รำพึงรำพันหลังการเดินทางกลับจากเกาหลี

ไม่คิดไม่ฝันเลยครับว่าชาตินี้ตัวเองจะไปเที่ยวเกาหลีกับชาวบ้านชาวช่องเขา ค่าเพราะผมเองไม่ได้เป็นแฟนซีรีส์เกาหลี ดารานักร้องเกาหลีสักคนก็แทบจะไม่รู้จัก แต่แล้ววันดีคืนดีก็เกิดความคิดและความอยากขึ้นมาว่าอยากจะเดินทางไปท่องเที่ยวเกาหลีดูสักที

แล้วความอยากก็ขับเคลื่อนให้กลายเป็นการลองหาข้อมูล การตระเตรียมตั๋วเครื่องบิน การจับจองที่พัก กระทั่งการนัดเจอน้องที่รู้จักกันที่รักชอบเกาหลี (โดยเฉพาะกรุงโซล) เพื่อมานั่งให้ข้อมูลว่าควรจะไปเที่ยวที่ไหนหรือดูอะไรดี

ข้อสังเกตประการหนึ่งสำหรับคนที่เตรียมตัวเดินทางท่องเที่ยวเองอย่างผม คือเราใช้การพึ่งพาและหาข้อมูลการเดินทาง ที่พัก ที่เที่ยว การจองห้องพักผ่านทางอินเตอร์เน็ตเกือบทั้งหมด และจวบจนกระทั่งใกล้วันเดินทางผมก็ยังอดที่จะตั้งคำถามที่หาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ว่า “จริงๆ แล้วเราสนใจหรืออยากจะไปดูไปเห็นอะไรที่เกาหลี”

คำถามภายในใจที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ของคนที่ควักกระเป๋าจ่ายเงินทองและใช้เวลาของตัวเองออกเดินทางเอง สำหรับผมแล้วถือว่า “เข้าขั้นวิกฤต” เลยก็ว่าได้นะครับ เข้าทำนองเหมือนนักมวยเมาหมัดรอระฆังช่วยชีวิตตีหมดยก ขณะที่เวลาของการเริ่มออกเดินทางก็กระชั้นเข้ามาเรื่อยๆ

ในที่สุดผมก็ใช้คติเดิม นั่นคือ “ไม่มีอะไรที่จะพร้อมไปเสียหมดทุกด้าน” เราเตรียมตัวเตรียมข้อมูลมาบ้างแล้ว ที่เหลือก็ควรจะสนุกกับมัน (การเดินทางที่จะเกิดขึ้น) ให้ดีที่สุดหรือมากที่สุดก็น่าจะเพียงพอแล้ว

เวลาสิบสองวันกับการเดินทางในเกาหลีใต้ โดยมีจุดหมายปลายทางเป็นสองเมืองใหญ่คือกรุงโซลและปูซาน…ในที่สุดก็ได้เวลาเริ่มต้น…

(โปรดติดตามตอนต่อไป 🙂 )

ความหนาวที่เร้าใจอยู่

เมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมเดินทางกลับลงมาจากเชียงใหม่ ถึงกรุงเทพฯได้แค่วันสองวันก็มีอันให้ต้องระเห็จไปชมไร่จิมทอมป์สันที่ตอนนั้นกำลังเปิดให้เข้าชมฟาร์มฯ ประจำปีที่อำเภอปักธงชัย โคราชต่ออีกสองวัน

อากาศและท้องฟ้าในยามนั้นไม่ค่อยจะมีแสงแดดและมีความเย็นที่รู้สึกได้ แม้แต่ว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้ผมรู้สึกดีทีเดียวเพราะว่าเป็นคนที่ชื่นชอบหน้าหนาวและอากาศหนาวที่ไม่หนาวเย็นจนเกินไป แทบไม่น่าเชื่อว่าอากาศที่กรุงเทพฯ ในบางเวลาในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาจะลดลงไปถึง 21- 22 องศาเซลเซียสในตอนเช้าๆ และมีความเย็นอยู่เกือบตลอดทั้งวัน

น่าเสียดายว่าตอนที่นอนค้างคืนที่ไร่จิมทอมป์สันหลังจากนั้นอากาศที่โคราชกลับไม่เย็นอย่างที่คิด และพอได้มีโอกาสกลับขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่ตอนส่งท้ายปลายปีและในวันแรกของปีใหม่ อากาศที่เมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นก็แทบจะไม่มีความหนาวเย็นเอาเสียเลย ทำเอาไม่สนุกพอประมาณเพราะคิดว่าจะได้เที่ยวเมืองเหนือในความหนาวสมฤดูกาลสักหน่อย

แต่ก็ยังดีที่ในตอนนี้ซึ่งแม้จะผ่านการเฉลิมฉลองปีใหม่รับศักราชใหม่แห่งการหัวร่อ (555) เข้ามาแล้วก็ตาม อากาศเย็นในกรุงเทพฯ ในตอนเช้าๆ ก็ยังเย็นอยู่ อย่างในวันนี้แทบจะไม่มีแสงแดดในตอนสายเลยก็ว่าได้ ทำให้ผมแอบคิดแอบลุ้นอยู่ในใจว่าความหนาวเย็นในระดับไม่มากเช่นนี้จะอยู่กับเรา โดยเฉพาะกับคนกรุงไปได้อีกนานกี่วัน

ความหนาวที่เป็นอยู่และผ่านเข้ามาแม้สักเล็กน้อย แต่ก็บอกกับเราว่าโลกควรทีหลากฤดู จะร้อนก็ร้อนให้สมกับที่เป็นหน้าร้อน หรือจะฝนก็ตกเสียให้เข็ดในหน้าฝน พอเข้าหน้าหนาวอย่างไรเสียการที่มีลมหนาวหรือความเย็นมาปลุกถึงบ้าน แม้จะทำให้เราตื่นด้วยความสลัวงัวเงียไม่อยากลุกขึ้นจากเตียงก็ตาม แต่ก็ยังเป็นการทำงานและการเปลี่ยนแปรของสภาพฤดู มิใช่มีแต่ความร้อนๆ หรือน้ำท่วมทะลักล้นเหมือนช่วงเดือนตุลาฯ- พฤศจิกาฯ ไปทั่ว

เป็นเสมือนความเร้าใจเมื่อได้สัมผัสความหนาว เพื่อปลอบประโลมใจชาวโลกในยุคปัจจุบันว่ามิใช่แค่ว่าโลกนี้จะอยู่และเป็นไปภายใต้อิทธิพลของลานินญาและเอลนินโญให้เราผวากลัวถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและปัญหาโลกร้อน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นจากและเป็นผลเพราะน้ำมือของคนเราแทบทั้งนั้น

นาทีญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดีที่ผ่านมาชีวิตผมมีอันได้ยุ่งเกี่ยวกับความเป็นญี่ปุ่นอย่างชัดเจนสองงาน

