที่สถานีรถไฟบังกาลอร์นั่นเอง) ใช้เวลาเดินทางแค่ชั่วนั่งเพลินๆ ไม่กี่ชั่วโมงด้วยบริการรถไฟตู้นั่งปรับอากาศแสนสบาย ผมก็มาถึงมัยซอร์เอาเมื่อต้นๆ บ่ายของวันเดียวกัน จัดการเรียกรถออโต้ริกชอว์หรือรถตุ๊กตุ๊กของอินเดีย มุ่งตรงดิ่งไปยัง “ศาลาแปด” (Sthalam8) ของอะเจย์ในบัดดลเพื่อรายงานตัวกับครูก่อนว่า แม้จะมีเวลาน้อยในการมาขอเข้าฝึก แต่ผมก็ไม่ได้เบี้ยว (นะคร้าบ)

ถึงจะหง่อมและกรำจากการเดินทางรอนแรมหลายต่อ จากตรีวันดรัมมาเมืองโคชิน จากโคชินมาบังกาลอร์ แล้วค่อยต่อรถมาถึงมัยซอร์ในที่สุด แต่สัมผัสแรกของผมที่ได้เห็นเมืองนี้ก็รู้สึกดีทีเดียวและรู้สึกได้ถึงความร่มรื่น ไม่พลุกพล่านและน่าใช้เวลาดีทีเดียว

พอไปถึงและได้พูดคุยกันสักครู่ ผมถึงได้พบว่าครูอะเจย์ในตอนนั้นเป็นแค่เด็กหนุ่มท้องถิ่นอายุอานามประมาณ 24 ปีเท่านั้นเอง ถึงแม้จะยังดูเด็กแต่เขาก็มีรังสีออร่าน่าเชื่อถือ เขาได้บอกให้คนที่ศาลาพาผมไปเช็คอินในโรงแรมที่อยู่ไม่ห่างจากที่ฝึก แค่เพียงสองกิโลเมตรเท่านั้น เหมาะสำหรับการเดินเท้าออกมาฝึกมัยซอร์ในคลาสกับอะเจย์ตอนตีห้าได้ (แน่ล่ะว่าผมจะต้องตื่นและก้าวเท้าออกจากโรงแรมที่พักก่อนเวลาตีห้า!) และบอกว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยมาเจอกัน

ศาลาแปดของอะเจย์นั้นอยู่ไม่ห่างจากใจกลางเมืองของมัยซอร์เท่าไรนัก แต่ก็ขยับไกลออกไปจากโรงแรมที่ผมพักซึ่งอยู่ใกล้ “พระราชวังของมหาราชามัยซอร์” (Mysore Palace) ที่เที่ยวอันดับต้นๆ และตลาดร้านรวงต่างๆ โดยเฉพาะตลาดหลักที่มีชื่อว่า “เทวราชา” (Devaraja) ซึ่งเป็นตลาดสดและขายสินค้าขนาดใหญ่ที่มีสีสันมาก ก็อยู่ห่างจากที่พักออกไปแค่ระยะทางเดินเล่นไม่เกินหนึ่งหรือสองกิโลเมตรเท่านั้น

รุ่งเช้าอีกวันผมออกเดินจากที่พักตอนตีสี่ครึ่ง เมืองทั้งเมืองยังเงียบสงัดแต่ไม่ค่อยวังเวงเท่าไรนัก อากาศยังคงเย็นเพราะเป็นฤดูกาลช่วงต้นปีอยู่ แต่เมื่อฝึกมัยซอร์เสร็จตอนประมาณเจ็ดโมงเช้าร่างกายกลับแข็งแรงขึ้นและมีพลังอย่างประหลาด ตอนนั้นผมแอบนึกเสียดายว่าตัวเองจะมีเวลาฝึกโยคะที่เมืองนี้ไม่กี่วัน เมื่อเปรียบเทียบกับนักเรียนคนอื่นๆ ซึ่ง 80 เปอร์เซ็นต์เป็นฝรั่งผมทองทั้งชายและหญิง มีชาวเอเชียจากญี่ปุ่นบ้าง ไต้หวันบ้าง…และมีคนไทยคือผมเพียงคนเดียว

สำหรับคนที่มีพื้นฐานในการฝึกโยคะสไตล์ Ashtanga มาบ้างคงจะพอคุ้นเคย เคยได้ยินหรือเคยฝึก Mysore Yoga มาบ้าง ซึ่งจากประสบการณ์ในการฝึกมัยซอร์ของผมที่เมืองไทยและจากอินเดีย (ก็ที่มัยซอร์นั่นแหละครับ) ผมขอเล่าคร่าวๆ ถึงโยคะรูปแบบนี้ให้ฟัง

มัยซอร์โยคะ (Mysore Yoga) มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและเกี่ยวพันกับคุรุโยคะยุคใหม่ของอินเดียที่ล่วงลับไปแล้วสองท่านคือ ท่านกฤษณมาจารย์ (Sri Tirumalai Krishnamacharya) และท่านศรีภัตตาปิ โชอิส (Sri K Pattabhi Jois Ashtanga Yoga Institute ที่เมืองมัยซอร์) ท่านกฤษณมาจารย์เป็นครูของท่านศรีปัตตาภิ โชอิส และเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนโยคะขึ้นในวังมหาราชามัยซอร์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองในรัฐกรณาฏกะ (Karnataka) เมืองนี้มีภาษาประจำรัฐหรือภาษาถิ่นของตัวเองเช่นเดียวกับหลายๆ รัฐของอินเดีย คือภาษากันนาดา

แต่มัยซอร์โยคะเป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วโลกจากการสืบสานหฐโยคะในแบบอัษฎางคโยคะของท่านปัตตาภิ โชอิสต่อมาจากครูของท่านและทำให้เกิดความสนใจของผู้ฝึกโยคะจากทั่วโลก ให้เดินทางมาสู่เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของอินเดียแห่งนี้เพื่อให้ได้ชื่อว่า “ได้มาฝึกมัยซอร์กับคุรุจี” แล้ว

