Evolution: Asia Yoga Conference (1) ก่อนการเดินทาง…

ผมเพิ่งกลับจากฮ่องกงสดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้เองก่อนการลงมือเขียนต้นฉบับชิ้นนี้ เรื่องราวและเหตุผลเบื้องหลังการเดินทางก็คือสิ่งที่กำลังจะบอกเล่า…

            ช่วงเวลาต้นเดือนมิถุนายนของทุกปีในช่วงเวลา 6 ปีที่ผ่านมาที่ฮ่องกงมีการจัดงานประชุมหรือการรวมตัวกันของคนที่รักและสนใจในโยคะ ครูและนักเรียนโยคะ เจ้าของสตูดิโอโยคะและนักธุรกิจด้านต่างๆเช่น การทำเสื้อผ้าและผลิตเสื่อโยคะ ทั้งในฮ่องกงและประเทศต่างๆ ในเอเชีย อีกทั้งหลายประเทศจากทวีปอื่นๆ ที่บินไปรวมตัวกันที่นั่นในงานที่มีชื่อว่า “Evolution: Asia Yoga Conference” หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า AYC (ครั้งล่าสุดที่จัดไปคือ 7-10 มิถุนายนที่ผ่านมา)

            ปีนี้ด้วยความลงตัวและจากการที่ผมเขียนคอลัมน์นี้ รวมทั้งผลิตสื่อโยคะออนไลน์ “อรุโณทัย” (กำลังเตรียมเปิดเว็บไซต์ http://www.arunothai.net) และรับผิดชอบข้อเขียนประจำในคอลัมน์ Community ให้กับนิตยสารโยคะเจอร์นัล ทำให้ผมลองเขียนไปติดต่อฝ่ายผู้จัดงาน AYC ที่ฮ่องกงดูว่ามีความเป็นได้ไหมที่จะเข้าร่วมงาน (และเข้าคลาสการฝึก) ด้วยในฐานะสื่อมวลชน

            ต้องขอขอบคุณคุณฟรานเชส เกร์นส์ (Frances Gairns) บรรณาธิการของวารสารนมัสการ (NAMASKAR) วารสารประชาสัมพันธ์แวดวงโยคะของฮ่องกงซึ่งเป็นคนแรกที่ผมสอบถามถึงความเป็นไปได้ จากนั้นเธอก็ช่วยส่งอีเมลของผมต่อไปให้ฝ่ายประสานงานสื่อมวลชนของฝ่ายผู้จัด ไม่ช้าไม่นานผมก็ได้รับอีเมลจากคุณมิเชล โชว (Michelle Chow) ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์งาน AYC ที่ตอบรับข้อเสนอเข้าร่วมงาน โดยผมเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ยกเว้นแต่ค่าบัตรเข้าร่วมงาน (บัตร 4 วันราคาหรือ Four-Day Pass สำหรับผู้ที่ไม่ได้จองก่อนล่วงหน้าจะประมาณสองหมื่นกว่าบาทหรือ 5,899 ดอลลาร์ฮ่องกง) เท่านั้นที่ผมไม่ต้องออกสตุ้งสตางค์เอง

            ผมไม่ลังเลที่เขียนไปขอบคุณและตอบตกลงเข้าร่วมงานปีนี้พร้อมกับประสานงานเพิ่มเติมเพื่อขอข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับงานเอาไว้ จากนั้นก็จองเที่ยวบินและที่พัก ซึ่งเป็นโรงแรมที่ควรจะอยู่ไม่ไกลจากสถานที่จัดงานคือ ศูนย์ประชุมและนิทรรศการฮ่องกง (Hong Kong Convention and Exhibition Centre- South Wing เฟสหนึ่ง/ Old wing) ในย่านหวั่นไจ๋ฝั่งเกาะฮ่องกงที่ใครก็ตามซึ่งเคยไปฮ่องกงแล้วคงพอจะรู้จักและจำสถานที่ริมอ่าววิคตอเรียนี้ได้

            รูปภาพ

ช่างโชคดีที่การเดินทางไปร่วมงาน Evolution ครั้งที่ 6 ครั้งนี้ ผมได้ร่วมเดินทางไปพร้อมกับคุณยุทธนา พลเจริญหรือ “ครูจิมมี่” แห่งฟิตโยคะ ซึ่งเป็นผู้ช่วยแนะนำโรงแรมที่พักให้ด้วย และยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจหลายๆ อย่าง ทั้งในเรื่องราวของแวดวงโยคะ ครูโยคะระดับโลกที่เข้าร่วมงาน (ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยรู้จักหน้าตาและชื่อ) รวมทั้งมุมมองต่อการจัดงาน AYC ปีนี้ตลอดระยะเวลา 4-5 วันที่พบเจอกันในงานที่ฮ่องกง ด้วยความที่เข้าร่วมงานก่อนหน้านี้มาแล้วหลายต่อหลายปีแล้ว

            รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

แม้ครูจิมมี่จะตั้งข้อสังเกตว่างาน AYC ที่ฮ่องกงปีนี้จะค่อนข้างเงียบกว่าหรือไม่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานกันมากเมื่อเทียบกับงานในปีที่แล้วๆ มา เพราะระดับปรมาจารย์โยคะหรือ big names ทั้งหลายทั้งปวง เช่น เดวิด สเวนสัน (ครูด้านอัษฎางคะโยคะ) หรือชารอน แกนน่อนและเดวิด ไลฟ์ (ครูผู้ก่อตั้งชีวมุกติโยคะ) ไม่ได้มาร่วมงานปีนี้ด้วย แต่ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับผมอยู่ดีเพราะเป็นการ “ไปดูงาน” และสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวงานโยคะระดับเอเชียหรือเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นงานโยคะระดับโลกครั้งแรก ซึ่งทำเอาผมต้องถึงกับเครียดในการเตรียมพร้อมและตลอดช่วงของการเข้าร่วมงานไม่น้อย ด้วยเกรงว่าจะไม่ได้อะไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งจะว่าไปแล้วการฝึกหรือเดินตามเส้นทางของโยคะไม่ได้บอกเราให้ทำเช่นนี้ แต่บอกว่าให้ Let it go ปล่อยวาง อยู่กับสติ อยู่กับปัจจุบัน ทำให้เต็มที่และทำให้ดีที่สุดเท่าที่เรายอมรับตัวเอง

            รายละเอียดจากการเข้าร่วมงานว่า ได้รับอะไรจากเข้าร่วมฝึกโยคะและร่วมกิจกรรมต่างๆ จะมีเรื่องราวเป็นเช่นไร คงต้องติดตามอ่าน “ชีพจรแห่งโยคะ” ตอนต่อไปนะครับ…นมัสเต

ญาติพี่น้องและเพื่อนเก่า

ผมเป็นคนต่างจังหวัดครับ เกิดและเติบโตที่ต่างจังหวัดและร่ำเรียนจนจบมหาวิทยาลัยก็จากมหาวิทยาลัยที่ต่างจังหวัด