ในยามบ่ายผมไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้านอาหารญี่ปุ่นขนาดเล็กๆ แห่งหนึ่งในอาคารสูงแถวถนนวิทยุเพื่อทำงาน เนื่องจากมีงานที่จะต้องเขียนแนะนำร้านอาหารที่ว่าให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น เรื่องการรับประทานอาหารญี่ปุ่นสำหรับผมหรือคนไทยคนไหนๆ ในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด แต่จากมื้ออาหารอันหลากหลายที่ได้ชิมของร้านแห่งนั้นก็มีอันให้รู้สึกว่า อาหารญี่ปุ่นเน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบ บางทีไม่ต้องปรุงรสหรือผ่านการปรุงเลยด้วยซ้ำ เช่น เมนูซาชิมิหรือซูชิที่คนไทยเองก็ชอบรับประทานข้าวปั้นหน้าปลาดิบหรือปลาดิบ จิ้มโชยุและแกล้มวาซาบิ หรือหลายเมนูเช่น เนื้อวัวโกเบก็แค่แล่เป็นชิ้นบางๆ แล้วก็ลนไฟไม่สุกจนเกินไป

ความอร่อยและรสชาติอีกอย่างที่สำคัญของอาหารญี่ปุ่นนั้นคือ “การรับประทานผ่านทางสายตา” คือการเสพสุนทรียะและรสชาติผ่านการจัดวาง สีสันของข้าวปลาอาหาร ตลอดจนภาชนะที่มักจะเป็นเครื่องปั้นดินเผาเนื้อดี มีลวดลายที่ใช้รูปลักษณ์และเรื่องราวของฤดูกาลและธรรมชาติมาสร้างสรรค์

พอเสร็จจากการทำงานระหว่างมื้ออาหาร สายฝนในยามบ่ายก็เทกระหน่ำลงมาพอดี ยังดีว่าเราแค่เพียงเดินทางต่อด้วยรถไฟฟ้าจากสถานีเพลินจิตไปสถานีชิดลมแค่ป้ายเดียว จุดหมายต่อไปคือการไปร่วมงานเปิดตัวร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น- UNIQLO ที่เพิ่งมาเปิดร้านใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของตนเองขึ้นที่ห้างเซ็นทรัลเวิร์ลด์ โดยในวันนั้นเป็นแค่งานเปิดตัวที่เชิญแขกและสื่อมวลชนเข้าร่วมงานเท่านั้น

ผมเองนั้นไม่ได้เป็นสื่อมวลชนอย่างชาวบ้านคนอื่นๆ เขาตรงๆ อาศัยว่าพอจะเขียนคอลัมน์เขียนบล็อกและเคยทำข่าวมาก่อน นอกจากนี้ยังเป็น “แฟนพันธุ์แท้” เสื้อผ้าแบรนด์ยูนิโคล่มานานแล้วตั้งแต่สมัยที่ยังไม่เข้ามาในบ้านเราก็เลยอาศัยใบบุญที่ว่าขอเข้าไปสังเกตการและร่วมงานเปิดตัวด้วย

เย็นวันนั้นในงานซึ่งจัดที่ชั้นหนึ่งตรงลานสเก็ตช์ของห้าง ทำเป็นเหมือนกรอบยาวๆ และพรมแดงที่ล้อมคนเข้าร่วมงานเอาไว้ สังเกตว่าบรรบยากาศคึกคักมาก มีผู้คนในแวดวงต่างๆ ให้ความสนใจเข้าร่วมงานกันจำนวนมาก ผมเองคิดว่าหลายๆ คนคงคิดและรอคอยการมาถึงของเสื้อผ้าญี่ปุ่นยี่ห้อนี้เหมือนกัน

ยูนิโคล่นั้นโดดเด่นตรงการทำเสื้อผ้าที่เหมาะสมสำหรับทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ด้วยคุณภาพที่ค่อข้างดี (จนถึงดี) ในราคาถูกหรือแบบประหยัดๆ ใส่ใจในกระแสแฟชั่น แต่ไม่หวือหวาจนเกินไป นอกจากนี้ยังออกแบบและมีการทำการตลาดที่ดีโดยใช้สโลแกนของทางร้านว่า “เสื้อผ้าสำหรับทุกคน” (Made for all)

จนเมื่อการเปิดงานโดยผู้บริหารและทีมงานญี่ปุ่นขึ้นไปบนเวที มีการเดินแบบกันอย่างย่อมๆ ของบรรดาพรีเซนเตอร์ยูนิโคล่ทั้งหกคน สาเกในกล่องไม้ขนาดพอเหมาะมือก็ถูกรินให้แขกแต่ละคนหยิบเอามาดื่ม “กัมปาย” ไม่หยุดหย่อน หลังจากนั้นแต่ละคนก็ทยอยเดินขึ้นไปบนร้านที่อยู่ชั้นบนเพื่อเปิดการช็อปปิ้งสำหรับทุกคนที่ไปร่วมงานในวันนั้นเป็นการ Pre-sale แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องต่อแถวยาวเหยียดเพื่อจ่ายเงิน และการช็อปฯ รอบพิเศษก็เป็นไปอย่างคึกคัก

ไม่อยากจะคิดเลยว่าในวันรุ่งขึ้นและอีกสองสามวันถัดไป ซึ่งเป็นวันเปิดร้านอย่างเป็นทางการ (9-11 กันยายน) จะมีผู้คนเนืองแน่นมาที่ร้านของยูนิโคล่สาขาแรกในประเทศไทยถึงเพียงไหน เพราะกระแสโปรโมชั่นให้กับ 1,000 คนแรกที่แม้จะไม่ซื้อของแต่มาต่อแถวเข้าร้านก็จะมีของที่ระลึกเป็นกระเป๋าผ้ามอบให้

แค่เพียงบ่ายถึงเย็นในวันเดียวกันก็มีเรื่องที่จะต้องข้องเกี่ยว เกี่ยวพันและมองเห็นความเป็นไปของกระแสญี่ปุ่นที่แทรกซึมเข้าสู่วิถีชีวิตของคนไทย แม้แต่ในเรื่องอาหาร เครื่องนุ่งห่มและไม่เพียงเข้ามากันอย่างแผ่วเบา แต่ค่อนข้างจริงจังและอึกทึกคึกโครมมากทีเดียว

นี่คือเรื่องของโลกาภิวัตน์ ที่เราหรือญี่ปุ่นจะอยู่แต่เพียงลำพังในบ้านของเราเองฝ่ายเดียวไม่ได้อีกต่อไปในนาทีที่สรรพสิ่งเคลื่อนไหว…

กาแฟหลายแก้วกับวิชากาแฟ (อีกสักหน)

เมื่อประมาณสองปีก่อนเห็นจะได้ ผมมีโอกาสเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปเรียน “วิชากาแฟ” กับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งนั้นเป็นหนแรกที่ได้ไปเรียนเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ของกาแฟ พร้อมกับลงมือปฏิบัติ แม้จะเป็นหลักสูตรที่ไม่มีค่าใช้จ่ายและชื่อหลักสูตรบอกไว้ว่าเป็นการอบรมกาแฟสำหรับเกษตรกรก็ตาม แต่ก็ได้น้ำได้เนื้อและได้วิชาความรู้ความสนุกสนานในเรื่องราวหลากหลายและรสชาติอันหลั่งล้นบนเส้นทางสู่ความใฝ่ฝัน (ของผม) ที่ว่า “อยากจะเปิดร้านกาแฟ” ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

จนกระทั่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากลงชื่อไว้ในกิจกรรมเปิดการฝึกอบรมสร้างอาชีพสำหรับสื่อมวลชนของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ก็ถึงกำหนดของการฝึกอบรมวิชากาแฟครั้งที่สองของผม และคราวนี้ก็ใช้เวลาเกือบๆ เต็มวันที่บริษัท รีเทลลิงค์ ประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทลูกของซีพีออลอีกทีหนึ่ง และกิจกรรมครั้งนี้ก็เป็นการฝึกอบรมแบบไม่คิดมูลค่าเพราะเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR ของบริษัทฯ