โยคะสไตล์มัยซอร์คือโยคะแบบอัษฎางคะโยคะอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งผู่ฝึกทุกคนจะต้องฝึกโดยการนับลมหายใจในแต่ละท่าอาสนะด้วยตัวเอง และปฏิบัติอาสนะไล่เรียงไปในซีรีส์ที่ฝึกด้วยตนเอง โดยที่ครูผู้สอนจะไม่ได้ทำหน้าที่ “สอน” โดยการบอกวิธีการฝึกหรือการเข้าสู่อาสนะ แต่ครูจะทำหน้าที่คอยดูแล ช่วยเหลือ และช่วยปรับจัดท่าของผู้ฝึกแต่ละคนเพื่อให้เข้าสู่อาสนะได้ลึกขึ้นหรือทำได้ถูกต้องยิ่งขึ้น เสน่ห์ที่ทำให้มัยซอร์โยคะเป็นที่นิยมฝึกนั้นผมเองคิดว่าเป็นเรื่องของผลจากสมาธิที่ได้จากการฝึก จากการจดจ่อในท่าอาสนะที่ตัวเองจะต้องทำ และการนับลมหายใจขณะอยู่ในท่านั้นๆ ด้วยตนเอง

ในห้องฝึกมัยซอร์โยคะที่ผมฝึกที่ “ศาลาแปด” ของครูอะเจย์เองนั้นเป็นบ้านสไตล์อินเดียประยุกต์ในลักษณะบ้านเดี่ยวสองชั้น ชั้นบนเป็นห้องฝึกที่ไม่กว้างนัก (ถึงกระนั้นพวกเราก็ยังแออัดยัดทะนานกันเข้าไปฝึกได้รอบละเกือบ 20 คน!) มีพื้นที่โล่งเอาไว้ให้นั่งเล่น พูดคุยกัน กินขนม อ่านหนังสือหรือสั่งเครื่องดื่มพวกจัย (ชาอินเดีย) มาจิบได้เมื่อฝึกเสร็จแล้ว

เวลาอันอเนกอนันต์ที่มัยซอร์ของผมนั้น เกิดขึ้นจากเมื่อฝึกโยคะจากการดุ่มเดินออกจากโรงแรมตอนตีสี่นิดๆ เข้าสู่ห้องฝึกสองชั่วโมงโดยประมาณตอนตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า เมื่อฝึกเสร็จก็จะค่อยๆ เดินเตร็ดเตร่แวะซื้อโยเกิร์ตสด (ราคาถูกมากเพราะที่อินเดียนิยมกินโยเกิร์ตจากนมวัวและนมกระบือเป็นหนึ่งในมื้ออาหารของพวกเขา) และแวะจิบชาถ้วยเล็กๆ สนนราคาเพียงแก้วละ 3 รูปี ก่อนจะเดินกลับไปพักเอาแรงที่ห้อง พอสายๆ ค่อยย่างกรายออกไปเดินเที่ยวในเมืองและไปชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ในเมืองมัยซอร์ ไม่ว่าจะเป็นตลาดสดที่เปี่ยมด้วยสีสันของข้าวของ ดอกไม้ ผลไม้ กระทั่งผู้คนท้องถิ่นจำนวนมากที่มาซื้อหาข้าวของที่ตลาดเทวราชากันทั้งวี่วัน หรือไม่ก็ไปเที่ยวชมพระราชวังมัยซอร์ที่ยังคงยิ่งใหญ่และงดงามน่าสัมผัส แต่ส่วนมากแล้วผมมักจะวนเวียนอยู่ตามร้านกาแฟร่วมสมัยยี่ห้อท้องถิ่นของอินเดียเอง ไม่ว่าจะเป็นร้าน Café Coffee Day หรือ Barista ในตัวเมืองเสียมากกว่า

แม้ไม่สามารถจะติดต่อเพื่อเข้าฝึกที่สถาบันมัยซอร์โยคะของคุรุจีปัตตาภิ โชอิสก็ตาม ผมเองก็ถือโอกาสไปเยี่ยมชมบรรยากาศแถวๆ ย่านที่ตั้งของศาลาโยคะของท่านซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองออกไปหลายกิโลเมตร ย่านนั้นเรียกว่าย่าน Gokulam มีบรรยากาศสบายๆ เต็มไปด้วยบ้านพักอาศัยที่ไม่แออัด ส่วนศาลาของคุรุจีนั้นก็ดูยิ่งใหญ่และมีขนาดใหญ่กว่าศาลาที่ผมฝึกอยู่ด้วยมากทีเดียว

นอกจากการเดินเล่นในเมือง แวะชมตลาดซื้อผลไม้หรือหาขนมหวานท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อระดับประเทศขนานแท้ของมัยซอร์กินเล่น ไปชมวังทั้งในตอนกลางวันและตอนกลางคืนที่มีการประดับแสงไฟสวยงาม ผมยังชอบที่จะนั่งรถประจำทางออกไปที่ภูเขาลูกหนึ่งที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของที่นี่ เรียกว่า Chamundi Hills รถเมล์ท้องถิ่นจะค่อยๆ แล่นพาเราออกนอกเมืองไปทางทิศตะวันออก วนเวียนไต่เขาขึ้นไปด้วยระยะทาง 12 กิโลเมตร ซึ่งพอไปถึงบนยอดเขาที่ไม่สูงมากเท่าไรนักก็ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรมากไปกว่าการไปไหว้พระในวัดฮินดูและการเดินเล่น หรือไม่ก็นั่งลงชมวิวของตัวเมืองที่มองเห็นอยู่วิบๆ จากนั้นก็ค่อยนั่งรถกลับลงมา เตรียมตัวพักเพื่อที่จะตื่นแต่เช้า เดินเข้าห้องฝึกโยคะอีกครั้งตอนเช้ามืด เป็นเช่นนี้ตลอดช่วงเวลาซึ่งอยู่ที่นั่นจนดูเหมือนว่าระยะเวลา 24 ชั่วโมงในหนึ่งวันที่มัยซอร์ได้ถูกดึงยืดขยายออก…ให้นานขึ้น…เป็นเวลาอเนกอนันต์ที่ไม่รู้กาลจบลง

