วิถีจักรยาน Path of bike

Path of bike#10: Finally we had ride on Bangkok Car Free Day 2012.

“วิถีจักรยาน-10” : แล้วก็ไปปั่นในวันปลอดรถปีนี้ หลังจากนำภาพและเรื่องราวอันมี “จักรยาน” พาหนะสองล้อซึ่งมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับคนเราและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดมาฝาก ผมก็ได้ไปปั่นกับขบวนจักรยานที่ไปรวมตัวกันที่ลานพระบรมรูป ร.5 ตั้งแต่เช้าวันนี้จนปั่นกลับบ้านตอนบ่ายของวัน รู้สึกดีมากๆ ครับ ไม่เหนื่อยเลย และยืนยันว่าการปั่นจักรยานในกรุงเทพฯ นาทีนี้ยังเป็นไปได้ และให้รอยยิ้มแก่เราได้เสมอ

🙂

Path of bike#9: Preeda’s bike

“วิถีจักรยาน-9″ :จักรยานยี่ห้อ”ปรีดา” จากการดูรายการแฟนพันธุ์แท้ ตอนจักรยานเสือหมอบเมื่อคืนนี้ ทำให้ได้รู้ว่าครั้งหนึ่งเมืองไทยเคยมีจักรยาน(เสือหมอบ)ยี่ห้อ “Preeda” (ปรีดา) ตามชื่อของนักกีฬาปั่นจักรยานทีมชาติผู้เคยเข้าแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ.1964 คือคุณปรีดา จุลละมณฑลซึ่งล่วงลับไปแล้ว (ภาพผมเซฟมาจากเว็บไซต์) 

Path of bike#8: duty of bike: I just took my mini bike called Koko to go to local fresh market nearby my home happily 🙂

“วิถีจักรยาน-8” : การงานของจักรยาน (คันจ้อย) สำหรับเย็นนี้คือการปั่นเป็นเพื่อนผมไปแบกขนข้าวปลาอาหารสดมาจากตลาดเล็กๆ แถวบ้าน สนุก เหน็ดเหนื่อยแต่ได้อรรถรสดีครับกับการควบจักรยานไปจ่ายตลาด ได้รสชาติดีกว่าการไปเดินเข็นรถช้อปเอาจากซูเปอร์สโตร์เป็นไหนๆ 

Path of bike#7 : “more than just a bike”
“วิถีจักรยาน -7” :  เป็นได้มากกว่า
เก็บเอามาฝากจากเว็บไซต์นี้ครับhttp://www.banidea.com/eco-bike-home-travel/ “รถจักรยานบ้าน สุดยอดการออกแบบ Eco Bike Home ออกแบบโดย KEVIN CYR
เชื่อว่า หลายท่านคงเคยได้เห็นการออกแบบรถบ้านหรูหรามาหลายคัน รถที่ออกแบบมาเพื่อการเดินทางไกล พักได้ทุกที่ที่ต้องการ แต่นั่นอาจเป็นความใฝ่ฝันที่ยากจะเอื้อมถึง เพราะต้องใช้ปัจจัยด้านการเงินสูงมากกว่าจะได้มา แต่สำหรับวันนี้ “บ้านไอเดีย” นำไอเดียในการออกแบบรถบ้านที่ทั้งประหยัดต้นทุน ประหยัดพลังงาน ด้วยการออกแบบร่วมกับรถจักรยาน ต่อเติมพ่วงท้าย ออกแบบให้มีห้องนอน ห้องเก็บสัมภาระภายใน และสามารถเดินทางได้จริง

