เวลาอันอเนกอนันต์ ณ มัยซอร์

            ประภาการ์หรือ “ประโภ” เพื่อนร่วมคลาสและเป็นเหมือนรูมเมทของผมที่อาศรมศิวนันทะที่เนยาร์แดม เมืองตรีวันดรัม อาจจะรู้สึกงงงวยเล็กน้อยว่าผมจะอยากไป “ที่นั่น” ทำไม ขณะที่มีเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้ แม้จะไม่ได้พูดออกมา (ให้ผมเสียน้ำใจ) แต่ผมคิดว่าในใจเขาคงจะพูดว่า “ใครๆ เขาก็ไป ‘มัยซอร์’ กันเป็นเดือนๆ ด้วยกันทั้งนั้น”

ช่างโชคร้ายในความโชคดีที่หลังจากจบการเรียนหลักสูตรครูโยคะที่เนยาร์แดมเสร็จแล้ว ผมบังเกิดความรู้สึกกำเริบเสิบสานขึ้นมาว่า อย่างไรเสียก่อนกลับบ้านก็อยากจะไปให้ถึง “มัยซอร์” (Mysore) ให้จงได้ เพราะไหนๆ ก็ลงทุนลงแรงเดินทางมาถึงถิ่นอินเดียแล้ว เดินทางต่อไปอีกหน่อยจะเป็นไร จะได้ไม่ต้องเสียเที่ยว ตีตั๋วเครื่องบินกลับมาอีกเวลาที่นึกขึ้นมาว่า อยากจะไปเห็น (และเที่ยว) มัยซอร์

เวลาในตอนนั้นที่ผมมีคือประมาณสิบวันและได้ “ประภาการ์” นั่นเองเป็นคนแนะนำและช่วยติดต่อหาที่ฝึกโยคะในเมืองมัยซอร์ให้…ใช่แล้วครับ ใครๆ ที่นึกถึงมัยซอร์ก็มักจะนึกถึงการไปเพื่อไปฝึกโยคะที่เมืองนี้กันทั้งนั้น

“ประโภ” แนะนำผมว่าน่าจะไปฝึกมัยซอร์กับครูโยคะที่เขารู้จักคนหนึ่งชื่อ “อะเจย์” (Ajay Kumar) ซึ่งเขาจะเป็นคนติดต่อสอบถามให้ผมก่อนว่าพอจะมีที่ว่างให้นักเรียนนอกคอกผู้มีเวลาน้อยแค่ไม่ถึงครึ่งเดือน ขอเข้าไปฝึกด้วยที่ “ศาลา” (Shala) ของครูอะเจย์ด้วยจะได้หรือไม่

หลังจากประโภติดต่อให้ไปแล้วเขาก็บอกว่าอย่างไรเสียผมก็น่าจะได้โทรไปพูดคุยกับครูเองเผื่อจะสอบถามอะไรหรือได้รู้คำตอบด้วยตัวเองว่า จะพอแทรกตัวเข้าไปฝึกในศาลาของครูอะเจย์ได้หรือไม่ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมจะต้องไปเฝ้าวนเวียนแถวบู้ทโทรศัพท์ของอาศรมที่เนยาร์แดมในทุกขณะที่มีเวลาว่างจากการเรียน การฝึกและทำกิจกรรมให้อาศรม (กรรมโยคะ) และต้องฝ่าฟันกับแถวต่อคิวยาวเหยียดของผู้คนในอาศรมที่กระหายการติดต่อกับโลกภายนอก

“นายมาเรียนได้ ถ้าหากว่ายอมที่จะเข้าฝึกในคลาสตอนตีห้า ตกลงไหม” ปลายทางของสายโทรศัพท์ที่มัยซอร์คือน้ำเสียงของ “อะเจย์” ที่ผมได้ยินเป็นครั้งแรก แต่ยังคาดเดาไม่ออกว่าเขาจะเป็นชายในวัยใด ได้แต่นึกไปก่อนว่า จากการที่ทั้งประโภและนิเลศ (เพื่อนชาวอินเดียที่อาศรมฯ ซึ่งรู้จักอะเจย์ ทั้งยังเคยไปช่วยอะเจย์สอน) เป็นผู้แนะนำผม บอกว่าอะเจย์เป็นครูอัษฎางคะโยคะสไตล์มัยซอรที่ได้รับการยอมรับที่สุดคนหนึ่งตอนนี้ ผมเองก็คิดว่าเขาเองน่าจะมีอาวุโสมากไม่น้อย

ต้นเดือนที่สองของปี 2553 ผมลากกระเป๋าแบกเป้หลังใบเขื่อง นั่งรถไฟตอนกลางคืนเพื่อจะไปถึงรุ่งเช้าที่เมืองบังกาลอร์ (ชื่อใหม่อย่างเป็นทางการตอนนี้คือเมือง Bengaluru) เมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุดกับมัยซอร์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 140 กิโลเมตร และผมก็จับรถไฟ Chamundi Express เที่ยวแรกในตอนเช้าวันนั้นแบกเป้หลังย่อมๆ อีกใบหนึ่ง (ที่เหลือผมเช่าล็อกเกอร์เก็บกระเป๋าเอาไว้ที่สถานีรถไฟบังกาลอร์นั่นเอง) ใช้เวลาเดินทางแค่ชั่วนั่งเพลินๆ ไม่กี่ชั่วโมงด้วยบริการรถไฟตู้นั่งปรับอากาศแสนสบาย ผมก็มาถึงมัยซอร์เอาเมื่อต้นๆ บ่ายของวันเดียวกัน จัดการเรียกรถออโต้ริกชอว์หรือรถตุ๊กตุ๊กของอินเดีย มุ่งตรงดิ่งไปยัง “ศาลาแปด” (Sthalam8) ของอะเจย์ในบัดดลเพื่อรายงานตัวกับครูก่อนว่า แม้จะมีเวลาน้อยในการมาขอเข้าฝึก แต่ผมก็ไม่ได้เบี้ยว (นะคร้าบ)

ถึงจะหง่อมและกรำจากการเดินทางรอนแรมหลายต่อ จากตรีวันดรัมมาเมืองโคชิน จากโคชินมาบังกาลอร์ แล้วค่อยต่อรถมาถึงมัยซอร์ในที่สุด แต่สัมผัสแรกของผมที่ได้เห็นเมืองนี้ก็รู้สึกดีทีเดียวและรู้สึกได้ถึงความร่มรื่น ไม่พลุกพล่านและน่าใช้เวลาดีทีเดียว

พอไปถึงและได้พูดคุยกันสักครู่ ผมถึงได้พบว่าครูอะเจย์ในตอนนั้นเป็นแค่เด็กหนุ่มท้องถิ่นอายุอานามประมาณ 24 ปีเท่านั้นเอง ถึงแม้จะยังดูเด็กแต่เขาก็มีรังสีออร่าน่าเชื่อถือ เขาได้บอกให้คนที่ศาลาพาผมไปเช็คอินในโรงแรมที่อยู่ไม่ห่างจากที่ฝึก แค่เพียงสองกิโลเมตรเท่านั้น เหมาะสำหรับการเดินเท้าออกมาฝึกมัยซอร์ในคลาสกับอะเจย์ตอนตีห้าได้ (แน่ล่ะว่าผมจะต้องตื่นและก้าวเท้าออกจากโรงแรมที่พักก่อนเวลาตีห้า!) และบอกว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยมาเจอกัน

ศาลาแปดของอะเจย์นั้นอยู่ไม่ห่างจากใจกลางเมืองของมัยซอร์เท่าไรนัก แต่ก็ขยับไกลออกไปจากโรงแรมที่ผมพักซึ่งอยู่ใกล้ “พระราชวังของมหาราชามัยซอร์” (Mysore Palace) ที่เที่ยวอันดับต้นๆ และตลาดร้านรวงต่างๆ โดยเฉพาะตลาดหลักที่มีชื่อว่า “เทวราชา” (Devaraja) ซึ่งเป็นตลาดสดและขายสินค้าขนาดใหญ่ที่มีสีสันมาก ก็อยู่ห่างจากที่พักออกไปแค่ระยะทางเดินเล่นไม่เกินหนึ่งหรือสองกิโลเมตรเท่านั้น

รุ่งเช้าอีกวันผมออกเดินจากที่พักตอนตีสี่ครึ่ง เมืองทั้งเมืองยังเงียบสงัดแต่ไม่ค่อยวังเวงเท่าไรนัก อากาศยังคงเย็นเพราะเป็นฤดูกาลช่วงต้นปีอยู่ แต่เมื่อฝึกมัยซอร์เสร็จตอนประมาณเจ็ดโมงเช้าร่างกายกลับแข็งแรงขึ้นและมีพลังอย่างประหลาด ตอนนั้นผมแอบนึกเสียดายว่าตัวเองจะมีเวลาฝึกโยคะที่เมืองนี้ไม่กี่วัน เมื่อเปรียบเทียบกับนักเรียนคนอื่นๆ ซึ่ง 80 เปอร์เซ็นต์เป็นฝรั่งผมทองทั้งชายและหญิง มีชาวเอเชียจากญี่ปุ่นบ้าง ไต้หวันบ้าง…และมีคนไทยคือผมเพียงคนเดียว

สำหรับคนที่มีพื้นฐานในการฝึกโยคะสไตล์ Ashtanga มาบ้างคงจะพอคุ้นเคย เคยได้ยินหรือเคยฝึก Mysore Yoga มาบ้าง ซึ่งจากประสบการณ์ในการฝึกมัยซอร์ของผมที่เมืองไทยและจากอินเดีย (ก็ที่มัยซอร์นั่นแหละครับ) ผมขอเล่าคร่าวๆ ถึงโยคะรูปแบบนี้ให้ฟัง

มัยซอร์โยคะ (Mysore Yoga) มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและเกี่ยวพันกับคุรุโยคะยุคใหม่ของอินเดียที่ล่วงลับไปแล้วสองท่านคือ ท่านกฤษณมาจารย์ (Sri Tirumalai Krishnamacharya) และท่านศรีภัตตาปิ โชอิส (Sri K Pattabhi Jois Ashtanga Yoga Institute ที่เมืองมัยซอร์) ท่านกฤษณมาจารย์เป็นครูของท่านศรีปัตตาภิ โชอิส และเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนโยคะขึ้นในวังมหาราชามัยซอร์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองในรัฐกรณาฏกะ (Karnataka) เมืองนี้มีภาษาประจำรัฐหรือภาษาถิ่นของตัวเองเช่นเดียวกับหลายๆ รัฐของอินเดีย คือภาษากันนาดา

แต่มัยซอร์โยคะเป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วโลกจากการสืบสานหฐโยคะในแบบอัษฎางคโยคะของท่านปัตตาภิ โชอิสต่อมาจากครูของท่านและทำให้เกิดความสนใจของผู้ฝึกโยคะจากทั่วโลก ให้เดินทางมาสู่เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของอินเดียแห่งนี้เพื่อให้ได้ชื่อว่า “ได้มาฝึกมัยซอร์กับคุรุจี” แล้ว

โยคะสไตล์มัยซอร์คือโยคะแบบอัษฎางคะโยคะอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งผู่ฝึกทุกคนจะต้องฝึกโดยการนับลมหายใจในแต่ละท่าอาสนะด้วยตัวเอง และปฏิบัติอาสนะไล่เรียงไปในซีรีส์ที่ฝึกด้วยตนเอง โดยที่ครูผู้สอนจะไม่ได้ทำหน้าที่ “สอน” โดยการบอกวิธีการฝึกหรือการเข้าสู่อาสนะ แต่ครูจะทำหน้าที่คอยดูแล ช่วยเหลือ และช่วยปรับจัดท่าของผู้ฝึกแต่ละคนเพื่อให้เข้าสู่อาสนะได้ลึกขึ้นหรือทำได้ถูกต้องยิ่งขึ้น เสน่ห์ที่ทำให้มัยซอร์โยคะเป็นที่นิยมฝึกนั้นผมเองคิดว่าเป็นเรื่องของผลจากสมาธิที่ได้จากการฝึก จากการจดจ่อในท่าอาสนะที่ตัวเองจะต้องทำ และการนับลมหายใจขณะอยู่ในท่านั้นๆ ด้วยตนเอง

ในห้องฝึกมัยซอร์โยคะที่ผมฝึกที่ “ศาลาแปด” ของครูอะเจย์เองนั้นเป็นบ้านสไตล์อินเดียประยุกต์ในลักษณะบ้านเดี่ยวสองชั้น ชั้นบนเป็นห้องฝึกที่ไม่กว้างนัก (ถึงกระนั้นพวกเราก็ยังแออัดยัดทะนานกันเข้าไปฝึกได้รอบละเกือบ 20 คน!) มีพื้นที่โล่งเอาไว้ให้นั่งเล่น พูดคุยกัน กินขนม อ่านหนังสือหรือสั่งเครื่องดื่มพวกจัย (ชาอินเดีย) มาจิบได้เมื่อฝึกเสร็จแล้ว

เวลาอันอเนกอนันต์ที่มัยซอร์ของผมนั้น เกิดขึ้นจากเมื่อฝึกโยคะจากการดุ่มเดินออกจากโรงแรมตอนตีสี่นิดๆ เข้าสู่ห้องฝึกสองชั่วโมงโดยประมาณตอนตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า เมื่อฝึกเสร็จก็จะค่อยๆ เดินเตร็ดเตร่แวะซื้อโยเกิร์ตสด (ราคาถูกมากเพราะที่อินเดียนิยมกินโยเกิร์ตจากนมวัวและนมกระบือเป็นหนึ่งในมื้ออาหารของพวกเขา) และแวะจิบชาถ้วยเล็กๆ สนนราคาเพียงแก้วละ 3 รูปี ก่อนจะเดินกลับไปพักเอาแรงที่ห้อง พอสายๆ ค่อยย่างกรายออกไปเดินเที่ยวในเมืองและไปชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ในเมืองมัยซอร์ ไม่ว่าจะเป็นตลาดสดที่เปี่ยมด้วยสีสันของข้าวของ ดอกไม้ ผลไม้ กระทั่งผู้คนท้องถิ่นจำนวนมากที่มาซื้อหาข้าวของที่ตลาดเทวราชากันทั้งวี่วัน หรือไม่ก็ไปเที่ยวชมพระราชวังมัยซอร์ที่ยังคงยิ่งใหญ่และงดงามน่าสัมผัส แต่ส่วนมากแล้วผมมักจะวนเวียนอยู่ตามร้านกาแฟร่วมสมัยยี่ห้อท้องถิ่นของอินเดียเอง ไม่ว่าจะเป็นร้าน Café Coffee Day หรือ Barista ในตัวเมืองเสียมากกว่า

แม้ไม่สามารถจะติดต่อเพื่อเข้าฝึกที่สถาบันมัยซอร์โยคะของคุรุจีปัตตาภิ โชอิสก็ตาม ผมเองก็ถือโอกาสไปเยี่ยมชมบรรยากาศแถวๆ ย่านที่ตั้งของศาลาโยคะของท่านซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองออกไปหลายกิโลเมตร ย่านนั้นเรียกว่าย่าน Gokulam มีบรรยากาศสบายๆ เต็มไปด้วยบ้านพักอาศัยที่ไม่แออัด ส่วนศาลาของคุรุจีนั้นก็ดูยิ่งใหญ่และมีขนาดใหญ่กว่าศาลาที่ผมฝึกอยู่ด้วยมากทีเดียว

