ปลายทางสำคัญที่ใจ

“ชัมบาลา” เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องล่าสุดที่ผมมีโอกาสได้เข้าไปชมก่อนชาวบ้านชาวช่องธรรมดาซึ่งจะต้องตีตั๋วเข้าไปชมเมื่อหนังเข้าฉายแล้ว (พูดให้สั้นๆ ก็คือไปดูรอบเปิดตัวหรือรอบสื่อฯ นั่นเอง) เรื่องก่อนหน้านี้ที่ได้ไปดูก็คือภาพยนตร์เนื่องจากวาระครบรอบ 7 ปีของค่าย GTH เรื่อง “รัก 7 ปีดี 7 หน”

แต่ชัมบาลาเป็นเรื่องหนึ่งครับที่ตั้งตารอคอย สาเหตุหลักๆ มาจากสองสามประเด็นคือ หนึ่ง- หนังเรื่องนี้ถ่ายทำในทิเบต ซึ่งเป็นดินแดนที่มีเสน่ห์และน่าสนใจ สอง- ชื่อเรื่องนั้นผมคลัลคล้ายคลับคลาว่าจะมาจากชื่อหนังสือทิเบตเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความกล้าหาญของนักรบ (ชัมบาลา : หนทางอันศักดิ์สิทธิ์ของนักรบโดย “เชอเกียม ตรุงปะ”) สาเหตุสุดท้ายเป็นการประชันบทบาทของนักแสดงชายสองคนที่ไม่ค่อยจะเคยเห็นหรือคาดคิดว่าเขาทั้งคู่จะมาแสดงหนังชื่อแปลกๆ นี้ร่วมกัน

“ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์”  รับบทเป็นวุฒิ น้องชายของ “ทิน” (อนันดา เอเวอริงแฮม) ผมยอมรับว่าการแคสติ้งและการเลือกชายหนุ่มสองคนนี้มารับบทพี่น้องกันนั้นถือเป็นจุดเด่นที่สอดคล้องกันดีนับแต่เรื่องของบท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลิก รูปร่างหน้าตาหรือแม้แต่เสน่ห์ดึงดูดใจผู้ชมให้เข้าไปชมคนทั้งคู่ปะทะบทบาทกันใน “ชัมบาลา”

ชัมบาลาเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของคนรักสองคู่ (คู่ของวุฒิผู้น้องและทินผู้พี่) มาคาบเกี่ยวกับความรักที่ไม่ค่อยจะใกล้ชิดหรือดูเหมือนจะรักกันสักเท่าไรของพี่ชายและน้องชาย หลังจากมีเรื่องราวเปลี่ยนแปลงในชีวิตของทิน ที่ทำให้เขาทำตัวแปลกแยกออกไปจากครอบครัว จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อวุฒิตัดสินใจที่จะเดินทางไปยังดินแดนที่ชื่อว่า “ชัมบาลา” ตามความต้องการของแฟนสาวที่กำลังป่วย ซึ่งต้องการให้เขาเดินทางย้อนรอยการเดินทางไปทิเบตคนเดียวก่อนหน้าที่จะเจ็บป่วยลง และการเดินทางครั้งนี้ของวุฒิก็บังเอิญที่ได้พี่ชายที่ไม่ค่อยสนิมท ซ้ำยังชอบดื่มเหล้าและสบถไม่เว้นแต่ละคำอย่างทินไปเป็นเพื่อนร่วมทางด้วย

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือการถ่ายทำในทิเบต ภาพฉากหลังของหนังที่เป็นทุ่งหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา และขุนเขาสูงตระหง่านชนิดที่ไม่เคยพบไม่เคยเห็นมาก่อน ฉากหิมะตกส่งปอยหิมะปลิวว่อนดูเหน็บหนาว ตัว “Yak” หรือจามรีถูกต้อนเดินเรียงรายเต็มท้องทุ่ง ภาพธงมนต์หลากสีปลิวไสวต่างบทสวดมนต์…ภาพเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นไฮไลต์อย่างหนึ่งที่ทำให้ “ชัมบาลา” เป็นเหมือนหนังที่พอจะมีแต้มต่อตรงการดึงดูดความสนใจของผู้ชมให้ติดตาม

ขณะเดียวกันการเดินทางของพี่น้องต่างบุคลิกและต่างคนต่างมีปมของชีวิตไปบนเส้นทางแปลกหน้าร่วมกันในรถโฟร์วีลส์คันเดียว โดยมี “ตาว่า” ไกด์ชาวทิเบตและงคนขับรถเป็นเหมือนกรรมการห้ามมวยและสักขีพยานถึงความขัดแย้แตกต่างของคนทั้งคู่ ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นหนังประเภท Road Movie ได้ดีและไม่ค่อยจะพบเห็นได้ง่ายนักในหนังไทย (เช่น “หนีตามกาลิเลโอ” เป็นต้น)

สิ่งที่ดูไม่สนุกนักกับเป็นความพยายามอันขาดๆ เกินๆ ที่จะไม่เล่าในรายละเอียดของบางสิ่ง หรือการตั้งใจเล่าหรือใส่เหตุการณ์เข้ามาให้ดูเป็นความบังเอิญ เพื่อที่จะพาผู้ชมไปยังปลายทางนั่นคือเหตุการณ์อันคลี่คลายที่ทำให้ตัวละครสำนึกผิดในเรื่องราวที่ผ่านมาของชีวิต เพื่อที่จะบอกเล่าว่า “ชัมบาลา” ของแต่ละคนนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นภูเขาสูงตระหง่านทัดเทียมเมฆที่อยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งในทิเบต (ซึ่งผมค่อนข้างแน่ใจว่าผู้เขียนบทชื่อนี้กำหนดขึ้นเอง) แต่เป็นจุดใดก็ได้ที่เรายอมยกความหนักอกหนักใจที่กัดกินใจของเราออกไป ด้วยการสำนึกผิดและยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