รถจักรยานเก่าที่แปรเปลี่ยนสถานะเป็นบ้านหลังใหม่ ด้วยการใช้วัสดุไม้เหลือใช้ นำมาประกอบต่อเติมกันด้วยหัวใจของนักรักการออกแบบ ภายในเป็นห้องนอนขนาดเล็ก สามารถนอนได้จริง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่หลงรักการเดินทางอย่างเป็นอิสรภาพ ทั้งประหยัดต้นทุน ประหยัดค่าใช้จ่าย และที่สำคัญ ประหยัดพลังงาน ไอเดียนี้อาจทำให้ความฝันเป็นจริงได้ง่ายยิ่งขึ้น”
Path of bike#6: Keep Moving: “Life is like roding a bicycle.To keep your balance,you must keep moving.”
“วิถีจักรยาน-6″ คำคมจากปรมาจารย์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งผู้คนที่รักวิทยาศาสตร์และรักจักรยานคงพอจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วครับ…”การใช้ชีวิตก็เหมือนกับการปั่นจักรยาน ถ้าอยากจะทรงตัวให้ได้ก็ต้องทะยานไปข้างหน้าเรื่อยๆ” (ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ที่ผมเซฟมาให้ชมด้วยนะครับ)
Path of bike#5: Roadless travel
“วิถีจักรยาน5” : (ถนน) เท่าไหร่ถึงจะพอ…ตอนเย็นที่ผ่านมา ผมเดินกางร่มข้ามสะพานลอยตรงหมอชิตมีโอกาสได้เห็นลานจอดรถยนต์กว้างสุดหูสุดตากับจำนวนรถยนต์นับพันคัน คำถามที่ไม่มีคำตอบ “ถนนกว้างเท่าไหร่ ยาวอีกกี่สายถึงจะพอ”… ตั้งแต่มีนโยบายบ้องตื้นสนับสนุนให้คนออก”รถคันแรก” แว่วว่ารถติดมากขึ้นกับจำนวนประชากรรถยนต์ในกรุงเทพฯ ที่พุ่งขึ้นเป็นเจ็ดล้านคัน! นโยบายและการเอาจริงจากภาครัฐในการสนับสนุนการใช้จักรยาน ปรับปรุงบริการขนส่งมวลชนให้ดีขึ้นและเพียงพอเท่านั้นที่จะเป็นทางออกปัญหาจราจรและสิ่งแวดล้อมของเมืองใหญ่
Path of bike#4 : use a bike not just only wish for.
“วิถีจักรยาน” – 4 : “จักรยาน…ภาวนา” ผมเก็บภาพนี้มาจากแยกภาวนาบนถนนลาดพร้าวเมื่อสายๆ วันนี้ ขณะที่เดินไปทำธุระที่ธนาคาร แม้จะอยู่บนถนนลาดพร้าวซึ่งยวดยานจอแจและเป็นถนนที่ขึ้นชื่อว่ารถติดมากที่สุดสายหนึ่งของกรุงเทพฯ ตามตรอกซอกซอยบนถนนลาดพร้าวก็ยังมีจักรยานจอดล็อคเอาไว้รอเจ้าของแทบจะทุกปากซอย หรือวันดีคืนดีก็ได้เห็นคนปั่นจักรยานบนถนนเส้นนี้อย่างเริงร่าเอาชนะรถติดไปอย่างชื่นมื่น นี่เองเป็นเสน่ห์และอารมณ์ดีที่คนใช้จักยานพึงจะได้รับ แม้จะว่าต้องเสี่ยงกับการถูกเบียดถูกแซง หรือหาพื้นที่น้อยนิดบนถนนเพื่อใช้จักรยานได้ยากเย็น แต่ประสาผู้ใช้จักรยานเท่านั้นที่จะรู้ดีว่าเราไม่กลัวรถติดและไม่อารมณ์เสียเพราะรถติด…
วิถีจักรยาน3- “ลงมือปั่นเพื่อเปลี่ยน” หลายวันก่อนภรรยาผมคว้าจักรยานคันเล็ก (ที่เราเรียกว่า “โกโก้”) ปั่นออกไปทำงานแถวๆบ้าน เพราะสถานที่จะไปนั้นใกล้เกินกว่าจะใช้รถยนต์ แต่ก็ไกลกว่าการเดินสบายๆ “จักรยาน”จึงเป็นทางเลือกทางออกที่พอเหมาะพอดี แม้ว่าจะต้องยกจักรยานขึ้นสะพานลอยข้ามถนนไปด้วยก็ตาม ในกรณีนี้บ่งบอกว่าขอเพียงเราหาโอกาสและให้โอกาสในการใช้จักรยาน การเดิน หรือการใช้รถขนส่งมวลชนแทนรถยนต์ส่วนตัวทีละเล็กทีละน้อยและช่วยๆกัน แค่นี้ก็น่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่ดีร่วมกัน 🙂
วิถีจักรยาน2- “จักรยาน…แรงบันดาลใจ”
ช่วงนี้ถ้าหากสังเกตให้ดีจะพบว่ามีร้านกาแฟ (คาเฟ่) ร้านอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “จักรยาน” เกิดขึ้นหลายแห่งโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีเพราะแม้ว่าจะยังไม่มี “เลนจักรยาน” บังคับใช้หรือเกิ
ดขึ้นจริงๆ หรือยังไม่มีผู้คนในเมืองหลวงนำเอาจักรยานออกมาใช้เพื่อประชดรถที่ติด ถนนที่เบียดเสียดแออัดด้วยยวดยานที่บริโภคน้ำมันก็ตาม แต่เราในฐานะผู้มีจักรยานเป็นแรงบันดาลใจก็ยังสามารถไปแลกเปลี่ยนกันหรือสัมผัสแง่มุมที่น่าชุ่มชื่นใจของคนรักจักรยานได้ตามร้านคาเฟ่เหล่านี้…และได้แต่หวังว่าในวันหนึ่งข้างหน้าพลังของสองล้อและสองขาจะนำพาท้องถนนและสังคมไปสู่สังคมที่รักและใช้จักรยานกันจริงๆ จังๆ มากขึ้น
วิถีจักรยาน1- UBM: Urban Bike Messenger ที่มิลาน ประเทศอิตาลี จากนิตยสารโมโนเคิล ฉบับเดือน ก.ค./ส.ค.2555 ที่ผ่านมา พวกเขาคือผู้ให้บริการรับส่งเอกสารและพัสดุบนอานจักรยานนั่นเอง

ปลายทางสำคัญที่ใจ

“ชัมบาลา” เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องล่าสุดที่ผมมีโอกาสได้เข้าไปชมก่อนชาวบ้านชาวช่องธรรมดาซึ่งจะต้องตีตั๋วเข้าไปชมเมื่อหนังเข้าฉายแล้ว (พูดให้สั้นๆ ก็คือไปดูรอบเปิดตัวหรือรอบสื่อฯ นั่นเอง) เรื่องก่อนหน้านี้ที่ได้ไปดูก็คือภาพยนตร์เนื่องจากวาระครบรอบ 7 ปีของค่าย GTH เรื่อง “รัก 7 ปีดี 7 หน”

แต่ชัมบาลาเป็นเรื่องหนึ่งครับที่ตั้งตารอคอย สาเหตุหลักๆ มาจากสองสามประเด็นคือ หนึ่ง- หนังเรื่องนี้ถ่ายทำในทิเบต ซึ่งเป็นดินแดนที่มีเสน่ห์และน่าสนใจ สอง- ชื่อเรื่องนั้นผมคลัลคล้ายคลับคลาว่าจะมาจากชื่อหนังสือทิเบตเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความกล้าหาญของนักรบ (ชัมบาลา : หนทางอันศักดิ์สิทธิ์ของนักรบโดย “เชอเกียม ตรุงปะ”) สาเหตุสุดท้ายเป็นการประชันบทบาทของนักแสดงชายสองคนที่ไม่ค่อยจะเคยเห็นหรือคาดคิดว่าเขาทั้งคู่จะมาแสดงหนังชื่อแปลกๆ นี้ร่วมกัน

“ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์”  รับบทเป็นวุฒิ น้องชายของ “ทิน” (อนันดา เอเวอริงแฮม) ผมยอมรับว่าการแคสติ้งและการเลือกชายหนุ่มสองคนนี้มารับบทพี่น้องกันนั้นถือเป็นจุดเด่นที่สอดคล้องกันดีนับแต่เรื่องของบท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลิก รูปร่างหน้าตาหรือแม้แต่เสน่ห์ดึงดูดใจผู้ชมให้เข้าไปชมคนทั้งคู่ปะทะบทบาทกันใน “ชัมบาลา”

ชัมบาลาเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของคนรักสองคู่ (คู่ของวุฒิผู้น้องและทินผู้พี่) มาคาบเกี่ยวกับความรักที่ไม่ค่อยจะใกล้ชิดหรือดูเหมือนจะรักกันสักเท่าไรของพี่ชายและน้องชาย หลังจากมีเรื่องราวเปลี่ยนแปลงในชีวิตของทิน ที่ทำให้เขาทำตัวแปลกแยกออกไปจากครอบครัว จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อวุฒิตัดสินใจที่จะเดินทางไปยังดินแดนที่ชื่อว่า “ชัมบาลา” ตามความต้องการของแฟนสาวที่กำลังป่วย ซึ่งต้องการให้เขาเดินทางย้อนรอยการเดินทางไปทิเบตคนเดียวก่อนหน้าที่จะเจ็บป่วยลง และการเดินทางครั้งนี้ของวุฒิก็บังเอิญที่ได้พี่ชายที่ไม่ค่อยสนิมท ซ้ำยังชอบดื่มเหล้าและสบถไม่เว้นแต่ละคำอย่างทินไปเป็นเพื่อนร่วมทางด้วย

