กาแฟหลายแก้วกับวิชากาแฟ (อีกสักหน)

เมื่อประมาณสองปีก่อนเห็นจะได้ ผมมีโอกาสเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปเรียน “วิชากาแฟ” กับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งนั้นเป็นหนแรกที่ได้ไปเรียนเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ของกาแฟ พร้อมกับลงมือปฏิบัติ แม้จะเป็นหลักสูตรที่ไม่มีค่าใช้จ่ายและชื่อหลักสูตรบอกไว้ว่าเป็นการอบรมกาแฟสำหรับเกษตรกรก็ตาม แต่ก็ได้น้ำได้เนื้อและได้วิชาความรู้ความสนุกสนานในเรื่องราวหลากหลายและรสชาติอันหลั่งล้นบนเส้นทางสู่ความใฝ่ฝัน (ของผม) ที่ว่า “อยากจะเปิดร้านกาแฟ” ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

จนกระทั่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากลงชื่อไว้ในกิจกรรมเปิดการฝึกอบรมสร้างอาชีพสำหรับสื่อมวลชนของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ก็ถึงกำหนดของการฝึกอบรมวิชากาแฟครั้งที่สองของผม และคราวนี้ก็ใช้เวลาเกือบๆ เต็มวันที่บริษัท รีเทลลิงค์ ประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทลูกของซีพีออลอีกทีหนึ่ง และกิจกรรมครั้งนี้ก็เป็นการฝึกอบรมแบบไม่คิดมูลค่าเพราะเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR ของบริษัทฯ

สายวันเสาร์ที่ 3 กันยายนที่ผ่านมาแสงแดดเจิดจ้าไร้เมฆฝน เป็นนิมิตรหมายอันดีที่ทำให้การเดินทางไปร่วมฝึกอบรมที่บริษัทฯ ตรงถนนวิภาวดีรังสิต 62 เป็นไปด้วยความพร้อมและเบิกบาน แม้ว่ากาแฟแก้วแรกที่จิบไปจากที่บ้านในตอนเช้าจะเข้มข้นไม่ถึงใจเท่าไรนัก

การอบรมกาแฟสร้างอาชีพโดยบริษัท รีเทลลิงค์ครั้งนี้แว่วจากเพื่อนๆ นักข่าวที่เคยรับรู้มาก่อนแล้วว่าได้รับความนิยมมากและมีการจองคิวขอเข้าฝึกอบรมเอาไว้ล่วงหน้า โดยมีรายชื่อยาวไปถึงสองพันคนที่รอจ่อคิวอยู่ และทุกๆ ครั้งของการจัด ทางบริษัทฯ ถึอเป็นกิจกรรมคืนกลับให้สังคม ไม่คิดสตุ้งสตังค์ผู้เข้าฝึก น่าเสียดายว่าแต่ละรอบแต่ละครั้ง รับคนเข้าฝึกอบรมได้เพียงหลักสิบเท่านั้น และในรอบที่ผมเข้าไปอบรมก็มีผู้เข้าร่วมราวๆ 30 คนเท่านั้น

ในวันนี้ก่อนที่จะได้ลงมือชงกาแฟสูตรต่างๆ ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือจริงๆ เป็นเครื่องชงเอสเพรสโซหน้าตาบึกบึนกันจริงๆ ช่วงเช้าเป็นการบรรยายที่ออกรสออกชาติและให้แง่มุมแนวคิดที่ดีของการเปิดร้าน เข้าสู่ธุรกิจกาแฟโดยผู้บริหารระดับแถวหน้าของบริษัท ซีพีออลและรีเทลลิงค์ – คุณนริศ ธรรมเกื้อกูล รองกรรมการผู้จัดการ

คุณนริศมาเปิดเผยวิธีการปั้นธุรกิจร้านกาแฟ หรือแม้แต่บูธกาแฟเล็กๆ อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ โดยชี้แนะและวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของการทำร้านกาแฟที่มิใช่เพียงแค่ “การได้ลงมือทำ” แต่ยังจะต้อง “ทำให้ได้” และ “ทำให้รอด” ร่ำรวยขึ้นมาได้จากธุรกิจร้านกาแฟ

ข้อแรกคือเรื่องของการเลือกหาทำเลเปิดร้านในย่านการค้าหรือแหล่งที่มีลูกค้าพลุกพล่าน และลูกค้ามีหลากหลายส่วน หรือที่เรียกว่า Segment ต่างๆ นอกจากจะมีเซ็คเม้นต์แล้วในเซ็คเม้นต์ที่เรามองเห็นนั้นก็จะต้องเป็น “กลุ่มลูกค้า” หรือ Target Marget ให้ได้ด้วย มิใช่ว่าเปิดร้านในทำเลที่มีคนเยอะแต่ไม่มีกลุ่มลูกค้าร้านก็คงจะไปไม่รอดเหมือนกัน

นอกจากนี้เรื่องของ “สินค้าและบริการ” หรือ Positioning ก็เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการทำธุรกิจด้วย โดยในกรณีนี้ถ้าหากสนใจจะเปิดร้านกาแฟ ก็จะต้องชงกาแฟและเครื่องดื่มเป็น ชงอย่างมีรสชาติ อร่อย สะอาด การกำหนดราคาให้สอดคล้องกับความต้องการจ่ายของกลุ่มลูกค้าหลักก็เป็นประเด็นสำคัญเหมือนกัน