ประเด็นและเหตุการณ์ที่ค่อนข้างหนักที่ผู้เขียนบทและผู้กำกับภาพยนตร์ (เป็นคนคนเดียวกัน) ต้องการถ่ายทอดนั้นค่อนข้างหนักหน่วงและจริงจัง ถึงขนาดซีเรียสเลยก็ว่าได้ แต่กลับพยายามนำเสนอให้เบาลงผ่านแคแรกเตอร์แปลกๆ ที่ดูไม่ค่อยจะเนียนของ “ทิน” (ผู้ซึ่งกินเหล้าขณะอยู่ทิเบตได้ตลอดเวลา โดยที่ไม่ปวดหัวหรือเป็นอะไรไปเสียก่อน) และความเป็นหนังที่มีเรื่องราวพัฒนาไปตามการเดินทางและการเติบโตของตัวละครแบบโรด มูฟวี่ ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามาเป็นสมการที่ไม่ค่อยจะลงตัวนักและทำให้หนัง “ชัมบาลา” มีความครึ่งๆ กลางๆ ของหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่สุด ไม่อินในความเป็นไปของตัวละครและเนื้อหา…

เรื่องจริงข้างบ้าน

สองวันก่อนผมเพิ่งมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่อง The Lady หรือชื่อไทยว่า “ผู้หญิงท้าอำนาจ” ซึ่งถ้าหากใครไม่เคยรู้มาก่อนก็ต้องเล่าว่าสร้างมาจากอัตตชีวประวัติของวีรสตรีชาวพม่าที่ยังมีลมหายใจอยู่ นามของเธอคือ “อองซานซูจี” นักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและประชาธิปไตยในประเทศเพื่อนบ้านข้างๆ บ้านเรานี่เอง

ประสาคนที่เคยไปเที่ยวพม่ามาแล้วเมื่อหลายปีก่อน (จำได้ว่าก่อนออกเดินทางผมต้องคิดหนักเอาการเพราะไม่อยากเอาเงินจากการท่องเที่ยวไปสนับสนุนให้ผู้นำเผด็จการทหารพม่าที่ครองอำนาจและกดขี่ผู้คนชาติเดียวกับตนเองเอาไว้) เมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้ ซึ่งจากข้อมูลบอกว่าฉากต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วจำเป็นต้องถ่ายทำในประเทศไทยเป็นหลัก (จะหาที่ไหนที่เหมือนพม่า แต่ก็ “ฟรี” หรือเสรีสุดๆ ในการเปิดกว้างให้ถ่ายทำเหมือนบ้านเราได้อีกจริงไหมครับ) แต่ดูอย่างไรก็ยังไม่เหมือนความเป็นจริงตามท้องถนนและชีวิตผู้คนพม่าที่ผมเคยได้ไปประสบพบเห็นมาเมื่อ 4 – 5 ปีก่อน

อดีตนั้นพม่าเคยรุ่งเรืองและเกรียงไกรมากในการเป็นอาณาจักรของตนเอง ทำศึกสงครามเก่งและมีศิลปวิทยาการเป็นของตนเองไม่น้อยกว่าชาติใดๆ ในเอเชีย แต่เมื่อต้องตกเป็นเมืองขึ้นชั้นรอง (ว่ากันว่าพม่าไม่ได้ตกเป็นแค่เมืองขึ้นของชาติตะวันตกอย่างอังกฤษเท่านั้น แต่อังกฤษยังส่งคนอินเดียมากดขี่ปกครองคนพม่าต่ออีกชั้นหนึ่งด้วย) ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาลอย่างแร่ธาตุ (ทองคำ) และไม้สักคงจะถูกดูดออกไปจากประเทศนี้เป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อการเมืองในประเทศขาดความปรองดองในการที่จะสมานฉันท์ผู้คนต่างเหล่าต่างชนเผ่า ชนชั้นทหารก็ถือโอกาสที่จะเก็บนายพลอองซาน บิดาของอองซานซูจีและดึงพม่าให้ตกลงไปอยู่ในวังวนแห่งความล้าหลัง ตกต่ำ และขาดไร้คุณภาพชีวิตที่ดีในทุกๆ ด้าน นอกจากนี้ยังมีการกดขี่ จับกุม ทารุณทำร้านเข่นฆ่าชนกลุ่มน้อย ประชาชนและพระสงฆ์ที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมและประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง

ปี 1988 เกิดการเดินขบวนครั้งใหญ่เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษาพม่าและเป็นปีที่อองซานซูจีต้องลาจากครอบครัวของเธอที่เมืองออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษกลับคืนบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อเยี่ยมมารดาที่กำลังป่วยหนัก และได้เห็นสภาพของการกวาดล้างนักศึกษาและความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นขัดสน ขาดบรรยากาศที่เปิดกว้างทางความคิดที่เสรี นั่นเองเป็นเหตุให้เธอจำต้องร่วมขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อสู้กับเผด็จการทหารพม่าเป็นต้นมา

ลำพังแค่เป็นชายหรือเป็นกองทัพติดอาวุธที่คิดต่างและต้องต่อสู้กับเหล่าเผด็จการชาติเดียวกันก็อาจจะยากแล้ว แต่นี่อองซานซูจีเป็นแค่เพียงผู้หญิงแม่บ้านวัยกลางคนที่มีเพียงมือเปล่า แต่เธอมีนักศึกษา นักวิชาการ ชนชั้นผู้นำทางความคิดและประชาชนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และด้วยเหตุผลที่หนักแน่นข้อหนึ่งก็คือ เธอคือธิดาของอดีตผู้นำพม่าที่มีคนรักมากที่สุดและเป็นวีรบุรุษที่ต้องสละชีพสังเวยการเมืองบ้าอำนาจของเหล่าเผด็จการทหารมาแล้ว แต่หนังก็ฉายให้เห็นแนวคิดเบื้องหลังการต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวด้วยการใช้รอยยิ้ม ความสงบ ไม่ใช้อาวุธ ใช้อหิงสาและสันติวิธีซึ่งอองซานซูจีได้รับแนวคิดเช่นนี้มาจากการต่อสู้แบบสัตยาเคราะห์ของมหาตมะคานธี