รำพึงรำพันหลังการเดินทางกลับจากเกาหลี

ไม่คิดไม่ฝันเลยครับว่าชาตินี้ตัวเองจะไปเที่ยวเกาหลีกับชาวบ้านชาวช่องเขา ค่าเพราะผมเองไม่ได้เป็นแฟนซีรีส์เกาหลี ดารานักร้องเกาหลีสักคนก็แทบจะไม่รู้จัก แต่แล้ววันดีคืนดีก็เกิดความคิดและความอยากขึ้นมาว่าอยากจะเดินทางไปท่องเที่ยวเกาหลีดูสักที

แล้วความอยากก็ขับเคลื่อนให้กลายเป็นการลองหาข้อมูล การตระเตรียมตั๋วเครื่องบิน การจับจองที่พัก กระทั่งการนัดเจอน้องที่รู้จักกันที่รักชอบเกาหลี (โดยเฉพาะกรุงโซล) เพื่อมานั่งให้ข้อมูลว่าควรจะไปเที่ยวที่ไหนหรือดูอะไรดี

ข้อสังเกตประการหนึ่งสำหรับคนที่เตรียมตัวเดินทางท่องเที่ยวเองอย่างผม คือเราใช้การพึ่งพาและหาข้อมูลการเดินทาง ที่พัก ที่เที่ยว การจองห้องพักผ่านทางอินเตอร์เน็ตเกือบทั้งหมด และจวบจนกระทั่งใกล้วันเดินทางผมก็ยังอดที่จะตั้งคำถามที่หาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ว่า “จริงๆ แล้วเราสนใจหรืออยากจะไปดูไปเห็นอะไรที่เกาหลี”

คำถามภายในใจที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ของคนที่ควักกระเป๋าจ่ายเงินทองและใช้เวลาของตัวเองออกเดินทางเอง สำหรับผมแล้วถือว่า “เข้าขั้นวิกฤต” เลยก็ว่าได้นะครับ เข้าทำนองเหมือนนักมวยเมาหมัดรอระฆังช่วยชีวิตตีหมดยก ขณะที่เวลาของการเริ่มออกเดินทางก็กระชั้นเข้ามาเรื่อยๆ

ในที่สุดผมก็ใช้คติเดิม นั่นคือ “ไม่มีอะไรที่จะพร้อมไปเสียหมดทุกด้าน” เราเตรียมตัวเตรียมข้อมูลมาบ้างแล้ว ที่เหลือก็ควรจะสนุกกับมัน (การเดินทางที่จะเกิดขึ้น) ให้ดีที่สุดหรือมากที่สุดก็น่าจะเพียงพอแล้ว

เวลาสิบสองวันกับการเดินทางในเกาหลีใต้ โดยมีจุดหมายปลายทางเป็นสองเมืองใหญ่คือกรุงโซลและปูซาน…ในที่สุดก็ได้เวลาเริ่มต้น…

(โปรดติดตามตอนต่อไป 🙂 )

วันหนึ่งกับนักข่าวทวิตเตอร์ และการเดินทางไปปลูกปะการัง (ของผม)

โลกนี้มีดีอยู่อย่าง…

นั่นก็คือ ถ้าเราไม่ปิดโอกาสตัวเอง แม้ไม่ไขว่คว้ามากมายจริงจังนักก็ยังมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นและผ่านเข้ามาสู่ชีวิตเสมอ

อย่างน้อยก็คือการได้รู้จักใครสักคน

อย่างมากก็คือการที่จะได้มีโอกาสทำอะไรเพื่อใครหลายๆ คน

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองชีวิตยังไง

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้วันเวลาหนึ่งๆ อย่างไรต่างหาก

เมื่อวานนี้ผมออกเดินทางไปช่องแสมสาร สัตหีบ จังหวัดชลบุรีเป็นครั้งแรกอย่างไม่จงใจเท่าไรนัก

(คำว่า “ไม่จงใจ” นี่ ต่างจากคำว่าไม่ตั้งใจมากนะครับ เรียกว่ามีอาการของความตั้งใจอยู่แต่เพียงไม่ค่อยจะชัดเจนในความรู้สึกที่อยากจะไปอยากจะทำเท่าไรนักแค่นั้นเอง)

เรื่องของเรื่องมีว่าภรรยาผมเป็นนักข่าวและรู้ว่าผมเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (อยู่บ้าง) พอมีโอกาสที่เธอจะไปดูกิจกรรมวันครบรอบ 102 ปีของการก่อตั้งบริษัท ลอรีอัล ด้วยการพาพนักงานไปทำกิจกรรม “อาสาพิทักษ์ปะการังไทย” ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยที่เกาะแสมสาร เธอก็ชวนผมไปเป็นผู้ติดตามด้วย

“ไปเถอะ อย่าคิดอะไรมาก อย่างน้อยเธอก็จะได้ไปเที่ยวไปดูทะเลไง…”

 

เช้าตรู่เราออกเดินทางจากบ้านแถวลาดพร้าวไปสมทบกับคณะนักข่าวที่รอออกเดินทางด้วยรถตู้อยู่ที่ตึกสำนักงานลอรีอัลแถวช่องนนทรี จากนั้นผมก็ได้ร่วมขบวนไปพร้อมกับ “คณะผู้สื่อข่าว” ที่ได้รับเชิญจากลอรีอัลและบริษัทประชาสัมพันธ์ที่ประสานงาน

ในรถตู้ขณะเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไม่นาน คุณพร พีอาร์ผู้คล่องแคล่วจากฮิลล์ แอนด์ โนวล์ตันก็ชักชวนให้ผู้ร่วมเดินทางในรถคันเดียวกันได้แนะนำตัวทำความรู้จักกัน

ในวันที่ผมเปิดใจรับโอกาสใหม่ๆ และลองใช้เวลาหนึ่งวันออกเดินทางไปแสมสารวันนั้นเองที่ทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ อีกสามสี่คน คือคุณพัชร คุณเอิร์ธและคุณมะลิ และพวกเขาก็แนะนำตัวว่าเป็นผู้เขียนบล็อก และเกี่ยวพันกับการรายงานความเคลื่อไหนผ่านทางทวิตเตอิร์ … “นักข่าวทวิตเตอร์” เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินว่ามีนักข่าวที่ทำงานผ่านทวิตเตอร์ได้ด้วย