“ทุกรุ่นที่มาอบรมและฟังผมพูด รู้เรื่องแบบนี้ไปหมดทุกคนแล้ว แต่ก็ยัง ‘เจ๊ง’ ทำแล้วไปไม่รอด เพราะการตัดสินใจชั่ววูบ หรือเพราะมีอะไรบังตาก็ไม่รู้ เลยตัดสินใจแบบนั้นหรือเลือกทำเลที่ไม่ได้อยู่ในย่านการค้าด้วยการวิเคราะห์ตามที่ได้อบรมไปแล้ว” คุณนริศกล่าวแบบติดตลก

หลังมื้ออาหารกลางวัน อาจารย์วิชากาแฟบอกว่าให้ทุกคนรีบทำเวลา ออกไปดูร้านกาแฟสร้างอาชีพซึ่งเป็นร้านต้นแบบที่คุณนริศปลุกปั้นและควบคุมดูแลด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิดคือ ร้านกาแฟรีเทลลิงค์ ที่ตั้งอยู่ปากซอยวิภาวดีฯ 64 ไปดูเพื่อให้เห็นว่าร้านกาแฟเล็กๆ แต่ตั้งใจทำ ไม่ได้ขายกาแฟแพง แต่ทำอย่างพินิจพิเคราะห์ ใช้หลักการการตลาดเข้ามาจับ ทำแล้วประสบความสำเร็จได้อย่างไร โดยมีรายได้เป็นผลกำไรเดือนละแสน ทั้งๆ ที่ขายกาแฟแก้วละ 25-  -30 บาทเท่านั้น

พอกลับมาจากการทัศนศึกษาร้านกาแฟจริงๆ แค่เพียงในซอยถัดไป ทุกคนก็กลับมาหึกเหิมอยากจะฝึกหักชงกาแฟสูตรต่างๆ ทั้งกาแฟร้อนและกาแฟเย็น 4 ชนิดด้วยกัน ในเบื้องต้นนั้นวิทยากรได้แนะนำส่วนประกอบหลักต่างๆ ของเครื่องทำกาแฟเอสเพรสโซที่วางอยู่ต่อหน้า การทำงานของเครื่อง เครื่องบดเมล็ดกาแฟ อุปกรณ์การชงต่างๆ จากนั้นบาริสต้าหรือผู้ชงกาแฟประจำร้านรีเทลลิงค์ก็แสดงวิธีการชงกาแฟร้อนเอสเพรสโซหนึ่งแก้วเล็กหรือหนึ่งช็อต ซึ่งถ้าจะให้ได้กาแฟเข้มข้นชนิดนี้จะต้องใช้เมล็ดกาแฟคั่วบดปริมาณ 8 กรัม ใช้ความร้อนของน้ำในเครื่องชงที่ 94 องศาเซลเซียส เปิดเครื่องชงผ่านหัวชงกาแฟหรือว่า Group head เป็นเวลา 25- 30 วินาที โดยใช้นาฬิกาจับเวลา ก็จะได้กาแฟเอสเพรสโซที่มีฟองครีมาสีทองขนาดสองออนซ์ เรียกว่า Perfect Shot เหมาะสำหรับการชงผสมนมสด นมข้นหวาน นมจืดออกมาเป็นเครื่องดื่มกาแฟร้อนเย็นอีกสารพัดเมนู เช่น คอฟฟี่ แมคคีอาโต คาเฟ่ลาเต้ แคปปูชิโน ฯลฯ

การเข้าห้องเรียนวิชากาแฟ ได้ทดลองชิมกาแฟทั้งลาเต้ร้อนและกาแฟเย็นที่บดและลงมือชงเองในการอบรมวันนี้เป็นทั้งรสชาติที่ปลุกเร้าและความสนุกที่กระชับรวบรัดดีสำหรับผม ขณะเดียวกันก็เป็นการค่อยๆ ทยอยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาพฝันอันล่องลอยของความคิดฝันส่วนตัวที่อยากจะเปิดร้านกาแฟ…ไม่วันใดก็วันหนึ่ง…ในวันหน้า

…ยังอยู่ในใจเสมอ

…เมื่อสุริยนต์ย่ำสนธยา

หมู่นกกาก็บินมาสู่รัง

ให้มาคิดถึงท้องทุ่งนาเสียจัง

ป่านฉะนี้คงคอยหวัง เมื่อไหร่จะกลับบ้านนา…

บทเพลง “นักร้องบ้านนอก” ถ่ายทอดอารมณ์เพลงได้อย่างเหลือเฟือในความงดงามและพลังของน้ำเสียงของ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” นักร้องสาวผู้ล่วงลับจากเราไปเมื่อ 19 ปีก่อนด้วยโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเองหรือ SLE

ผมไม่ได้เป็นแฟนพุ่มพวงหรือชื่นชอบเพลงลูกทุ่งเป็นพิเศษ แต่ก็ทึ่งและชื่นชอบในผลงานของนักร้องผู้ได้ชื่อว่าเป็นราชินีเพลงลูกทุ่งเมืองไทยคนนี้อย่างไม่มีข้อสงสัย

ข้อที่ว่าน่าทึ่งก็คือชีวิตของเธอที่มุ่งมั่นจะเอาดีกับการเป็นนักร้อง แม้ไม่ได้ร่ำเรียนจนเขียนอ่านได้ แต่กลับสามารถร้องเพลงโดยวิธีจดจำเนื้อเพลงเอา แล้วถ่ายทอดอารมณ์เพลงออกมาได้จนเป็นที่ประจักษ์ถึงความสามารถและพรสวรรค์ การฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตต่างๆ จนกระทั่งขึ้นมาสู่บัลลังก์ราชินีเพลงลูกทุ่งได้จนนาทีสุดท้ายของชีวิต เธอก็ยังทุ่มโถมทำงานหนักและร้องเพลงอยู่อย่างต่อเนื่อง ตราบเท่าชั่วโมงสุดท้ายของการมีชีวิต