สายวันเสาร์ที่ 3 กันยายนที่ผ่านมาแสงแดดเจิดจ้าไร้เมฆฝน เป็นนิมิตรหมายอันดีที่ทำให้การเดินทางไปร่วมฝึกอบรมที่บริษัทฯ ตรงถนนวิภาวดีรังสิต 62 เป็นไปด้วยความพร้อมและเบิกบาน แม้ว่ากาแฟแก้วแรกที่จิบไปจากที่บ้านในตอนเช้าจะเข้มข้นไม่ถึงใจเท่าไรนัก

การอบรมกาแฟสร้างอาชีพโดยบริษัท รีเทลลิงค์ครั้งนี้แว่วจากเพื่อนๆ นักข่าวที่เคยรับรู้มาก่อนแล้วว่าได้รับความนิยมมากและมีการจองคิวขอเข้าฝึกอบรมเอาไว้ล่วงหน้า โดยมีรายชื่อยาวไปถึงสองพันคนที่รอจ่อคิวอยู่ และทุกๆ ครั้งของการจัด ทางบริษัทฯ ถึอเป็นกิจกรรมคืนกลับให้สังคม ไม่คิดสตุ้งสตังค์ผู้เข้าฝึก น่าเสียดายว่าแต่ละรอบแต่ละครั้ง รับคนเข้าฝึกอบรมได้เพียงหลักสิบเท่านั้น และในรอบที่ผมเข้าไปอบรมก็มีผู้เข้าร่วมราวๆ 30 คนเท่านั้น

ในวันนี้ก่อนที่จะได้ลงมือชงกาแฟสูตรต่างๆ ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือจริงๆ เป็นเครื่องชงเอสเพรสโซหน้าตาบึกบึนกันจริงๆ ช่วงเช้าเป็นการบรรยายที่ออกรสออกชาติและให้แง่มุมแนวคิดที่ดีของการเปิดร้าน เข้าสู่ธุรกิจกาแฟโดยผู้บริหารระดับแถวหน้าของบริษัท ซีพีออลและรีเทลลิงค์ – คุณนริศ ธรรมเกื้อกูล รองกรรมการผู้จัดการ

คุณนริศมาเปิดเผยวิธีการปั้นธุรกิจร้านกาแฟ หรือแม้แต่บูธกาแฟเล็กๆ อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ โดยชี้แนะและวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของการทำร้านกาแฟที่มิใช่เพียงแค่ “การได้ลงมือทำ” แต่ยังจะต้อง “ทำให้ได้” และ “ทำให้รอด” ร่ำรวยขึ้นมาได้จากธุรกิจร้านกาแฟ

ข้อแรกคือเรื่องของการเลือกหาทำเลเปิดร้านในย่านการค้าหรือแหล่งที่มีลูกค้าพลุกพล่าน และลูกค้ามีหลากหลายส่วน หรือที่เรียกว่า Segment ต่างๆ นอกจากจะมีเซ็คเม้นต์แล้วในเซ็คเม้นต์ที่เรามองเห็นนั้นก็จะต้องเป็น “กลุ่มลูกค้า” หรือ Target Marget ให้ได้ด้วย มิใช่ว่าเปิดร้านในทำเลที่มีคนเยอะแต่ไม่มีกลุ่มลูกค้าร้านก็คงจะไปไม่รอดเหมือนกัน

นอกจากนี้เรื่องของ “สินค้าและบริการ” หรือ Positioning ก็เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการทำธุรกิจด้วย โดยในกรณีนี้ถ้าหากสนใจจะเปิดร้านกาแฟ ก็จะต้องชงกาแฟและเครื่องดื่มเป็น ชงอย่างมีรสชาติ อร่อย สะอาด การกำหนดราคาให้สอดคล้องกับความต้องการจ่ายของกลุ่มลูกค้าหลักก็เป็นประเด็นสำคัญเหมือนกัน

“ทุกรุ่นที่มาอบรมและฟังผมพูด รู้เรื่องแบบนี้ไปหมดทุกคนแล้ว แต่ก็ยัง ‘เจ๊ง’ ทำแล้วไปไม่รอด เพราะการตัดสินใจชั่ววูบ หรือเพราะมีอะไรบังตาก็ไม่รู้ เลยตัดสินใจแบบนั้นหรือเลือกทำเลที่ไม่ได้อยู่ในย่านการค้าด้วยการวิเคราะห์ตามที่ได้อบรมไปแล้ว” คุณนริศกล่าวแบบติดตลก

หลังมื้ออาหารกลางวัน อาจารย์วิชากาแฟบอกว่าให้ทุกคนรีบทำเวลา ออกไปดูร้านกาแฟสร้างอาชีพซึ่งเป็นร้านต้นแบบที่คุณนริศปลุกปั้นและควบคุมดูแลด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิดคือ ร้านกาแฟรีเทลลิงค์ ที่ตั้งอยู่ปากซอยวิภาวดีฯ 64 ไปดูเพื่อให้เห็นว่าร้านกาแฟเล็กๆ แต่ตั้งใจทำ ไม่ได้ขายกาแฟแพง แต่ทำอย่างพินิจพิเคราะห์ ใช้หลักการการตลาดเข้ามาจับ ทำแล้วประสบความสำเร็จได้อย่างไร โดยมีรายได้เป็นผลกำไรเดือนละแสน ทั้งๆ ที่ขายกาแฟแก้วละ 25-  -30 บาทเท่านั้น

พอกลับมาจากการทัศนศึกษาร้านกาแฟจริงๆ แค่เพียงในซอยถัดไป ทุกคนก็กลับมาหึกเหิมอยากจะฝึกหักชงกาแฟสูตรต่างๆ ทั้งกาแฟร้อนและกาแฟเย็น 4 ชนิดด้วยกัน ในเบื้องต้นนั้นวิทยากรได้แนะนำส่วนประกอบหลักต่างๆ ของเครื่องทำกาแฟเอสเพรสโซที่วางอยู่ต่อหน้า การทำงานของเครื่อง เครื่องบดเมล็ดกาแฟ อุปกรณ์การชงต่างๆ จากนั้นบาริสต้าหรือผู้ชงกาแฟประจำร้านรีเทลลิงค์ก็แสดงวิธีการชงกาแฟร้อนเอสเพรสโซหนึ่งแก้วเล็กหรือหนึ่งช็อต ซึ่งถ้าจะให้ได้กาแฟเข้มข้นชนิดนี้จะต้องใช้เมล็ดกาแฟคั่วบดปริมาณ 8 กรัม ใช้ความร้อนของน้ำในเครื่องชงที่ 94 องศาเซลเซียส เปิดเครื่องชงผ่านหัวชงกาแฟหรือว่า Group head เป็นเวลา 25- 30 วินาที โดยใช้นาฬิกาจับเวลา ก็จะได้กาแฟเอสเพรสโซที่มีฟองครีมาสีทองขนาดสองออนซ์ เรียกว่า Perfect Shot เหมาะสำหรับการชงผสมนมสด นมข้นหวาน นมจืดออกมาเป็นเครื่องดื่มกาแฟร้อนเย็นอีกสารพัดเมนู เช่น คอฟฟี่ แมคคีอาโต คาเฟ่ลาเต้ แคปปูชิโน ฯลฯ