ถึงตรงนี้อาจจะชวนคุยนอกรอบก่อนว่า นักข่าวคืออะไร ทำงานอย่างไร และผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักข่าวนั้นใช้เครื่องมือ หรือกระบวนการอะไรในการสื่อสารส่งข่าวออกไป

ผมเองนั้นทั้งชีวิตนี้ที่ผ่านมาหากเคยข้องแวะเกี่ยวกับงานด้านข่าวมาบ้างก็เป็นแต่เฉพาะนักข่าวหนังสือพิมพ์และนิตยสาร และพอจะบอกได้ว่า นักข่าวที่เคยรู้จักมีแต่นักข่าวหนังสือพิมพ์ นักข่าววิทยุที่ทำหน้าที่รายงานข่าวทางเสียงให้เราได้ยินได้ฟัง กับนักข่าวทีวีผู้ถือไมค์ยืนมาดมั่นอยู่หน้ากล้อง

แต่โลกยุคนี้มีเคเบิล มีดาวเทียม มีอินเทอร์เน็ต มีเว็บไซต์ มีคำว่าบล็อกเกอร์ โซเชียลมีเดียเกิดขึ้นมากมาย แล้วทำไมมี “นักข่าวทวิตเตอร์” ขึ้นมาบ้างมาได้

แล้วใครและเขา –เธอผู้นั้นทำอะไรและอย่างไรจึงถูกเรียกขานว่าเป็นนักข่าวประจำทวิตเตอร์?


จากประสบการณ์เดินทางใกล้ชิด ได้ร่วมขบวนเดินทาง นั่งรถไปแสมสารด้วยกัน ได้ร่วมวงสนทนาและมื้ออาหารกันหลายมื้อ ผมขอบอกว่าความสามารถพิเศษของเพื่อนผู้รักการทวีต (Tweet) ข้อความ ความคิด คำพูด เนื้อหาและเฮฮากึ่งสาระบนหน้าเว็บฯ Twitter ก็คือ พวกเขาพร้อมที่จะกดข้อความพิมพ์ตัวอักษร 140 ครั้งลงในช่องว่างๆ ส่งภาพที่เพิ่งถ่าย ส่งเนื้อหาที่เพิ่งได้ยินได้ฟังและได้เห็นออกไปให้สู่สายตาของผู้อ่านที่เรียกว่า Followers ของตัวเองอย่างทันท่วงที โดยไม่เลือกที่และแทบจะทุกเวลา

เมื่อผู้ส่งสารพร้อมที่จะกดเนื้อหาลงบนสมาร์ทโฟนส่วนตัวเพื่อส่งข่าวสารออกไปยังที่ที่ผู้อ่านผู้รับสารรออยู่ กระบวนการสื่อสารก็ย่อมเกิดขึ้นแล้ว…

แสมสารที่ผมเคยคิดเคยฝันเอาไว้หน้าตาไม่น่าจะเป็นเช่นนี้…

ณ จุดแห่งความโล่งที่ท้องฟ้าเปิดกว้าง ทอดสายตาออกไปเห็นหมู่เกาะแสมสาร เช่น เกาะแรด เกาะขาม ทอดเป็นแนวขนาบขนานไปกับเส้นขอบฟ้าและท้องทะเลเรียบสนิท

ผมเคยนึกไปว่าชุมชนตรงช่องแสมสารน่าจะมีบรรยากาศของความเป็นชุมชนประมงริมทะเลที่หนาแน่นและสวยงามน่าอยู่กว่าที่ได้เห็น แต่อาจจะเป็นเพราะว่ายามสายวันนั้นผมเดินทางเข้าสู่บริเวณของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยภายในบริเวณของฐานทัพเรือสัตหีบ มิใช่ชุมชนแสมสารจริงๆ ที่อยู่ละแวกเดียวกัน แต่ห่างออกไปก็เป็นได้

“พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย ตั้งอยู่บริเวณเขาหมาจอ ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จัดตั้งขึ้นโดยกองทัพเรือ ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติสำหรับเยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้เห็นความหลากหลายของทรัพยากรทะเลไทย และเข้ามาเรียนรู้ธรรมชาติซึ่งจะนำไปสู่การอนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืนสำนักงานพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย (พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมระหว่างวันอังคาร – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.00 ถึง 17.00 น. หยุดวันจันทร์ (ยกเว้นวันจันทร์ตรงกับวันนักขัตฤกษ์ จะเปิดให้เข้าชมเป็นกรณีพิเศษ) ค่าเข้าชมชาวไทยคนละ 50 บาทโทร. 038 432 471, 038 432 473 มือถือ 08 9603 4663 เว็บไซต์ www.tis-museum.org)”

ใครก็ตามที่เพิ่งเคยได้ยินและได้รู้ว่าที่แสมสารมีอะไรดีๆ เช่นนี้ควรจะเก็บจดจารข้อมูลพื้นฐานนี้ไว้เผื่อได้ใช้ประโยชน์ในวันข้างหน้า

หลังจากฟังการกล่าวต้อนรับจากผู้หลักผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ ผู้บริหารของพิพิธภัณฑ์ และฟังอีกหนึ่งคนที่มีบทบาทสำคัญคือ ผศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์ (อาจารย์เปิ้ล) อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  ในการปลูกและปะการังในโครงการนี้ กล่าวให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ปะการังในอ่าวไทย ซึ่งประสบปัญหาปะการังฟอกขาวจนทำให้ทะเลไทยต้องสูญเสียปะการังไปอย่างรวดเร็ว ต้องหาทางอนุรักษ์ฟื้นฟูเพาะเลี้ยงและปลูกปารังทดแทนในกิจกรรมครั้งนี้ ก็ได้เวลาลงเรือข้ามไปสู่เกาะแสมสารร่วมกับชาวลอรีอัลนับร้อยชีวิตเสียที