แล้วปีนี้ก็เป็นโอกาสดีที่มีภาพยนตร์ที่สร้างจากชีวิตจริงของพุ่มพวง ดวงจันทร์ออกมาในชื่อ “พุ่มพวง” โดยสร้างจากหนังสือ “ดวงจันทร์ที่จากไป” ของบินหลา สันกาลาคีรี ผมมีโอกาสได้ไปนั่งดูหนังเรื่องนี้และบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าชอบอะไร หรือไม่ชอบที่ตรงไหน แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกอย่างรุนแรงคือความคิดถึงพุ่มพวงและพลอยนึกถึงความสูญเสียของคนไทยและวงการเพลงไทยลูกทุ่งไป เมื่อวันนี้ไม่มีเธอคอยขับกล่อมสร้างผลงานเพลงใหม่ๆ ให้เราได้ยินได้ฟังกันอีกแล้ว

หนังเรื่องพุ่มพวงตั้งใจจะถ่ายทอดความเป็นนักสู้และนักล่าฝันของผู้หญิงเล็กๆ ที่ยากจนจากเมืองสุพรรณฯ ผู้เติบโตแบบปากกัดตีนถีบในครอบครัวเกษตรกรไร่อ้อย ไร้การศึกษา แต่มีหัวใจและมีความฝัน ฝันที่อยากจะเป็นนักร้องและฝันที่อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิตเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว คนที่ตัวเองรัก

ในตอนท้ายๆ ของหนังที่บอกเล่าตอนที่พุ่มพวงถูกคนรักทอดทิ้งไป  เธอล้มป่วยเพราะทำงานหนักจากการเป็นโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง จนอาจจะต้องยุบวง และออกจากวงการเพลงไป เธอร่ำไห้ในอ้อมกอดของมารดาว่า เธอไม่เป็นไร ยังแข็งแรงดี แม้หมอจะบอกว่าเธอป่วยด้วยโรคที่เอาชนะหรือคุ้มครองคนอื่นๆ ได้ แต่คุ้มครองป้องกันตัวเองจากตัวเองไว้ไม่ได้

ความรักเปลี่ยนแปลงและจากไป

ชีวิตและลมหายใจ เกิดขึ้น คงอยู่และดับไป

…มีแต่ความฝันเท่านั้นที่ยังคงตกค้างพร่างพราย เป็นดั่งท่วงทำนองและบทเพลงขับกล่อมงดงามให้กับชีวิตอื่นๆ ที่ยังคงดำเนินไป…

โลกหลายใบของปรีณัน

“ปรีณัน นานา”หรือคุณตุ้ม หญิงสาวที่ยิ้มอยู่ในภาพนั้นเป็นคนหนึ่งที่ผมรู้จักมานานพอสมควร

ก่อนหน้านี้คุณตุ้มทำงานเป็น “นักจัดการวัฒนธรรม” “ผู้ออกแบบงานนิทรรศการ” และเป็นผู้จัดทำแผ่นพับ Art Connection เผยแพร่ฟรีๆ เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารงานศิลปะและกิจกรรมด้านวัฒนธรรมในกรุงเทพฯ

วันดีคืนดีพอมีโอกาสได้รู้จักเธอมากขึ้นและพบกันอีกครั้ง ผมกลับผมว่าคุณตุ้มในวันนี้ได้กลายมาเป็น “ครูโยคะ” โดยได้ละวางการงานอื่นๆ ที่เคยทำมาไปหมดแล้ว

สถานที่สอนโยคะแห่งใหม่ที่คุณตุ้มปลุกปั้นขึ้นมามีชื่อว่า SoulMade Yoga & Tea Room ตั้งอยู่ในซอยเอกมัย 12 ซึ่งเป็นทาวน์เฮาส์ที่มีการตกแต่งใหม่ให้ดูสวยงาม ลงตัวเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการฝึกโยคะ (ทั้งแบบ Gentle และ Open Class) ฝึก Soul Dance และนั่งจิบชาได้ พร้อมกับมีการเปิดตัวในส่วนของสถานที่ฝึกโยคะในสไตล์คริปาลุตามที่คุณตุ้มได้ไปร่ำเรียนมาจากศูนย์โยคะคริปาลุที่เมืองแมตซาชูเสท สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2539 ไปตอนกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ตามประสาคนที่มีแบคกราวน์มาทางด้านศิลปะและชื่นชอบเรื่องราวที่มากกว่าการลงมือทำ แต่เป็นการ “ทำด้วยใจ” คุณตุ้มจึงวาดหวังให้ SouldMade เป็นชุมชนสำหรับคนรักสุขภาพและโยคะแห่งใหม่ ไปจนถึงสำหรับคนที่สนใจงาน Art&Craft ที่จะมาเจอกันหรือทำกิจกรรมต่างๆ ในอนาคต

หมวกของคุณตุ้มที่สวมใส่ได้ลองทำ เป็นนู่นเป็นนี่ และจากประสบการณ์ทำอะไรต่างๆ ที่ผ่านมาน่าจะบ่งบอกว่าเธอมีหมวกหลายใบในชีวิต และแต่ละใบก็มีความสวยงาม ลงตัว มีทิศทาง