ที่เหมือนจะแปลก แต่ก็ไม่แปลกก็คือพอเรียนจบกลับต้องมาทำงาน หางานทำเลี้ยงชีวิตและมีชีวิตอยู่ที่เมืองกรุง จนกระทั่งถึงตอนนี้ของชีวิต

ตามธรรมเนียมของการเป็นคนต่างจังหวัดนั้นก็คือพอถึงช่วงเทศกาลไม่ว่าสงกรานต์หรือปีใหม่ เรามักจะต้องกลับบ้านไปไหว้พ่อแม่ ไปเยี่ยมพี่น้องญาติมิตร และในทางกลับกันเมื่อเรามาอยู่ในกรุงเทพฯ ก็ย่อมจะต้องมีสักโอกาสใดโอกาสหนึ่งที่พี่น้องเพื่อนฝูงที่อยู่ต่างจังหวัดจะต้องมาเยี่ยมเยียนให้เราได้เห็นหน้ากันที่เมืองกรุง

วานนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งวาระที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมด เมื่อช่วงบ่ายต้นๆ เพื่อนคนหนึ่งซึ่งเปิดร้านค้าขายอยู่ที่เชียงใหม่โทรเข้ามือถือ บอกว่าตอนนี้อยู่กรุงเทพฯ เพิ่งนั่งเครื่องลงมาถึง ตอนนี้กินสุกี้อยู่ที่พารากอน นายว่างไหมมากินสุกี้ด้วยกันหน่อย

โอกาสที่ทำให้เพื่อนคนนี้ถึงกับยอมปิดร้านนั่งเครื่องบินลงมากรุงเทพฯ นั้นมิใช่เพื่อมากินสุกี้กับเพื่อนเก่าอย่างผมคนเดียวเท่านั้น แต่เนื่องจากว่ามีเพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกันอีกคนหนึ่งเพิ่งจะปิดร้านขายซูชิที่อเมริกากลับมาเยี่ยมบ้านเกิดที่ระยองแล้วแวะมาเจอเพื่อนๆ ที่กรุงเทพฯ ก่อน เจ้าคนนี้ก็เลยลงทุ่มปิดร้านที่เชียงใหม่มาเจอเพื่อนให้ได้

ขณะนั่งสนทนากับเพื่อนๆ อยู่ในร้านสุกี้นั้นก็ปรากฏว่ามีโทรเข้ามือถือผมอีกสายหนึ่ง คราวนี้เป็นพี่สาวที่กำลังเดินทางจากบ้านเกิดพาหลานๆ มาเที่ยวกรุงเทพฯ ช่วงปิดเทอม จะเข้ามาพักด้วยที่บ้านผมคืนหนึ่ง พี่สาวโทรเข้ามาบอกว่ามาถึงบ้านแล้วนะ เจ้าของบ้านอยู่ไหน รีบกลับด่วน

ในวันเดียวกันผมก็เลยทั้งได้เจอะเจอเพื่อนเก่าสมัยมหาวิทยาลัยที่บางคนเราไม่ได้พบหน้าค่าตากันเลยตั้งแต่เรียนจบเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว และเมื่อกลับเข้าบ้านในตอนหัวค่ำก็ได้เจอพี่เขยพี่สาวและหลานๆ จากต่างจังหวัดอีกสามคน เรียกได้ว่าอบอุ่นจนรู้สึกถึงความอบอ้าวได้เลยทีเดียว

ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงเป็นเหมือนของกำนัลจากวันเวลา เราไม่มีโอกาสเลือกเกิดหรือเลือกพี่เลือกน้องในครอบครัวเดียวกันได้ เรามีโอกาสที่จะเลือกคบเพื่อนหรือสนิทกับใครคนไหนก็ได้ แต่จะมีเพื่อนสักกี่คนที่แม้เวลาผ่านไปนานนับสิบปีเราก็ยังมานั่งล้อมวงพูดคุยถึงเรื่องตลกเก่าๆ ด้วยกันหรือเรื่องที่เคยทำร่วมกันที่มันเปิ่นเชยฮาสิ้นดีและยังหัวเราะร่วมกันได้เหมือนเดิม

อยู่กับการขีดเขียน

news_img_34677_41จริงอยู่ ผมเคยชินอยู่กับการแปรความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือ

แต่เกือบจะร้อยทั้งร้อยของการนั่งลง “เขียนหนังสือ” นั้น แท้จริงแล้วกลับเป็นการป้อนตัวหนังสือผ่านแป้นพิมพ์เครื่องคอมพิวเตอร์ ปรากฏออกมาเป็นตัวหนังสือแทนความคิด

ผมก็เลยเกิดความคิดและการตั้งคำถามกับตัวเองว่าการเขียนหนังสือด้วยเครื่องพิมพ์กับการขีดเขียนด้วยมือ จริงหรือที่จะให้ผลลัพธ์ดุจเดียวกัน นั่นก็คือการถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นเรื่องราว

ส่วนคำตอบหลังจากการตั้งคำถามของตัวเองนั้น ผมคิดว่ามันไม่น่าจะจริงสักเท่าไรนะครับ

แต่ก่อนนี้ผมชมชอบที่จะ “ทด” ความคิด (เคยทดเลขกันไหมครับสมัยที่เราทำการบ้านตอนเด็กๆ) คือขีดๆ เขียนๆ เรื่องราวหลักๆ หรือแนวความคิดที่จะเขียนออกมาเป็นบทความหรือสารคดีเอาไว้ในสมุดบันทึกเสียก่อนที่จะลงมือพิมพ์เป็นเรื่องออกมา หรือแม้แต่การจดบันทึกอารมณ์ ความรู้สึก ถ้อยคำที่ผุดขึ้นมาดลใจในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเอาไว้ในสมุดเก็บเอาไว้ก่อน กระทั่งการที่พกสมุดปากกาไว้ในก้นกระเป๋าก้นย่ามเอาไว้เวลาที่ว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไร หรือเกิดความคิดสะกิดใจดีๆ ก็เอาปากกาออกมาเขียนบนสมุดบันทึก

ผมก็เลยมีสมุดบันทึกทั้งที่ใช้แล้วและซื้อหามาเก็บเอาไว้ยังไม่ได้ใช้อีกมากมายหลายเล่ม…เช่นเดียวกับปากกา

ผมชอบใช้ปากกาเส้นคมๆ สีดำครับ ผมมีปากกายี่ห้อที่โปรดปรานอยู่ก็คือปากกาของมูจิ (MUJI) สีดำขนาด 0.38 กับ 0.5 mm. มูจิที่เมืองไทยจะขายราคาแพงกว่าร้านเดียวกันในสิงคโปร์หรือที่ฮ่องกงที่ผมเคยไป ตอนที่ไปฮ่องกงก็เลยซื้อปากกาแบบที่ว่ามาหลายด้ามมากๆ ก่อนที่จะพบว่าข้างๆ ปากกายี่ห้อญี่ปุ่นแบบนี้นั้น Made in Thailand ครับ