ผมดูหนังเรื่องนี้ด้วยอาการที่ตัวเทิ้มสั่นเล็กๆ และหายใจแทบจะไม่เต็มท้องเพราะเรื่องราวชีวิตที่เข้มข้น ความเสียสละ และความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียวที่กล้าสู้กับอำนาจคับฟ้าที่กล้ายิงคนทิ้งหรือสั่งให้เก็บใครก็ได้ในตอนนั้นที่ไม่เห็นด้วยหรือกล้าหือกับพวกตน อดที่จะลุ้น คล้อยตาม และเอาใจช่วยเธอไม่ได้ในเมื่อพม่าเป็นเหมือนเพื่อนข้างบ้านเราเองแท้ๆ ไฉนเราจึงจะปล่อยเฉยนิ่งดูดายอยู่ได้

เปรียบแล้วก็เหมือนถ้าหากเรามีครอบครัวเพื่อนบ้านที่มีชายคาติดกัน วันดีคืนดีก็ประสบพบเห็นผู้ชายตัวโตในบ้านตบตีลงไม้ลงมือกับลูกๆ ในครอบครัวหรือทำร้ายร่างกายผู้หญิงที่ดูเหมือนไม่มีทางสู้ในบ้านของพวกเขา กระทั่งค้ายาเสพติด ทำสิ่งรุนแรงต่างๆ นานา แล้วเราจะอยู่เฉยนิ่งดูดายโดยไม่ลงมือทำอะไรสักอย่างเลยเชียวหรือ

ผมต้องขอขอบคุณมิเชล โหย่ว นักแสดงนำที่มารับบทอองซานซูจี ซึ่งเธอต้องหัดพูดภาษาพม่าและลดน้ำหนักมากมายให้ดูเหมือนดอว์ซูตัวจริง ขอบคุณลุค เบซอง ผู้กำกับฯ ที่ไม่เพียงทำหนังดีๆ อย่าง “ลีออง” แต่ยังกำกับเรื่องนี้ออกมาให้เราได้ดูด้วย

ในตอนท้ายเมื่อหนังจบและมีเครดิตทีมงานขึ้นมา มีประโยคประโยคหนึ่งซึ่งเป็นคำพูดของอองซานซูจีปรากฏขึ้นมาส่งท้าย…

“Please use your abilities to save ours…”

จงอย่านิ่งเฉยกับเรื่องราวของพม่าและช่วยเหลือเราเท่าที่ท่านจะสามารถ…

…ยังอยู่ในใจเสมอ

…เมื่อสุริยนต์ย่ำสนธยา

หมู่นกกาก็บินมาสู่รัง

ให้มาคิดถึงท้องทุ่งนาเสียจัง

ป่านฉะนี้คงคอยหวัง เมื่อไหร่จะกลับบ้านนา…

บทเพลง “นักร้องบ้านนอก” ถ่ายทอดอารมณ์เพลงได้อย่างเหลือเฟือในความงดงามและพลังของน้ำเสียงของ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” นักร้องสาวผู้ล่วงลับจากเราไปเมื่อ 19 ปีก่อนด้วยโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเองหรือ SLE

ผมไม่ได้เป็นแฟนพุ่มพวงหรือชื่นชอบเพลงลูกทุ่งเป็นพิเศษ แต่ก็ทึ่งและชื่นชอบในผลงานของนักร้องผู้ได้ชื่อว่าเป็นราชินีเพลงลูกทุ่งเมืองไทยคนนี้อย่างไม่มีข้อสงสัย

ข้อที่ว่าน่าทึ่งก็คือชีวิตของเธอที่มุ่งมั่นจะเอาดีกับการเป็นนักร้อง แม้ไม่ได้ร่ำเรียนจนเขียนอ่านได้ แต่กลับสามารถร้องเพลงโดยวิธีจดจำเนื้อเพลงเอา แล้วถ่ายทอดอารมณ์เพลงออกมาได้จนเป็นที่ประจักษ์ถึงความสามารถและพรสวรรค์ การฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตต่างๆ จนกระทั่งขึ้นมาสู่บัลลังก์ราชินีเพลงลูกทุ่งได้จนนาทีสุดท้ายของชีวิต เธอก็ยังทุ่มโถมทำงานหนักและร้องเพลงอยู่อย่างต่อเนื่อง ตราบเท่าชั่วโมงสุดท้ายของการมีชีวิต

แล้วปีนี้ก็เป็นโอกาสดีที่มีภาพยนตร์ที่สร้างจากชีวิตจริงของพุ่มพวง ดวงจันทร์ออกมาในชื่อ “พุ่มพวง” โดยสร้างจากหนังสือ “ดวงจันทร์ที่จากไป” ของบินหลา สันกาลาคีรี ผมมีโอกาสได้ไปนั่งดูหนังเรื่องนี้และบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าชอบอะไร หรือไม่ชอบที่ตรงไหน แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกอย่างรุนแรงคือความคิดถึงพุ่มพวงและพลอยนึกถึงความสูญเสียของคนไทยและวงการเพลงไทยลูกทุ่งไป เมื่อวันนี้ไม่มีเธอคอยขับกล่อมสร้างผลงานเพลงใหม่ๆ ให้เราได้ยินได้ฟังกันอีกแล้ว

หนังเรื่องพุ่มพวงตั้งใจจะถ่ายทอดความเป็นนักสู้และนักล่าฝันของผู้หญิงเล็กๆ ที่ยากจนจากเมืองสุพรรณฯ ผู้เติบโตแบบปากกัดตีนถีบในครอบครัวเกษตรกรไร่อ้อย ไร้การศึกษา แต่มีหัวใจและมีความฝัน ฝันที่อยากจะเป็นนักร้องและฝันที่อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิตเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว คนที่ตัวเองรัก