…เป็นหมวกที่ต่อเติมแต่งแต้มโลกหลายใบของปรีณันให้น่าสนใจยิ่งขึ้นนั่นเอง

Facebook Page: SoulMade yoga & tea room

ทะเลแปร

ผมนึกขอบคุณคนแปลภาษา ( subtitle) ของรายการมาร์ธา สตวร์ท (Martha Stewart) ที่ได้ดูเมื่อคืนที่ผ่านมา

เขา (หรือเธอ) แปลว่าคำว่า Sea Change ได้สั้นๆ และได้ใจความสวยงามลงตัวว่า “ทะเลแปร” ใช่แล้วครับเรื่องในรายการตอนหนึ่งของรายการทอล์คโชว์และทำอาหารลักษณะเหมือนรายการแม่บ้านๆ ธรรมดาของช่อง NBC ของอเมริกามีการสนทนาที่ให้แง่งามต่อโลกของเราและได้เนื้อหาสาระมาก (ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผมอิจฉาผู้ชมชาวอเมริกันปานใดที่มีรายการธรรมดาๆ ไม่ปรุงแต่งหวือหวาแต่มีเนื้อหาน่าสนใจเช่นนี้)

เธอชวนผู้อำนวยการสร้างและนักทำหนังสารคดีที่เป็นคู่สามี – ภรรยามาพูดคุยในรายการ (Barbara Ettinger and Sven Huseby created their latest film, “A Sea Change”) ใช้เวลาสนทนาเพียงสั้นๆ แต่เปิดเรื่อง (ในลักษณะที่เกี่ยวพันกันกับรายการแม่บ้านทำอาหารที่ก่อนหน้านั้นเธอโชว์ฝีมือการผัดสปาเก็ตตี้กับหอยตลับมะนิลาให้ดูไปหยกๆ) โดยตั้งคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าปลาเกิดหมดไปจากทะเลหรือไม่มีปลาเหลือให้เรากินอีกต่อไป” แล้วบนจอก็มีภาพท้องทะเลสีครามที่มีฝูงปลาหน้าตาเหมือนปลาทูน่าหรือบลูฟินแหวกว่ายให้ดู ซึ่งให้ความรู้สึกถึงความสวยงามของธรรมชาติและชีวิตมากกว่าที่จะทำให้รู้สึกหิวหรืออยากจับปลาเหล่านั้นมาทำอาหารกิน

ทั้งสองคนเหล่าถึงผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมใหญ่ที่เพิ่มขึ้นนับจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ช่วง 200 ปีที่ผ่านมา) ว่าทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนี้แล้วก๊าซคาร์บอนฯ ส่วนหนึ่งที่อยู่ในชั้นบรรยากาศโลกจำนวนมากได้ถูกมหาสมุทรดูดซับเอาไว้ ฟังดูแล้วเหมือนจะดีที่ก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนในชั้นบรรยากาศลดลง แต่แล้วปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์ทางฝั่งตะวันตกเพิ่งค้นพบก็คือความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่บระบบนิเวศของทะเล นั่นคือก๊าซคาร์บอนฯ ได้ทำให้ภาวะความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้นในท้องทะเล (เขามีศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยครับแต่ผมฟังไม่ถนัด)

เมื่อท้องทะเลเป็นกรดมากๆ เข้าก็จะส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตลำดับแรกๆ ในห่วงโซ่อาหารคือบรรดา Sea Angel ตัวเล็กๆ ใสๆ ที่มีเปลือกหรือโครงสร้างภายนอกเป็นสารแคลเซียมคาร์บอเนต (ขอให้นึกถึงชอล์กแท่งขาวๆ ที่เขียนกระดานดำ) ที่จะละลายหรือโดนกัดกร่อนจนไม่อาจเติบโตเป็นตัวเต็มวัยจนสามารถเป็นอาหารให้สัตว์ทะเลอย่างปลาได้ แคลเซียมคาร์บอเนตยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของบรรดาเปลือกหอย ซ้ำสภาพทะเลที่มีความเป็นกรดก็ยังส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของปะการังอีกด้วย

ใครเลยจะคาดคิดว่าเมื่อความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนจนทำให้ “ทะเลแปร” เปลี่ยนไปเช่นนี้แล้วจะส่งผลกระทบต่อความเป็นไปของโลกสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลมหาศาล

ในรายการชี้แนะทางออกเดียวง่ายๆ สั้นๆ แต่ทำได้จริงก็คือว่าเราจะต้องช่วยกันลดหนทางในการบริโภคหรือใช้พลังงานลงให้เหลือน้อยที่สุดและทำให้ได้เร็วที่สุด ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน ใครที่เคยเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้เมื่อไม่ได้ใช้ก็จงถอดปลั๊กออกเสีย ไม่ต้องเปิดแอร์ทุกเมื่อที่แค่เพียงรู้สึกร้อน ใช้บริการขนส่งมวลชนแทนรถโดยสารหรือแม้แต่กระทั่งเปลี่ยนไปใช้รถไฮบริดที่พลังงานได้มากจากไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติทดแทนบรรดาน้ำมันที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ มากกว่า

เมื่อนั้นเราอาจจะช่วยกันคงความแปรเปลี่ยนของท้องทะเลเอาไว้ได้ไม่ให้เกิดในอัตราเร่งที่รวดเร็วจนเกินไปนัก