เย็นวันนี้ผมเกิดความคิดถึงปากกาอีกด้ามหนึ่งที่ผมชอบและพกไปไหนมาไหนด้วย เป็นปากกาหมึกซึมที่จะต้องเติมหมึกเองจากขวดหมึกกลมๆ แต่พอหมึกหมดครั้งล่าสุดซึ่งนานมากแล้ว ผมกลับซุกซองปากกาเอาไว้บนโต๊ะทำงานและไม่ได้เอื้อมมือไปเปิดนำปากกาด้ามนี้ออกมากินหมึกให้อิ่มสักที

ผมชักรู้แล้วล่ะครับว่าทำไมระยะหลังๆ ผมคิดอะไรไม่ค่อยออก เขียนอะไรไม่ค่อยจะคล่อง เหตุผลก็น่าจะเป็นเพราะผมได้ปล่อยให้ปากกา (หมึกซึม)ของผมหิวท้องไส้กิ่วอยู่นั่นเอง

ผมยังคิดถึงการเขียนตัวหนังสือลงในสมุด ปล่อยให้ลายเส้นตัวหนังสือได้ถือกำเนิดและร้อยคำออกมาบนความในหน้ากระดาษ เป็นความงดงามและอิ่มเต็มเมื่อเราได้เหลียวกลับไปมองว่าตัวหนังสือแต่ละแถวแต่ละบรรทัดได้ทยอยเดินทางออกมาจากสมองและหัวใจออกมาเป็นเรื่องราว-ข้อความที่เรารัก

…และได้แบ่งปัน

เสื้อแห่งความเข้าใจ

เสื้อหรืออาภรณ์เครื่องนุ่งห่ม หนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของเรา เมื่อคราก่อนเคยทำหน้าที่ป้องกันความหนาวเย็น หรือกันลมร้อนเปลวแดดจะระบัดมาโดนผิวกาย แต่วันนี้ในสังคมไทย “เสื้อที่มีสีหรือสีของเสื้อ” กลับมีความหมายหรือทำหน้าที่อื่นๆ คือสื่อ “สาร” อันเป็นความอื่นนอกเหนือจากการทำหน้าที่โดยปกติของความเป็นเสื้อออกมาอีก

ถามว่าแปลกไหมในสังคมที่ “สี” เป็นสิ่งที่เราสัมผัสถึงความหมายและเราได้สร้างความคุ้นชินกับมันอยู่เสมอมา ทั้งในระดับที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวก็ตาม

ยอมรับว่าไม่แปลกใจแต่ไม่เข้าใจและไม่เห็นด้วยถึงเหตุการณ์แห่งความแตกแยกลุกลามบานปลาย เป็นการเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เรียกร้องผลประโยชน์ให้กลุ่มก้อนและตนเอง โดยแอบอ้างคำว่า “ประชาธิปไตย” ทั้งๆ ที่ไม่มีความเข้าใจหรือไม่เคยได้รับการเรียนรู้ในความหมายและวิถีทางของคำว่าประชาธิปไตยอย่างเพียงพอและอย่างดีพอ

บ้านเมืองที่ลุกเป็นไฟเมื่อสองสามวันก่อนทั้งที่พัทยาจากการประชมกลุ่มอาเซียนที่โดนกลุ่มคนที่ใส่เสื้อสีแดง และเรียกตัวเองว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเข้าไปปิดล้อม บุกยึดและทำลายเพื่อสกัดกั้นการประชุมระดับโลกที่ไทยเป็นเจ้าภาพจนต้องปิดหรือเลื่อนการประชุมออกไปก่อน และผู้นำประเทศหลายๆ ชาติที่เข้ามาร่วมประชุมจะต้องเดินทางกลับประเทศไปอย่างทุลักทุเลโดยที่ยังมิได้มีการประชุมเกิดขึ้น

และที่กรุงเทพฯ กลุ่มคนใส่เสื้อสีแดงก็ได้ปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ปิดกั้นการจราจร พยายามที่จะปิดทางขึ้นลงทางด่วนหลายๆ จุด จนกระทั่งรัฐบาลที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะต้องประกาศพระราชกำหนดบริหารบ้านเมืองในสถานการณ์สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงและใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีการจุดไฟเผารถเมล์บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงตอนเช้ามืดวันสงกรานต์พอดี

ถามว่าในสถานการณ์บ้านเมืองลุกเป็นไฟเช่นนี้ อย่างน้อยคนไทยเกือบจะทุกคนจะต้องเผชิญกับภาวะของความอิหลักอิเหลื่อที่จะต้องโกรธเกลียดคนไทยด้วยกันเอง เพียงเพราะความหลงผิดคิดเชื่อไปสวมเสื้อต่างสี (ซึ่งก็คือเสื้อสีแดง) เทิดทูนคนที่มักใหญ่ใฝ่สูงและโลภโกงกินบ้านเมือง ออกไปร่วมชุมนุมหรือกระทำการร้ายแรงท้าทายอำนาจรัฐต่างๆ นานา เพียงเพราะคิดว่าพวกเดียวกับตนเองจะได้รับชัยชนะบนความสับสนและแตกแยกลำบากใจของพี่น้องคนไทยคนอื่นๆ (ที่สวมเสื้อต่างสี)

กับคำถามง่ายๆ ที่บางทีก็ไม่เข้าใจและตอบคำถามตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมจะต้องเป็นเสื้อสีแดง และคนเราอยู่ดีๆ นอนอยู่กับบ้านเตรียมตัวจะขึ้นปีใหม่ไทยรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เตรียมเล่นสาดน้ำกันแล้วจะลุกขึ้นมาถอดเสื้อสีอื่นๆ ไว้ที่บ้านแล้วสวมเสื้อสีแดงไปชุมนุมประท้วงกลางแสงแดดร้อนของเดือนเมษาฯ และกลางสายฝนที่กระหน่ำเทลงมาในบางเวลากันไปทำไม

หรือเพราะมีเสื้อเหลืองชุมนุมกันได้ (กู ฉัน ผม)จึงจะต้องใส่เสื้อสีแดงลุกขึ้นมาชุมนุมเรียกร้องกันบ้าง เหมือนกับที่เสื้อเหลืองเขามีมือตบเอาไว้ตอนเรียกเสียงเชียร์อีกฝ่ายหนึ่งก็เลยคิด (โดยใช้อะไรคิด?) ที่จะมีตีนตบขึ้นมาบ้างเพื่อความสะใจ