การเข้าห้องเรียนวิชากาแฟ ได้ทดลองชิมกาแฟทั้งลาเต้ร้อนและกาแฟเย็นที่บดและลงมือชงเองในการอบรมวันนี้เป็นทั้งรสชาติที่ปลุกเร้าและความสนุกที่กระชับรวบรัดดีสำหรับผม ขณะเดียวกันก็เป็นการค่อยๆ ทยอยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาพฝันอันล่องลอยของความคิดฝันส่วนตัวที่อยากจะเปิดร้านกาแฟ…ไม่วันใดก็วันหนึ่ง…ในวันหน้า

บทเรียนจากการเดินทาง ระหว่างกาแฟ ต้นไม้ และงานศิลปะ

หลายคนที่ชื่นชอบการเดินทาง (ใครบ้างที่ไม่ชอบการเดินทางช่วยบอกผมหน่อย) คงไม่ปฏิเสธว่า “การเดินทางนั้นมีรสชาติ”

จริงอยู่การเดินทางนั้นมีหลายรสหลายชาติ ขึ้นอยู่กับว่าไปที่ใดไปกับใคร แต่จะเป็นรสชาติอะไรและอย่างใดบ้างนั้น นึกๆ ดูแล้วคงหาคำตอบกลางๆ ยากเหมือนกัน

สำหรับผมแล้วการเดินทางมักจะเคียงคู่กับรสชาติของสิ่งหนึ่งเสมอ สิ่งนั้นก็คือ “กาแฟ”

ไม่ว่าจะเป็นยามเช้าที่ต้องการความกระปรี้ประเปร่าปลุกตัวเองให้ตื่น หากได้เติมกาแฟร้อนๆ สักแก้วระหว่างจอดพักตามปั๊มข้างทาง หรือหากว่าบังเอิญได้พบเจอร้านกาแฟรสอร่อย ๆ บรรยากาศดีๆ เพื่อเติมรสชาติกาแฟยามบ่ายในจุดหมายปลายทางที่ไปถึง ก็ย่อมช่วยให้รู้สึกได้ง่ายดายว่ารสชาติของการเดินทางครั้งนั้นสมบูรณ์แบบ

แต่ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะเลือกได้ และได้พบ “กาแฟอร่อย” ดังใจอยากตามสถานที่ในการเดินทางที่พร้อมให้เติมเต็มได้ทุกเมือทุกเวลาตามต้องการเหมือนกับที่เดินวนๆ อยู่ในบ้าน ต้องการความหอมอร่อยคราใดก็สามารถบำรุงบำเรอตัวเองดื่มด่ำกับกาแฟรสชาติดีๆ  ได้ตามต้องการ

พูดง่ายๆ ว่าการตื่นนอนตอนเช้าหรือยามสายๆ แล้วปลุกตัวเองขึ้นจากความงัวเงียด้วยกาแฟที่บ้าน ต่อให้หอมอร่อยถูกใจแค่ไหน แต่ก็อาจจะปราศจากรสชาติน่าจดจำ เพราะขาด “ความท้าทาย” และเรื่องราวเสียนี่กระไร

เปรียบแล้วก็เหมือนเวลาที่เราชงกาแฟเสร็จแล้วถือแก้วกาแฟเดินไปมาในบ้าน เจอะหนังสือศิลปะรวมภาพสวยๆ ขนาด Coffee Table Book ก็หยิบออกมาพลิกดูเปิดอ่านเล่นๆ แม้จะสวยงาม แต่ก็อาจจะแห้งแล้งแรงบันดาลใจ

อาจเพราะการดื่มกาแฟ เปิดหนังสือดูอยู่บ้านนั้นขาดเรื่องราวหนึ่งที่เติมเต็ม นั่นคือ “การเดินทาง”…

บ่อยครั้งในหลายการเดินทาง แม้รายละเอียดของการเดินทางจะยุบยับน่าจดจำปานใดก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนขาดไร้รสชาติไปพิกล เพียงเพราะว่าขาดกาแฟอร่อยๆ ที่ถูกใจ ในกรณีนี้การเดินทางสำหรับคนรักการเดินทางจึงเป็นเหมือนการได้อย่างเสียอย่างไปอย่างช่วยไม่ได้

…แต่คงไม่ใช่การเดินทางไป “ราชบุรี” ที่ผ่านมาครั้งล่าสุดของผมแน่ๆ

ชาวสตาร์บัคส์ประเทศไทยได้ชักชวนสื่อมวลชนออกเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศใหม่แห่งการดื่มด่ำกับกาแฟรสชาติดี พร้อมกับรื่นรมย์ในรสชาติของการเดินทางสายสั้นๆ ที่ทุกคนสามารถรื่นรมย์กับ “กาแฟ” ได้ทุกที่ทุกเวลาเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ปลายทางนั้นคือ  “ราชบุรี” จังหวัดเล็กๆ แสนเท่แห่งภาคตะวันตก ที่แม้ว่าจะเคยเดินทางไปเยือนบ้างแล้วก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนทุกๆ ครั้งราชบุรีเป็นต้องมีอะไรใหม่ๆ รอท่าให้ออกไปค้นหารสชาติของการเดินทางครั้งใหม่ๆ ได้เสมอ…

ปลายทางที่ราชบุรีครั้งใหม่กับขบวนเดินทางนำโดยชาวสตาร์บัคส์ พร้อมเปิดตัวกาแฟสดพร้อมดื่มชนิดใหม่เริ่มต้นขึ้นที่ไร่ปลูกรัก ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ในบรรยากาศยามกลางวันที่แดดเริ่มแผดร้อน โดยมีคุณกานต์ ฤทธิ์ขจร เจ้าของไร่และทีมงานทั้งจากสตาร์บัคส์และของไร่ปลูกรักรอต้อนรับ พร้อมเสิร์ฟขนมของว่างเครื่องดื่มเย็นๆ ที่ปรุงจากดอกไม้และสมุนไพร เช่น น้ำกระเจี๊ยบไซเดอร์พอให้คลายร้อน

ในบรรยากาศนั้นเราได้ลิ้มลอง “สตาร์บัคส์ เวีย” ซึ่งมีการแนะนำอย่างเป็นทางการกันครั้งแรกทั้งในแบบชงเย็นและแบบร้อนหอมกรุ่น (…แว่วว่า 6 กันยายนนี้ “สตาร์บัคส์ เวีย เรดี้ บรูว์” ทั้งสองรสคือ อิตาเลียน โรสท์และโคลอมเบียจะมีวางจำหน่ายตามร้านสตาร์บัคส์ทั่วเมืองไทยทุกแห่ง บรรจุกล่องขนาด 3 ซองและ 12 ซอง ติดตามลองชิมได้นะครับ)

ก่อนที่จะออกไปชมไร่ปลูกรัก คุณเมอร์เรย์ ดาร์ลิ่ง กรรมการผู้จัดการบริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ (ประเทศไทย) ได้เล่าถึงการที่สตาร์บัคส์เปิดตัวกาแฟพร้อมชงในรูปซองบรรจุผงกาแฟอราบิก้าคุณภาพดีที่เรียกว่า “สตาร์บัคส์ เวีย” ว่าทางสตาร์บัคส์คิดว่าทุกคนควรจะมีโอกาสได้ดื่มกาแฟคุณภาพดีเช่นกาแฟของสตาร์บัคส์ได้ทุกเมื่อทุกเวลา ไม่ว่าจะเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่มีร้านกาแฟอร่อยๆ หรือร้านกาแฟสตาร์บัคส์ให้ซื้อหากาแฟแก้วโปรด สิ่งต่างๆ ก็ดูง่ายขึ้นเพียงพกสตาร์บัคส์ เวียที่สามารถชงได้กับทั้งน้ำร้อน น้ำในอุณหภูมิปกติ (น้ำธรรมดานั่นเอง) หรือแม้แต่ชงกับนมเป็นกาแฟลาเต้ แค่นี้ก็สามารถเติมความรื่นรมย์ให้กับทุกการเดินทางกับกาแฟแก้วโปรดได้แล้ว