ในตอนท้ายๆ ของหนังที่บอกเล่าตอนที่พุ่มพวงถูกคนรักทอดทิ้งไป  เธอล้มป่วยเพราะทำงานหนักจากการเป็นโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง จนอาจจะต้องยุบวง และออกจากวงการเพลงไป เธอร่ำไห้ในอ้อมกอดของมารดาว่า เธอไม่เป็นไร ยังแข็งแรงดี แม้หมอจะบอกว่าเธอป่วยด้วยโรคที่เอาชนะหรือคุ้มครองคนอื่นๆ ได้ แต่คุ้มครองป้องกันตัวเองจากตัวเองไว้ไม่ได้

ความรักเปลี่ยนแปลงและจากไป

ชีวิตและลมหายใจ เกิดขึ้น คงอยู่และดับไป

…มีแต่ความฝันเท่านั้นที่ยังคงตกค้างพร่างพราย เป็นดั่งท่วงทำนองและบทเพลงขับกล่อมงดงามให้กับชีวิตอื่นๆ ที่ยังคงดำเนินไป…

วิญญาณแตกร้าวของ (สาว) อเมริกัน

ไม่ทราบว่าเพราะอะไรหรือมีสิ่งใดเป็นแรงจูงใจดึงดูดให้ผมไปตีตั๋วหนังรอบวันพุธ (ทุกวันพุธดูหนังได้ในราคา 60 บาท – อันนี้มีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจ) เรื่อง Eat Pray Love

ผมว่าที่ดูเหมือนจะมีน้ำหนักกว่าใดและใครเพื่อนก็เห็นจะเป็นเพราะความเป็นหนังที่สร้างจากนวนิยายนั่นเอง เพราะผมออกจะนิยมชมชอบการได้ดูหนังที่มีการหยิบยกเอาวรรณกรรมมาผ่านการตีความของผู้สร้างผู้กำกับฯ ออกมาเป็นภาษาภาพและตัวละครเคลื่อนไหวให้เราได้ดูกัน (อันนี้นอกเหนือจากทไวไลท์และแฮรี่ พอร์ตเตอร์ในหลายๆ ภาคที่ผมไม่ได้ดูและไม่ค่อยอยากจะดู)

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือการเป็นหนังที่มีการถ่ายทำในหลายๆ ประเทศและหลายๆ สถานที่และสองในสามจุดหมายซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำของหนังเรื่องนี้คืออินเดียและบาหลีนั้นเป็นที่ที่ผมเคยเดินทางไปเยือนมาแล้วและยังประทับใจในหลายๆ สิ่งจนอยากจะนึกกลับไปเยือนทั้งสองที่อีกครั้ง (หรือหลายๆ ครั้ง) ไม่รู้เบื่อ ส่วนอีกที่หนึ่งนั้นคืออิตาลีก็เป็นจุดหมายปลายทางที่ผมตั้งตารอคอยว่าอยากไปดูไปรู้ไปเห็นมากอยู่เหมือนกัน (โดยไม่ทราบจะจะมีโอกาสวาสนาไหมหนอ)

ในหนังเรื่อง Eat Pray Love ที่นำแสดงโดยดาราสาวระดับอดีตแม่เหล็กของฮอลลีวู้ดอย่างจูเลีย โรเบิร์ตส์และมีชื่อแปลเป็นภาคไทยว่า “อิ่ม มนต์ รัก” นี้ กลับสร้างความมึนงงฉงนฉงายให้กับผมหลังจากที่ได้ดูเสร็จว่าตัวละครหลัก (ชื่อ “อลิซ กิลเบิร์ต” ) พานพบปัญหาอะไรกันแน่ และต้องการจะบอกอะไรผ่านเรื่องราวในชีวิตของตัวเธอเอง นอกเสียจากการอวดตราแสตมป์ที่ผ่านการประทับลงบนสมุดพาสปอร์ตของเธอ (ตามเนื้อหาในหนัง) ว่ามีถึง 49 ประเทศ

ผมรู้สึกได้ถึงความสับสนอันไม่น่าจะเกิดขึ้นในเรื่องความรัก การค้นหาตัวตนและชีวิตแต่งงานของตัวละครในเรื่อง ซึ่งฉายภาพไปถึงภาวะที่สับสนของคนหรือสังคมอเมริกันได้ด้วยอย่างไม่น่าเชื่อ

ยอมรับกันตามตรงว่าผมเป็นพวก “แอนตี้ (คน) อเมริกัน” ไม่ชอบคนอเมริกันที่มักจะมีลีลาสู่รู้ ยกตนข่มท่านและชอบที่จะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาลโดยมองข้ามหัวคนอื่นหรือเห็นว่าคนอื่นสำคัญน้อยกว่าตนเอง ในเรื่องนี้หญิงสาวคนหนึ่งที่ผละจากสามีเพียงเพราะสามีไม่ยอมที่จะไปพักร้อนตามใจเธอ พาลทำให้เธอหวนคิดถึงชีวิตที่พรั่งพร้อมสมบูรณ์ว่าตัวเองสูญเสียความฝันและความสมดุลในชีวิต จนต้องไปซบอกพระเอกหนุ่มละครเวทีรูปหล่อที่แสดงในละครสร้างจากงานเขียนของเธอ แต่ในที่สุดเธอก็อยากจะเติมฝันให้อิ่มด้วยการเดินทางไป “กิน” ไป “สวดมนต์” ไป “ตามหาความรักที่อิตาลี อินเดียและบาหลีในชั่วเวลาหนึ่งปี

ผมพบว่าประเด็นที่มีการถกสนทนากันในหนังเรื่องนี้มองได้ทั้งสองระดับคือตื้นๆ ในฐานะเป็นการเผชิญความทุกข์ในระดับบุคคลที่ไม่ค้นพบตัวเองและความรักที่แท้จริง กับการถกปัญหาในระดับสังคมถึงความสับสนเคว้งคว้างและปริร้าวผ่านเรื่องราวและวิญญาณของหญิงสาวสามัญชนคนธรรมดาที่เป็นคนอเมริกันคนหนึ่ง