นอกจากการเดินเล่นในเมือง แวะชมตลาดซื้อผลไม้หรือหาขนมหวานท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อระดับประเทศขนานแท้ของมัยซอร์กินเล่น ไปชมวังทั้งในตอนกลางวันและตอนกลางคืนที่มีการประดับแสงไฟสวยงาม ผมยังชอบที่จะนั่งรถประจำทางออกไปที่ภูเขาลูกหนึ่งที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของที่นี่ เรียกว่า Chamundi Hills รถเมล์ท้องถิ่นจะค่อยๆ แล่นพาเราออกนอกเมืองไปทางทิศตะวันออก วนเวียนไต่เขาขึ้นไปด้วยระยะทาง 12 กิโลเมตร ซึ่งพอไปถึงบนยอดเขาที่ไม่สูงมากเท่าไรนักก็ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรมากไปกว่าการไปไหว้พระในวัดฮินดูและการเดินเล่น หรือไม่ก็นั่งลงชมวิวของตัวเมืองที่มองเห็นอยู่วิบๆ จากนั้นก็ค่อยนั่งรถกลับลงมา เตรียมตัวพักเพื่อที่จะตื่นแต่เช้า เดินเข้าห้องฝึกโยคะอีกครั้งตอนเช้ามืด เป็นเช่นนี้ตลอดช่วงเวลาซึ่งอยู่ที่นั่นจนดูเหมือนว่าระยะเวลา 24 ชั่วโมงในหนึ่งวันที่มัยซอร์ได้ถูกดึงยืดขยายออก…ให้นานขึ้น…เป็นเวลาอเนกอนันต์ที่ไม่รู้กาลจบลง

รำพึงรำพันหลังการเดินทางกลับจากเกาหลี

ไม่คิดไม่ฝันเลยครับว่าชาตินี้ตัวเองจะไปเที่ยวเกาหลีกับชาวบ้านชาวช่องเขา ค่าเพราะผมเองไม่ได้เป็นแฟนซีรีส์เกาหลี ดารานักร้องเกาหลีสักคนก็แทบจะไม่รู้จัก แต่แล้ววันดีคืนดีก็เกิดความคิดและความอยากขึ้นมาว่าอยากจะเดินทางไปท่องเที่ยวเกาหลีดูสักที

แล้วความอยากก็ขับเคลื่อนให้กลายเป็นการลองหาข้อมูล การตระเตรียมตั๋วเครื่องบิน การจับจองที่พัก กระทั่งการนัดเจอน้องที่รู้จักกันที่รักชอบเกาหลี (โดยเฉพาะกรุงโซล) เพื่อมานั่งให้ข้อมูลว่าควรจะไปเที่ยวที่ไหนหรือดูอะไรดี

ข้อสังเกตประการหนึ่งสำหรับคนที่เตรียมตัวเดินทางท่องเที่ยวเองอย่างผม คือเราใช้การพึ่งพาและหาข้อมูลการเดินทาง ที่พัก ที่เที่ยว การจองห้องพักผ่านทางอินเตอร์เน็ตเกือบทั้งหมด และจวบจนกระทั่งใกล้วันเดินทางผมก็ยังอดที่จะตั้งคำถามที่หาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ว่า “จริงๆ แล้วเราสนใจหรืออยากจะไปดูไปเห็นอะไรที่เกาหลี”

คำถามภายในใจที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ของคนที่ควักกระเป๋าจ่ายเงินทองและใช้เวลาของตัวเองออกเดินทางเอง สำหรับผมแล้วถือว่า “เข้าขั้นวิกฤต” เลยก็ว่าได้นะครับ เข้าทำนองเหมือนนักมวยเมาหมัดรอระฆังช่วยชีวิตตีหมดยก ขณะที่เวลาของการเริ่มออกเดินทางก็กระชั้นเข้ามาเรื่อยๆ

ในที่สุดผมก็ใช้คติเดิม นั่นคือ “ไม่มีอะไรที่จะพร้อมไปเสียหมดทุกด้าน” เราเตรียมตัวเตรียมข้อมูลมาบ้างแล้ว ที่เหลือก็ควรจะสนุกกับมัน (การเดินทางที่จะเกิดขึ้น) ให้ดีที่สุดหรือมากที่สุดก็น่าจะเพียงพอแล้ว

เวลาสิบสองวันกับการเดินทางในเกาหลีใต้ โดยมีจุดหมายปลายทางเป็นสองเมืองใหญ่คือกรุงโซลและปูซาน…ในที่สุดก็ได้เวลาเริ่มต้น…

(โปรดติดตามตอนต่อไป 🙂 )

บทเรียนจากการเดินทาง ระหว่างกาแฟ ต้นไม้ และงานศิลปะ

หลายคนที่ชื่นชอบการเดินทาง (ใครบ้างที่ไม่ชอบการเดินทางช่วยบอกผมหน่อย) คงไม่ปฏิเสธว่า “การเดินทางนั้นมีรสชาติ”

จริงอยู่การเดินทางนั้นมีหลายรสหลายชาติ ขึ้นอยู่กับว่าไปที่ใดไปกับใคร แต่จะเป็นรสชาติอะไรและอย่างใดบ้างนั้น นึกๆ ดูแล้วคงหาคำตอบกลางๆ ยากเหมือนกัน

สำหรับผมแล้วการเดินทางมักจะเคียงคู่กับรสชาติของสิ่งหนึ่งเสมอ สิ่งนั้นก็คือ “กาแฟ”

ไม่ว่าจะเป็นยามเช้าที่ต้องการความกระปรี้ประเปร่าปลุกตัวเองให้ตื่น หากได้เติมกาแฟร้อนๆ สักแก้วระหว่างจอดพักตามปั๊มข้างทาง หรือหากว่าบังเอิญได้พบเจอร้านกาแฟรสอร่อย ๆ บรรยากาศดีๆ เพื่อเติมรสชาติกาแฟยามบ่ายในจุดหมายปลายทางที่ไปถึง ก็ย่อมช่วยให้รู้สึกได้ง่ายดายว่ารสชาติของการเดินทางครั้งนั้นสมบูรณ์แบบ

แต่ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะเลือกได้ และได้พบ “กาแฟอร่อย” ดังใจอยากตามสถานที่ในการเดินทางที่พร้อมให้เติมเต็มได้ทุกเมือทุกเวลาตามต้องการเหมือนกับที่เดินวนๆ อยู่ในบ้าน ต้องการความหอมอร่อยคราใดก็สามารถบำรุงบำเรอตัวเองดื่มด่ำกับกาแฟรสชาติดีๆ  ได้ตามต้องการ

พูดง่ายๆ ว่าการตื่นนอนตอนเช้าหรือยามสายๆ แล้วปลุกตัวเองขึ้นจากความงัวเงียด้วยกาแฟที่บ้าน ต่อให้หอมอร่อยถูกใจแค่ไหน แต่ก็อาจจะปราศจากรสชาติน่าจดจำ เพราะขาด “ความท้าทาย” และเรื่องราวเสียนี่กระไร

เปรียบแล้วก็เหมือนเวลาที่เราชงกาแฟเสร็จแล้วถือแก้วกาแฟเดินไปมาในบ้าน เจอะหนังสือศิลปะรวมภาพสวยๆ ขนาด Coffee Table Book ก็หยิบออกมาพลิกดูเปิดอ่านเล่นๆ แม้จะสวยงาม แต่ก็อาจจะแห้งแล้งแรงบันดาลใจ