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือการถ่ายทำในทิเบต ภาพฉากหลังของหนังที่เป็นทุ่งหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา และขุนเขาสูงตระหง่านชนิดที่ไม่เคยพบไม่เคยเห็นมาก่อน ฉากหิมะตกส่งปอยหิมะปลิวว่อนดูเหน็บหนาว ตัว “Yak” หรือจามรีถูกต้อนเดินเรียงรายเต็มท้องทุ่ง ภาพธงมนต์หลากสีปลิวไสวต่างบทสวดมนต์…ภาพเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นไฮไลต์อย่างหนึ่งที่ทำให้ “ชัมบาลา” เป็นเหมือนหนังที่พอจะมีแต้มต่อตรงการดึงดูดความสนใจของผู้ชมให้ติดตาม

ขณะเดียวกันการเดินทางของพี่น้องต่างบุคลิกและต่างคนต่างมีปมของชีวิตไปบนเส้นทางแปลกหน้าร่วมกันในรถโฟร์วีลส์คันเดียว โดยมี “ตาว่า” ไกด์ชาวทิเบตและงคนขับรถเป็นเหมือนกรรมการห้ามมวยและสักขีพยานถึงความขัดแย้แตกต่างของคนทั้งคู่ ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นหนังประเภท Road Movie ได้ดีและไม่ค่อยจะพบเห็นได้ง่ายนักในหนังไทย (เช่น “หนีตามกาลิเลโอ” เป็นต้น)

สิ่งที่ดูไม่สนุกนักกับเป็นความพยายามอันขาดๆ เกินๆ ที่จะไม่เล่าในรายละเอียดของบางสิ่ง หรือการตั้งใจเล่าหรือใส่เหตุการณ์เข้ามาให้ดูเป็นความบังเอิญ เพื่อที่จะพาผู้ชมไปยังปลายทางนั่นคือเหตุการณ์อันคลี่คลายที่ทำให้ตัวละครสำนึกผิดในเรื่องราวที่ผ่านมาของชีวิต เพื่อที่จะบอกเล่าว่า “ชัมบาลา” ของแต่ละคนนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นภูเขาสูงตระหง่านทัดเทียมเมฆที่อยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งในทิเบต (ซึ่งผมค่อนข้างแน่ใจว่าผู้เขียนบทชื่อนี้กำหนดขึ้นเอง) แต่เป็นจุดใดก็ได้ที่เรายอมยกความหนักอกหนักใจที่กัดกินใจของเราออกไป ด้วยการสำนึกผิดและยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

ประเด็นและเหตุการณ์ที่ค่อนข้างหนักที่ผู้เขียนบทและผู้กำกับภาพยนตร์ (เป็นคนคนเดียวกัน) ต้องการถ่ายทอดนั้นค่อนข้างหนักหน่วงและจริงจัง ถึงขนาดซีเรียสเลยก็ว่าได้ แต่กลับพยายามนำเสนอให้เบาลงผ่านแคแรกเตอร์แปลกๆ ที่ดูไม่ค่อยจะเนียนของ “ทิน” (ผู้ซึ่งกินเหล้าขณะอยู่ทิเบตได้ตลอดเวลา โดยที่ไม่ปวดหัวหรือเป็นอะไรไปเสียก่อน) และความเป็นหนังที่มีเรื่องราวพัฒนาไปตามการเดินทางและการเติบโตของตัวละครแบบโรด มูฟวี่ ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามาเป็นสมการที่ไม่ค่อยจะลงตัวนักและทำให้หนัง “ชัมบาลา” มีความครึ่งๆ กลางๆ ของหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่สุด ไม่อินในความเป็นไปของตัวละครและเนื้อหา…

จากกันด้วยความเศร้า

ละครซิทคอม “เป็นต่อ” ตอนดึกๆ ทางช่อง 3 ลาจอไปเมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา (9 ก.พ. 2555)

เนื่องจากรู้ว่า “เป็นต่อ” ตอนอวสานผมจึงลองติดตามดูสักหน่อย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ดูบ้างไม่ดูบ้างตามประสา

สำหรับผู้ที่ไม่รู้จักหรือไม่เคยดูละครซิทคอมที่ค่อนข้างดังเรื่องนี้ ผมขอเล่าพล็อตให้ฟังคร่าวๆ ครับ

“เป็นต่อ” เป็นเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อว่าเป็นต่อ อยู่อาศัยในคอนโดฯ กับน้องสาวชื่อ “พอใจ” เป็นต่อนั้นทำงานในบริษัทเดียวกับพี่หมอน (หัวหน้ารับบทโดยคุณผอูน) พี่อู้ด พี่ยมและวอก เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและเพื่อนร่วมวงเหล้า โดยชายหนุ่มกลุ่มนี้ชอบไปขลุกอยู่ที่ผับชื่อ “บางบาร์” ของเจ๊มินท์

ความสนุกของละครซิทคอมนั้นเล่นกับสถานการณ์จึงได้ชื่อว่า situation – comedy ความสนุกอยู่ที่ตัวบทที่จะต้องมีลูกรับลูกส่งลูกหยอดมุกกันกระจายและออกไปในทางเรียกเสียงหัวเราะมากกว่าต้องการจะให้คนซาบซึ้งร้องไห้ ซึ่งละคร “เป็นต่อ” ก็เช่นเดียวกัน เกือบจะทุกตอนจึงเน้นมุขตลกที่มีการเจ็บเนื้อเจ็บตัวบ้างหรือการใช้ถ้อยคำที่เกือบๆ จะเรียกได้ว่า “หยาบหู” หรือค่อนข้างจะเหมือนจริงมากๆ เวลาที่เราใช้ภาษาพูดคุยกับเพื่อนสนิมเวลาที่จะแซวหรือขบกัด จึงเป็นตัวอย่างที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับเด็กๆ และเยาวชน ซึ่งเท่าที่ทราบก็ชอบดูละครเป็นต่อกันทั้งนั้น (อย่างหลานๆ ผมเมื่อก่อนถึงกับเคยขอให้ผู้ปกครองอัดเทปละครเรื่องนี้ไว้ให้ดูเพราะออกอากาศดึกเกินไป เกรงว่าจะตื่นไม่ทันไปเรียน)