ผมเองนั้นชื่นชอบมุขต่างๆ ที่หญิงสาวนิวยอร์กเกอร์อีกคนที่ชื่อ “แครี่ แบรดชอว์” นำเสนอไว้ในเรื่อง Sex and the city ซึ่งผ่านการขบคิดแบบผู้หญิงๆ แม้มันจะเป็นมุมที่เล็กมากๆ แต่กลับงดงามและสนุกสนาน ไม่เห็นแก่ตัว ทุกสิ่งที่ผ่านไปและผ่านเข้ามาในเรื่องราวและชีวิตของแครี่แท้จริงแล้วคือเรื่องราวของหัวใจและมิตรภาพ ที่สำคัญคือเธอได้ข้อสรุปโดยที่ไม่ต้องทุรนทุรายเดินทางไปตามหาหัวใจและความรักในที่ทางที่ห่างไกลอย่างในเรื่อง Eat Pray Love เรื่องนี้

ตอนจบของหนังตัวละครที่นำแสดงโดยจูเลีย โรเบิร์ตส์สารภาพกับคนรักใหม่ของเธอก่อนที่จะลงเรือไปท่องทะเลที่บาหลีกันว่า เธอพร้อมแล้วที่จะลงเรือ ฟันฝ่า “ก้าวข้ามไปด้วยกัน” โดยใช้ศัพท์ที่เธอได้ข้อคิดและเรียนรู้มาจากวิถีชีวิตในช่วงหนึ่งที่ได้ไปเห็นและเรียนรู้จากคนอิตาลี และการได้แรงบันดาลใจกับข้อสรุปจากพ่อหมอเคตุทจากบาหลีถึงการจัดสมดุลในชีวิต (แม้เสียหลักไปเพราะความรัก แต่ก็เป็นวิถีหนึ่งของการมีสมดุลในชีวิต)

ผมออกจะมองว่าเรื่องราวและประสบการณ์ในหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องของวิญญาณที่ตัวเธอและสังคมของเธอ (สังคมอเมริกัน) ทำให้ตัวเองแตกปริร้าวขึ้นมาเอง และการก้าวออกมาจากกรง จากตัวตนและสังคมที่หล่อหลอมตัวเองขึ้นมาไปสู่สังคมที่ค่อนข้างไร้ระเบียบและเล็กกว่าอย่างอิตาลี อินเดียและบาหลีนั้นก็เพื่อหาข้อสรุปอันชอบธรรมให้กับความเห็นแก่ตัวของตัวเอง

ซึ่งนั่นคือ…ไม่พ้นการทำอะไรเพื่อตัวเองและการรัก (แต่) ตัวเอง

ไม่มีเสียงดนตรีบรรเลงและบทเพลงในการเดินทาง(จริงๆ)

ห่างเหินการไปชมภาพยนตร์ไทยมาเนิ่นนานพอดู…

แต่เมื่อสองวันก่อนผมก็ได้ฤกษ์ตีตั๋วเข้าไปนั่งชมหนังไทยอีกครั้งและเรื่องนั้นก็คือ “เราสองสามคน” (ในชื่อภาคภาษาฝรั่งที่พอจะทำให้ฟังเข้าใจกว่าชื่อภาษาไทยว่า “That sounds good”)

ว่ากันตรงๆ ง่ายๆ แล้วหนังไทยเรื่องนี้ผลงานของผู้กำกับและเขียนบทของ “เรียว กิตติกร” (ผมเคยนิยมชมชอบผลงานของเขาจากเรื่อง Goal Club เอาการอยู่) เป็นเรื่องความรักระหว่างการเดินทางของคนหนุ่มสาว มีฉากสวยๆ แปลกตาของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเป็นฉากหลังและมีบทเพลงบรรเลงในขณะที่เรื่องราวของภาพยนตร์เป็นการเคลื่อนขบวนของคนหนุ่มสาวกับรถโฟร์วีลหลายคันเพื่อท่องเที่ยวยังจุดหมายปลายทางของเวียดนามใต้อย่างฮอยอัน มุยเน่และดาลัด

สำหรับผมเองเมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้จบลงมันเป็นความรู้สึกบางเบาและไม่เต็มอิ่ม ด้วยความที่บทของภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการให้เป็นความรักบางๆ เบาๆ ไม่ดราม่าหรือไม่คอมเมดี้จนเกินเหตุ แต่มีสัดส่วนของความเป็นสารคดีหรือความเป็น “เรียลลิตี้” ในตัวเองอยู่พอสมควร

สิ่งที่น่าเสียดายเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบลงก็คือโอกาสของการนำเสนอภาพของลาวและเวียดนามในหนังให้ออกมามีมิติมากกว่าแค่การเป็นฉากถ่ายทำ เพราะหลายๆ เหตุการณ์นั้นน่าจะเปิดโอกาสให้คนท้องถิ่นหรือภาพความงดงามของเมืองในต่างประเทศได้ฉายประกายที่น่าสนใจมากกว่าการเป็นฉากให้ถ่ายทำตามท้องเรื่องเท่านั้น ผมเสียดายที่ไม่ได้เห็นความงามของเมืองอย่างฮานอยหรือดาลัดจริงๆ หรือโอกาสที่หนังไทยและคนไทยจะได้เข้าถึงความเป็นเพื่อนบ้านด้วยบริบทต่างๆ เช่นภาษา ศิลปะ อาหาร การแสดงออกต่างๆ ที่มากขึ้นกว่าการใช้สถานที่เป็นโลเกชั่นเท่านั้น

ความเกือบจะน่าสนใจของหนังไทยเรื่องนี้ก็คือการใช้เพลงอย่างคนล่าฝันและอีกหลายๆ เพลง รวมทั้งเพลงบรรเลงเพราะๆ เข้ามาประกอบย้อมใจให้เพลิดเพลินไปกับการชมเกือบจะตลอดทั้งเรื่อง และหลายๆ เพลงก็นำมาหยอดวางไว้สอดคล้องกับบทหนังได้อย่างลงตัวดีทีเดียว จนทำให้นึกอยากจะออกไปเดินทางขึ้นมาติดหมัด