A Sea Change : http://www.marthastewart.com/article/a-sea-change

เต่าทองและเต้าฮวย

เรื่องเล่าสองเรื่องนี้ผมฟังมาจากห้องฝึกโยคะ…

เรื่องของเรื่องคือว่าผมฝึกโยคะในสไตล์อนุสาระ (Anusara Yoga) มาได้พักใหญ่แล้วและก็(ยัง) ชื่นชอบที่จะฝึกโยคะสไตล์นี้ต่อไป เพราะความสนุกสนานจากการฝึกที่ก่อนการเริ่มครูมักจะเล่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อให้เป็นธีมในการฝึกของแต่ละวันไม่ซ้ำกันแล้วแต่ประสบการณ์ของผู้สอนหรือเรื่องราวที่ประสบพบเห็น ตีความแล้วนำมาเล่าให้นักเรียนในห้องฝึกฟัง

สองคลาสของการฝึก Anusara Inspired Yoga กับ ‘ครูบิ๊ก’ ครูโยคะที่สตูดิโอซึ่งผมฝึกด้วยเป็นประจำมีเรื่องเล่าง่ายๆ งามๆ สองเรื่องต่อไปนี้ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังอีกทีหนึ่ง

เรื่องแรกนั้นครูบิ๊กบอกกับพวกเราว่าอย่าได้มีข้อจำกัดในการฝึกโยคะของตัวเอง เพราะบางครั้งท่าอาสนะที่ฝึกอาจจะดูเหมือนยาก เกินความสามารถทางร่างกายของเราก็จริง แต่หากใจของเราคิดไปก่อนว่ายากหรือทำไม่ได้ ก็เท่ากับเป็นการจำกัดศักยภาพภายในลึกๆ ที่เรามีอยู่ ทั้งๆ ที่อาจจะยังไม่ได้ลองทำดูเสียด้วยซ้ำ

ครูบิ๊กจึงได้เล่าเรื่องหรือหยิบยก “แมลงเต่าทอง” ตัวเล็กๆ ป้อมๆ สีแดงมีลายจุดๆ สีดำที่ด้านหลัง แมลงเต่าทองแม้จะตัวเล็กๆ ป้อมๆ สั้นๆ ก็จริงอยู่ แต่ด้วยความที่มันก็คิดว่ามันบินได้และมีปีกเหมือนนก มันจึงบินขึ้นไปได้โดยไม่มีความคิดที่เป็นวิตกกังวล คิดเพียงง่ายๆ สั้นๆ ว่าเมื่อมีปีกมันก็จะบิน แมลงเต่าทองจึงบินได้โดยไม่ต้องนึกเปรียบเทียบหรือวิตกกังวล

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจมากเป็นเรื่องของ “เต้าฮวย” ซึ่งเจ้าของร้านเป็นร้านเล็กๆ อยู่ที่สิงคโปร์ ครูบิ๊กบอกว่าเขาทำเต้าฮวยน้ำขิงได้อร่อยมาก พอมีครูโยคะรุ่นน้องเดินทางไปสิงคโปร์เธอจึงย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าลืมหาโอกาสไปลองไปชิมให้ได้และฝากกล่าวชื่นชมกับเจ้าของร้านเต้าฮวยให้หน่อยว่าเต้าฮวยของเธออร่อยจริงๆ ซึ่งทำให้เจ้าของร้านดีใจถึงกับกล่าวว่าสิ่งที่ครูบิ๊กฝากไปบอกนั้นมีความหมาย (It’s make my day!) ต่อเธอมาก เพราะเธอไม่ได้คาดหวังอะไร ขอเพียงได้ทำเต้าฮวยซึ่งเป็นกิจการเล็กๆ ที่เธอรักให้ดีที่สุด ทำออกมาให้ได้รสชาติอร่อยและลูกค้าชื่นชอบที่สุดเท่านั้นเธอก็พึงพอใจแล้ว

จากเรื่องเต้าฮวยนำมาสู่เคล็ดลับวิชาของการฝึกโยคะในวันนั้นและทุกๆ วันของทุกๆ คนว่า ขอเพียงเรารู้จักชื่นชมในสิ่งที่เราทำและทำให้ดีที่สุด เต็มความสามารถที่สุด แม้สิ่งนั้นจะเป็นเพียงการงานเล็กๆ การฝึกโยคะเล็กๆ หรือการใช้ชีวิตเล็กๆ แต่ขอให้เป็นสิ่งที่เรารักและรักจะทำก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

ซึ่งจากสองเรื่องนี้ก็ทำให้การฝึก (อนุสาระ) โยคะมิได้เป็นเพียงการฝึกโยคะ แต่เป็นการเดินทางผ่านความคิดและการได้ยินได้ฟังเรื่องเล่าที่ทั้งง่ายงามมีความหมายสามารถนำมาย้อนมองกลับหรือมองออกไปนอกเสื่อโยคะ…ไปสู่เรื่องราวที่กว้างกว่าในชีวิตของเราเอง

ชุมชนของคนรักโยคะ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ “ฝึก” โยคะ ฝึกนะครับ มิใช่เล่นเหมือนที่คนชอบพูดกันถามกันว่า “เล่นโยคะ” หรือเปล่า

ก็น่าแปลกที่ทำไมในภาษาไทยเราใช้คำว่า “เล่น” กับการทำโยคะ มันก็เลยดูเล่นๆ ไปเสียทั้งหมด ไม่ค่อยได้อะไรจริงจัง ทั้งๆ ที่ในภาษาอังกฤษนั้นเวลาที่บอกว่าเราฝึกโยคะเขาจะใช้คำว่า Practising (มาจากคำว่า Practice ซึ่งแปลว่าฝึกหัด, ฝึกฝน) และสำหรับคนที่น้อมนำทำโยคะเป็นประจำในภาษาอังกฤษก็จะเรียกว่าเป็น Yoga Practitioner