แต่ละคร “เป็นต่อ” ในตอนสุดท้ายหลังจากที่ออกอากาศมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน 7 ปีกลับไม่สนุกและไม่อาจเรียกเสียงหัวเราะได้เหมือนเคย จะว่าทีมงานหรือคนเขียนบทเกร็งไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ที่จะต้องทำตอนสุดท้าย และที่สำคัญก็คือกลับเต็มไปด้วยความพยายามที่จะทำให้เกิดความซาบซึ้งและความเศร้าของการแยกย้ายจากลา (ของเป็นต่อและเพื่อนๆ ที่เคยร่วมงานในบริษัทเดียวกัน) และความรักของ “เป็นต่อ” กับอดีตแฟนเก่า “ทิพย์” ที่ตัวเขาอยากจะกลับไปสานต่อและเริ่มต้นกับหญิงสาวใหม่อีกครั้ง แต่กลับพบว่าทิพย์มีคนที่คบหาดูใจอยู่แล้ว

เรื่องก็เลยลงเอยตรงที่ว่าคืนนั้นผมใช้เวลาตอนห้าทุ่มเศษถึงเที่ยงคืนกว่าๆ ดู “เป็นต่อ” ที่ไม่สนุกและไม่ประทับใจ อย่างน้อยก็เทียบกับตอนปกติธรรมดาที่เคยออกอากาศมาที่ทำให้ได้หัวเราะหรือสนุกกับมุขที่เกิดขึ้นอยู่บ้าง

แต่กระนั้นก็ตามเนื่องจากเป็นตอนจบ เป็นตอนสุดท้ายที่ “เป็นต่อ” จะออกอากาศและคงจะไม่หวนกลับมาทำใหม่ให้ดูได้อีก ผมจึง (ทน) ดูต่อไปด้วยจิตใจที่ไม่คิดที่จะวิพากษ์วิจารณ์ แต่คนที่ร่วมดูทีวีจอเดียวกับผมอยู่ในตอนนั้นสิครับถึงกับลั่นปากออกมาว่า “น่าเบื่อ ละครไทยตอนจบชอบที่จะทำให้เศร้าๆ” ทำไมต้องทำให้เศร้าด้วยก็ไม่รู้…

ทันทีที่ได้ยินเสียงบ่นของคนข้างๆ ดังออกมา ผมก็เห็นคล้อยตามในทันที

จะมีทางเลิอกสำหรับละครซิทคอมตอนจบเช่นเรื่องนี้ในทางอื่นแบบอื่นอยู่อีกไหม ที่จะไม่ต้องจบลงด้วยความเศร้า

…ทำไมต้องจากลาจากกันด้วยความเศร้า ปล่อยให้ชีวิตจริงๆ เป็นเช่นนั้นก็พอได้ไหม ขอให้ฉันได้สนุกและหัวร่อไปกับละครซิทคอมต่อไปเหมือนเดิม…จะได้ไหม

เรื่องจริงข้างบ้าน

สองวันก่อนผมเพิ่งมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่อง The Lady หรือชื่อไทยว่า “ผู้หญิงท้าอำนาจ” ซึ่งถ้าหากใครไม่เคยรู้มาก่อนก็ต้องเล่าว่าสร้างมาจากอัตตชีวประวัติของวีรสตรีชาวพม่าที่ยังมีลมหายใจอยู่ นามของเธอคือ “อองซานซูจี” นักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและประชาธิปไตยในประเทศเพื่อนบ้านข้างๆ บ้านเรานี่เอง

ประสาคนที่เคยไปเที่ยวพม่ามาแล้วเมื่อหลายปีก่อน (จำได้ว่าก่อนออกเดินทางผมต้องคิดหนักเอาการเพราะไม่อยากเอาเงินจากการท่องเที่ยวไปสนับสนุนให้ผู้นำเผด็จการทหารพม่าที่ครองอำนาจและกดขี่ผู้คนชาติเดียวกับตนเองเอาไว้) เมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้ ซึ่งจากข้อมูลบอกว่าฉากต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วจำเป็นต้องถ่ายทำในประเทศไทยเป็นหลัก (จะหาที่ไหนที่เหมือนพม่า แต่ก็ “ฟรี” หรือเสรีสุดๆ ในการเปิดกว้างให้ถ่ายทำเหมือนบ้านเราได้อีกจริงไหมครับ) แต่ดูอย่างไรก็ยังไม่เหมือนความเป็นจริงตามท้องถนนและชีวิตผู้คนพม่าที่ผมเคยได้ไปประสบพบเห็นมาเมื่อ 4 – 5 ปีก่อน

อดีตนั้นพม่าเคยรุ่งเรืองและเกรียงไกรมากในการเป็นอาณาจักรของตนเอง ทำศึกสงครามเก่งและมีศิลปวิทยาการเป็นของตนเองไม่น้อยกว่าชาติใดๆ ในเอเชีย แต่เมื่อต้องตกเป็นเมืองขึ้นชั้นรอง (ว่ากันว่าพม่าไม่ได้ตกเป็นแค่เมืองขึ้นของชาติตะวันตกอย่างอังกฤษเท่านั้น แต่อังกฤษยังส่งคนอินเดียมากดขี่ปกครองคนพม่าต่ออีกชั้นหนึ่งด้วย) ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาลอย่างแร่ธาตุ (ทองคำ) และไม้สักคงจะถูกดูดออกไปจากประเทศนี้เป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อการเมืองในประเทศขาดความปรองดองในการที่จะสมานฉันท์ผู้คนต่างเหล่าต่างชนเผ่า ชนชั้นทหารก็ถือโอกาสที่จะเก็บนายพลอองซาน บิดาของอองซานซูจีและดึงพม่าให้ตกลงไปอยู่ในวังวนแห่งความล้าหลัง ตกต่ำ และขาดไร้คุณภาพชีวิตที่ดีในทุกๆ ด้าน นอกจากนี้ยังมีการกดขี่ จับกุม ทารุณทำร้านเข่นฆ่าชนกลุ่มน้อย ประชาชนและพระสงฆ์ที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมและประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง

ปี 1988 เกิดการเดินขบวนครั้งใหญ่เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษาพม่าและเป็นปีที่อองซานซูจีต้องลาจากครอบครัวของเธอที่เมืองออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษกลับคืนบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อเยี่ยมมารดาที่กำลังป่วยหนัก และได้เห็นสภาพของการกวาดล้างนักศึกษาและความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นขัดสน ขาดบรรยากาศที่เปิดกว้างทางความคิดที่เสรี นั่นเองเป็นเหตุให้เธอจำต้องร่วมขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อสู้กับเผด็จการทหารพม่าเป็นต้นมา

ลำพังแค่เป็นชายหรือเป็นกองทัพติดอาวุธที่คิดต่างและต้องต่อสู้กับเหล่าเผด็จการชาติเดียวกันก็อาจจะยากแล้ว แต่นี่อองซานซูจีเป็นแค่เพียงผู้หญิงแม่บ้านวัยกลางคนที่มีเพียงมือเปล่า แต่เธอมีนักศึกษา นักวิชาการ ชนชั้นผู้นำทางความคิดและประชาชนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และด้วยเหตุผลที่หนักแน่นข้อหนึ่งก็คือ เธอคือธิดาของอดีตผู้นำพม่าที่มีคนรักมากที่สุดและเป็นวีรบุรุษที่ต้องสละชีพสังเวยการเมืองบ้าอำนาจของเหล่าเผด็จการทหารมาแล้ว แต่หนังก็ฉายให้เห็นแนวคิดเบื้องหลังการต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวด้วยการใช้รอยยิ้ม ความสงบ ไม่ใช้อาวุธ ใช้อหิงสาและสันติวิธีซึ่งอองซานซูจีได้รับแนวคิดเช่นนี้มาจากการต่อสู้แบบสัตยาเคราะห์ของมหาตมะคานธี

ผมดูหนังเรื่องนี้ด้วยอาการที่ตัวเทิ้มสั่นเล็กๆ และหายใจแทบจะไม่เต็มท้องเพราะเรื่องราวชีวิตที่เข้มข้น ความเสียสละ และความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียวที่กล้าสู้กับอำนาจคับฟ้าที่กล้ายิงคนทิ้งหรือสั่งให้เก็บใครก็ได้ในตอนนั้นที่ไม่เห็นด้วยหรือกล้าหือกับพวกตน อดที่จะลุ้น คล้อยตาม และเอาใจช่วยเธอไม่ได้ในเมื่อพม่าเป็นเหมือนเพื่อนข้างบ้านเราเองแท้ๆ ไฉนเราจึงจะปล่อยเฉยนิ่งดูดายอยู่ได้

เปรียบแล้วก็เหมือนถ้าหากเรามีครอบครัวเพื่อนบ้านที่มีชายคาติดกัน วันดีคืนดีก็ประสบพบเห็นผู้ชายตัวโตในบ้านตบตีลงไม้ลงมือกับลูกๆ ในครอบครัวหรือทำร้ายร่างกายผู้หญิงที่ดูเหมือนไม่มีทางสู้ในบ้านของพวกเขา กระทั่งค้ายาเสพติด ทำสิ่งรุนแรงต่างๆ นานา แล้วเราจะอยู่เฉยนิ่งดูดายโดยไม่ลงมือทำอะไรสักอย่างเลยเชียวหรือ

ผมต้องขอขอบคุณมิเชล โหย่ว นักแสดงนำที่มารับบทอองซานซูจี ซึ่งเธอต้องหัดพูดภาษาพม่าและลดน้ำหนักมากมายให้ดูเหมือนดอว์ซูตัวจริง ขอบคุณลุค เบซอง ผู้กำกับฯ ที่ไม่เพียงทำหนังดีๆ อย่าง “ลีออง” แต่ยังกำกับเรื่องนี้ออกมาให้เราได้ดูด้วย

ในตอนท้ายเมื่อหนังจบและมีเครดิตทีมงานขึ้นมา มีประโยคประโยคหนึ่งซึ่งเป็นคำพูดของอองซานซูจีปรากฏขึ้นมาส่งท้าย…

“Please use your abilities to save ours…”

จงอย่านิ่งเฉยกับเรื่องราวของพม่าและช่วยเหลือเราเท่าที่ท่านจะสามารถ…

ปีชง

ปีนี้ตามปฏิทินปีนักษัตรแล้วเป็นปีงูใหญ่หรือปีมะโรง ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นปีมังกรทองคะนองน้ำอะไรก็ตามแต่ เมื่อมีคนดวงขึ้น (อย่างคนที่เกิดปีมะโรง) ก็ต้องมีคนที่ดวงลงหรือตกอยู่ในเงาราหูของ “ปีชง”

ผมเกิดปีจอ (หรือปีหมาเล็ก) และว่ากันว่าเป็นปีชงของปีมะโรง อันจะมีผลทำให้ดวงการงานไม่รุ่ง เงินทองไม่ไหลมาเทมาหรือโชคร้ายคราวเคราะห์ต่างๆ นานาจะมาเยี่ยมกราย

เอาล่ะสิครับ ถึงแม้จะไม่เชื่อหรือไม่ได้ติดตามข่าวคราวเรื่องของดวงชะตาการทำนายทายทัก แต่บรรดาสื่อก็ขยันออกสื่อกันเหลือเกินเรื่องของดวงชงของคนที่เกิดปีชง ซึ่งทำให้ใครก็ตามที่ตกอยู่ในดวงปีชงเช่นผมก็คงอดที่จะสั่นสะท้านไม่ได้

เมื่อเป็นปีชงก็จะต้องแก้ชงด้วยการไปไหว้เจ้า ไปทำบุญต่างๆ นานาตามแต่บรรดาเกจิอาจารย์ด้านโหราศาสตร์จะชี้แนะ ซึ่งถ้าดูให้ดีๆ แล้วเราท่านที่เป็นชาวพุทธที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนให้ตั้งมั่นในความดี ด้วยบุญกุศล ด้วยการกระทำหรือกฎแห่งกรรมของเราเองเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่โชคเคราะห์หรือเทพเจ้าจากภายนอกจะมาเป็นผู้กำหนด อย่างนี้แล้วจะไม่ให้สับสนได้เช่นไรกันครับ