เสียอย่างเดียวที่พอมาคิดได้ว่าเวลาคนเราเดินทางจริงๆ นั้นถ้าไม่คว้าไอโฟนไอพ็อดขึ้นมาใส่หู ก็ยากที่จะมีดนตรีหรือบทเพลงบรรเลงให้เราจะครึ้มอกครึ้มใจหรือสนุกไปกับภาพงามๆ ของการเดินทางได้เหมือนกับเห็นการเดินทางเกิดขึ้นในหนัง…เรื่องนี้

สูงขึ้นไปคือที่อยู่ของความฝัน…What movie told: UP

หลายอาทิตย์ก่อนเพื่อให้หย่อนคลายจากสถานการณ์บ้านเมืองที่ร้อนระอุ ผมก็เลยเช่าดีวีดีการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่ตั้งใจว่าอยากจะดูมานานแล้วมาเปิดดูที่บ้าน

การ์ตูนเรื่องนั้นมีชื่อสั้นๆ ว่า ‘UP’ ครับ เป็นผลงานในปี 2009 ของค่าย Pixar เขาล่ะ

( ภาพ จาก http://www.pixar.com/featurefilms/up/)

ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าในการประกาศผลรางวัลออสการ์ปีที่ผ่านมาการ์ตูนเรื่องนี้ก็คว้ารางวัลออสการ์มาครองเหมือนกัน (ถ้าผมผิดไปล่ะก็ต้องขออภัย เอาเท่าที่จำได้และรู้สึกว่าน่ะครับ) เนื้อเรื่องของการ์ตูนแนวผจญภัยของคนวัยดึก (ในชื่อภาษาไทยว่า “ปู่ซ่าส์บ้าพลัง”) นั้นไม่มีอะไรมาก เป็นเรื่องของชายชราที่ไม่ยอมปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับเรื่องราวของความหลัง หลังจากที่ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่เป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่วัยเด็กลาจากไป และยังจดจำความฝันของตัวเองและของภรรยาได้ว่าจะต้องเดินทางไปให้ถึงดินแดนในความฝันที่อยู่ห่างไกลถึงอเมริกาใต้ให้ได้

ด้วยความเป็นหนังการ์ตูนคุณปู่ก็เลยสามารถถอนรากฐานบ้านให้เหินลอยไปถึงจุดหมายปลายทางแห่งความฝันได้ด้วยการลอยบอลลูน (หรือลูกโป่งหลากสี) นับพันๆ ใบ

ความสนุกตื่นเต้นก็คือการได้ร่วมลุ้นไปกับตัวละครในการ์ตูนว่าจะสมหวังหรือไม่ในการเดินทาง ขณะเดียวกันก็มีความน่ารักๆ ของเด็กชายตัวอวบอ้วนที่จับพลัดจับผลูมาร่วมเดินทางไปกับบ้านลอยได้ของคุณปู่ มีบรรดานกแปลกๆ หมาพูดได้ กับนักผจญภัยที่เคยเป็นเหมือนฮีโร่ในวัยเด็กของคุณปู่ แต่พอได้เจอกันตัวเป็นๆ เขาคนนั้นกลับกลายเป็นผู้ร้ายและคนใจร้ายไปเสียฉิบ

ผมชอบประเด็นของหนังการ์ตูนเรื่องนี้ที่เหมือนจะบอกกับเรา (อีกครั้ง) ว่า “ความฝันนั้นไม่มีวันหมดอายุ” และที่ว่าอยู่สูงจนน่าสอยนั้นก็จะต้องเป็นที่อยู่ของความใฝ่ฝันแน่นอน ถ้าไม่อยู่สูงจนเกินเอื้อมและได้มาง่ายดายโดยไม่ต้องรอหรือลงทุนลงแรงตามหาจนคว้ามาได้ก็ย่อมไม่สมศักดิ์ศรีที่จะเรียกว่าเป็นความฝันที่อยู่สูง…ของคนเรา

หากใครดูดีวีดีแล้วล่ะก็อย่าพลาดการเปิดดูเบื้องหลังการทำงานของทีมงานการ์ตูนเรื่องนี้ที่อยู่ใน Specia; Feature และการเดินทางเพื่อไปสเกตช์และศึกษาถึงที่อเมริกาใต้และน้ำตกนางฟ้าของจริงเพื่อความสมจริงของการนำเสนอ แม้บางภาพบางซีนจะปรากฏออกมาแค่เสี้ยวนาทีในเรื่องก็ตาม

…หนังสอนไว้ (What Movie Tells…)

ราวหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้เดินเข้าโรงหนังเพื่อตีตั๋วดูหนังไทยใหม่เรื่องหนึ่ง ซึ่งก็คือเรื่อง “บ้านฉัน…ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้)” ขอสารภาพไว้บรรทัดนี้ก่อนครับว่าตอนแรกที่ได้เห็นชื่อหนังหรือได้ยินชื่อนั้นไม่คิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะอยากดูหรือจะมีโอกาสได้ดู เพราะผมเองไม่ค่อยได้เข้าไปตีตั๋วดูหนังไทยอยู่แล้วประการที่หนึ่ง ประการที่สองความที่เป็นหนังตลก (ชื่อเรื่องก็บอกว่าน่าจะตลก) นั้นทำเอาผมเข็ดขยาดเล็กน้อย เพราะเกรงว่าจะผิดหวัง เกรงว่าพอเข้าไปดูในโรงแล้วเห็นคนอื่นหัวเราะกันครืนๆ แล้วตัวเองไม่ขำสักแอะ ต่อมอารมณ์ขันของผมจะอักเสบและเครียดขึ้นมา

แต่ในที่สุดก็ได้เข้าไปดู…

พอดูเสร็จก็รู้สึกตัวเบาสบายๆ คล้ายๆ ล่องลอย คือตัวหนังไม่ได้เน้นจะตลกเอาขำลูกเดียว แต่มีสาระเตือนใจในระดับที่พอดีพองามให้ได้คิด
…อย่างนี้ไงครับถึงจะเรียกว่า “ศิลปะ” นั่นก็คือความพอดีพองาม ให้คนดูได้คิดเองบ้าง มิใช่จงใจบอกอะไรไปตรงๆ หรือบอกไปเสียหมด จนหมดสนุก