คุณดาร์ลิ่งเล่าให้ฟังว่าทางสตาร์บัคส์ซึ่งพิถีพิถันและตั้งใจกับการนำเสนอกาแฟคุณภาพดีมาโดยตลอด และได้ใช้เวลาในการพัฒนากาแฟผงพร้อมชงชนิดนี้นานกว่า 10 ปีโดยยังคงใช้กาแฟอราบิก้า 100 เปอร์เซ็นต์คั่วบดด้วยเทคโนโลยีและกระบวนการบดแบบไมโครกราวน์ จนทำให้กาแฟเวียในซองเล็กๆ ขนาดพกพาสามารถบรรจุความหอมกรุ่นและเข้มข้นแบบสตาร์บัคส์เอาไว้ให้สัมผัสได้ทุกเมื่ออย่างง่ายดาย

หลังจากนั้นเป็นช่วงเวลาของการเดินกางร่มหรือสวมหมวกปีกกว้างแปลงร่างเป็นชาวสวน เดินตามคุณกานต์ เจ้าของไร่กันเป็นพรวนเพื่อไปชมแปลงปลูกพืชผักสารพัด รวมทั้ง “บ้านของน้องเป็ด” ซึ่งเป็นเป็ดอภิสิทธิ์เพราะเลี้ยงด้วยกรรมวิธีที่เป็นธรรมชาติ ด้วยพืชผักอินทรีย์ และยังมีที่กว้างให้เดินเล่นและว่ายน้ำอีกต่างหาก การได้ฟังรายละเอียดของการปลูกพืชผักในฟาร์มอินทรีย์ที่คุณกานต์เล่าให้ฟังฉบับย่นย่อจากการทำงานในฟาร์มนี้มากว่าสิบปีของเขา ทำให้เราเข้าใจบทเรียนที่ว่า “อาหารคือยา” You are what you eat อาหารที่ดี ปราศจากสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อน ใช่เพียงจะต้องมีรูปสวยไร้แมลงและหนอนเจาะไจ แต่เกิดจากกระบวนการของการ “ให้” ให้ความตั้งใจและไม่เบียดเบียน ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันระหว่างหนอน เพลี้ย มด นก แมลง ดอกไม้ พืชผัก และแปลงข้าว ที่สำคัญทุกอย่างไม่มีการฉีดรดพ่นปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงโดยเด็ดขาด เนื่องจากมีการสุ่มตรวจสอบและการเข้ามาตรวจสอบอย่างต่อเนื่องจากองค์กรและสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ระดับประเทศและของยุโรป ตลาดหลักที่ไร่ปลูกรักส่งสินค้าพืชผักรวมแบบสดและแปรรูปไปวางจำหน่าย นอกจากที่ร้านอโณทัย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปลายทางของไร่ปลูกรักที่คุณอโณทัย ก้องวัฒนา คู่ชีวิตของคุณกานต์เป็นผู้ดูแลและสร้างสรรค์เมนูคุณภาพปรุงจากวัตถุดิบของไร่

ออกจากไร่แห่งความรักระหว่าง คน สัตว์ พืช ในเบื้องต้นของการเดินทางสู่ราชบุรีแล้ว จุดหมายปลายทางต่อไปของทริปนี้ก็คือหอศิลป์ร่วมสมัยริมฝั่งแม่น้ำราชบุรีในตัวเมือง “Tao Hong Tai : d Kunst” ซึ่งเราได้พบกับอาจารย์วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ทายาทของโรงงานโอ่งมังกรเถ้า ฮง ไถ่อันเก่าแก่และโด่งดังของเมืองแห่งโอ่งมังกรราชบุรี

วันนี้อาจารย์วศินบุรีซึ่งมีดีกรีศิลปะจากเมืองเบียร์ได้แปรอาคารเรือนไม้สองหลัง มีใต้ถุนโล่งและเรือนเล็กคือเรือนครัวและเรือนเก็บของ ซึ่งมีรูปทรงเรือนปั้นหยา คาดว่าเรือนเหล่านี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ให้กลายเป็นหอศิลป์ร่วมสมัยมาตั้งแต่ต้นปี 2554 ด้วยความคิดว่าอยากจะให้เกิดบรรยากาศแห่งความเป็นศิลปะสำหรับคนต่างจังหวัดในราชบุรีซึ่งเป็นรกรากของตัวเองบ้าง มิใช่ว่าทุกสิ่งอย่างที่ถึงพร้อมด้วยศิลปะจะไปรวมตัวกันอยู่แค่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองท่องเที่ยวหลักๆ อย่างเชียงใหม่เท่านั้น

อาจารย์วศินบุรีซึ่งให้การต้อนรับและพาเดินชมห้องต่างๆ ในหอศิลป์ขนาดกะทัดรัดแต่สวยงาม และแปลกตา เล่าให้ฟังว่าแต่เดิมสมัยคุณปู่ของเขาได้ริเริ่มการทำโอ่งดินเผาขึ้นมาเป็นครั้งแรกในราชบุรีและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จนโรงงานขยายตัวและกิจการรุ่งเรืองจากความนิยมใช้โอ่ง ซึ่งต่อมามีการสร้างสรรค์ลวดลายขึ้นมาจนเรียกว่า “โอ่งมังกร” นำไปบรรจุรองน้ำฝนไว้ใช้อุปโภคบริโภค แต่ทุกวันนี้เถ้า ฮง ไถ่มิได้ทำโอ่งมังกรเป็นกิจการหลักดังเดิม แต่หันเหมาสร้างเครื่องปั้นดินเผาสำหรับการตกแต่งและมีความเป็นศิลปะมากขึ้น

“คำว่าดีคุนสท์ (d Kunst) เป็นภาษาเยอรมันแปลว่า “ศิลปะ” และผมเองก็อยากจะให้ความเป็นศิลปะได้เข้ามาอยู่ใกล้ชิดผู้คนทุกๆ คนโดยไม่จำเป็นว่าคนคนนั้นจะต้องทำงานศิลปะหรือเป็นศิลปิน เพราะศิลปะนั้นช่วยให้คนเรามีจินตนาการ ศิลปะคือจินตนาการ ทุกๆ คน ทุกๆ อาชีพต้องการจินตนาการ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักข่าว ชาวนา หรือนักการเมืองก็จะต้องเป็นคนที่มีจินตนาการ จึงจะทำให้สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และมีชีวิตที่น่าสนใจได้”