ความน่าสนใจของอาจาร์ย์เปิ้ลก็คือนอกจากจะเป็นผู้เอาจริงเอาจังกับการเยียวยารักษาฟื้นฟูดูแลปะการังแล้ว ท่านยังเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ผู้เคยได้รับทุนจากโครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ ในปี 2551 สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เป็นนักวิทยาศาสตร์สตรีไทยคนแรกที่เดินทางไปสำรวจทวีปแอนตาร์กติก ร่วมกับคณะสำรวจทวีปแอนตาร์กติกญี่ปุ่นที่ 51 (JARE-51; 51th Japanese Antarctic Research Expedition) เพื่อศึกษาผลจากภาวะโลกร้อนที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม และศึกษาประสิทธิภาพของเรือสำรวจลำใหม่ และสร้างฐานความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นและไทยในการศึกษาวิจัย ณ ทวีปแอนตารก์ติกในอนาคตในช่วงปลายปี 2552 ที่ผ่านมา

ข้อมูลที่ได้รับรู้รับฟังเกี่ยวกับการแนะนำตัวอาจารย์เปิ้ลนี้ทำให้บรรดานักข่าวและใครก็ตามที่ได้รับรู้ อดที่จะทึ่งความเอาจริงเอาจังของสุภาพสตรีนักวิชาการตัวเล็กๆ แต่มีเสียงหัวเราะร่าเริงคนนี้ไม่ได้

เรื่องราวต่อไปจากช่วงหลังอาหารมื้อกลางวันไปจนถึงบ่ายแก่ๆ คือการร่วมไม้ร่วมมือกันทำกิจกรรมเพื่อปลูกปะการังในโครงการอาสาพิทักษ์ปะการังไทยของชาวลอรีอัล เนื่องในวัน Citizen Day หรือวันครบรอบวันเกิดปีที่ 102 ของบริษัทฯ โดยมีการแบ่งกลุ่มคนทำกิจกรรมออกเป็น 3 ฐานเมื่อไปถึงเกาะแสมสารอันเงียบสงบในวันนั้นแล้ว นั่นก็คือแบ่งกลุ่มแรกเป็นกลุ่มดำน้ำลึกเพื่อนำปะการังที่เพาะเลี้ยงไว้ลงไปปลูกหรือไปปล่อยไว้ในทะเล อันนี้ยังรวมการปล่อยหอยมือเสือด้วย กลุ่มที่สองดำน้ำตื้นเพื่อนำปะการังที่จะปล่อยลงทะเลเอาไปให้กลุ่มที่หนึ่ง

ส่วนฐานที่ 3 กลุ่มใหญ่ที่สุดเป็นกลุ่มที่ปักหลักอยู่บนชายหาดเพื่อช่วยกันนำปะการังที่อายุ 1 ปี ความยาวประมาณ 1 เซนติเมตรมาปักไว้บนไม้ทีกอล์ฟ เพื่อเตรียมไปอนุบาลเพาะเลี้ยงต่อและช่วยกันทำความสะอาดบ้านของปะการังซึ่งเป็นแผ่นกระเบื้องที่ลูกปะการังมาเกาะเจริญเติบโตอยู่ให้เกลี้ยงเกลาจากตะไคร่น้ำและสาหร่ายที่มาเกาะ เพื่อให้พร้อมจะเจริญเติบโตต่อไปได้ดีขึ้น

โครงการนี้เป็นการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ปะการังไทยแบบ “อาศัยเพศ” หมายถึงการที่ทีมงานอาจารย์สุชนาจะต้องออกไปเก็บไข่และสเปิร์มของปะการัง (ปะการังเป็นสัตว์นะครับ เพราะฉะนั้นมันจึงสืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศที่ว่า และยังสามารถที่จะขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศในลักษณะเดียวกับพืชคือการแบ่งกิ่งก้านไปปักชำขึ้นมาใหม่ได้) ในอ่าวไทยมาผสมกันในลักษณะเดียวกับการผสมเทียมเด็กในหลอดแก้ว จากนั้นก็จะต้องเอาลูกปะการังที่ได้ มาเพาะเลี้ยงในบ่ออนุบาลหาที่เกาะซึ่งเป็นแผ่นกระเบื้องให้ปะการังเกาะและเติบโตต่อไป จนกระทั่งอายุเข้าปีที่สามหรือสี่ จึงจะพร้อมที่จะนำไปปลูกหรือปล่อยกลับคืนสู่ทะเลไทยได้เหมือนเดิม

วิธีการเช่นนี้ทำให้โครงการอนุรักษ์ปะการังของอาจารย์สุชนาจะต้องใช้งบประมาณ ทีมงานและระยะเวลามากกว่าการที่ขยายพันธุ์ปะการังโดยวิธีแบ่งกิ่งก้านปะการังเพื่อเพาะเลี้ยงแล้วนำไปปล่อย เช่นที่เคยทำกันมา แต่กลับได้ผลดีและมีเปอร์เซ็นต์ของการอยู่รอดเจริญเติบโตได้ดีกว่า เรียกว่าหากลูกปะการังเกิดเองในธรรมชาติจะมีเปอร์เซ็นต์การรอดเพียง 0.0001 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่งานของอาจารย์เองมีผลการศึกษาว่ามีโอกาสรอดสูงถึง 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว มากไปกว่านั้นคือปะการังที่เพาะปลูกใหม่ที่ได้จากการขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศ มีความแข็งแรงมากกว่า โดยพบว่า ปะการังที่เพาะเลี้ยงและนำไปปลูกไว้ในทะเลอีกครั้งไม่เกิดการฟอกขาวเลยในระยะ 10 ปีที่อาจารย์ศึกษาและทดลองทำมา

ครั้งนั้นวันนั้นกับการเดินทางระยะเวลาสั้นๆ เพียงเช้าไปเย็นกลับจากกรุงเทพฯ ไปกลับชลบุรี-แสมสารของผมร่วมกับคณะชาวลอรีอัลและเพื่อนๆ นักข่าวทวิตเตอร์ บล็อกเกอร์อีกหลายคน ผมพบว่ามีหลายสิ่งเปลี่ยนไปจากมุมมองและการรับรู้ของตัวเอง…แบบที่ไม่จงใจจะให้มันเปลี่ยน