บทบาทของสื่อในช่วงเปลี่ยนผ่านปีนักษัตรและการทำนายโชคชะตาราศีทั้งปีล่วงหน้าในช่วงต้นปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนเรากระหายใคร่รู้ว่าดวงของตัวเองในปีใหม่ที่มาถึงจะเป็นเช่นไร ทำให้เกิดบรรยากาศของการนำเสนอข่าวปีชงอย่างโหมกระพือ ทำให้คนเชื่ออยู่แล้วก็ยิ่งเชื่อมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้คนที่ไม่เชื่อมาก่อนก็ต้องพลอยสั่นไหว หรือใครที่ไม่เคยมีความคิดความเชื่อเรื่องดวงเรื่องปีชงว่ามันจะเลวร้ายและต้องแก้ไขอะไรสักอย่างนั้น พอได้ยินได้ฟังจากสื่อมากขึ้นก็เลยพลอยต้องรับรู้และเชื่อตามไปเล็กน้อย (เช่นผม ในทำนองแม้ “เราไม่เชื่อ เราก็ไม่ลบหลู่)

คำว่า “ปีชง” สำหรับผมเองนั้นเพิ่งเคยได้ยินคำว่าปีชงมาก็ไม่กี่ปีนี้เอง และถ้าจำไม่ผิดก็ประมาณสักปีสองปีที่ผ่านมาแค่นั้นเอง และด้วยความที่เป็นคนไทยนับถือพุทธศาสนา และไม่ได้มีคติความเชื่อเรื่องการแก้ดวงชะตาราศี แม้ในปีชงครั้งก่อนที่แล้วมาผมก็ไม่ได้ลงมือกระทำการหรือแก้ไขอะไรสักอย่าง ได้แต่ตั้งสติและรับรู้สิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาสู่ชีวิตให้ดีด้วยความละเอียดอ่อนและไม่ประมาท

การใช้ชีวิตโดยไม่ตั้งมั่นอยู่บนความประมาทนั่นเองน่าจะเป็นการแก้ไขปีชงที่เข้าท่าที่สุดในความคิดผม…

ความหนาวที่เร้าใจอยู่

เมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมเดินทางกลับลงมาจากเชียงใหม่ ถึงกรุงเทพฯได้แค่วันสองวันก็มีอันให้ต้องระเห็จไปชมไร่จิมทอมป์สันที่ตอนนั้นกำลังเปิดให้เข้าชมฟาร์มฯ ประจำปีที่อำเภอปักธงชัย โคราชต่ออีกสองวัน

อากาศและท้องฟ้าในยามนั้นไม่ค่อยจะมีแสงแดดและมีความเย็นที่รู้สึกได้ แม้แต่ว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้ผมรู้สึกดีทีเดียวเพราะว่าเป็นคนที่ชื่นชอบหน้าหนาวและอากาศหนาวที่ไม่หนาวเย็นจนเกินไป แทบไม่น่าเชื่อว่าอากาศที่กรุงเทพฯ ในบางเวลาในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาจะลดลงไปถึง 21- 22 องศาเซลเซียสในตอนเช้าๆ และมีความเย็นอยู่เกือบตลอดทั้งวัน

น่าเสียดายว่าตอนที่นอนค้างคืนที่ไร่จิมทอมป์สันหลังจากนั้นอากาศที่โคราชกลับไม่เย็นอย่างที่คิด และพอได้มีโอกาสกลับขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่ตอนส่งท้ายปลายปีและในวันแรกของปีใหม่ อากาศที่เมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นก็แทบจะไม่มีความหนาวเย็นเอาเสียเลย ทำเอาไม่สนุกพอประมาณเพราะคิดว่าจะได้เที่ยวเมืองเหนือในความหนาวสมฤดูกาลสักหน่อย

แต่ก็ยังดีที่ในตอนนี้ซึ่งแม้จะผ่านการเฉลิมฉลองปีใหม่รับศักราชใหม่แห่งการหัวร่อ (555) เข้ามาแล้วก็ตาม อากาศเย็นในกรุงเทพฯ ในตอนเช้าๆ ก็ยังเย็นอยู่ อย่างในวันนี้แทบจะไม่มีแสงแดดในตอนสายเลยก็ว่าได้ ทำให้ผมแอบคิดแอบลุ้นอยู่ในใจว่าความหนาวเย็นในระดับไม่มากเช่นนี้จะอยู่กับเรา โดยเฉพาะกับคนกรุงไปได้อีกนานกี่วัน

ความหนาวที่เป็นอยู่และผ่านเข้ามาแม้สักเล็กน้อย แต่ก็บอกกับเราว่าโลกควรทีหลากฤดู จะร้อนก็ร้อนให้สมกับที่เป็นหน้าร้อน หรือจะฝนก็ตกเสียให้เข็ดในหน้าฝน พอเข้าหน้าหนาวอย่างไรเสียการที่มีลมหนาวหรือความเย็นมาปลุกถึงบ้าน แม้จะทำให้เราตื่นด้วยความสลัวงัวเงียไม่อยากลุกขึ้นจากเตียงก็ตาม แต่ก็ยังเป็นการทำงานและการเปลี่ยนแปรของสภาพฤดู มิใช่มีแต่ความร้อนๆ หรือน้ำท่วมทะลักล้นเหมือนช่วงเดือนตุลาฯ- พฤศจิกาฯ ไปทั่ว

เป็นเสมือนความเร้าใจเมื่อได้สัมผัสความหนาว เพื่อปลอบประโลมใจชาวโลกในยุคปัจจุบันว่ามิใช่แค่ว่าโลกนี้จะอยู่และเป็นไปภายใต้อิทธิพลของลานินญาและเอลนินโญให้เราผวากลัวถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและปัญหาโลกร้อน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นจากและเป็นผลเพราะน้ำมือของคนเราแทบทั้งนั้น

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปี

อาจเป็นความเข้าใจหรือความคิดความเชื่อส่วนตัวผมก็เป็นได้ที่ว่าคนที่เกิดฤดูไหนก็มักจะชื่นชอบฤดูกาล – สภาพอากาศของฤดูนั้น…

ผมเองเกิดเดือนนี้ และพอเข้าเดือนพฤศจิกาฯ ทุกปี ผมเองก็มักจะรู้สึกได้ว่า “นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด” ของปี

ช่วงเวลาที่อากาศคลายตัวลง อากาศเริ่มเย็น เริ่มมีลมเย็นพัดโชยให้รู้สึกได้แม้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเมืองกรุงที่แออัดก็ตาม

ปีนี้หลายพื้นที่ยังคงทุกข์ระทมเพราะปัญหาน้ำท่วมหนัก หลายพื้นที่น้ำลดลงแล้วแต่ก็จะต้องสิ้นเปลืองเงินทองและเวล่ำเวลาไปกับการซ่อมแซมบ้านช่องและฟื้นฟูสุขภาพชีวิตกันไม่น้อย