ผมฝึกโยคะมาได้ราวๆ สี่ห้าปีแล้วและเกือบจะทำได้ในการปฏิบัติอาสนะ (Asana) ทุกวันหรืออย่างน้อยก็ได้ไม่ต่ำกว่าสามวันต่อสัปดาห์ ฝึกคราวหนึ่งก็ใช้เวลาประมาณ 45 – 90 นาทีแล้วแต่ว่าฝึกที่ไหน ฝึกคนเดียวหรือไปฝึกในห้องฝึกตามสตูดิโอโยคะที่เป็นสมาชิกอยู่

ฝึกนานวันเข้าและฝึกกับหลายอาจารย์หลายสำนักก็ทำให้นึกครึ้มๆ ที่อยากจะสอนและอยากจะถ่ายทอด จนกระทั่งโอกาสดีได้ลงมือ “สอนโยคะ” ถึงได้รู้ว่าการเป็นนักเรียนกับการที่คนเราลุกขึ้นไปยืนหน้าห้องคนเดียวเพื่อนพูดปาวๆ บอกสอนให้คนอื่นทำตามนั้น เป็นคนละเรื่องเดียวกันและไม่ใช่เรื่องที่จะทำหรือจะเป็นกันได้ง่ายๆ

แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังคงตั้งใจฝึกและตั้งใจที่จะถ่ายทอดบทเรียนโยคะในห้องฝึกโยคะที่ผมมีโอกาสเป็น “ครู” ต่อไปให้ดียิ่งๆ ขึ้น

มาเข้าเรื่องของวันนี้กันดีกว่าครับ…

คือว่าเมื่อประมาณสัปดาห์ที่ผ่านมาผมใช้ facebook ก็เลยได้ไปสร้าง “กลุ่ม” ของชุมชนคนรักโยคะในประเทศไทยขึ้นมาและเพื่อให้มันดูมีความเป็นสากล (เนื่องเพราะโยคะก็มีความเป็นสากลและมีความเป็นมายาวนานต่อเนื่องนับพันๆ ปีแล้ว) ผมก็เลยใช้ชื่อย่อสั้นๆ ของกลุ่มก้อนใหม่นี้ว่า TYC ซึ่งย่อมาจาก Thailand Yoga Community หรือ “โยคะไทยแลนด์”

ดังนั้นแล้วถ้าหากใครก็ตามที่ฝึกโยคะ สนใจเรื่องโยคะหรืออยากจะแลกเปลี่ยนความคิดข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโยคะที่ดีและมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ในกลุ่ม TYC ด้วยกันแล้วล่ะก็ ผมขอแนะนำให้ add friend ในเฟซบุ้คผมมาแล้วลองหากลุ่มที่มีคำว่า Thailand Yoga Community หรือ “โยคะไทยแลนด์” หรือตามลิงค์เฟซบุ้คของผมด้านล่างไปก็ได้นะครับ

ไว้พบกันในหน้ากระดานของ TYC ครับ

นมัสเต ❤ ❤ ❤ (โอม โอม โอม) 🙂

www.facebook.com/ittirit

ให้ลูกลองดี

หลายวันก่อนผมมีโอกาสได้ดูรายการ”สุริวิภา” ซึ่งเป็นรายการทอล์คโชว์ที่เป็นผู้เป็นคนและมีเนื้อหาสาระจับต้องได้มากที่สุดรายการหนึ่งของประเทศนี้ ณ ขณะนี้ (ในสายตาและมุมมองของผม)

รายการเมื่อค่ำคืนนั้นได้เชิญผู้ประกอบการรุ่นใหม่วัยละอ่อนซึ่งเป็นผู้หญิงอายุยี่สิบต้นๆ เท่านั้น แต่ผ่านการทำกิจการร้านอาหารมาแล้วถึงสองร้าน ปัจจุบันเธอเป็นเจ้าของร้านส้มตำไฮโซติดแอร์นั่งสบายอยู่ในซอยทองหล่อ (คนที่นั่งข้างๆ ดูอยู่ด้วยตอนนั้นบ่นออกมาให้ได้ยิว่าแล้วอย่างนี้ส้มตำจะจานละ 170 หรือเปล่าฟ่ะ?)

ไม่ใช่ความสำเร็จที่น่าแปลกใจหรือเหนือกว่าความคาดหมายที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ วัยยี่สิบต้นๆ จะเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารใหญ่โต เพราะเธอมีนามสกุลเดียวกับคุณ “ตัน โออิชิ” (ในนาทีที่เขียนโพสต์นี้ผมจำชื่อจริงนามสกุลจริงของเขาและเธอไม่ได้จริงๆ และก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นธุระหาจากกูเกิ้ลเพื่อเอามาโพสต์ให้ชัดเจนยิ่งไปกว่านี้)

คุณตันหรือเสี่ยตันนั้นร่ำรวยมาจากการทำชาเขียวและร้านอาหารญี่ปุ่นแบบบุฟเฟ่ต์ ทุกวันนี้น่าจะขายหุ้นของกิจการชาและเครื่องดื่มให้กับเสี่บเบียร์รูปสัตว์คู่บ้านคู่เมืองเรารายหนึ่งไปปแล้ว แต่คิดว่าก็น่าจะยังคงร่ำรวยอยู่ เพราะว่าจากเรื่องราวในรายการนั้นเขาได้แบ่งเงินก้อนหนึ่งให้ลูกสาวจำนวนไม่มากไม่น้อยแค่ 20 ล้านบาทเพื่อให้ลูกเอาไปลอง(ทำ)ดีดู