บทเรียนที่เก็บรับและได้ลงมือระบายสีลงบนเครื่องปั้นดินเผาที่เป็นเพียงแก้วเปล่าดินขาวๆ รอเผาจากการเดินทางครั้งนี้ บ่งบอกว่า “ศิลปะใช่จะมีอยู่ภายในตัวตนคนทำงานศิลป์หรือศิลปินเท่านั้น และศิลปะคือบ่อเกิดของจินตนาการที่รอการเข้าถึงได้ไม่ยาก” และหากมีโอกาสก็อาจจะลองไปแวะชมหอศิลป์ Tao Hong Tai : d Kunst ริมแม่น้ำราชบุรีข้างๆ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบรี (ที่ตั้งคือ 323 ถนนวรเดช อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โทร. 032- 323-630, 032- 337-574 เปิดเวลา 10.00 – 19.00 วันพุธถึงวันอาทิตย์) ที่ชั้นสองด้านหน้าของหอศิลป์แห่งนี้แค่เดินขึ้นบันไดเข้าไปก็จะพบบรรยากาศของมุมกาแฟน่ารักๆ น่านั่ง ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ ถ้วยและแจกันเซรามิกของเถ้า ฮง ไถ่หลายหลาก

ที่แห่งนี้เองที่เราฉีกซองสตาร์บัคส์ เวีย รสโคลอมเบียซึ่งให้รสชาติกลมกล่อมราดลงไปบนไอติมรสมะพร้าวในแก้วเซรามิกเถ้า ฮง ไถ่ พร้อมกับตักลองลิ้มสนทนากัน ก่อนออกเดินทางไปชมโรงงานเถ้า ฮง ไถ่กันต่อไป…

หลังจากที่ใช้เวลาครู่ใหญ่เพื่อเดินชมบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยสีสันและความเป็นศิลปะกับธรรมชาติที่อยู่คู่กันที่โรงงาน กาแฟสตาร์บัคส์ เวียก็ถูกนำมาให้ลองชิมกันอีกครั้งในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า สตาร์บัคส์ เวีย คอฟฟี่ โซดามะนาว ซึ่งเป็นรสชาติแปลกใหม่และบอกว่ากาแฟพร้อมชงชนิดนี้พร้อมที่จะสร้างสรรค์เครื่องดื่มได้ในทุกบรรยากาศและหลากหลายรสชาติจริงๆ

ปลายทางที่ไม่ใช่การสิ้นสุด แต่คือการเดินทางต่อก็คือการไปถึงซีนเนอรี่รีสอร์ท แอนด์ ฟาร์ม อำเภอสวนผึ้ง ซึ่งโด่งดังจากบรรยากาศฟาร์มธรรมชาติที่มีน้องแกะตัวขาวๆ มอมๆ บ้างกระดำกระด่างรอท่าคอยดึงทึ้งและเล็มหญ้าจากมือของทุกคนที่เข้าไปป้อนพวกเขาในสนามหญ้ากว้าง

แม้สวนผึ้งราชบุรีทุกวันนี้จะมีแมกไม้และเขาสูง มีความเป็นธรรมชาติจากสีเขียวๆ รายรอบอยู่ไม่แตกต่างจากวันเก่าก่อนหรือในช่วงกลางวันสดใสก็ตาม แต่เราเองก็แทบจะมองไม่เห็นสีสันนั้นแล้วเพราะเวลาที่ย่ำเย็น ได้เพียงเข้าไปเดินชมห้องพักสวยๆ น่าพักของซีนเนอรี่และรับประทานอาหารค่ำในสายลมเอื่อยๆ บรรยากาศนิ่งๆ โดยมีรสชาติของเครื่องดื่มสตาร์บัคส์ เวีย โมฮิโต้คลอเคลียคลุกเคล้าบรรยากาศดินเนอร์จนยากจะเชื่อว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เราจะต้องถ่ายถอนตัวเองออกจากบรรยากาศแห่งความสุข สบาย เป็นธรรมชาติที่สวนผึ้งกลับคืนสู่คืนวันอันยุ่งเหยิงของชีวิตในกรุงกันเหมือนเดิม

กาแฟสักถ้วย ต้นไม้นับสิบ นกกับแมลงนับร้อยในไร่อินทรีย์ สีสันของเครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้ ล้วนคือบทเรียนและรสชาติที่บอกว่าชีวิตมีจินตนาการรอท่าให้เปิดรับ ขอเพียงไม่ยึดถือรูปรอยเดิมๆ เปิดกว้าง เปิดใจ เปิดรับการเดินทางครั้งใหม่ๆ เพียงเท่านี้เราก็อาจจะบอกกับตัวเองได้แล้วกระมังว่ารสชาติของการเดินทางเป็นรสอย่างไร …และรสชาติชีวิตของเราเองคืออะไร

ชายผ้าเหลือง

เมื่อต้นเดือนผมเดินทางไปร่วมงานบวชของหลานชายวัยสามสิบที่บ้านเกิด และเป็นครั้งแรกๆ ก็ว่าได้นอกเหนือจากงานอุปสมบทของตัวเอง ที่ผมเคยไปร่วมงานบวชของคนอื่นอย่างจริงๆ จังๆ

พิธีกรรมของการบวชนั้นไม่มีอะไรมากก็แค่ผู้ที่จะบวชจะต้องมีการปลงผมปลงคิ้วให้เกลี้ยงก่อนวันเข้าโบสถ์ก่อนวันที่จะบวช มีการไปถือศีลแปด นุ่งขาวห่มขาวอยู่ที่วัดก่อนจะถึงวันบวชจริงๆ หลายวันเพื่อให้คุ้นชินกับวิถีปฏิบัติก่อนเริ่มเป็นพระ จากนั้นตอนเช้ามืดของวันงานก็ไปที่อุโบสถวัดที่บวชให้ได้เพื่อขอบวชกับพระอุปัชฌาย์ หลานชายของผมนั้นบวชที่วัดบ้าน ซึ่งหมายถึงวัดที่อยู่ในเมืองหรืออยู่ในตัวหมู่บ้าน แต่พอบวชพระเสร็จแล้วเขาได้ไปจำวัดอยู่ที่วัดป่า

จากที่ทั้งเคยบวชพระมาเองและได้ไปร่วมงานบวชญาติใกล้ชิดทำให้ผมอดที่จะตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยเกี่ยวกับรายละเอียด วิธีการและเงื่อนไข วัตถุประสงค์ของการบวชของผู้ชายไทยไม่ได้ ว่าด้วยเหตุใดตามธรรมเนียมหรือนิกายทางศาสนาพุทธแบบบ้านเรานั้นจึงอนุญาตให้แต่เฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่บวชพระได้ และแม้แต่ในการบวชพระก็ตาม สตรีหรือเพศหญิงก็ยังโดนห้ามไม่ให้เข้าไปในอุโบสถที่ใช้ทำพิธีขอบวชของว่าที่พระใหม่ พระสงฆ์ที่เข้าร่วมสวดในพิธีและพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ แม้ว่าเรื่องนี้คงจะมีการอธิบายหรือผู้อธิบายเอาไว้ที่ไหนสักแห่งอยู่แน่ๆ แต่ผมก็ยังรู้สึกแปลกๆ อยู่ดีที่ทำไมผู้หญิงไม่ได้รับสิทธินี้หรือถูกกีดกันให้ห่างจากชายผ้าเหลือง

การบวชพระคือจุดเริ่มต้นหรือเครื่องหมายของสิ่งใดบ้าง เมื่อก่อนชายไทยจะต้อง (หรือนิยมที่จะ) บวชกันเมื่ออายุย่างเข้าปีที่ 20 นัยว่าเป็นปีแห่งการเริ่มที่จะเป็นผู้ใหญ่ตอนต้น เริ่มชีวิตและเริ่มครอบครัว แต่ทุกวันนี้มีคนไทยสักกี่มากน้อยที่จะบวชเมื่ออายุยี่สิบหรือเห็นว่าอายุยี่สิบเป็นวัยแห่งการเริ่มต้นชีวิตของความเป็นผู้ใหญ่กัน