ผมชอบวิธีการเขียนบทของหนังไทยเรื่องนี้อยู่พอดู แต่บอกไม่ได้ว่าชอบเพราะอะไร ชอบตรงความพอดีกลางๆ ไม่บีบเค้น ไม่ตั้งใจหรือคิดว่าจะทำเอาขำให้คนดูหัวเราะงอหายแต่เพียงอย่างเดียว

ผมยังชอบบทบาทการแสดงของนักแสดงทั้งที่จำชื่อได้และจำชื่อไม่ได้ เช่น คุณจาตุรงค์ หมกจ๊กที่เล่นเป็นพ่อ คุณอรอนงค์ที่เป็นแม่ และเด็กผู้ชายผู้หญิงสองคนที่เป็นล้อต๊อกกับน้องสาวที่ชื่อม่อน แสดงเก่งและน่ารักมาก ส่วนคุณพอลล่านั้นก็ลงตัวดีกับบทคุณหมอรักษาสิวแสนสวยแห่งเมืองลพบุรีที่เด็กวัยนมยังไม่แตกพานอย่างล้อต๊อกไปตกหลุมรักและสร้างวีรกรรมเข้าให้

เมื่อดูหนังไทยเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เราจะต้องจ่ายเงินควักกระเป๋าเดินเข้าโรงหนัง พอดูจบแล้วเดินออกมาไม่ทำให้รู้สึกเสียดายเวลาและเสียดายตังค์ค่าตั๋วผมก็คิดว่าคุ้มค่าและทำได้ดีพอประมาณแล้วล่ะครับ

ผมชอบหนังเรื่องนี้ในการ “บอกคนดู” ในระดับพอดีๆ เหมือนมีเพื่อนมาจับเข่าคุยแลกเปลี่ยนมากกว่าการที่จะยัดเยียดประเด็นหลักของหนังกันอย่างตรงๆ เหมือนปล่อยหมัดตรงเข้ามาอัปเปอร์คัตปลายคางของคนดูเข้าให้

ประเด็นในหนังเรื่องนี้ว่าด้วย “ความสัมพันธ์ของคน” ครับ เป็นความสัมพันธ์ของพ่อกับลูกชาย พ่อแม่กับลูกๆ เพื่อนกับเพื่อน หรือพี่ชายกับน้องสาว ชายหนุ่ม(ในวัยที่นมยังไม่แตกพาน) กับหญิงสาว มีพล็อตและซัพพล็อตอยู่เยอะ แต่ก็นำเสนอออกมาได้เนียนและดูสนุก

ประโยคบางประโยคที่พ่อ (คุณจาตุรงค์ในเรื่อง) พูดกับลูกชายเล่นๆ ขำๆ ว่า “เฮ้ย ต๊อก ผู้หญิงน่ะเขาไม่ชอบคนหล่อหรอก แต่เขาชอบผู้ชายตลก” ผมคิดว่าเป็นประเด็นหนึ่ง (ที่สร้างปมให้ตัวลูกชายที่มักจะมุขแป้กทั้งๆ ที่พ่อมีอาชีพเป็นตลก) แต่ตอนหลังพ่อคนเดียวกันกลับบอกกับลูกชายว่าถึงจะไม่ตลกก็ไม่เป็นไร เพราะจริงๆ แล้วผู้หญิงเขารักและมักจะเลือกผู้ชายที่รักครอบครัวมากกว่า…เออ จริงแฮะ

ผมไม่ได้เชียร์และคิดว่าหนังเรื่องนี้น่าไปดูสำหรับคนที่ไม่อยากดูและคิดว่าไม่น่าดู แค่คิดว่าเมื่อดูหนังเรื่องหนึ่งจบลงมันก็มีก้อนบางก้อนจุกขึ้นมาที่คอ ต่อเนื่องไปที่ใจและได้เพิ่มรอยหยักในสมองของเราบ้างก็ถือว่าเป็นหนังที่ได้ทิ้ง “คำสอน” บางอย่างเอาไว้ให้เราได้เรียนรู้

http://www.banchanmovie.com/

ความจริงอันเจ็บปวดหรือประสบการณ์อันยิ่งใหญ่?

จากการประกาศผลรางวัลออสการ์ปีนี้ (ที่เพิ่งจะจัดไปเมื่อเช้าวันที่ 8 มีนาคมของเวลาบ้านเรา) เป็นที่ปรากฏแล้วว่าภาพยนตร์เรื่อง The Hurt Locker ได้รับรางวัล Best Movie ไปครองโดยเอาชนะเรื่อง Avatar ไปได้อย่างเหนือความคาดหมาย

ผมเองยังไม่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ที่น่าจะเป็นหนังสงครามตะวันออกกลางและเรื่องราวของเหล่าทหารอเมริกันที่ชอกช้ำจากสงครามอิรัค (และอัฟกานิสถาน) ไม่น้อยไปกว่ายุค 1970’s ที่อเมริกามีบาดแผลเจ็บปวดกับสงครามเวียดนาม แต่ผมก็รู้สึกชื่นชอบ “ชื่อ” ของภาพยนตร์เรื่องนี้และเมื่อได้เห็นตอนประกาศผลรางวัลด้านการเขียนบทดั้งเดิมยอดเยี่ยมที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ไปครอง คนเขียนบทเป็นผู้ชายและเคยเป็นผู้สื่อข่าวในสงครามตะวันออกกลางจริงๆ ขึ้นไปกล่าวบนเวทีออสการ์ว่าตัวเขาได้ต้นเค้าต้นเงื่อนแรงบันดาลใจในการเขียนบท The Hurt Locker ก็มาจากตอนที่เขาเคยเป็นนักข่าวสงครามครั้งนี้นี่เอง