เงินก้อนแรกจากยี่สิบล้านที่พ่อแบ่งให้ไปลองทำธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ ขาดทุนไปก้อนใหญ่ เธอจึงคิดใคร่ครวญและตรวจสอบความชอบลึกๆ ในใจ ความเหมาะสมของบุคลิกและสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำจริงๆ โจทย์ใหม่จึงมาลงเอยที่ร้านส้มตำบรรยากาศไฮโซที่ชื่อว่าแซ่บอิลี่ (แหม ในฐานะเป็นคนอีสานผมอยากจะถามจริงๆ ครับว่าถ้าจะตั้งชื่อร้านอาหารอีสานทั้งทีว่า “แซ่บอีหลี” ซึ่งแปลว่าอร่ยอจริงๆ มันจะไม่ดูไฮโซเท่ากับคำว่า “แซ่บอิลี่” ตรงไหน)

ผมคิดว่าสังคมนี้กับกระบวนการที่ทำให้ลูกได้ลองดี ด้วยการที่พ่อแม่ที่มีธุรกิจร้อยล้านพันล้านเริ่มต้นแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้ลูกเศรษฐีของตัวเองได้ลองทำงานแบบเศรษฐีกำลังเป็นเรื่องราวที่อยู่ในกระแส หรือส่วนหนึ่งอาจจะมีการยกตำแหน่งยกโปรเจ็คท์งานใหญ่ๆ ให้ลูกๆ คนรุ่นใหม่ของตัวเองได้ลองบริหารคนบริหารงานในฐานะเจ้าของกิจการดูมากขึ้น ซึ่งไม่อาจจะคาดคิดว่าจะเป็นความคิดที่แปลกหรือนำไปสู่อะไร เพียงแต่เป็นข้อสังเกตของกระบวนการที่เศรษฐีใหญ่กำลังหาทางสร้างเศรษฐีเล็กให้ร่ำรวยติดตามกันมา

และเชื่อว่าในอนาคตเราเองก็คงเห็นคนหนุ่มสาวเหล่านี้ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของคนบนปลายยอดของผู้ที่มีรายนามคนที่มีเงินถุงเงินถังติดอันดับร่ำรวยอันดับต้นๆ ของประเทศอยู่ต่อไป

เพราะมี ‘เพื่อน’

ผมฟังเพลง You’ve got a friend ที่ดี้- นิติพงษ์ ห่อนาคขับร้องบนเวทีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยในคอนเสิร์ต “สวิงสวาย” (Swing Survive) ของเจี๊ยบ -วัชระ ปานเอี่ยมด้วยความรู้สึกดี ทั้งๆ ที่การขับร้องที่ปราศจากลีลาและน้ำเสียงอย่างนักร้องมากฝีมือจะไม่ได้ปรากฏออกมาจากนักแต่งเพลงที่เป็นเพื่อนสนิทของเจ้าของคอนเสิร์ตก็ตาม

เย็นวันนั้นนอกจากการได้ฟังเสียงขับร้องบทเพลงอารมณ์ดีหลากหลายจากเจ้าของคอนเสิร์ตแล้ว การออกมาร่วมแจมในฐานะของ “แขกรับเชิญ” ของภูษิต ไล้ทอง นิติพงษ์ ห่อนาค นกและเกี้ยง อดีตสมาชิกวงเฉลียงน่าจะได้สร้างความรู้สึกอบอุ่นให้แก่ทั้งเจ้าของคอนเสิร์ตและบรรดาผู้ชมในวันนั้นที่ล้วนต่างอิ่มเอมใจไปกับมหรสพแห่งความจริงใจที่เพื่อนมีให้ต่อกันและแบ่งปันมาให้กับทุกๆ คนที่ชอบเพลงของวงเฉลียงด้วย

นอกจากการขึ้นในร่วมร้องร่มวบรรเลงของอดีตสมาชิกวงเฉลียงแล้ว การมาเยือนบนเวทีของเพื่อนกลุ่ม “บุญชู” โดยกิ๊ก อ้วนกลมและหนุ่ม -สันติสุข พรหมศิริก็ได้บรรยากาศเฮฮาและอบอุ่นประสาเพื่อนเก่าที่ตามมาให้กำลังใจกันขึ้นมาอีก

ผมไม่ค่อยได้ไปนั่งดูคอนเสิร์ตในบรรยากาศแสดงสดมานานมากแล้ว ในวันนั้นเมื่อได้ดูการแสดงเล่นจริงร้องจริงแล้วก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคอนเสิร์ตครั้งก่อนเก่าของเฉลียงที่ผมเคยดูตั้งแต่สมัยเรียน ม.4 (เข้าใจว่าเป็นการออกอัลบั้มครั้งแรกของวงเฉลียง) และตอนที่วงเฉลียงจะเลิกวงซึ่งผมได้ดูที่เชียงใหม่ ดูทีไรก็รู้สึกว่าเพลงและดนตรีของเฉลียงไม่ใช่แบบที่จะฟังเอามัน ฟังแล้วดิ้นตามได้ แต่เป็นเพลงที่ประณีตคิดประณีตเขียนและต้องการการ “ประณีต” ฟัง

ความพิเศษในความเป็นเพื่อนที่สัมผัสได้คือการเขียนเพลงที่ละเอียด งดงาม มีเอกลักษณ์ของเพื่อนของวงเฉลียงที่มีนามว่า “ประภาส ชลศรานนท์” นั่นเอง ซึ่งคอนเสิร์ตสวิงสวายครั้งนี้ผมก็เห็น “พี่จิก” เดินอยู่หน้างานและเข้าใจว่าคงไปนั่งหนุนหลังเป็นกำลังใจให้เพื่อนที่ชื่อเจี๊ยบด้วยอย่างแน่นอน