อาจเพราะการดื่มกาแฟ เปิดหนังสือดูอยู่บ้านนั้นขาดเรื่องราวหนึ่งที่เติมเต็ม นั่นคือ “การเดินทาง”…

บ่อยครั้งในหลายการเดินทาง แม้รายละเอียดของการเดินทางจะยุบยับน่าจดจำปานใดก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนขาดไร้รสชาติไปพิกล เพียงเพราะว่าขาดกาแฟอร่อยๆ ที่ถูกใจ ในกรณีนี้การเดินทางสำหรับคนรักการเดินทางจึงเป็นเหมือนการได้อย่างเสียอย่างไปอย่างช่วยไม่ได้

…แต่คงไม่ใช่การเดินทางไป “ราชบุรี” ที่ผ่านมาครั้งล่าสุดของผมแน่ๆ

ชาวสตาร์บัคส์ประเทศไทยได้ชักชวนสื่อมวลชนออกเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศใหม่แห่งการดื่มด่ำกับกาแฟรสชาติดี พร้อมกับรื่นรมย์ในรสชาติของการเดินทางสายสั้นๆ ที่ทุกคนสามารถรื่นรมย์กับ “กาแฟ” ได้ทุกที่ทุกเวลาเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ปลายทางนั้นคือ  “ราชบุรี” จังหวัดเล็กๆ แสนเท่แห่งภาคตะวันตก ที่แม้ว่าจะเคยเดินทางไปเยือนบ้างแล้วก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนทุกๆ ครั้งราชบุรีเป็นต้องมีอะไรใหม่ๆ รอท่าให้ออกไปค้นหารสชาติของการเดินทางครั้งใหม่ๆ ได้เสมอ…

ปลายทางที่ราชบุรีครั้งใหม่กับขบวนเดินทางนำโดยชาวสตาร์บัคส์ พร้อมเปิดตัวกาแฟสดพร้อมดื่มชนิดใหม่เริ่มต้นขึ้นที่ไร่ปลูกรัก ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ในบรรยากาศยามกลางวันที่แดดเริ่มแผดร้อน โดยมีคุณกานต์ ฤทธิ์ขจร เจ้าของไร่และทีมงานทั้งจากสตาร์บัคส์และของไร่ปลูกรักรอต้อนรับ พร้อมเสิร์ฟขนมของว่างเครื่องดื่มเย็นๆ ที่ปรุงจากดอกไม้และสมุนไพร เช่น น้ำกระเจี๊ยบไซเดอร์พอให้คลายร้อน

ในบรรยากาศนั้นเราได้ลิ้มลอง “สตาร์บัคส์ เวีย” ซึ่งมีการแนะนำอย่างเป็นทางการกันครั้งแรกทั้งในแบบชงเย็นและแบบร้อนหอมกรุ่น (…แว่วว่า 6 กันยายนนี้ “สตาร์บัคส์ เวีย เรดี้ บรูว์” ทั้งสองรสคือ อิตาเลียน โรสท์และโคลอมเบียจะมีวางจำหน่ายตามร้านสตาร์บัคส์ทั่วเมืองไทยทุกแห่ง บรรจุกล่องขนาด 3 ซองและ 12 ซอง ติดตามลองชิมได้นะครับ)

ก่อนที่จะออกไปชมไร่ปลูกรัก คุณเมอร์เรย์ ดาร์ลิ่ง กรรมการผู้จัดการบริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ (ประเทศไทย) ได้เล่าถึงการที่สตาร์บัคส์เปิดตัวกาแฟพร้อมชงในรูปซองบรรจุผงกาแฟอราบิก้าคุณภาพดีที่เรียกว่า “สตาร์บัคส์ เวีย” ว่าทางสตาร์บัคส์คิดว่าทุกคนควรจะมีโอกาสได้ดื่มกาแฟคุณภาพดีเช่นกาแฟของสตาร์บัคส์ได้ทุกเมื่อทุกเวลา ไม่ว่าจะเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่มีร้านกาแฟอร่อยๆ หรือร้านกาแฟสตาร์บัคส์ให้ซื้อหากาแฟแก้วโปรด สิ่งต่างๆ ก็ดูง่ายขึ้นเพียงพกสตาร์บัคส์ เวียที่สามารถชงได้กับทั้งน้ำร้อน น้ำในอุณหภูมิปกติ (น้ำธรรมดานั่นเอง) หรือแม้แต่ชงกับนมเป็นกาแฟลาเต้ แค่นี้ก็สามารถเติมความรื่นรมย์ให้กับทุกการเดินทางกับกาแฟแก้วโปรดได้แล้ว

คุณดาร์ลิ่งเล่าให้ฟังว่าทางสตาร์บัคส์ซึ่งพิถีพิถันและตั้งใจกับการนำเสนอกาแฟคุณภาพดีมาโดยตลอด และได้ใช้เวลาในการพัฒนากาแฟผงพร้อมชงชนิดนี้นานกว่า 10 ปีโดยยังคงใช้กาแฟอราบิก้า 100 เปอร์เซ็นต์คั่วบดด้วยเทคโนโลยีและกระบวนการบดแบบไมโครกราวน์ จนทำให้กาแฟเวียในซองเล็กๆ ขนาดพกพาสามารถบรรจุความหอมกรุ่นและเข้มข้นแบบสตาร์บัคส์เอาไว้ให้สัมผัสได้ทุกเมื่ออย่างง่ายดาย

หลังจากนั้นเป็นช่วงเวลาของการเดินกางร่มหรือสวมหมวกปีกกว้างแปลงร่างเป็นชาวสวน เดินตามคุณกานต์ เจ้าของไร่กันเป็นพรวนเพื่อไปชมแปลงปลูกพืชผักสารพัด รวมทั้ง “บ้านของน้องเป็ด” ซึ่งเป็นเป็ดอภิสิทธิ์เพราะเลี้ยงด้วยกรรมวิธีที่เป็นธรรมชาติ ด้วยพืชผักอินทรีย์ และยังมีที่กว้างให้เดินเล่นและว่ายน้ำอีกต่างหาก การได้ฟังรายละเอียดของการปลูกพืชผักในฟาร์มอินทรีย์ที่คุณกานต์เล่าให้ฟังฉบับย่นย่อจากการทำงานในฟาร์มนี้มากว่าสิบปีของเขา ทำให้เราเข้าใจบทเรียนที่ว่า “อาหารคือยา” You are what you eat อาหารที่ดี ปราศจากสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อน ใช่เพียงจะต้องมีรูปสวยไร้แมลงและหนอนเจาะไจ แต่เกิดจากกระบวนการของการ “ให้” ให้ความตั้งใจและไม่เบียดเบียน ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันระหว่างหนอน เพลี้ย มด นก แมลง ดอกไม้ พืชผัก และแปลงข้าว ที่สำคัญทุกอย่างไม่มีการฉีดรดพ่นปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงโดยเด็ดขาด เนื่องจากมีการสุ่มตรวจสอบและการเข้ามาตรวจสอบอย่างต่อเนื่องจากองค์กรและสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ระดับประเทศและของยุโรป ตลาดหลักที่ไร่ปลูกรักส่งสินค้าพืชผักรวมแบบสดและแปรรูปไปวางจำหน่าย นอกจากที่ร้านอโณทัย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปลายทางของไร่ปลูกรักที่คุณอโณทัย ก้องวัฒนา คู่ชีวิตของคุณกานต์เป็นผู้ดูแลและสร้างสรรค์เมนูคุณภาพปรุงจากวัตถุดิบของไร่