พี่สาวของผมนั้นแปกติป็นคนที่ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกับการเข้าวัดเท่าไรนัก พอลูกชายคนเดียวบวชพระก็เลยได้ไปวัด ไปถวายจังหัน (อาหารเช้า) ให้พระที่วัด ไปรอทำบุญตักบาตรให้พระลูกชายและพระร่วมวัด แม้จะเป็นช่วงเวลาแค่เพียงสิบกว่าวันก็รู้สึกได้ในความแตกต่างของการห่างวัดห่างพระกับการที่ได้เข้าไปทำนุบำรุงเสาหลักเสาหนึ่งทางพระพุทธศาสนา (คือ “พระสงฆ์) และผมพลอยรู้สึกกับเห็นภาพไปด้วยว่าที่คนรุ่นเก่าก่อนเคยพูดเอาไว้ว่าเวลาลูกชายบวช พ่อแม่ก็เหมือนได้เกาะชายผ้าเหลืองของลูกขึ้นสวรรค์ด้วยนั้นเป็นอย่างไร

คงเป็นความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับคำว่าสุข สงบ สบายใจที่ได้รับด้วยภาวะแห่ง  “สะอาด สว่าง สงบ” ซึ่งเป็นสวรรค์ในใจแม้แต่ในยามที่ยังมีลมหายใจอยู่เช่นนั้นเองกระมัง

เหมือนหนึ่งค่ำคืน เช้าตื่นก็หายไป

ณ หาดสลึง บ้านสองคอน อ.โพธิ์ไทร อุบลราชธานีบ่ายเมื่อวาน

ผมเพิ่งกลับจากการเดินทางสายสั้นๆ…

สั้นชนิดที่ว่ามีเวลาได้หลับตานอนเต็มตื่น นอนอิ่มเต็มตาในระหว่างการเดินทางนั้นน้อยเต็มที เพราะกิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางประกอบด้วยการใช้เวลา ทำกิจกรรม ร่วมงานและต้องตื่นกันก่อนรุ่งเช้า หรือว่าวิ่งรอกไปไหนมาไหนในเวลาสั้นๆ เพื่อไปให้ถึงจุดหมายและได้ไปเที่ยวในสถานที่ห่างไกล

การเดินทางซึ่งบางทีสั้นๆ ก็เลยเหมือนกับว่าไม่ได้เดินทาง (หรือการเดินทางครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน) ประจักษ์พยานหลงเหลือของการเดินทางที่เกิดขึ้นและผ่านไปก็คือภาพถ่ายจำนวนหนึ่งที่เก็บกลับมา รสชาติของอาหารระหว่างการเดินทาง บทสนทนาสรวลเส สิ่งต่างๆ เหล่านี้พร่าเลือนราวกับเป็นกระไอกระจายตัวเหมือนม่านหมอกห่มคลุมในความฝันที่คลุมเครือ

เราไม่อาจเลือกได้ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต เราไม่อาจเลือกได้ว่ายามหลับจะมีเรื่องราวใดแทรกผ่านเข้ามาก่อเกิดเป็นความฝัน

และในการเดินทางที่สั้นแค่เพียงชั่วหลับตาในยามค่ำคืน ลืมตาตื่นก็คล้ายจะเลือนหายไปในความฝันชั่วข้ามคืนนั้น

…เป็นความฝันแสนดีที่สร้างรอยยิ้มให้เกิดขึ้นในห้วงของการหลับ หรือความจริงเฉยเมยและรวดร้าวยากระบุแบ่งแยกได้ว่าเกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงความจริงที่เคลื่อนผ่าน…อย่างรวดเร็ว ไร้สุขทุกข์และไร้รสแห่งการเดินทาง

ฤดูประดู่แดง

“ดอกประดู่”ที่พวกเราคุ้นชินกันที่สุดเห็นจะเป็นนามสกุลของดาวตลกคนหนึ่งคือคุณเด่น ดอกประดู่และดอกประดู่ส่วนใหญ่ที่เรามักคุ้นกันก็มักจะมีสีเหลืองแก่ๆ ซึ่งเป็นประดู่ที่ปลูกไว้ตามถนนบางสายในกรุงเทพมหานคร

หลายอาทิตย์ก่อนดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ก็ได้ฤกษ์ผลิบานขึ้นมาเต็มต้น แต่ไม่ทันไร แค่ไม่กี่วันก็โรยร่วงไปจนแทบลืมสังเกต พอแชเชือนสายตามองไปแถวๆ ต้นนั้นอีกครั้งสายตาก็พลันปะทะเข้ากับพวงสีแดงของดอกไม้ที่ผลิสะพรั่งเป็นพวงขึ้นมาแทนใบจนท่วมก้านกิ่งของต้นไม้อีกต้นหนึ่งข้างๆ กัน


ถึงวันเวลาที่ดอกประดู่แดงจะผลิบานแล้วหรือ?

เมื่อมองเห็นและได้เห็นการมาถึงของ “ประดู่แดง” ทีไร สำหรับผมมักจะเตือนให้ถึงช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาสมัยที่ยังทำงานประจำอยู่ และมีอยู่วันหนึ่งในขณะที่ต้องการคลายเครียดจากการงานและเรื่องวุ่นๆ ผมผละโต๊ะทำงานออกไปที่แพนทรีเพื่อชมเครื่องดื่มแล้วสายตาก็พลันได้เห็นดอกงามๆ ของต้นไม้ชนิดนี้เข้า ทำให้พลอยสบายอกสบายใจราวกับได้รับการปลอบโยนจากเพื่อนสนิทโดยไร้คำพูด

…เมื่อได้เห็นสีแดงอันนุ่มนวลพองฟูของประดู่แดงผมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงวันคืนก่อนเก่า ซึ่งหมุนเวียนเก็บไว้ในวัฎจักรของดอกไม้กับชีวิต

 

ความหมายของต้นไม้

คุณคิดว่าต้นไม้หนึ่งต้นมีคุณค่าและความหมายต่อคนเราและต่อตัวคุณเองมากน้อยแค่ไหน?

……………………………………..