แต่หลายคนก็ยัง “รู้สึกได้ถึงลมหนาว” และฤดูกาลที่ผันเปลี่ยน

สัญญาณเช่นนี้เองทำให้เรารู้สึกว่าโลกและฤดูกาลก็มีการเคลื่อนคล้อย การผันเปลี่ยน มิได้หยุดนิ่งอยู่กับสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง มิได้รอคอยให้สิ่งดีๆ บังเกิดด้วยการคร่ำครวญ คอยรอ และร้องหาเท่านั้น แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการลงเรี่ยวลงแรง เคลื่อนที่ กระทำให้เกิดขึ้นเท่านั้น

ฤดูกาลหรือช่วงเวลาที่ดีที่สุดอาจจะไม่มีอยู่จริง หรือถ้ามี ก็อย่างว่า บางคนก็ชอบร้อน ชอบฝน ชอบหนาว ไม่เหมือนกัน

แต่สำหรับผมเองคิดว่า ณ เวลานี้ที่ซึ่งเราผ่านพ้นปัญหาและอุปสรรค ได้พบแสงแดดอุ่นๆ สูดลมหายใจเมื่อใดก็รู้สึกชื่นถึงหน้าหนาว เท่านี้ก็ดีเพียงพอแล้วล่ะครับ

หวังว่าทุกท่านจะค้นพบและรู้สึกถึง “ช่วงเวลาที่ดีที่สุด” ของตัวเองไม่ว่าจะเป็นของปีนี้หรือเวลาไหนๆ นะครับ

นาทีญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดีที่ผ่านมาชีวิตผมมีอันได้ยุ่งเกี่ยวกับความเป็นญี่ปุ่นอย่างชัดเจนสองงาน

ในยามบ่ายผมไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้านอาหารญี่ปุ่นขนาดเล็กๆ แห่งหนึ่งในอาคารสูงแถวถนนวิทยุเพื่อทำงาน เนื่องจากมีงานที่จะต้องเขียนแนะนำร้านอาหารที่ว่าให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น เรื่องการรับประทานอาหารญี่ปุ่นสำหรับผมหรือคนไทยคนไหนๆ ในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด แต่จากมื้ออาหารอันหลากหลายที่ได้ชิมของร้านแห่งนั้นก็มีอันให้รู้สึกว่า อาหารญี่ปุ่นเน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบ บางทีไม่ต้องปรุงรสหรือผ่านการปรุงเลยด้วยซ้ำ เช่น เมนูซาชิมิหรือซูชิที่คนไทยเองก็ชอบรับประทานข้าวปั้นหน้าปลาดิบหรือปลาดิบ จิ้มโชยุและแกล้มวาซาบิ หรือหลายเมนูเช่น เนื้อวัวโกเบก็แค่แล่เป็นชิ้นบางๆ แล้วก็ลนไฟไม่สุกจนเกินไป

ความอร่อยและรสชาติอีกอย่างที่สำคัญของอาหารญี่ปุ่นนั้นคือ “การรับประทานผ่านทางสายตา” คือการเสพสุนทรียะและรสชาติผ่านการจัดวาง สีสันของข้าวปลาอาหาร ตลอดจนภาชนะที่มักจะเป็นเครื่องปั้นดินเผาเนื้อดี มีลวดลายที่ใช้รูปลักษณ์และเรื่องราวของฤดูกาลและธรรมชาติมาสร้างสรรค์

พอเสร็จจากการทำงานระหว่างมื้ออาหาร สายฝนในยามบ่ายก็เทกระหน่ำลงมาพอดี ยังดีว่าเราแค่เพียงเดินทางต่อด้วยรถไฟฟ้าจากสถานีเพลินจิตไปสถานีชิดลมแค่ป้ายเดียว จุดหมายต่อไปคือการไปร่วมงานเปิดตัวร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น- UNIQLO ที่เพิ่งมาเปิดร้านใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของตนเองขึ้นที่ห้างเซ็นทรัลเวิร์ลด์ โดยในวันนั้นเป็นแค่งานเปิดตัวที่เชิญแขกและสื่อมวลชนเข้าร่วมงานเท่านั้น

ผมเองนั้นไม่ได้เป็นสื่อมวลชนอย่างชาวบ้านคนอื่นๆ เขาตรงๆ อาศัยว่าพอจะเขียนคอลัมน์เขียนบล็อกและเคยทำข่าวมาก่อน นอกจากนี้ยังเป็น “แฟนพันธุ์แท้” เสื้อผ้าแบรนด์ยูนิโคล่มานานแล้วตั้งแต่สมัยที่ยังไม่เข้ามาในบ้านเราก็เลยอาศัยใบบุญที่ว่าขอเข้าไปสังเกตการและร่วมงานเปิดตัวด้วย

เย็นวันนั้นในงานซึ่งจัดที่ชั้นหนึ่งตรงลานสเก็ตช์ของห้าง ทำเป็นเหมือนกรอบยาวๆ และพรมแดงที่ล้อมคนเข้าร่วมงานเอาไว้ สังเกตว่าบรรบยากาศคึกคักมาก มีผู้คนในแวดวงต่างๆ ให้ความสนใจเข้าร่วมงานกันจำนวนมาก ผมเองคิดว่าหลายๆ คนคงคิดและรอคอยการมาถึงของเสื้อผ้าญี่ปุ่นยี่ห้อนี้เหมือนกัน

ยูนิโคล่นั้นโดดเด่นตรงการทำเสื้อผ้าที่เหมาะสมสำหรับทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ด้วยคุณภาพที่ค่อข้างดี (จนถึงดี) ในราคาถูกหรือแบบประหยัดๆ ใส่ใจในกระแสแฟชั่น แต่ไม่หวือหวาจนเกินไป นอกจากนี้ยังออกแบบและมีการทำการตลาดที่ดีโดยใช้สโลแกนของทางร้านว่า “เสื้อผ้าสำหรับทุกคน” (Made for all)