ออกจากไร่แห่งความรักระหว่าง คน สัตว์ พืช ในเบื้องต้นของการเดินทางสู่ราชบุรีแล้ว จุดหมายปลายทางต่อไปของทริปนี้ก็คือหอศิลป์ร่วมสมัยริมฝั่งแม่น้ำราชบุรีในตัวเมือง “Tao Hong Tai : d Kunst” ซึ่งเราได้พบกับอาจารย์วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ทายาทของโรงงานโอ่งมังกรเถ้า ฮง ไถ่อันเก่าแก่และโด่งดังของเมืองแห่งโอ่งมังกรราชบุรี

วันนี้อาจารย์วศินบุรีซึ่งมีดีกรีศิลปะจากเมืองเบียร์ได้แปรอาคารเรือนไม้สองหลัง มีใต้ถุนโล่งและเรือนเล็กคือเรือนครัวและเรือนเก็บของ ซึ่งมีรูปทรงเรือนปั้นหยา คาดว่าเรือนเหล่านี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ให้กลายเป็นหอศิลป์ร่วมสมัยมาตั้งแต่ต้นปี 2554 ด้วยความคิดว่าอยากจะให้เกิดบรรยากาศแห่งความเป็นศิลปะสำหรับคนต่างจังหวัดในราชบุรีซึ่งเป็นรกรากของตัวเองบ้าง มิใช่ว่าทุกสิ่งอย่างที่ถึงพร้อมด้วยศิลปะจะไปรวมตัวกันอยู่แค่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองท่องเที่ยวหลักๆ อย่างเชียงใหม่เท่านั้น

อาจารย์วศินบุรีซึ่งให้การต้อนรับและพาเดินชมห้องต่างๆ ในหอศิลป์ขนาดกะทัดรัดแต่สวยงาม และแปลกตา เล่าให้ฟังว่าแต่เดิมสมัยคุณปู่ของเขาได้ริเริ่มการทำโอ่งดินเผาขึ้นมาเป็นครั้งแรกในราชบุรีและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จนโรงงานขยายตัวและกิจการรุ่งเรืองจากความนิยมใช้โอ่ง ซึ่งต่อมามีการสร้างสรรค์ลวดลายขึ้นมาจนเรียกว่า “โอ่งมังกร” นำไปบรรจุรองน้ำฝนไว้ใช้อุปโภคบริโภค แต่ทุกวันนี้เถ้า ฮง ไถ่มิได้ทำโอ่งมังกรเป็นกิจการหลักดังเดิม แต่หันเหมาสร้างเครื่องปั้นดินเผาสำหรับการตกแต่งและมีความเป็นศิลปะมากขึ้น

“คำว่าดีคุนสท์ (d Kunst) เป็นภาษาเยอรมันแปลว่า “ศิลปะ” และผมเองก็อยากจะให้ความเป็นศิลปะได้เข้ามาอยู่ใกล้ชิดผู้คนทุกๆ คนโดยไม่จำเป็นว่าคนคนนั้นจะต้องทำงานศิลปะหรือเป็นศิลปิน เพราะศิลปะนั้นช่วยให้คนเรามีจินตนาการ ศิลปะคือจินตนาการ ทุกๆ คน ทุกๆ อาชีพต้องการจินตนาการ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักข่าว ชาวนา หรือนักการเมืองก็จะต้องเป็นคนที่มีจินตนาการ จึงจะทำให้สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และมีชีวิตที่น่าสนใจได้”

บทเรียนที่เก็บรับและได้ลงมือระบายสีลงบนเครื่องปั้นดินเผาที่เป็นเพียงแก้วเปล่าดินขาวๆ รอเผาจากการเดินทางครั้งนี้ บ่งบอกว่า “ศิลปะใช่จะมีอยู่ภายในตัวตนคนทำงานศิลป์หรือศิลปินเท่านั้น และศิลปะคือบ่อเกิดของจินตนาการที่รอการเข้าถึงได้ไม่ยาก” และหากมีโอกาสก็อาจจะลองไปแวะชมหอศิลป์ Tao Hong Tai : d Kunst ริมแม่น้ำราชบุรีข้างๆ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบรี (ที่ตั้งคือ 323 ถนนวรเดช อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โทร. 032- 323-630, 032- 337-574 เปิดเวลา 10.00 – 19.00 วันพุธถึงวันอาทิตย์) ที่ชั้นสองด้านหน้าของหอศิลป์แห่งนี้แค่เดินขึ้นบันไดเข้าไปก็จะพบบรรยากาศของมุมกาแฟน่ารักๆ น่านั่ง ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ ถ้วยและแจกันเซรามิกของเถ้า ฮง ไถ่หลายหลาก

ที่แห่งนี้เองที่เราฉีกซองสตาร์บัคส์ เวีย รสโคลอมเบียซึ่งให้รสชาติกลมกล่อมราดลงไปบนไอติมรสมะพร้าวในแก้วเซรามิกเถ้า ฮง ไถ่ พร้อมกับตักลองลิ้มสนทนากัน ก่อนออกเดินทางไปชมโรงงานเถ้า ฮง ไถ่กันต่อไป…

หลังจากที่ใช้เวลาครู่ใหญ่เพื่อเดินชมบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยสีสันและความเป็นศิลปะกับธรรมชาติที่อยู่คู่กันที่โรงงาน กาแฟสตาร์บัคส์ เวียก็ถูกนำมาให้ลองชิมกันอีกครั้งในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า สตาร์บัคส์ เวีย คอฟฟี่ โซดามะนาว ซึ่งเป็นรสชาติแปลกใหม่และบอกว่ากาแฟพร้อมชงชนิดนี้พร้อมที่จะสร้างสรรค์เครื่องดื่มได้ในทุกบรรยากาศและหลากหลายรสชาติจริงๆ

ปลายทางที่ไม่ใช่การสิ้นสุด แต่คือการเดินทางต่อก็คือการไปถึงซีนเนอรี่รีสอร์ท แอนด์ ฟาร์ม อำเภอสวนผึ้ง ซึ่งโด่งดังจากบรรยากาศฟาร์มธรรมชาติที่มีน้องแกะตัวขาวๆ มอมๆ บ้างกระดำกระด่างรอท่าคอยดึงทึ้งและเล็มหญ้าจากมือของทุกคนที่เข้าไปป้อนพวกเขาในสนามหญ้ากว้าง

แม้สวนผึ้งราชบุรีทุกวันนี้จะมีแมกไม้และเขาสูง มีความเป็นธรรมชาติจากสีเขียวๆ รายรอบอยู่ไม่แตกต่างจากวันเก่าก่อนหรือในช่วงกลางวันสดใสก็ตาม แต่เราเองก็แทบจะมองไม่เห็นสีสันนั้นแล้วเพราะเวลาที่ย่ำเย็น ได้เพียงเข้าไปเดินชมห้องพักสวยๆ น่าพักของซีนเนอรี่และรับประทานอาหารค่ำในสายลมเอื่อยๆ บรรยากาศนิ่งๆ โดยมีรสชาติของเครื่องดื่มสตาร์บัคส์ เวีย โมฮิโต้คลอเคลียคลุกเคล้าบรรยากาศดินเนอร์จนยากจะเชื่อว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เราจะต้องถ่ายถอนตัวเองออกจากบรรยากาศแห่งความสุข สบาย เป็นธรรมชาติที่สวนผึ้งกลับคืนสู่คืนวันอันยุ่งเหยิงของชีวิตในกรุงกันเหมือนเดิม