เมื่อประมาณต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ขณะที่ผมกำลังเดินทางขึ้นไปท่องเที่ยวจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ ก็ได้ปรากฏการรายงานข่าวและการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่มีหัวใจรักต้นไม้ใหญ่ในเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดโค่นต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่ส่วนตัวแห่งหนึ่งในซอย (ประมาณ) 35 บนถนนสุขุมวิทใจกลางเมือง

เท่าที่ได้ยินการเขียนข้อความในทวิตเตอร์และบนหน้าเฟซบุ้คของหลายๆ คนที่ผมเองก็รู้จัก ต่างให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า “ต้นไม้ใหญ่ในเมืองเป็นสิ่งที่หาได้ยากแล้ว โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร แม้จะเป็นต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่ส่วนตัวที่เจ้าของที่ดินมีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะตัดโค่นหรือทำอย่างไรด้วยก็ได้ก็ตาม แต่การตัดต้นไม้โดยไม่ใช้ทางเลือกหรือความพยายามอื่นเพื่อเป็นการช่วยเหลือต้นไม้ใหญ่ให้อยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นการล้อมต้นไม้ออกไปปลูกยังพื้นที่อื่นเพื่อให้ต้นไม้ (อาจจะ) อยู่รอดปลอดภัยได้ต่อไป

ข่าวและเรื่องราวของการเรียกร้องเคลื่อนไหวเพื่อช่วยเหลือต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นแห่งนั้นในกรุงเทพฯ จึงกลายเป็นสมรภูมิข่าวสารของช่วงเวลานั้นไปกลายๆ

ผมเองสนใจข่าวนี้แต่เนื่องจากอยู่ในระหว่างการเดินทางจึงไม่ได้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดนัก แต่ก็ได้ยินได้ฟังว่าในที่สุดต้นไม้เล็กใหญ่ในพื้นที่ส่วนตัวแห่งนั้นก็ถูกตัดโค่นไปจนสิ้น โดยปราศจากความพยายามใดๆ ของเจ้าของหรือของฝ่ายบริหารกรุงเทพมหานคร ที่สมควรลุกขึ้นมาเป็นปากเป็นเสียง รับฟังและดำเนินการเพื่ออนุรักษ์ไม้ใหญ่ในเมืองเอาไว้ให้เป็นปอดฟอกออกซิเจนให้กับคนนับล้านๆ คนในกรุงเทพฯ ต่อไป

เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องราวเช่นนี้ คนที่มีหัวใจรักต้นไม้ รักธรรมชาติและรักสิ่งแวดล้อมคงรู้สึกเศร้าสลดและปรารถนาที่จะต่อสู้หรือหยิบยื่นความช่วยเหลือ กระทั่งการลงมือทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อต่อลมหายใจให้กับต้นไม้ใหญ่ในเมืองที่มีอายุนับสิบนับร้อยปี และยืนต้นให้ความร่มเย็นและสดชื่นแก่ผู้คนและสิ่งแวดล้อมในย่าน (สุขุมวิท) มาเนิ่นนานโดยไม่มีปากไม่มีเสียงหรือไม่ปริปากบ่น

และผมนำเรื่องราวเช่นนี้มาบอกเล่ากล่าวถึงย้อนหลังเอาไว้เป็นหมายเหตุถึงความเปลี่ยนแปลงที่ไม่น่ารักที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ความหมายของต้นไม้ไม่ควรจะบังเกิดต่อใครก็ตาม ก็ต่อเมื่อมี ‘ความตายของต้นไม้’ ว่าไหมครับ

รถเมล์กลางคืน

ผมนั่งเขียนเรื่องนี้ในตอนกลางวัน แต่กลับเป็นความทรงจำเกี่ยวกับกลางคืน…ของยามค่ำคืน

เป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้วที่การเดินทางวันหนึ่งวันใดในกรุงเทพฯ ของผมจะต้องเกิดขึ้นในยามค่ำคืน…อาจเป็นการเดินทางกลับจากบางวันที่ต้องออกไปทำงานหรือติดต่องานในช่วงย่ำค่ำ กลับจากห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ ที่มีสตูดิโอโยคะที่ผมไปฝึกโยคะเป็นประจำ ฯลฯ

ค่ำคืนบนรถเมล์หรือรถโดยสารประจำทางซึ่งส่วนมากแล้วผมเลือกที่จะขึ้นรถธรรมดาไม่ปรับอากาศ เพราะความที่ไม่ค่อยได้เดินทางไปไหนมาไหนห่างไกลจากบ้านสักเท่าไหร่ และในทุกคราวที่ต้องเดินทางบนรถโดยสารในยามกลางคืน ความคิดของผมก็มักจะเกี่ยวประหวัดไปถึงเมื่อคราที่ยังเด็ก สมัยที่การเดินทางไปไหนมาไหนในยามค่ำคืนช่างเป็นเรื่องพิเศษเย้ายวนแตกต่างออกไปจากการนั่งรถโดยสารในตอนกลางวัน ด้วยความที่สมัยนั้นเที่ยวรถมักจะหมดเอาตอนที่เลยเวลาหกโมงเย็นหรือหนึ่งทุ่มไปแค่นั้นเอง

บ้านผมที่ต่างจังหวัดเมื่อก่อนนั้นเป็นอำเภอที่อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปเกือบห้าสิบกิโลเมตร เวลาจะเดินทางเข้าไปอำเภอเมืองทีและนั่งรถโดยสารหรือรถสองแถวคิวที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารอยู่เป็นประจำก็จะใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมง ทั้งสมัยนั้นตอนนั้นเส้นทางที่ผมเดินทางประจำไปกลับเพื่อเรียนหนังสือก็ไม่ต้องเผชิญกับคำว่ารถติดบนท้องถนนเช่นชีวิตตอนนี้ในกรุงเทพฯ

การเดินทางโดยนั่งรถเมล์ในยามค่ำคืนหลังทุ่มสองทุ่มไปแล้วนั้นนานๆ ทีถึงจะเกิดขึ้น หากว่าวันใดผมกลับบ้านช้าไปกว่ารถคิว ผมก็จำเป็นจะต้องไปนั่งรอรถที่วิ่งจากตัวจังหวัดเพื่อเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งจะแวะจอดรับผู้โดยสารอีกทีที่ตัวอำเภอที่บ้านผม เราเรียกว่ารถกรุงเทพฯ แต่ก็มีไม่ดึกไปกว่าสามทุ่มเท่านั้น บรรดารถเหล่านี้ก็จะหยุดวิ่ง ทางที่ดีเราก็ไม่ควรจะตกรถเพราะจะต้องลำบากในการไปค้างบ้านยายหรือบ้านเพื่อนให้พ่อแม่เป็นห่วง

การนั่งรถเมล์กลางคืนจะเกิดขึ้นจริงๆ ก็ต่อเมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งมีงานกาชาดของจังหวัด ถึงช่วงเวลานั้นทีไรบรรดารถบัสหรือรถสองแถวที่วิ่งระหว่างอำเภอกับตัวจังหวัดก็จะขยายเวลารับส่งผู้โดยสารไปถึงเที่ยงคืน และเป็นยามค่ำคืนในช่วงปลายปีที่เหน็บหนาว เพราะอากาศยามปลายปีในช่วงค่ำคืนย่อมเหน็บหนาวกว่ายามกลางวันเป็นเท่าทวี ดังนั้นการได้นั่งรถในตอนกลางคืนจึงมีความหมายและให้ความรู้สึกที่พิเศษแตกต่างน่าจดจำ

ถึงตอนนี้การเดินทางในยามค่ำคืนหรือในตอนค่ำมืดบนรถโดยสารในกรุงเทพฯ จะเป็นโอกาสที่แสนจะสามัญที่ยากจะหาความรู้สึกพิเศษให้เกิดขึ้นได้ นอกจากความรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ต้องการที่นั่งหรือว่าอยากจะเร่งเวลาให้เดินทางถึงจุดหมายปลายทางไวๆ แต่ในบางค่ำคืนที่รถราวิ่งฉิวและผมได้นั่งเหม่อลอยมองบรรยากาศในตัวรถที่มีแสงสีเหลืองซีดๆ ส่องสว่างหรือได้เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ช่างเป็นความรู้สึกดีที่ได้หวนคิดถึงความรู้สึกพิเศษๆ ของการได้นั่งรถเมล์กลางคืนของวันวานครั้งเก่าก่อน