ขอบคุณ “พี่เจี๊ยบ” มากนะครับสำหรับความสวิงสวายบนเวทีในวัยห้าสิบที่ผมได้ติดตามชมตลอดเวลาสามชั่วโมงแล้วยอมรับว่าพี่ “survive” ได้จริงๆ ครับ

———————————————-

หมายเหตุ คอนเสิร์ตครั้งนี้แสดงไปเมื่อวันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน 2553 เวลาหนึ่งทุ่ม

ครูครับ…เราจะสู้เพื่อฝัน

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2553 ตอนค่ำๆ ผมไปเยือนเมเจอร์โบว์ รัชโยธินเพราะที่นั่นเป็นที่นัดหมายของบรรดาศิษย์เก่าสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีการจัดงานแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศลและพร้อมกับงานสูมาคารวะ รดน้ำดำหัวอาจารย์หลายท่านของคณะฯ พร้อมทั้งรุ่นพี่ที่รักใคร่นับถือ

ผมไปงานนั้นเพราะจุดหมายแรกคือการได้พบปะกับเพื่อนๆ ร่วมรุ่น ซึ่งระยะหลังมานี้การพบเจอกันก็ทำได้แค่เพียงนานๆ ครั้ง พอมีโอกาสที่จะได้เจอกันไม่ว่าจะเป็นงานในลักษณะนี้หรือการพบปะกินข้าวกินปลา (หรือพร้อมกับดื่ม ‘น้ำ’ บางชนิด) เราก็ไม่ควรพลาดการนัดหมายหากไม่ติดขัดอะไรในชีวิตเป็นพิเศษ

จุดหมายที่สองที่สำคัญยิ่งก็คือการได้ไปไหว้อาจารย์ที่รักใคร่นับถือ ซึ่งไม่ใช่โอกาสที่จะกระทำได้ง่ายๆ เพราะส่วนมากแล้วอาจารย์แต่ละท่านก็อยู่ที่เชียงใหม่กันทั้งนั้น

คืนนั้นผมได้ตักน้ำลอยดอกมะลิและกลีบดอกไม้อื่นๆ ใส่ขันใบเล็ก ค่อยๆ รดน้ำลงบนมือของอาจารย์ทุกท่าน แม้ไม่ได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำอวยพรใดๆ ออกมา แต่ในใจผมคิดถึงคำว่า “ขอบพระคุณ” และขอให้อาจารย์ทุกท่านรวมทั้งพี่ๆ รุ่นใหญ่ทั้งหลายมีความสุข สุขภาพดี แข็งแรง

อาจารย์ท่านหนึ่งที่เวลาพูดกับลูกศิษย์อย่างเราๆ ท่านจะแทนตัวอย่างเต็มปากเต็มคำด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด (คล้ายจะดุ) เช่นเคยว่า “ครู” ก็คืออาจารย์สดศรี เผ่าอินจันทร์ ซึ่งเป็นครูที่ผมและเพื่อนๆ โดยเฉพาะพวกเราที่จบมาทางด้านวิชาหนังสือพิมพ์เคารพรักมากเป็นพิเศษ อาจารย์สดศรีท่านยังเป็นคณบดีคณะสื่อสารมวลชน (เท่าที่ผมรู้และมีข้อมูลอยู่ในขณะนี้)

สถานที่พบปะในทำนองงานศิษย์เก่าอย่างที่โยนโบว์ลิ่งนั้นทำให้แต่ละคนต้องตะเบ็งเสียงแข่งกับเสียงบรรยากาศรายรอบตัวเพื่อพูดคุยถามไถ่กัน และการเข้าไปกราบอาจารย์ใกล้ๆ เพื่อถามถึงทุกข์สุขของท่านก็จะต้องคอยจังหวะและรอคิวให้ดี เพราะแต่ละคนก็อยากจะเข้าไปไหว้อาจารย์และถ่ายภาพกับอาจารย์ด้วยกันใกล้ๆ ทั้งนั้น

พอผมได้เข้าไปคุยกับอาจารย์สดศรีและถามถึงสุขภาพของอาจารย์ แท้จริงแล้วมีอะไรอีกมากมายที่อยากจะถามอยากจะพูดคุยกับอาจารย์ แต่อนุโลมไปว่าโอกาสและสถานที่ไม่ค่อยจะเอื้ออำนวย แค่ได้เจอหน้าค่าตากันก็นับว่าดีแล้ว

แต่ผมก็รู้สึกดีและอบอุ่นใจที่อาจารย์จดจำใบหน้าและชื่อเสียงของผมได้ทันทีที่ได้พบกับท่านและยังยื่นมือมากุมมือผมพร้อมกับมอบคำอวยพรให้ประสบความสำเร็จในการทำงานและในงานที่ผมรักและเลือกแล้ว

ผมตื้นตันครับกับคำอวยพรที่ครูให้ ในใจผมตอนนั้นบอกกับ “ครู” ไปเพียงว่า “ครูครับ…ผมจะสู้เพื่อฝัน” ** นะครับ

ผมกับครู -อาจารย์สดศรี เผ่าอินจันทร์

……………………………….

**ครูครับ…เราจะสู้เพื่อฝัน เป็นชื่อภาคภาษาไทยของหนังดีเรื่องหนึ่งโดยผู้กำกับปีเตอร์ เวียร์ – Dead Poets Society (1989) ครับ