กาแฟสักถ้วย ต้นไม้นับสิบ นกกับแมลงนับร้อยในไร่อินทรีย์ สีสันของเครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้ ล้วนคือบทเรียนและรสชาติที่บอกว่าชีวิตมีจินตนาการรอท่าให้เปิดรับ ขอเพียงไม่ยึดถือรูปรอยเดิมๆ เปิดกว้าง เปิดใจ เปิดรับการเดินทางครั้งใหม่ๆ เพียงเท่านี้เราก็อาจจะบอกกับตัวเองได้แล้วกระมังว่ารสชาติของการเดินทางเป็นรสอย่างไร …และรสชาติชีวิตของเราเองคืออะไร

เหมือนหนึ่งค่ำคืน เช้าตื่นก็หายไป

ณ หาดสลึง บ้านสองคอน อ.โพธิ์ไทร อุบลราชธานีบ่ายเมื่อวาน

ผมเพิ่งกลับจากการเดินทางสายสั้นๆ…

สั้นชนิดที่ว่ามีเวลาได้หลับตานอนเต็มตื่น นอนอิ่มเต็มตาในระหว่างการเดินทางนั้นน้อยเต็มที เพราะกิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางประกอบด้วยการใช้เวลา ทำกิจกรรม ร่วมงานและต้องตื่นกันก่อนรุ่งเช้า หรือว่าวิ่งรอกไปไหนมาไหนในเวลาสั้นๆ เพื่อไปให้ถึงจุดหมายและได้ไปเที่ยวในสถานที่ห่างไกล

การเดินทางซึ่งบางทีสั้นๆ ก็เลยเหมือนกับว่าไม่ได้เดินทาง (หรือการเดินทางครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน) ประจักษ์พยานหลงเหลือของการเดินทางที่เกิดขึ้นและผ่านไปก็คือภาพถ่ายจำนวนหนึ่งที่เก็บกลับมา รสชาติของอาหารระหว่างการเดินทาง บทสนทนาสรวลเส สิ่งต่างๆ เหล่านี้พร่าเลือนราวกับเป็นกระไอกระจายตัวเหมือนม่านหมอกห่มคลุมในความฝันที่คลุมเครือ

เราไม่อาจเลือกได้ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต เราไม่อาจเลือกได้ว่ายามหลับจะมีเรื่องราวใดแทรกผ่านเข้ามาก่อเกิดเป็นความฝัน

และในการเดินทางที่สั้นแค่เพียงชั่วหลับตาในยามค่ำคืน ลืมตาตื่นก็คล้ายจะเลือนหายไปในความฝันชั่วข้ามคืนนั้น

…เป็นความฝันแสนดีที่สร้างรอยยิ้มให้เกิดขึ้นในห้วงของการหลับ หรือความจริงเฉยเมยและรวดร้าวยากระบุแบ่งแยกได้ว่าเกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงความจริงที่เคลื่อนผ่าน…อย่างรวดเร็ว ไร้สุขทุกข์และไร้รสแห่งการเดินทาง

ลมหายใจ…ในเวียงจันทน์

เมื่อประมาณต้นๆ เดือนก่อนผมออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือด้วยรถไฟตู้นอนเพื่อไปสิ้นสุดการเดินทางในยามสายๆ ลงที่ตัวจังหวัดหนองคาย

เปล่า…ผมไม่ได้ต้องการจะเดินทางมาท่องเที่ยวหนองคาย แต่จำเป็นจะต้องมาหนองคายเพื่อต่อรถข้ามสะพานมิตรภาพไทย – ลาวโดยมีตราประทับลงบนสมุดหนังสือเดินทางว่าไป ” เวียงจันทน์”

ผมตกลงใจกับทางสถานที่ออกกำลังกาย (เรียกว่า “ฟิตเนส” ท่าจะเข้าปากมากกว่า) แห่งใหม่บนถนนท่าเดือตรงหลักสี่ว่าจะไปสอนโยคะให้กับเขาในวันเตรียมการเปิดหรือ Soft Opening ที่กำลังจะมาถึงและตั้งใจว่าจะไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นถึง 10 วันซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นานที่สุดเท่าที่เคยคิดว่าจะไปอยู่ลาวหรืออยู่เวียงจันทน์

เหตุที่ผมตกลงปลงใจว่าจะไปสอนโยคะ (ให้กับคนลาวเป็นหลัก) ที่เวียงจันทน์นั้นก็เพราะผมเกิดความสนใจว่าคนลาวจะรับรู้หรือสนใจเรื่องราวของโยคะกันอย่างไรบ้าง และจะอยากฝึกโยคะกันอย่างไร เมื่อฝึกแล้วจะชอบไหมหรือสนใจโยคะมากขึ้นเพียงใด

กับอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งเป็นเหตุผลส่วนตัวมากๆ คือผมคิดว่าตัวเองเป็น “คนของอุษาคเนย์” หรือเป็นคนอินโดจีนคนหนึ่ง เราไม่ควรยึดติดหรือเพ่งมอง รับรู้และคิดว่าศูนย์กลางของชีวิตและความเป็นไปทั้งหมดทั้งหมดคือกรุงเทพฯ คือประเทศไทยและคนกรุงเทพฯ เท่านั้น เมื่อมีโอกาสผมก็อยากจะออกเดินทางไปเพื่ออยู่และเรียนรู้เพื่อนบ้านพี่น้องของพวกเราในอุษาคเนย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ

เรื่องราวของโยคะ คือเรื่องราวของ “ลมหายใจ” ครับ โยคะสอนให้เราตระหนักถึงการหายใจตลอดเวลา หายใจให้เป็น หายใจเข้าให้ลึกและหายใจออกให้ยาว ลมหายใจคือพลังของชีวิตหรือสิ่งที่เรียกว่า “ปราณ” ดังนั้นเองเรื่องราวของโยคะที่ผมกำลังจะไปสอนและไปเรียนรู้ที่เวียงจันทน์จึงเปรียบเสมือนการไปรับรู้ “ลมหายใจ” ในเวียงจันทน์อีกทางหนึ่ง

ผมเองนั้นเคยผ่านเข้าผ่านออกเวียงจันทน์มาก็หลายที่แล้ว ทั้งในฐานะคนทำงาน (เป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไปรายงานข่าว) ทั้งในฐานะคนเดินทาง (ใช้เวียงจันทน์เพื่อผ่านทางไปวังเวียงและหลวงพระบาง) มีก็แต่หนนี้ที่ได้เดินทางเข้าไปที่นั่นอีกครั้งในอีกฐานะและบทบาทหนึ่งคือเป็นครูสอนโยคะ

ตลอดสิบวันของช่วงปลายฝนต้นหนาวในเวียงจันทน์ผมพบว่าอากาศที่นั่นดีมาก (ไม่ค่อยมีมลพิษ) ขนาดที่ว่ารถราเพิ่มมากขึ้นและมีการก่อสร้างตึกรามและสิ่งต่างๆ ในเมืองเพิ่มขึ้น แต่วิถีของชีวิตที่นั่นก็ยังเรียบง่ายกว่าวิถีชีวิตของคนไทยและในเมืองไทยอยู่มาก

อาหารการกินเป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องปรับตัวไม่น้อย เพราะราคาค่างวดต่อหนึ่งอิ่มนั้นแพงขึ้นมาก สนนราคาข้าวผัดหนึ่งจานอาจจะอยู่ที่ 45 – 50 บาทเลยก็ว่าได้เมื่อคิดเป็นเงินบาทไทย เรื่องนี้ทำให้จะต้องพยายามทำความเข้าใจอยู่ว่าเมืองหลวงเล็กๆ แห่งนี้ทำไมถึงจะต้องมีราคาค่าครองชีพสูงส่งได้ไม่ต่าง (หรือบางทีมากกว่า) บ้านเราเสียอีก