ยังดีว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดี ด้วยเรื่องราวดีๆ ที่ได้รับรู้ว่าด้วยน้ำมือคนเรา เราติดต่อสื่อสารกัน แบ่งปันเรื่องราวของสิ่งดีๆ จากข่าวสาร มิตรภาพและน้ำใจให้กันได้แล้ว เรายังอาจหยิบยื่นฟื้นฟูช่วยเหลือไปถึงชีวิตอื่นๆ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมโลกเราอย่างน้อยก็เช่นปะการังในท้องทะเลได้ด้วย

เราเรียนรู้ที่จะสื่อสารและให้ต่อกันนั้น มิใช่ใดอื่น…

แต่ก็เพื่อให้โลกเป็นโลกและเป็นบ้านที่น่าอยู่และดีพร้อมเหมาะสมสำหรับทุกชีวิต มิใช่แค่สำหรับคนเราเท่านั้น ไปนานๆ…

ชายผ้าเหลือง

เมื่อต้นเดือนผมเดินทางไปร่วมงานบวชของหลานชายวัยสามสิบที่บ้านเกิด และเป็นครั้งแรกๆ ก็ว่าได้นอกเหนือจากงานอุปสมบทของตัวเอง ที่ผมเคยไปร่วมงานบวชของคนอื่นอย่างจริงๆ จังๆ

พิธีกรรมของการบวชนั้นไม่มีอะไรมากก็แค่ผู้ที่จะบวชจะต้องมีการปลงผมปลงคิ้วให้เกลี้ยงก่อนวันเข้าโบสถ์ก่อนวันที่จะบวช มีการไปถือศีลแปด นุ่งขาวห่มขาวอยู่ที่วัดก่อนจะถึงวันบวชจริงๆ หลายวันเพื่อให้คุ้นชินกับวิถีปฏิบัติก่อนเริ่มเป็นพระ จากนั้นตอนเช้ามืดของวันงานก็ไปที่อุโบสถวัดที่บวชให้ได้เพื่อขอบวชกับพระอุปัชฌาย์ หลานชายของผมนั้นบวชที่วัดบ้าน ซึ่งหมายถึงวัดที่อยู่ในเมืองหรืออยู่ในตัวหมู่บ้าน แต่พอบวชพระเสร็จแล้วเขาได้ไปจำวัดอยู่ที่วัดป่า

จากที่ทั้งเคยบวชพระมาเองและได้ไปร่วมงานบวชญาติใกล้ชิดทำให้ผมอดที่จะตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยเกี่ยวกับรายละเอียด วิธีการและเงื่อนไข วัตถุประสงค์ของการบวชของผู้ชายไทยไม่ได้ ว่าด้วยเหตุใดตามธรรมเนียมหรือนิกายทางศาสนาพุทธแบบบ้านเรานั้นจึงอนุญาตให้แต่เฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่บวชพระได้ และแม้แต่ในการบวชพระก็ตาม สตรีหรือเพศหญิงก็ยังโดนห้ามไม่ให้เข้าไปในอุโบสถที่ใช้ทำพิธีขอบวชของว่าที่พระใหม่ พระสงฆ์ที่เข้าร่วมสวดในพิธีและพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ แม้ว่าเรื่องนี้คงจะมีการอธิบายหรือผู้อธิบายเอาไว้ที่ไหนสักแห่งอยู่แน่ๆ แต่ผมก็ยังรู้สึกแปลกๆ อยู่ดีที่ทำไมผู้หญิงไม่ได้รับสิทธินี้หรือถูกกีดกันให้ห่างจากชายผ้าเหลือง

การบวชพระคือจุดเริ่มต้นหรือเครื่องหมายของสิ่งใดบ้าง เมื่อก่อนชายไทยจะต้อง (หรือนิยมที่จะ) บวชกันเมื่ออายุย่างเข้าปีที่ 20 นัยว่าเป็นปีแห่งการเริ่มที่จะเป็นผู้ใหญ่ตอนต้น เริ่มชีวิตและเริ่มครอบครัว แต่ทุกวันนี้มีคนไทยสักกี่มากน้อยที่จะบวชเมื่ออายุยี่สิบหรือเห็นว่าอายุยี่สิบเป็นวัยแห่งการเริ่มต้นชีวิตของความเป็นผู้ใหญ่กัน

พี่สาวของผมนั้นแปกติป็นคนที่ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกับการเข้าวัดเท่าไรนัก พอลูกชายคนเดียวบวชพระก็เลยได้ไปวัด ไปถวายจังหัน (อาหารเช้า) ให้พระที่วัด ไปรอทำบุญตักบาตรให้พระลูกชายและพระร่วมวัด แม้จะเป็นช่วงเวลาแค่เพียงสิบกว่าวันก็รู้สึกได้ในความแตกต่างของการห่างวัดห่างพระกับการที่ได้เข้าไปทำนุบำรุงเสาหลักเสาหนึ่งทางพระพุทธศาสนา (คือ “พระสงฆ์) และผมพลอยรู้สึกกับเห็นภาพไปด้วยว่าที่คนรุ่นเก่าก่อนเคยพูดเอาไว้ว่าเวลาลูกชายบวช พ่อแม่ก็เหมือนได้เกาะชายผ้าเหลืองของลูกขึ้นสวรรค์ด้วยนั้นเป็นอย่างไร

คงเป็นความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับคำว่าสุข สงบ สบายใจที่ได้รับด้วยภาวะแห่ง  “สะอาด สว่าง สงบ” ซึ่งเป็นสวรรค์ในใจแม้แต่ในยามที่ยังมีลมหายใจอยู่เช่นนั้นเองกระมัง