ถอดเสื้อสีหนึ่งแล้วเอาเสื้ออีกสีที่มีความหมายทางการเมืองหรือหมายถึงกลุ่มก้อนของตัวเองขึ้นมาใส่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือเรื่องยาก เพราะเสื้อสีนั้นตัวนั้นไม่มีความหมายอะไร อาจจะเป็นเพียงเสื้อสีที่มีคนสักคนหยิบยื่นมาให้ใส่ฟรีๆ ด้วยซ้ำ จึงไม่ต้องเรียนรู้หรือเข้าใจอะไร

แต่การเมือง ประชาธิปไตย ความหมาย ความเป็นไทย ย่อมมากกว่าเสื้อสักตัวหรือสีของเสื้ออย่างแน่นอน และประชาธิปไตยจริงๆ หรือการเมืองบนผลประโยชน์อันเท่าเทียมกันของพลเมืองไทยย่อมเกินกว่าสโลแกนเรียกร้องที่ใครสักคนหรือคนสักกลุ่มจะนำเอาข้อความนั้นขึ้นมาพิมพ์ไว้บนหน้าอกของเสื้อที่ตัวเองสวมใส่

เสื้อสีอะไรในความหมายลึกๆ คงไม่สำคัญเท่ากับการเรียนรู้ที่จะหา “เสื้อแห่งความเข้าใจ”ร่วมกันมาลองสวม…จริงไหมครับ

อันเนื่องมาจากอีเมลที่ได้รับมา…

เมื่อวานนี้เป็นวันสงกรานต์วันแรกของไทยเราครับ และผมก็ได้รับอีเมลฉบับหนึ่ง (จากใครคนหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลตัว) ซึ่งผมขออนุญาตนำมาเผยแพร่และบอกต่อกัน ณ พื้นที่นี้นะครับ เผื่อจะมีประโยชน์และหากเราร่วมมือกันช่วยผลักดันเมืองไทยให้พ้นจากคนชั่วช้าสามานย์ที่คิดปองร้ายคนไทยและประเทศไทยได้แน่นอนครับ

****************************

ร่วมกันบอยคอตต์กิจการตระกูลชินวัตร

****************************

วันนี้เป็นวันสงกรานต์ 13 เมษายน 2552
นับตั้งแต่อยู่ย่านลาดพร้าวมา 20 กว่าปี จำได้ว่าถนนฝั่งตรงข้ามบ้านจะมีแก๊งเด็กรวมตัวกัน
เอาถังน้ำ ขัน สายยาง ปืนฉีดน้ำ มายืนเส่นสาดน้ำอยู่ริมถนนเป็นประจำทุกปี
แต่ปีนี้ถนนแห้ง ไม่มีแก๊งเด็ก ไม่มีเสียงโห่ฮิ้วสนุกสนานของเด็ก ๆ
 
ไม่รู้เป็นเพราะเด็ก ๆ เหล่านั้นโตขึ้นจนไม่สนุกกับการยืนสาดน้ำใส่คนที่ไม่รู้จัก
หรือเพราะเด็ก ๆ ถูกไอ้พวกโง่บ้า อวิชชา ไร้การศึกษา
ขโมยเสียงหัวเราะวันสงกรานต์ไปพร้อมกับความสงบสุขและชื่อเสียงของประเทศชาติ
 
ฉันเป็นลูกคนจีน อากงของฉันเดินทางมาจากซัวเถา มาเริ่มต้นชีวิตที่เมืองไทย
ฉันเป็นเจนเนอเรชั่นที่สาม ฉันเกิดเมืองไทย โตในเมืองไทย ได้รับการศึกษาในเมืองไทย
ทุกวันนี้ยังได้ใช้วิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาหาเลี้ยงชีพให้มีชีวิตสุขสบายตามอัตภาพในเมืองไทย
เรียกว่าเมืองไทยคือบ้านเกิดเมืองนอนของฉัน
 
ฉันเชื่อว่าพวกเราทุกคนเมื่อได้ฟังข่าว ดูทีวี เห็นภาพเหตุการณ์กลุ่มเสื้อแดงที่ทำลายความสงบสุขของบ้านเมืองแล้ว
ต้องเป็นเดือดเป็นแค้น ก่นด่า สาปแช่ง ขอให้พวกแกนนำเสื้อแดง พวกขายวิญญาณ และโดยเฉพาะทักษิณ ชินวัตร จงพ่ายแพ้ พินาศฉิบหายไปซักที
 
แต่ฉันสงสัยว่านอกจากที่เราจะด่าทอ แช่งชักหักกระดูกคนที่คิดทำลายบ้านเมืองเหล่านี้แล้ว
พวกเรายังสามารถเป็นพลังช่วยกู้สถานการณ์บ้านเมืองได้บ้างมั้ย
ถ้าเพื่อน ๆ คิดออกว่าพลังเงียบอย่างพวกเราจะช่วยชาติอย่างไรได้บ้าง
ขอให้ช่วยบอกต่อ ๆ กันด้วยเถิด
 
สำหรับฉัน คิดว่าหนึ่งในหนทางที่จะล้มล้างทักษิณได้คือการไม่สนับสนุนธุรกิจที่เป็นของตระกูลชินวัตรโดยเด็ดขาด
ตระกูลนี้ไม่สมควรจะมีชีวิต มีหน้ามีตา และได้ผลประโยชน์จากแผ่นดินไทยอีกต่อไป
กิจการของตระกูลนี้ยังมีอะไรบ้าง ทั้งที่เกี่ยวกับชีวิตเราโดยตรงและโดยอ้อม
ถ้าใครรู้และยังต้องใช้บริการอยู่ ขอร้องให้ยกเลิกเสียเถิด
มันอาจจะทำให้คุณไม่สะดวกสบายในช่วงแรก หรือกระทั่งสูญเสียผลประโยชน์
แต่สิ่งที่เราเสียสละ เทียบไม่ได้กับความเสียสละของทหารและตำรวจที่มีชีวิตเป็นเดิมพันในยามที่พวกเขาต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ
เพราะยามนี้ประเทศเราก็ไม่ต่างอะไรกับการเข้าสู่สงครามที่เราจะต้องร่วมมือกันและเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง
แต่เรื่องน่าเศร้าก็คือแทนที่จะเป็นสงครามปกป้องบ้านเมืองจากผู้รุกรานต่างชาติ
คนไทยกลับมารุกรานกันเอง
 
นอกจากไม่สนับสนุนธุรกิจของตระกูลชินวัตรแล้ว
ขอให้พวกเราเลิกอุดหนุนกลุ่มคนที่สนับสนุนทักษิณด้วย
แถวบ้านฉัน ร้านอาหารตามสั่งดันเป็นพวกสนับสนุนเสื้อแดง เพราะฉะนั้นฉันและสามีจะเลิกกินอาหารร้านนี้โดยเด็ดขาด
และถ้าค้นพบความจริงว่าร้านขายส้มโอหน้าปากซอยเป็นพวกเสื้อแดง
ฉันก็จะไม่ซื้อส้มโอร้านนี้อีกต่อไป
 
ถ้าเพื่อน ๆ เห็นด้วย โปรดช่วยกันฟอร์เวิร์ดต่อ ๆ ไป
และหากใครรู้ว่าธุรกิจของตระกูลชินวัตรมีอะไรบ้าง
ขอให้ช่วยแจกแจงด้วย เพื่อที่พวกเราจะได้รวมกันบอยคอตต์

สงกรานต์นี้เที่ยวไหนดี?