ไว้มีโอกาสผมจะมาเล่าขยายความและบันทึกความรู้สึกที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงและ “ลมหายใจ” ในเวียงจันทน์ (ตอนต่อไป)ให้ฟังกันอีกนะครับ

(พักชมโฆษณาก่อนแป้บนึง…นะครับ)

หนังสือเล่มใหม่ของผมครับ

“วันที่ชีวิตเดินทาง”

วางแผงเดือนตุลาคมนี้ พบกันได้ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่ศูนย์ประชุมฯ สิริกิติ์ที่บูธสำนักพิมพ์ busy-day
Plenary Hall, I 04 21-31 ตุลาคมนี้

————————————-

‘วันที่ชีวิตเดินทาง’ หมายถึง การเคลื่อนไหวของชีวิตที่มักจะเริ่มต้นไปพร้อมกับแสงตะวัน และพักลงยามตะวันพลบแสง ซึ่งนั่นก็คือทุกวันที่ยังลืมตาตื่นมายามเช้า แล้วเดินทางไปตามครรลองของชีวิตที่เป็นอยู่ แต่อีกเส้นทางหนึ่ง วันที่ชีวิตเดินทาง คือ วันที่ใจพร้อมจะไปเรียนรู้ในสถานที่แปลกตา ให้แปลกใจเล่นๆ ดูบ้าง บางครั้งอาจอยู่ใกล้ และบางทีอาจไกลไปค่อนโลก

หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนขอท้าทายให้ใครก็ตามที่อยากฝึกฝน “วิชาเดินทาง” ให้ร่วมออกเดินทางท่องไปในโลกตัวหนังสือที่เขาได้เก็บเล็กผสมน้อยทั้งเรื่องราว ผู้คน สีสัน รสชาติจากการเดินทางหลายหนที่ผ่านมาของชีวิต บันทึกเป็นความเรียงหลายเรื่องเพื่อค้นพบเรื่องราวและความรู้สึกดีๆ ที่โลกและผู้คนรอบข้างมีให้กับเราในวันที่…ออกเดินทาง

ชื่อหนังสือ :               วันที่ชีวิตเดินทาง

หมวด :                             ท่องเที่ยว  / ทั่วไป  

ผู้เขียน :                         อิทธิฤทธิ์ ประคำทอง

ราคา :                           165      บาท

จำนวนหน้า :                  176      หน้า (ขนาด 5.75 x 6.5 นิ้ว กระดาษปอนด์ขาว เนื้อใน ขาวดำแทรก 4 สี)

ISBN :                          978-616-7023-37-3

จัดจำหน่ายโดย :            บริษัท บิสซี่เดย์ จำกัด      โทร. 0-2196-2411-4

 

รัก…เรียน…รู้

วันนี้วันดีครับ

เป็นวันที่ครบรอบหนึ่งปีที่ผมเดินทางกลับมาบ้าน หลังจากที่ไปเร่ร่อนรอนแรมถึง 59 วัน (อย่างนี้พอจะเรียกได้ว่าสองเดือนไหมครับ) ในอินเดีย

มันเป็นการเดินทางที่ยาวนานและเหินห่างบ้านมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของผม “บ้าน” ในความหมายของการแวดล้อมไว้ด้วยคนที่เรารัก อาหารที่เราคุ้นเคย ภาษาที่เราไม่ต้องขยับหูในการฟัง และความมักคุ้นต่างๆ ในชีวิตอีกจำนวนมาก

แต่ผมก็จำเป็นจะต้องไป เพราะความรักในการเรียนรู้ ซึ่งผมได้สมัครไปฝึกหลักสูตรครูโยคะที่อาศรมแห่งหนึ่งทางอินเดียใต้ ที่ร้อยวันพันปี ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้ไปเยือนเมืองที่มีชื่อเสียงเรียงนามเหล่านี้…เชนไน…กานจีปุรัม…มามัลละปุรัม…พอนดิเชอรี่และตริวันดรัม

เรียกว่าถ้าไม่ใช่เพราะโยคะและความรักในการเรียนและอยากจะรู้เรื่องราวของโยคะให้ลึกขึ้นของผม ผมเองก็คงจะไม่ได้ทุ่มเททุนทรัพย์ เวล่ำเวลาและการเดินทางถึงสองเดือนในอินเดียใต้เช่นเหตุการณ์เมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมา

 …อืม…เวลาผ่านไปเร็วเหมือนกันนะครับ แป้บๆ ก็ผ่านไปหนึ่งปีเสียแล้ว เห็นทีผมจะต้องรีบขยับขยายขีดเขียนเรื่องราวถึงการเดินทาง (ตามรอยโยคะ) ของตัวเองออกมาเสียแล้ว

…อย่างน้อยก็ก่อนที่เวลาจะกัดกร่อนความทรงจำให้สูญหาย เหือดแห้งไปตามกาล

ภาพกุหลาบในแจกันภาพนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องข้างต้นแต่ประการใดครับ แค่นำมาฝากให้ชื่นตาในช่วง “เทศกาล” กุหลาบๆ กันครับ

รักธรรมชาติ

จากการเดินทางออกนอกเมืองกรุง มุ่งหน้าสู่ดินแดนแห่งธรรมชาติ ซึ่งทุกวันนี้เป็นสถานที่หนึ่งที่ผู้คนให้ความสนใจอย่างมาก นั่นก็คือ “วังน้ำเขียว” ผมพบว่าด้วยบรรยากาศการท่องเที่ยวแบบบ้านๆ ที่วังน้ำเขียวเป็นอยู่ ไปดูฟาร์มปลูกผัก เพาะเห็ด

ไม่น่าเชื่อว่าวังน้ำเขียวในวันนี้จะเป็นกระแสของการท่องเที่ยวกระแสหนึ่งที่มีผู้คนให้ความสนใจและไปเยือนกันมากพอดู

ในระหว่างเสาร์ – อาทิตย์ที่ผมไปอยู่วังน้ำเขียวนั้น นอกจากจะพบบรรยากาศของผู้คนที่พาครอบครัวของตัวเองไปท่องเที่ยวที่นั่นด้วยยวดยานพาหนะส่วนตัวแล้ว ผมยังได้เห็นรถตู้ตลอดจนรถทัวร์คันเขื่องๆ หลายต่อหลายคันบรรทุกนักท่องเที่ยว (ชาวไทย) ไปเต็มคันรถ ทุกคันมุ่งหน้าไปสู่อำเภอเล็กๆ แห่งนครราชสีมา (ค่อนไปทางปราจีนบุรี) ที่มีชื่อว่าวังน้ำเขียว และมีที่พักผุดขึ้นมารองรับนักท่องเที่ยวมากมายจนน่าแปลกใจ

สำหรับผมเองนั้น โฉมหน้าที่แท้จริงของวังน้ำเขียวกลับแห้งแล้ง (หรือจะพูดให้ถูกให้แห้งโกร๋น) กว่าที่คิดเอาไว้ ทำเลที่ตั้งก็สวยงามในความเป็นหุบเขาสลับซับซ้อนดีอยู่หรอก เพียงแต่ว่าอดที่จะคิดไม่ได้ว่าป่าไม้และต้นไม้ที่น่าจะเคยมีอยู่นั้นหายไปไหน หายไปได้อย่างไร และหายไปตั้งแต่เมื่อใด เพราะน้ำมือใคร

แต่ไม่ว่าวังน้ำเขียวจะดูโปร่งโล่ง มองไม่เห็นผืนป่า ที่นั่นก็มีอากาศบริสุทธิ์ที่พร้อมจะให้ผู้ไปเยือนได้สูดหายใจได้อย่างเต็มปอด และเป็นอากาศที่เรารู้สึกได้ว่าช่างเป็นอากาศดีเสียจริงๆ และดูท่าแล้วอากาศที่ว่าดีนั้นก็น่าจะมาจากป่าเขาใหญ่และป่าทับลานที่อยู่บริเวณโดยรอบของวังน้ำเขียว