นั่นทำให้ผมเกิดความคิดว่าถ้าหากคนเราไม่เคยพ่ายแพ้ ไม่เคยเดินผ่านเรื่องราวทุกข์หมองใจเจ็บปวด เราคงไม่มีวันได้เรียนรู้หรือก้าวผ่านพ้นไปสู่ความรู้สึกงดงามของการเกิดมาเป็นคนที่ “สมควร” จะต้องก้าวผ่านเรื่องราวทุกข์ร้อนเลวร้ายเจ็บปวดไปให้ได้ แม้บางทีอาจจะไม่ได้ผ่านไปอย่างผู้มีชัยชนะเสมอไป แต่หากเราสามารถประคับประคองร่างกาย ลมหายใจ ผ่าน “ช่วงเวลาเลวร้าย” นั้นมาให้ได้ แน่นอนว่าสิ่งที่รอคอยเราอยู่ก็คือ “ประสบการณ์อันมีค่า” หรือประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ที่จะอยู่กับเราไปตราบจนวันสุดท้ายของการเกิดมาเป็นคน

ผมได้แต่หวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะดูสนุกหรือน่าจะเป็นหนังที่ดี…

…มาร่วมเฉลิมฉลองให้กับทุกลมหายใจที่ไม่ยอมแพ้กันดีกว่าครับ

สร้างจากหนังสือ

สองวันมานี้ผมบังเอิญได้ดูหนังทางเคเบิลทีวีสองเรื่องคือเรื่อง Into The Wild และความสุขของกะทิ และเป็นสองเรื่องที่ดูสนุก มีอะไรให้คิดตาม ถือได้ว่าเป็นหนังที่มีอะไรให้คิดแอบแฝงอยู่

ข้อที่น่าสังเกตยิ่งไปกว่านั้นก็คือทั้งสองเรื่องเป็นหนังที่สร้างมาจากหนังสืออีกทีหนึ่ง เรื่องแรกนั้นเป็นหนังฮอลลีวู้ดสร้างจากหนังสือที่เก็บตกจากเรื่องจริงของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่แสวงหาชีวิตสันโดษ ตัดขาดตัวเองจากการยึดครองวัตถุสิ่งของด้วยความใฝฝันว่าวันหนึ่งจะได้ไปใช้ชีวิตภายใต้อิสระไร้ขอบเขตแห่งกฎเกณฑ์ใดๆ ในดินแดนอลาสก้า จนกระทั่งเขาก็พบจุดจบในวัยหนุ่มในดินแดนดิบเถื่อนแห่งนี้ในที่สุด

ส่วนเรื่องความสุขของกะทินั้นก็เป็นวรรณกรรมประเภทนิยายรางวัลซีไรต์ของไทย ผลงานประพันธ์ของคุณงามพรรณ เวชชาชีวะเมื่อหลายปีมาแล้ว

การสร้างหนังจากหนังสือถือได้ว่าเป็นอีกมุขหนึ่งที่นักสร้างหนังทั้งหลายนิยมทำ เพราะวรรณกรรมหรือหนังสือที่ดี อ่านสนุกหลายเล่ม คงจะทำให้บรรดาผู้กำกับภาพยนตร์ หรือนักเขียนบทเนื้อเต้นใจเต้น อยากจะลุกขึ้นมาปั้นมันให้ออกมาเป็นภาพและเสียงโลดเต้นอยู่บนแผ่นฟิล์มให้ได้จริงๆ สักวัน ด้วยเหตุนี้เราจึงได้ยลหนังที่สร้างจากหนังสือกันมาแล้วหลายเรื่องหรือเป็นประจำสม่ำเสมอ (เช่น ล่าสุดที่กำลังเข้าฉายตอนนี้คือเรื่อง อลิซ อิน วันเดอร์แลนด์ของทิม เบอร์ตัน)

ผมไม่รู้ว่าทุกคนจะมีหนังเรื่องโปรดที่สร้างขึ้นมาจากหนังสือเล่มโปรดกันเรื่องไหนบ้าง แต่สำหรับผมเองผมอยากจะให้มีหนังดีๆ ที่สามารถถ่ายทอดตัวหนังสือของชาติ กอบจิตติในเรื่อง “พันธุ์หมาบ้า” ออกมาให้ดู (ซึ่งจริงๆ แล้วหนังสือเรื่องนี้เคยผ่านการถ่ายทอดออกมาเป็นหนังแล้ว แต่ว่าหนังไม่ดังหรือว่าดูไม่สนุก) และอีกเรื่องที่ผมชอบก็คือบทประพันธ์เรื่อง “ปีศาจ” ของเสนีย์ เสาวพงษ์ ซึ่่งน่าจะเป็นหนังย้อนยุคหรือ period ที่มีเนื้อหาดีและสร้างได้สวยๆ ในการทำออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหว

ยังไงก็ตามผมก็ยังชื่นชอบหนังเรื่อง Into The Wild มากกว่าความสุขของกะทิด้วยความเข้มข้นและชอบเนื้อหาเรื่องราวแบบนั้นมากกว่าเรื่องจากบทประพันธ์ และคิดว่าหนังฮอลลีวู้ดนั้นเขาเข้มข้นเอาจริงเองจังกับการถ่ายทอดหนังสือออกมาเป็นหนังโดยคงอรรถรสของความเป็นหนังสือเอาไว้ แต่ขณะเดียวกักน็ยังดูสนุกและ “มีความเป็นหนัง” ไม่เหมือนกับเวลาที่เราอ่านหรืออรรถรสที่ได้จากหนังสือไปเสียหมด

จริงๆ แล้วผมคิดว่าการสร้างหนังจากหนังสือนั้นไม่น่าจะเป็นเรื่องง่าย เพราะวิถีการปรากฏตัวของหนังนั้นประกอบเป็นภาพและเสียงจนสามารถให้ความบันเทิงได้นั้นประกอบด้วยหลายสิ่งหลายอย่างมาก ทั้งการถ่ายภาพ การจัด บทภาพยนตร์ที่ลงตัว การกำกับ การแสดงของนักแสดงเอง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังเห็นว่ามีความนิยมหรือการนำหนังสือมาสร้างเป็นหนังอยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะเป็นวงการหนังในบ้านเราหรือฮอลลีวู้ด (หรือหนังยุโรป) ก็เถอะ อย่างนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์ของตัวหนังสือที่ดึงดูดและเย้ายวนใจได้อยู่ทุกเมื่อว่าไหมครับ