จนเมื่อการเปิดงานโดยผู้บริหารและทีมงานญี่ปุ่นขึ้นไปบนเวที มีการเดินแบบกันอย่างย่อมๆ ของบรรดาพรีเซนเตอร์ยูนิโคล่ทั้งหกคน สาเกในกล่องไม้ขนาดพอเหมาะมือก็ถูกรินให้แขกแต่ละคนหยิบเอามาดื่ม “กัมปาย” ไม่หยุดหย่อน หลังจากนั้นแต่ละคนก็ทยอยเดินขึ้นไปบนร้านที่อยู่ชั้นบนเพื่อเปิดการช็อปปิ้งสำหรับทุกคนที่ไปร่วมงานในวันนั้นเป็นการ Pre-sale แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องต่อแถวยาวเหยียดเพื่อจ่ายเงิน และการช็อปฯ รอบพิเศษก็เป็นไปอย่างคึกคัก

ไม่อยากจะคิดเลยว่าในวันรุ่งขึ้นและอีกสองสามวันถัดไป ซึ่งเป็นวันเปิดร้านอย่างเป็นทางการ (9-11 กันยายน) จะมีผู้คนเนืองแน่นมาที่ร้านของยูนิโคล่สาขาแรกในประเทศไทยถึงเพียงไหน เพราะกระแสโปรโมชั่นให้กับ 1,000 คนแรกที่แม้จะไม่ซื้อของแต่มาต่อแถวเข้าร้านก็จะมีของที่ระลึกเป็นกระเป๋าผ้ามอบให้

แค่เพียงบ่ายถึงเย็นในวันเดียวกันก็มีเรื่องที่จะต้องข้องเกี่ยว เกี่ยวพันและมองเห็นความเป็นไปของกระแสญี่ปุ่นที่แทรกซึมเข้าสู่วิถีชีวิตของคนไทย แม้แต่ในเรื่องอาหาร เครื่องนุ่งห่มและไม่เพียงเข้ามากันอย่างแผ่วเบา แต่ค่อนข้างจริงจังและอึกทึกคึกโครมมากทีเดียว

นี่คือเรื่องของโลกาภิวัตน์ ที่เราหรือญี่ปุ่นจะอยู่แต่เพียงลำพังในบ้านของเราเองฝ่ายเดียวไม่ได้อีกต่อไปในนาทีที่สรรพสิ่งเคลื่อนไหว…

…ยังอยู่ในใจเสมอ

…เมื่อสุริยนต์ย่ำสนธยา

หมู่นกกาก็บินมาสู่รัง

ให้มาคิดถึงท้องทุ่งนาเสียจัง

ป่านฉะนี้คงคอยหวัง เมื่อไหร่จะกลับบ้านนา…

บทเพลง “นักร้องบ้านนอก” ถ่ายทอดอารมณ์เพลงได้อย่างเหลือเฟือในความงดงามและพลังของน้ำเสียงของ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” นักร้องสาวผู้ล่วงลับจากเราไปเมื่อ 19 ปีก่อนด้วยโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเองหรือ SLE

ผมไม่ได้เป็นแฟนพุ่มพวงหรือชื่นชอบเพลงลูกทุ่งเป็นพิเศษ แต่ก็ทึ่งและชื่นชอบในผลงานของนักร้องผู้ได้ชื่อว่าเป็นราชินีเพลงลูกทุ่งเมืองไทยคนนี้อย่างไม่มีข้อสงสัย

ข้อที่ว่าน่าทึ่งก็คือชีวิตของเธอที่มุ่งมั่นจะเอาดีกับการเป็นนักร้อง แม้ไม่ได้ร่ำเรียนจนเขียนอ่านได้ แต่กลับสามารถร้องเพลงโดยวิธีจดจำเนื้อเพลงเอา แล้วถ่ายทอดอารมณ์เพลงออกมาได้จนเป็นที่ประจักษ์ถึงความสามารถและพรสวรรค์ การฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตต่างๆ จนกระทั่งขึ้นมาสู่บัลลังก์ราชินีเพลงลูกทุ่งได้จนนาทีสุดท้ายของชีวิต เธอก็ยังทุ่มโถมทำงานหนักและร้องเพลงอยู่อย่างต่อเนื่อง ตราบเท่าชั่วโมงสุดท้ายของการมีชีวิต

แล้วปีนี้ก็เป็นโอกาสดีที่มีภาพยนตร์ที่สร้างจากชีวิตจริงของพุ่มพวง ดวงจันทร์ออกมาในชื่อ “พุ่มพวง” โดยสร้างจากหนังสือ “ดวงจันทร์ที่จากไป” ของบินหลา สันกาลาคีรี ผมมีโอกาสได้ไปนั่งดูหนังเรื่องนี้และบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าชอบอะไร หรือไม่ชอบที่ตรงไหน แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกอย่างรุนแรงคือความคิดถึงพุ่มพวงและพลอยนึกถึงความสูญเสียของคนไทยและวงการเพลงไทยลูกทุ่งไป เมื่อวันนี้ไม่มีเธอคอยขับกล่อมสร้างผลงานเพลงใหม่ๆ ให้เราได้ยินได้ฟังกันอีกแล้ว

หนังเรื่องพุ่มพวงตั้งใจจะถ่ายทอดความเป็นนักสู้และนักล่าฝันของผู้หญิงเล็กๆ ที่ยากจนจากเมืองสุพรรณฯ ผู้เติบโตแบบปากกัดตีนถีบในครอบครัวเกษตรกรไร่อ้อย ไร้การศึกษา แต่มีหัวใจและมีความฝัน ฝันที่อยากจะเป็นนักร้องและฝันที่อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิตเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว คนที่ตัวเองรัก

ในตอนท้ายๆ ของหนังที่บอกเล่าตอนที่พุ่มพวงถูกคนรักทอดทิ้งไป  เธอล้มป่วยเพราะทำงานหนักจากการเป็นโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง จนอาจจะต้องยุบวง และออกจากวงการเพลงไป เธอร่ำไห้ในอ้อมกอดของมารดาว่า เธอไม่เป็นไร ยังแข็งแรงดี แม้หมอจะบอกว่าเธอป่วยด้วยโรคที่เอาชนะหรือคุ้มครองคนอื่นๆ ได้ แต่คุ้มครองป้องกันตัวเองจากตัวเองไว้ไม่ได้

ความรักเปลี่ยนแปลงและจากไป

ชีวิตและลมหายใจ เกิดขึ้น คงอยู่และดับไป

…มีแต่ความฝันเท่านั้นที่ยังคงตกค้างพร่างพราย เป็นดั่งท่วงทำนองและบทเพลงขับกล่อมงดงามให้กับชีวิตอื่นๆ ที่ยังคงดำเนินไป…