เหมือนหนึ่งค่ำคืน เช้าตื่นก็หายไป

ณ หาดสลึง บ้านสองคอน อ.โพธิ์ไทร อุบลราชธานีบ่ายเมื่อวาน

ผมเพิ่งกลับจากการเดินทางสายสั้นๆ…

สั้นชนิดที่ว่ามีเวลาได้หลับตานอนเต็มตื่น นอนอิ่มเต็มตาในระหว่างการเดินทางนั้นน้อยเต็มที เพราะกิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางประกอบด้วยการใช้เวลา ทำกิจกรรม ร่วมงานและต้องตื่นกันก่อนรุ่งเช้า หรือว่าวิ่งรอกไปไหนมาไหนในเวลาสั้นๆ เพื่อไปให้ถึงจุดหมายและได้ไปเที่ยวในสถานที่ห่างไกล

การเดินทางซึ่งบางทีสั้นๆ ก็เลยเหมือนกับว่าไม่ได้เดินทาง (หรือการเดินทางครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน) ประจักษ์พยานหลงเหลือของการเดินทางที่เกิดขึ้นและผ่านไปก็คือภาพถ่ายจำนวนหนึ่งที่เก็บกลับมา รสชาติของอาหารระหว่างการเดินทาง บทสนทนาสรวลเส สิ่งต่างๆ เหล่านี้พร่าเลือนราวกับเป็นกระไอกระจายตัวเหมือนม่านหมอกห่มคลุมในความฝันที่คลุมเครือ

เราไม่อาจเลือกได้ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต เราไม่อาจเลือกได้ว่ายามหลับจะมีเรื่องราวใดแทรกผ่านเข้ามาก่อเกิดเป็นความฝัน

และในการเดินทางที่สั้นแค่เพียงชั่วหลับตาในยามค่ำคืน ลืมตาตื่นก็คล้ายจะเลือนหายไปในความฝันชั่วข้ามคืนนั้น

…เป็นความฝันแสนดีที่สร้างรอยยิ้มให้เกิดขึ้นในห้วงของการหลับ หรือความจริงเฉยเมยและรวดร้าวยากระบุแบ่งแยกได้ว่าเกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงความจริงที่เคลื่อนผ่าน…อย่างรวดเร็ว ไร้สุขทุกข์และไร้รสแห่งการเดินทาง

ลมหายใจ…ในเวียงจันทน์

เมื่อประมาณต้นๆ เดือนก่อนผมออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือด้วยรถไฟตู้นอนเพื่อไปสิ้นสุดการเดินทางในยามสายๆ ลงที่ตัวจังหวัดหนองคาย

เปล่า…ผมไม่ได้ต้องการจะเดินทางมาท่องเที่ยวหนองคาย แต่จำเป็นจะต้องมาหนองคายเพื่อต่อรถข้ามสะพานมิตรภาพไทย – ลาวโดยมีตราประทับลงบนสมุดหนังสือเดินทางว่าไป ” เวียงจันทน์”

ผมตกลงใจกับทางสถานที่ออกกำลังกาย (เรียกว่า “ฟิตเนส” ท่าจะเข้าปากมากกว่า) แห่งใหม่บนถนนท่าเดือตรงหลักสี่ว่าจะไปสอนโยคะให้กับเขาในวันเตรียมการเปิดหรือ Soft Opening ที่กำลังจะมาถึงและตั้งใจว่าจะไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นถึง 10 วันซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นานที่สุดเท่าที่เคยคิดว่าจะไปอยู่ลาวหรืออยู่เวียงจันทน์

เหตุที่ผมตกลงปลงใจว่าจะไปสอนโยคะ (ให้กับคนลาวเป็นหลัก) ที่เวียงจันทน์นั้นก็เพราะผมเกิดความสนใจว่าคนลาวจะรับรู้หรือสนใจเรื่องราวของโยคะกันอย่างไรบ้าง และจะอยากฝึกโยคะกันอย่างไร เมื่อฝึกแล้วจะชอบไหมหรือสนใจโยคะมากขึ้นเพียงใด

กับอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งเป็นเหตุผลส่วนตัวมากๆ คือผมคิดว่าตัวเองเป็น “คนของอุษาคเนย์” หรือเป็นคนอินโดจีนคนหนึ่ง เราไม่ควรยึดติดหรือเพ่งมอง รับรู้และคิดว่าศูนย์กลางของชีวิตและความเป็นไปทั้งหมดทั้งหมดคือกรุงเทพฯ คือประเทศไทยและคนกรุงเทพฯ เท่านั้น เมื่อมีโอกาสผมก็อยากจะออกเดินทางไปเพื่ออยู่และเรียนรู้เพื่อนบ้านพี่น้องของพวกเราในอุษาคเนย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ

เรื่องราวของโยคะ คือเรื่องราวของ “ลมหายใจ” ครับ โยคะสอนให้เราตระหนักถึงการหายใจตลอดเวลา หายใจให้เป็น หายใจเข้าให้ลึกและหายใจออกให้ยาว ลมหายใจคือพลังของชีวิตหรือสิ่งที่เรียกว่า “ปราณ” ดังนั้นเองเรื่องราวของโยคะที่ผมกำลังจะไปสอนและไปเรียนรู้ที่เวียงจันทน์จึงเปรียบเสมือนการไปรับรู้ “ลมหายใจ” ในเวียงจันทน์อีกทางหนึ่ง

ผมเองนั้นเคยผ่านเข้าผ่านออกเวียงจันทน์มาก็หลายที่แล้ว ทั้งในฐานะคนทำงาน (เป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไปรายงานข่าว) ทั้งในฐานะคนเดินทาง (ใช้เวียงจันทน์เพื่อผ่านทางไปวังเวียงและหลวงพระบาง) มีก็แต่หนนี้ที่ได้เดินทางเข้าไปที่นั่นอีกครั้งในอีกฐานะและบทบาทหนึ่งคือเป็นครูสอนโยคะ

ตลอดสิบวันของช่วงปลายฝนต้นหนาวในเวียงจันทน์ผมพบว่าอากาศที่นั่นดีมาก (ไม่ค่อยมีมลพิษ) ขนาดที่ว่ารถราเพิ่มมากขึ้นและมีการก่อสร้างตึกรามและสิ่งต่างๆ ในเมืองเพิ่มขึ้น แต่วิถีของชีวิตที่นั่นก็ยังเรียบง่ายกว่าวิถีชีวิตของคนไทยและในเมืองไทยอยู่มาก