หลายวันก่อนเมื่อผมโทรศัพท์กลับบ้านที่ต่างจังหวัดเพื่อพูดคุยกับพี่สาว เธอบอกว่าหลานชายถามถึงว่าน้าจะมาเที่ยวสงกรานต์เล่นสาดน้ำกันด้วยไหม พี่สาวหัวเราะและบอกหลานไปว่าไม่เคยเห็นน้าชายคนนี้กลับมาเยี่ยมบ้านในช่วงสงกรานต์มาก่อนเลย ไม่รู้เป็นเพราะไม่ชอบเล่นน้ำสงกรานต์หรือเกลียดกลัวการเดินทางในช่วงเทศกาลเช่นนี้กันแน่

ส่วนคำตอบที่แท้จริงของผมก็คงเป็นเพราะความขี้เกียจล่ะครับ ขี้เกียจจะไปยื้อแย่งเบียดเสียดกับผู้คนจำนวนมหาศาลที่จงใจมาหยุดมาเดินทางในช่วงเวลาเดียวกัน และผมเองก็มีทางเลือกที่จะเดินทางอย่างสะดวกเวลาไหนก็ได้ โดยไม่ขึ้นกับสำนักหรือนโยบายของใครที่จะหยุดให้เดินทางเพียงวันนี้ถึงวันนี้เท่านั้น

แต่อีกคำถามหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจก็คือ ผมไม่ได้เดินทางและเล่นน้ำสงกรานต์มานานเท่าใดแล้ว

ก็น่าจะเป็นสิบๆ ปีแล้วกระมังครับและครั้งที่สนุกที่สุดก็เห็นจะเป็นตอนที่เป็นวัยรุ่นเพิ่งเริ่มทำงาน เรียนจบมหา’ ลัยแล้วกลับขึ้นไปเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ในเชียงใหม่โน่นแหละครับ

แต่คำถามคลาสสิกประมาณว่า “สงกรานต์ปีนี้จะไปเที่ยวไหน” ซึ่งผมรู้สึกว่ามันดูเหมือนจะเป็นคำพูดติดปากของคนไทยอย่างเราๆ ในช่วงสงกรานต์มากกว่าที่จะอยากรู้หรืออยากถามจริงๆ ว่าเพื่อนฝูงคนนั้นเขาจะไปเที่ยวไหนในช่วงสงกรานต์จริงๆ หรือเปล่า ก็ยังเป็นคำถามคลาสสิกที่ผมถูกถามอยู่บ้างเหมือนกันในตอนนี้

ซึ่งทำให้ผมนึกอยากจะถามผู้อ่าน blog ByTheWay ทุกคนต่อครับว่า “สงกรานต์ปีนี้ไปเที่ยวไหนกันหรือเปล่าครับ”

จะไปเล่นน้ำทะเล เดินเล่นบนหาดทราย จะไปเล่นสาดน้ำจากคูเมืองที่เชียงใหม่ ไปปีนเขา ไปดูซากุระบานที่ญี่ปุ่น ไปดูหอไอเฟลหรือน้ำตกไนแองการ่าอะไรก็ว่าไปเถอะครับ ถ้าหากได้เดินทางอะไรๆ ก็น่าจะดีทั้งนั้น (เพียงแต่ผมเองไม่อยากจะเดินทางและไม่เคยเดินทางไกลในช่วงเวลานี้เท่านั้น) ถ้าหากไปด้วยความตั้งใจและอยากไปจริงๆ มากกว่าเพียงเพราะว่าเป็นวันหยุดยาวและไม่มีอะไรทำ

สงกรานต์ปีนี้ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนก็ขอให้เป็นการเดินทางด้วยความรับผิดชอบและสนุกสนาน ปลอดภัยกันทุกคนนะครับ

ชีวิตโอเค

นาทีนี้ผมว่าจะหาสื่อไหนที่ร้อนและมีความน่าสนใจในการนำ “คน” มาขึ้นปกเทียบเท่า a day bulletin แล้วย่อมหาได้ยาก

เรื่องของเรื่องคือพี่เขาขยันออกสื่อที่ว่ามาให้อ่านกันได้ทุกวันศุกร์กันฟรีๆ

ใครว่าของถูกไม่มีของดี และของฟรีไม่มีในโลกก็เห็นจะต้องคิดใหม่ เพราะได้อ่าน a day bulletin กันฟรีๆ (ตรงนี้ผมยังหมายรวมถึงสื่อสิ่งพิมพ์แจกฟรีที่ตั้งใจทำกันอีกหลายสื่อนะครับ เช่น BK,Daco, Guru)

สัปดาห์ก่อนผมแวะไปนั่งจิบชาร้อน Journey of Indochina ในร้านชาเรียบหรูสีดำทะมึนแต่น่าสนใจกลางห้างเซ็นทรัลเวิลด์ร้านที่มีชื่อว่า Karmakarmet (ว่าแต่ผมสะกดชื่อร้านเขาถูกไหมนะ) และที่เชลฟ์หนังสือที่วางเรียงรายกลางร้านชาแห่งนี้นี่เองที่ผมได้หยิบเอา a day bulletin มาอ่านด้วย

และผมก็ไม่ผิดหวังกับเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่ได้เป็นปก a day bulletin ที่มีชื่อว่า “ตัน ภาสกรนที” และเรื่องราวจากปกที่ชื่อว่า A Ton of Experience โดยที่ผู้สัมภาษณ์และเขียนเรื่องก็คือ “วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์” (ประมาณว่าผู้นำค่าย a day เจอผู้นำค่ายโออิชิ)

cover36ภาพปก (ดังภาพ) เป็นภาพ(เสี่ย)ตันสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ใส่ยีน ยืนเต๊ะจุ๊ย ยิ้มอย่างมีความสุขและคำว่า Ok Ok? ที่เสมือนเป็นโลโก้ให้ผู้คนจดจำเขาได้พอๆ กับการจดจำสินค้าในเครือโออิชิ (ผมว่าตันน่าจะเป็นหนึ่งในผู้ชายในเมืองไทยที่พอผู้คนเห็นหน้าแล้วก็จะนึกถึงสินค้าของเขาได้ทันที)

เรื่องราวสัมภาษณ์ของวงศ์ทนง เปิดเรื่องเอาไว้ด้วยถ้อยคำเช่นนี้ครับ

“ตัน ภาสกรนที น่าจะเป็นซีอีโอที่คนทั่วประเทศคุ้นหน้าคุ้นตามากที่สุด…

เศรษฐีเอ่ยปากทั้งที มันต้องมีอะไรน่าสนใจสิน่า!”