ผมนึกแปลกใจอยู่ครามครันว่าอะไรทำให้การท่องเที่ยววังน้ำเขียวดูได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวคนไทยอย่างเราๆ ขึ้นมาได้ และเป็นการท่องเที่ยวที่ฮือฮาไม่น้อย ดูได้จากปริมาณการเลือกซื้อเลือกชมข้าวของการเกษตรที่มีการวางขายโดยกลุ่มชาวบ้านหรือกลุ่มผู้ผลิต ที่มีผัก เห็ด ดอกไม้และผลไม้หลายชนิดวางจำหน่าย

แม้จะเป็นการท่องเที่ยวในวันร้อนที่มาถึงอย่างรวดเร็วกว่าที่คิดเอาไว้ และไม่น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของคนไทย (ในการเที่ยวกลางแจ้งกลางแดดร้อน) แต่ดูเหมือนว่าการท่องเที่ยววังน้ำเขียวที่ผมได้เห็น จะลบกลบคำกล่าวปรามาสที่เคยว่ามา ไปเสียเกือบจะหมดสิ้น

หากันจนเจอ

lostnfnd

หลายวันก่อนผมเดินทางไปอินเดียบนเส้นทางพุทธคยาไปพาราณสี ขากลับนั่งเครื่องจากพาราณสีไปต่อเครื่องกลับเมืองไทยตอนตีหนึ่งเศษๆ ที่สนามบินนิวเดลี

พอกลับถึงบ้านเราที่สุวรรณภูมิตอนเจ็ดโมงกว่า กว่าที่จะเดินผ่านออกมาที่แท่นหมุนให้รับกระเป๋าเดินทางคืนก็ใกล้จะแปดโมงเช้า

ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องเลวร้ายจะเกิดขึ้นจริง เพราะในกลุ่มที่เดินทางไปพร้อมกันราวยี่สิบคน มีคนทั้งหมดที่โหลดกระเป๋าเข้าไปพร้อมกันกับผมสิบห้าคน (เท่ากีับกระเป๋าในกลุ่มเดินทางเดียวกันมีสิบห้าใบ) ผลปรากฏว่ามีกระเป๋าเดินทางสีเทาใบย่อมๆ ของผมใบเดียวที่ไม่โผล่หน้าออกมาจากนิวเดลีด้วย โดยไม่ทราบว่าตกค้างไปไหนหรือมีมือดี (ที่ประสงค์ร้าย) แอบฉกออกไปนอกสนามบินตอนที่เดินทางมาถึงเมืองไทยแล้วก็ไม่ทราบได้

ผลก็คือผมต้องเดินไปแจ้งว่ากระเป๋าหายที่เคาน์เตอร์ของการบินไทย (ทำให้งงๆ เพราะผมไม่ได้เดินทางกับการบินไทยสักหน่อย) แต่ก็นั่นล่ะ เขาว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของการบินไทย

เจ้าหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์จากผม ขอรายละเอียดรูปพรรณสัณฐานของกระเป๋า ของรายละเอียดการติดต่อกลับ แล้วก็ออกเอกสารให้ผมใบหนึ่งบอกว่าถ้าหากกระเป๋าจะหาเจอที่อินเดีย มันก็จะเดินทางกลับมาพร้อมกับเครื่องไฟล์ทถัดไปนั้นก็คือเวลาบ่ายโมงครึ่งของวันนั้น แล้วยังไงเจ้าหน้าที่จะติดต่อผมไปอีกที และถ้าหากไม่โชคซ้ำกรรมซัดจนเกินไป หากระเป๋าเจอแล้วเขาจะจัดส่งไป พามันเดินทางมาคืนให้ถึงที่บ้านเลย

เหตุการณ์วันนั้นก็เลยเปิดโอกาสให้ผมได้ใช้บริการขนส่งมวลชนกลับบ้าน เพราะไม่ต้องมีกระเป๋าเดินทางพะรุงพะรัง ก็แค่เดินตัวปลิวออกจากสนามบินไปขึ้นรถตู้ออกจาสุวรรณภูมิ จ่ายไปแค่สามสิบห้าบาท (ถ้านั่งแท็กซี่ก็ไม่ต่ำกว่าร้อยแปดสิบ)

เคยกระเป๋าเดินทางหายและต้องไปติดต่อแผนก “ลอสต์ แอนด์ ฟาวน์” เหมือนผมกันไหมครับ?

ผมว่ากระเป๋าไม่ยอมโผล่หน้ากลับมาบ้านด้วยตอนขากลับนั้นท่าจะดีกว่ากระเป๋าหายสาปสูญตอนที่เราไปถึงบ้านอื่นเมืองอื่นโดยที่ยังไม่รู้ชะตากรรม และคงจะยากกว่ามากในการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ทท้องถิ่นของสนามบินหรือสายการบินในประเทศอื่น (ท่าจะเมื่อยมือมากกว่า)

แต่ที่ผมใจไม่ดีคือกระเป๋าผมดันไม่ยอมกลับมาจากอินเดียที่สนามบินนิวเดลีด้วยนี่สิ…อินเดียนะครับอินเดีย ใครจะอยากให้เกิดเรื่องขึ้นกับตัวเองเมื่อต้องข้องเกี่ยวกับอินเดียในการเดินทาง เพราะความที่เขาเป็นประเทศใหญ่คนเดินทางก็เยอะ ของก็เยอะ

น้องคนหนึ่งที่ใช้นามว่าสนุกประเทศบนบล็อกเวิร์ดเพลสแห่งนี้ รู้ข่าวเข้าก็มาแสดงความยินดีกับผม (เฮ้ย ผิดไปเปล่า?) บอกว่าไม่ต้องห่วงหรอกพี่ ได้คืนแน่นอน ของผมก็เคยหาย ไม่ยอมกลับมาจากอินเดียมาแล้วตอนที่กลับจากเนปาล สามวันก็ได้คืน…

ถึงจะมีคำปลอบโยนจากหลายแหล่ง แต่ผมก็ค่อนข้างจะทำใจที่จะพบกับความซวย (ความสูญเสียหาย)เอาไว้แล้ว แต่หลังจากนั้นวันสองวันผมก็เฝ้าติดต่อกลับไปที่การบินไทยว่าเจอกระเป๋าผมหรือยัง และทางโน้นเองก็พยายามจะติดต่อบอกข่าวให้ผมรับรู้อยู่ว่า “กำลังหาให้อยู่นะคะ ยังไม่เจอเลยค่ะ” ก็ทำให้ชื่นใจดี แม้จะยังไม่มีข่าวดีก็เถอะ

แล้วในที่สุดพอถึงวันที่สี่ของการรอคอย กระเป๋าผมก็หาเจอและเดินทางกลับมาแล้ว ทางการบินไทยแจ้งข่าวมาและบอกว่าจะเอาเข้่ามาส่งให้ถึงที่บ้านตามสัญญา

โอ มันช่างประเสริฐจริงๆ ครับกับประสบการณ์ที่ผมไม่อยากจะเชื่อว่าผมจะเจอ และไม่คิด ไม่อยากจะเจออีกเลยในทุกการเดินทางครั้งใดๆ

Charming Pondy

สารคดีท่องเที่ยวเรื่อง “Charming Pondy กรุ่นกลิ่นครัวซองต์แดนโรตี” เรื่องล่าสุดของผมครับ

ตีพิมพ์ในนิตยสาร Living etc ฉบับเดือนตุลาคม 2552 หน้า 170 – 175

 

ลองหาอ่านกันดูนะครับ!2

1