อาหารการกินเป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องปรับตัวไม่น้อย เพราะราคาค่างวดต่อหนึ่งอิ่มนั้นแพงขึ้นมาก สนนราคาข้าวผัดหนึ่งจานอาจจะอยู่ที่ 45 – 50 บาทเลยก็ว่าได้เมื่อคิดเป็นเงินบาทไทย เรื่องนี้ทำให้จะต้องพยายามทำความเข้าใจอยู่ว่าเมืองหลวงเล็กๆ แห่งนี้ทำไมถึงจะต้องมีราคาค่าครองชีพสูงส่งได้ไม่ต่าง (หรือบางทีมากกว่า) บ้านเราเสียอีก

ไว้มีโอกาสผมจะมาเล่าขยายความและบันทึกความรู้สึกที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงและ “ลมหายใจ” ในเวียงจันทน์ (ตอนต่อไป)ให้ฟังกันอีกนะครับ

(พักชมโฆษณาก่อนแป้บนึง…นะครับ)

หนังสือเล่มใหม่ของผมครับ

“วันที่ชีวิตเดินทาง”

วางแผงเดือนตุลาคมนี้ พบกันได้ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่ศูนย์ประชุมฯ สิริกิติ์ที่บูธสำนักพิมพ์ busy-day
Plenary Hall, I 04 21-31 ตุลาคมนี้

————————————-

‘วันที่ชีวิตเดินทาง’ หมายถึง การเคลื่อนไหวของชีวิตที่มักจะเริ่มต้นไปพร้อมกับแสงตะวัน และพักลงยามตะวันพลบแสง ซึ่งนั่นก็คือทุกวันที่ยังลืมตาตื่นมายามเช้า แล้วเดินทางไปตามครรลองของชีวิตที่เป็นอยู่ แต่อีกเส้นทางหนึ่ง วันที่ชีวิตเดินทาง คือ วันที่ใจพร้อมจะไปเรียนรู้ในสถานที่แปลกตา ให้แปลกใจเล่นๆ ดูบ้าง บางครั้งอาจอยู่ใกล้ และบางทีอาจไกลไปค่อนโลก

หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนขอท้าทายให้ใครก็ตามที่อยากฝึกฝน “วิชาเดินทาง” ให้ร่วมออกเดินทางท่องไปในโลกตัวหนังสือที่เขาได้เก็บเล็กผสมน้อยทั้งเรื่องราว ผู้คน สีสัน รสชาติจากการเดินทางหลายหนที่ผ่านมาของชีวิต บันทึกเป็นความเรียงหลายเรื่องเพื่อค้นพบเรื่องราวและความรู้สึกดีๆ ที่โลกและผู้คนรอบข้างมีให้กับเราในวันที่…ออกเดินทาง

ชื่อหนังสือ :               วันที่ชีวิตเดินทาง

หมวด :                             ท่องเที่ยว  / ทั่วไป  

ผู้เขียน :                         อิทธิฤทธิ์ ประคำทอง

ราคา :                           165      บาท

จำนวนหน้า :                  176      หน้า (ขนาด 5.75 x 6.5 นิ้ว กระดาษปอนด์ขาว เนื้อใน ขาวดำแทรก 4 สี)

ISBN :                          978-616-7023-37-3

จัดจำหน่ายโดย :            บริษัท บิสซี่เดย์ จำกัด      โทร. 0-2196-2411-4

 

หาสิ่งที่อยากทำให้เจอ

ถ้าสิ่งที่เราอยากทำ คือ passion ผลพวงของมันก็น่าจะคือ ‘passion fruit’ จริงไหมครับ

รู้จักคำว่า ‘Passion’ ไหมครับ?

คำคำนี้ในภาษาอังกฤษหมายถึงความหลงใหลใฝ่หา ปรารถนาลึกๆ และเป็นสิ่งที่เราอยากจะลงมือทำในทุกๆ วัน

ผมเกิดความคิดเกี่ยวกับเรื่องสิ่งที่คนเราอยากทำแล้วจะมีความสุขมากเมื่อได้ลงมือทำในสิ่งนั้น จากการที่ได้เห็นภาพและนั่งฟังเรื่องราวจากการเดินทางไปเทรคกิ้งเป็นเวลาถึงสิบวันทางตอนเหนือของอินเดียแถวหุบเขาซานสการ์ ลาดัคของพี่ๆ เพื่อนๆ ที่สนิทกลุ่มหนึ่งซึ่งพอได้ทำและไปกลับมาแล้วก็บอกว่าดีมาก คุ้มค่ามากที่ได้ลงมือทำ ไม่เหนื่อยยากหรือไม่น่ากลัวเหมือนที่คิดเอาไว้

ผมว่าในชีวิตชีวิตหนึ่งคนเราควรจะสำรวจตรวจสอบและหาทางรู้หรือค้นพบให้ได้ว่าลึกๆ ลงไปในจิตใจของเราแล้ว เราอยากจะทำอะไร (สักอย่างหรือหลายอย่าง) กันดี เพื่อให้เกิดความรู้สึกคุ้มค่าของการเกิดมาชาติหนึ่งและมุ่งหน้าไปสู่ความใฝ่ฝันนั้น

สำคัญกว่านั้นคือเมื่ออุตส่าห์คิดให้ออก ลงมือค้นหาจนพบได้แล้ว ความสนุกหรือความท้าทายกว่านั้นก็คือการหาหนทางลงมือทำให้สำเร็จหรือก่อเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาให้ได้

ครั้งหนึ่งในลิฟต์ของบริษัทบริษัทหนึ่ง ผมเคยอ่านเจอข้อความที่น่าสนใจข้อความหนึ่งว่า “เคล็ดลับสู่ความสำเร็จนั้นไม่ใช่อะไรเลย สิ่งนั้นคือการมุ่งมั่นเดินหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างไม่หยุดยั้ง”

พบสิ่งที่อยากจะทำและหาทางลงมือทำ ทำสิ่งที่เราฝันและอยากทำทุกวัน โดยไม่มุ่งหวังว่ามันจะสำเร็จสวยงามแต่ทำด้วยความรักและทำให้เต็มที่ก็คงจะเพียงพอ