การเขียนและประเด็นคำถามจากวงศ์ทนงนั้นน่าสนใจอยู่แล้วครับ  เผยให้วิธีคิด มุมมอง ความสนใจของคนที่มีเงินเป็นหลักพันๆ ล้านและมีงานอดิเรกเป็นการซื้อที่ดินปลูกต้นไม้หรือทำเป็นสนามฟุตบอล (ถ้าใครอยากอ่านเต็มๆ ก็ลองโหลดมาอ่านได้จากเว็บฯ a day bulletin ด้านท้ายเรื่องนะครับ)

แต่ที่ผมชอบเห็นจะเป็นวิธีคิดที่ตันเขาบอกว่าที่เขาเป็นได้อย่างทีเป็นอยู่และรวยเป็นหลักหลายๆ พันล้านได้นั้น เพราะว่าเขารู้ดีว่าเขา “ไม่รู้” ครับ และมีหลายๆ คำพูดที่บ่งบอกถึงความไม่ธรรมดาของเสี่ยคนนี้

ลองอ่านบางข้อความจากบทสัมภาษณ์ที่ผมยกมาดูสิครับ

“ขอให้มีความหวังและความฝัน มันเป็นพลังที่สำคัญ”

“โชคดีที่ผมรู้ว่าผมไม่รู้อะไร ผมรู้ว่าผมไม่เก่งอะไร ผมเจียมตัว”

มีเงินมันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร เงินใช้หมดได้ แต่ความรู้ความสามารถมันไม่หมด สามารถหาเพิ่มได้

………

อ่านสัมภาษณ์ตัน ภาสกรนที ผู้ซึ่งในชีวิตนี้ไม่มีทางตันอยู่แล้วก็เหลียวมองกลับมาดูว่าเราโอเคกับชีวิตที่เป็นอยู่ของเราเองหรือเปล่า?

www.daypoets.com

แด่ความทรงจำถึง “สลัมด็อก”

ปีนี้ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้แก่…

“Slumdog Millionaire”

(เพื่อนคนหนึ่งได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วชอบมากเป็นคนบอกว่าชื่อภาคไทยนั้นคือ “คำตอบอยู่ที่หัวใจ” ซึ่งผมก็ว่าเข้าทีดี แต่โรแมนซ์ไปนิ้ดส์)

2008_slumdog_millionaire_005สำหรับผมมีความหลังและที่มาที่ไปก่อนที่หนังเรื่องนี้จะเป็นที่โจษจันและมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในปีนี้ เพราะตอนที่ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกตอนนั้นผมกำลังฝึกโยคะอยู่ที่เมืองมัยซอร์ เมืองแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของอินเดีย แถวๆ เมืองแบงกาลอร์ และตอนนั้นผมไม่เคยได้ยินหรือรับรู้ถึงชื่อเสียงโด่งดังแต่ประการใดของหนังเรื่องนี้

เพียงแค่เย็นวันหนึ่งหลังจากที่ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว แต่มีนัดกินข้าวเย็นที่โรงเรียนฝึกโยคะ (เขาเรียกว่า “โยคะศาลา”) โดยมีบุฟเฟ่ต์จัดเอาไว้ให้นักเรียนโยคะที่สนใจจะมากินข้าวเย็นด้วยกัน พร้อมกับมีหนัง (ด้วยการเปิดแผ่น) ให้ดู

เย็นวันนั้นมีหนังเรื่องนี้แหละครับ เขียนเอาไว้เป็นรายการบนไวท์บอร์ด

ตอนแรกที่ได้เห็นชื่อ ผมไม่คิดเลยครับว่าจะเป็นหนังอินเดีย และยังนึกไปถึงชื่อของผู้กำกับอย่าง “ทาแรนติโน่” ที่กำกับ Kill Bill หรือ Pulp Fiction มากกว่า และคิดว่ามันน่าจะเป็นหนังแนวแก๊งหรือหนังมาเฟีย แต่ทั้งหมดที่ผมคาดเดาผมก็ผิดคาดครับ เพราะเมื่ออาหารเสิร์ฟมาและเราก็ค่อยๆ ละเลียดอาหารค่ำแบบอินเดียกลายๆ จนแต่ละจานหมดลงอย่างรวดเร็ว ถึงตอนนี้ทุกคนเริ่มขยับโยกย้ายเข้าไปนั่งรวมกันอยู่ในห้องที่มีจอโทรทัศน์ขนาดประมาณยี่สิบนิ้วเศษๆ

ไม่นานเมื่อแผ่นของหนังเริ่มทำงานผ่านเครื่องเล่นและจอรับภาพ ผมก็ถูกดึงเข้าสู่เนื้อหาของเรื่องได้อย่างง่ายดาย ทำให้ในใจคิดว่า เออ ไม่เลวเหมือนกันนะ สำหรับหนังอินเดียเรื่องนี้ (ถึงตอนนี้ผมรู้แล้วล่ะครับว่า Slumdog Millionaire นั้น เป็นหนังอินเดีย แต่จะถูกหรือไม่นั้นตอนท้ายผมจะบอกอีกทีหนึ่ง)

เชื่อไหมครับว่าขณะที่กำลังดูหนังอย่างสนุกและเนื้อหากำลังเข้มข้นอยู่นั้น ไฟฟ้าของโยคะศาลาแห่งนั้นก็ดับพรึ่บ!! ผมรอคอยให้ไฟกลับมาอีกครั้งอยู่จนครู่ใหญ่ ทั้งความมืดทั้งยุงที่เริ่มเข้ามารุกราน ทำให้ในที่สุดผมก็ตัดใจลุกขึ้นเดินกลับที่พักจะดีกว่า เพราะตอนนั้นก็ราวๆ สองทุ่มแล้ว (สองทุ่มที่เมืองมัยซอร์ถือได้ว่าเป็นยามวิกาลที่ใช้ได้ทีเดียวครับ อย่าลืมนะครับว่าไฟฟ้าทั้งเมืองกำลังดับอยู่ด้วย)

แต่ถึงจะล่าถอยออกไปผมก็ยังผูกใจเจ็บหรือประมาณคิดเอาไว้ว่า คอยดูเถอะ ผมจะต้องหาซื้อแผ่นของหนังเรื่องนี้ติดกลับเมืองไทยมาดูให้จงได้…

อีกสองสามวันต่อมา ผมไปเดินเล่นในเมืองมัยซอร์แถวตลาดเทวะราชา ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดที่พลุกพล่านและเป็นย่านการค้ากลางเมืองที่สุด ผมเดินเข้าไปในร้านขายซีดีที่มีชาวอินเดียกำลังเลือกดูแผ่นต่างๆ กันอยู่ ผมถามคนขายว่ามีซีดีหรือดีวีดีหนังเรื่องนี้ขายไหม แต่คนขายกลับยื่นซาวน์แทรคมาให้แทนคำตอบ เขาบอกว่าหนังเรื่องนี้เพลงเพราะนะ (ไม่เชื่อลองซื้อไปฟังดูสิ) แต่น่าเสียดายครับที่ผมไม่ได้เดินทางพร้อมกับเครื่องเล่นซีดี เลยไม่รู้ว่าจะซื้อซีดีเพลงมาทำไม (ซ้ำราคาก็ไม่ใช่แผ่นผีซีดีเถื่อนอีกด้วย)

หลายวันต่อมาเมื่อสิ้นสุดการฝึกโยคะที่เมืองมัยซอร์ ผมนั่งรถบัสจากเมืองนั้นมาสู่แบงกาลอร์ และที่นี่เอง ผมก็สมหวังที่ได้ซื้อแผ่นดีวีดีหนังเรื่องนี้ที่แผงพ่อค้าริมถนนเอ็มจีโร้ด อันเป็นถนนการค้าหลักของแบงกาลอร์ ด้วยสนนราคาแค่แผ่นละ 50 รูปีเท่านั้นเอง (เป็นเงินไทยก็ประมาณ 40 บาทเองครับ) ผมแอบสมหวังอยู่ลึกๆ

โรงแรมที่ผมพักมีหนังสือพิมพ์มาส่งให้อ่านถึงห้องในทุกเช้า และเช้าวันหนึ่งผมก็ได้อ่านข่าวว่าหนังเรื่องนี้ไปชนะรางวัล BIFT ซึ่งเปรียบเสมือนรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของอังกฤษ ซึ่งเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์และข่าวทีวีด้วย ถึงตอนนี้ผมรู้แล้วล่ะครับว่า Slumdog Millionaire นั้นมิใช่หนังบอลลีวู้ดอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นหนังอังกฤษโดยผู้กำกับอังกฤษนามว่า “แดนนี่ บอยล์” เพียงแต่ใช้อินเดียเป็นโลเกชั่น ใช้เรื่องราวและนักแสดงนำ (ยกเว้นดารานำชายที่ชื่อเดฟ พาเทล ซึ่งเป็นคนอินเดียสัญชาติอังกฤษ)

ผมแอบผิดหวังอยู่ลึกๆ ที่ได้รู้ว่าหนังดีที่ดูสนุกเรื่องนี้ไม่ใช่หนังอินเดียร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็มิวายที่จะตีตั๋วเข้าไปดูหนังแบบเต็มๆ ที่โรงหนังแบบซีนีเพ็กซ์ในห้างของแบงกาลอร์แห่งหนึ่งไม่ได้ (ค่าดูหนังรอบทุ่มตรงสนนราคา 100 รูปีด้วยที่นั่งแบบเบาะนุ่มและแอร์เย็นเฉียบ) ในการดูหนังเรื่องนี้รอบนี้แบบเต็มๆ ผมก็ไม่ผิดหวังในเรื่องราวและความสนุกสนานของเนื้อหาครับ ที่สำคัญและของแท้เมื่อเราดูหนังในโรงที่อินเดียก็คือจะต้องมี intermission หรือการพักครึ่งเวลา ให้ออกไปจิบชาร้อน ยืดแข้งยืดขา หรือไปซื้อป๊อบคอร์นมากินด้วยะครับ และถึงตอนที่ได้ดูเรื่องนี้ในโรงซึ่งกระหึ่มทั้งภาพและเสียง ที่ผมชอบมากก็คือดนตรีและเพลงตอนจบ ที่มีตัวเอกทั้งสองมาแดนซ์กลางหัวลำโพงเมืองมุมไบพร้อมตัวประกอบนับร้อยชีวิต มิวสิควิดีโอที่โผล่มาตอนท้ายนี่นับว่าเป็นกลิ่นอายหนังแขกแบบแทบจะเหมือนหนังแขกต้นตำรับเลยก็ว่าได้

ในที่สุดเมื่อผมกลับมาถึงบ้าน (พร้อมกับแผ่นดีวีดีหนังเรื่องนี้) และมีการประกาศผลรางวัลออสการ์ที่ผ่านมา เรื่อง Slumdog Millionaire ก็คว้ารางวัลออสการ์ไปมากมายก่ายกองทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม (ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเรื่อง Q&A ของนักเขียนอินเดีย) เพลงประกอบยอดเยี่ยมโดย เอ อาร์ รักมัน (ซึ่งเป็นชาวอินเดียใต้และเขาก็กำลังโด่งดังขึ้นหม้อที่อินเดียมากเช่นกัน) และรางวัลด้านภาพและการตัดต่อ ประมาณถึง 8 ตัวทีเดียว ซึ่งจะว่าไปแม้จะไม่น่าผิดหวัง เพียงแต่ผมคิดว่ามันไม่น่าจะถล่มทลายถึงปานนั้น

ผมกลับมาเปิดหนังเรื่องนี้ด้วยแผ่นดีวีดีราคา 40 บาทดูที่บ้านอีกครั้งหลังวันแห่งชัยชนะของ Slumdog และผมก็พบว่ายังสนุกและประทับใจกับเนื้อหาของหนังอยู่ (และเพลงประกอบของหนังก็ยังคงน่าฟัง) ดูแล้วก็ทำให้หวนคิดถึงช่วงเวลาที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าหนังเรื่องนี้มันดีหรือโด่งดังอย่างไรตอนที่ยังอยู่ที่เมืองมัยซอร์

ตอนนี้ Slumdog Millionaire ก็ขึ้นแท่นหนึ่งในหนังยอดเยี่ยมของออสการ์ที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักและกล่าวถึงไปแล้ว แต่ผมก็ยังอยากจะคิดถึงและจดจำมันในฐานะหนังเล็กๆ เรื่องหนึ่งในมุมหนึ่งที่ได้ดูที่อินเดียและเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชะตากรรมของคนเล็กๆ ที่โชคร้ายและไร้โอกาส แต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะลิขิตขีดชะตากรรมให้ตัวเองด้วยความรักมากกว่า

www.slumdogmillionairemovie.co.uk

ถึงเวลาก็ต้องไป

ค่ำคืนวันนั้นดูราวกับฉากฉากหนึ่งของวรรณกรรม…

ชายหญิงคู่หนึ่งเดินเข้าไปในร้านอาหารแถวประดิพัทธ์ ก่อนที่จะลงมือสั่งอาหาร เขาเหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ที่วางเอาไว้บนโต๊ะ ชายคนนั้นจึงปล่อยหน้าที่ดูรายการอาหารให้เป็นของภรรยา ส่วนตัวเขาคว้าหนังสือพิมพ์ทั้งของฉบับวันเสาร์และของวันนั้น (วันอาทิตย์) ขึ้นมาอ่าน

ปรากฏข่าวบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับวันอาทิตย์กรอบเล็กๆ บอกว่า ” ‘รงค์ วงษ์สวรรค์” ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการเส้นเลือดฝอยในสมองแตก…

อ่านเสร็จเขายังไม่ทันได้บอกเล่าใดๆ ฝ่ายหญิงก็คว้าหนังสือพิมพ์เอาไปอ่านบ้างเพื่อฆ่าเวลาหลังจากที่สั่งอาหารเสร็จแล้ว

” ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ป่วย อาการหนัก เข้าโรงบาล”…หญิงสาวอ่านพลางบอกเล่าให้เขาได้ยินด้วย

“อือ…” เขาส่งเสียงรับคำ

ทันใดไม่นานนัก ก่อนอาหารที่สั่งจะมาเสิร์ฟ ก็ปรากฏข่าวภาคค่ำขึ้นที่เครื่องรับโทรทัศน์เครื่องน้อยในร้านอาหารแห่งนั้น ผู้ประกาศทำหน้าที่อ่านข่าวไฮไลต์ของวันให้ผู้ชมได้รับรู้ก่อนเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อย

” ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ศิลปินแห่งชาติเสียชีวิตแล้วเมื่อ…”

……………………………..

ฉากและชีวิตจริงๆ ในชีวิตของคนเราทำหน้าที่ขับเคลื่อนไปไม่ต่างจากฉากฉากหนึ่งในนิยายหรือเรื่องสั้นที่ประพันธ์ขึ้น เช่นเดียวกับเมื่อเย็นวานนี้ดั่งที่ผมเล่าให้ฟัง ขณะที่ผมได้ยินข่าวการจากไปของคุณ’รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนอาวุโส ซึ่งชอบวงเล็บขยายความตามหลังชื่อของท่านว่า (หนุ่ม) มากกว่าที่จะยอมรับอายุอานามจริงๆ ของท่าน (ถ้าจำไม่ผิดเหมือนเขาจะบอกว่าผมหยุดอายุของตัวเองไว้ที่อายุ 28)

ใช่แล้วครับ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์จากโลกนี้ไปในวัย 77 เนื่องจากความชราและโรคภัยต่างๆ ที่รุมเร้าเขาอยู่ (รงค์ป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังมาตั้งแต่ช่วงปี 2544 และทำให้ญาติพี่น้องในวงการน้ำหมึกและคนอ่านวรรณกรรมเป็นห่วงเป็นใยเป็นอย่างมาก) แต่ในอีกด้านหนึ่ง เรา- ในฐานะผู้อ่านที่ชอบตัวหนังสือของนักเขียนท่านนี้กลับรู้สึกได้ถึง “ความหนุ่ม” หรือพลังที่มีอยู่อย่างล้นเหลือและไม่ยอมปล่อยตัวหนังสือให้ตกยุคตกสมัยไปด้วย

ดังนั้นเราจึงได้เห็นทั้งตัวหนังสือของนักเขียนท่านนี้และถ้อยคำที่ปรากฏตามบทสัมภาษณ์ในนิตยสารต่างๆ อยู่เป็นระยะๆ (ล่าสุดเมื่อไม่ถึงเดือนที่ผ่านมานี้ผมยังได้อ่านบทสัมภาษณ์’รงค์ วงษ์สวรรค์ขนาดสั้นตีพิมพ์ในนิตยสาร ESQUIRE เรื่องโดยวชิรา อยู่เลยครับ)

หลายคนยอมรับและนับถือ’รงค์ วงษ์สวรรค์ว่าเป็น ‘พญาอินทรี’ แห่งวงการวรรณกรรมไทย ซึ่งผมเห็นด้วยโดยดุษณีว่าเป็นจริงโดยแท้ เพราะนักเขียนท่านนี้มีทั้งฝีมือในการเขียนหนังสือได้หลากหลายรูปแบบและรูปรอยการใช้ชีวิตอย่างยากจะหาใดเหมือน

แค่เพียงหนังสือของท่านที่มีอยู่ที่บ้านและสามารถหยิบออกมาดูได้ทันทีก็ร่วมสิบเล่มแล้ว แต่ในชีวิตนี้ผมเชื่อว่า’รงค์ วงษ์สวรรค์น่าจะเขียนหนังสือตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มแล้วมิใช่น้อย

img_2879ศิลปินแห่งชาติ…พญาอินทรี ฉายาหรือเกียรติยศอันใดที่ท่านได้รับหรือมีผู้เรียกขาน ก็มิใช่สิ่งที่น่ากังขา

……………………………..

77 ปีแห่งการใช้ชีวิตย่อมมิใช่ตัวเลขที่น้อยเลย

ผมยอมรับว่าเสียใจต่อข่าวการสูญเสีย’รงค์ วงษ์สวรรค์ไปในวัยนี้และเชื่อมั่นว่าถ้าหากท่านไม่ประสบกับโรคภัย ความหนุ่มในพลังการเขียนและฝีมือที่มีอยู่เปี่ยมล้นคงสร้างสรรค์ผลงานดีๆ และยิ่งใหญ่ได้อีกมาก

 แต่ในอีกด้านหนึ่งเราก็รับรู้ได้ถึงภาวะแห่งการปลดปล่อยร่างกายและสังขารให้ละวางไปตามสภาพเมื่อมันต่อสู้กับโรคภัยและกาลเวลามาจนถึงขีดสุดแล้ว

img_2882เป็นความจริงเสียยิ่งกว่าจริงที่ว่าคนเรานั้น “เมื่อถึงเวลาก็ต้องไป” และแต่ละคนก็มีเวลากำหนดเอาไว้เป็นของตัวเอง เพียงแต่ว่าเราไม่สามารถกำหนด เลือกหรือรับรู้เวลาแห่งการสิ้นสุดการใช้ชีวิตและลมหายใจที่มีอยู่บนโลกนี้เอาเองได้

ลองถามตัวเองว่าไม่ว่าเราจะเป็น “นัก” อะไรก็ตาม นักการเมือง นักเขียน นักเรียน นักดนตรี หรือแม้แต่นักอ่าน ชั่วขณะที่ยังต่อสู้ดิ้นรนและอยู่กับลมหายใจ เราได้ทำงานได้ทำหน้าที่ในความเป็น “นัก” อะไรของตัวเองให้ผู้คนและโลกนี้ได้ประจักษ์หรือยัง

ดังเช่น’รงค์ วงษ์สวรรค์- นักเขียน (หนุ่ม) แม้ละจากไป แต่ยังมีแต่ตัวหนังสือและผลงานมากมายให้รำลึกถึงไม่จบสิ้น…

……………………………..

(ขอร่วมรำลึกการจากไปของพญาอินทรี และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของท่านด้วยคนครับ)

www.tuneingarden.com