จากกันด้วยความเศร้า

ละครซิทคอม “เป็นต่อ” ตอนดึกๆ ทางช่อง 3 ลาจอไปเมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา (9 ก.พ. 2555)

เนื่องจากรู้ว่า “เป็นต่อ” ตอนอวสานผมจึงลองติดตามดูสักหน่อย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ดูบ้างไม่ดูบ้างตามประสา

สำหรับผู้ที่ไม่รู้จักหรือไม่เคยดูละครซิทคอมที่ค่อนข้างดังเรื่องนี้ ผมขอเล่าพล็อตให้ฟังคร่าวๆ ครับ

“เป็นต่อ” เป็นเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อว่าเป็นต่อ อยู่อาศัยในคอนโดฯ กับน้องสาวชื่อ “พอใจ” เป็นต่อนั้นทำงานในบริษัทเดียวกับพี่หมอน (หัวหน้ารับบทโดยคุณผอูน) พี่อู้ด พี่ยมและวอก เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและเพื่อนร่วมวงเหล้า โดยชายหนุ่มกลุ่มนี้ชอบไปขลุกอยู่ที่ผับชื่อ “บางบาร์” ของเจ๊มินท์

ความสนุกของละครซิทคอมนั้นเล่นกับสถานการณ์จึงได้ชื่อว่า situation – comedy ความสนุกอยู่ที่ตัวบทที่จะต้องมีลูกรับลูกส่งลูกหยอดมุกกันกระจายและออกไปในทางเรียกเสียงหัวเราะมากกว่าต้องการจะให้คนซาบซึ้งร้องไห้ ซึ่งละคร “เป็นต่อ” ก็เช่นเดียวกัน เกือบจะทุกตอนจึงเน้นมุขตลกที่มีการเจ็บเนื้อเจ็บตัวบ้างหรือการใช้ถ้อยคำที่เกือบๆ จะเรียกได้ว่า “หยาบหู” หรือค่อนข้างจะเหมือนจริงมากๆ เวลาที่เราใช้ภาษาพูดคุยกับเพื่อนสนิมเวลาที่จะแซวหรือขบกัด จึงเป็นตัวอย่างที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับเด็กๆ และเยาวชน ซึ่งเท่าที่ทราบก็ชอบดูละครเป็นต่อกันทั้งนั้น (อย่างหลานๆ ผมเมื่อก่อนถึงกับเคยขอให้ผู้ปกครองอัดเทปละครเรื่องนี้ไว้ให้ดูเพราะออกอากาศดึกเกินไป เกรงว่าจะตื่นไม่ทันไปเรียน)

แต่ละคร “เป็นต่อ” ในตอนสุดท้ายหลังจากที่ออกอากาศมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน 7 ปีกลับไม่สนุกและไม่อาจเรียกเสียงหัวเราะได้เหมือนเคย จะว่าทีมงานหรือคนเขียนบทเกร็งไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ที่จะต้องทำตอนสุดท้าย และที่สำคัญก็คือกลับเต็มไปด้วยความพยายามที่จะทำให้เกิดความซาบซึ้งและความเศร้าของการแยกย้ายจากลา (ของเป็นต่อและเพื่อนๆ ที่เคยร่วมงานในบริษัทเดียวกัน) และความรักของ “เป็นต่อ” กับอดีตแฟนเก่า “ทิพย์” ที่ตัวเขาอยากจะกลับไปสานต่อและเริ่มต้นกับหญิงสาวใหม่อีกครั้ง แต่กลับพบว่าทิพย์มีคนที่คบหาดูใจอยู่แล้ว

เรื่องก็เลยลงเอยตรงที่ว่าคืนนั้นผมใช้เวลาตอนห้าทุ่มเศษถึงเที่ยงคืนกว่าๆ ดู “เป็นต่อ” ที่ไม่สนุกและไม่ประทับใจ อย่างน้อยก็เทียบกับตอนปกติธรรมดาที่เคยออกอากาศมาที่ทำให้ได้หัวเราะหรือสนุกกับมุขที่เกิดขึ้นอยู่บ้าง

แต่กระนั้นก็ตามเนื่องจากเป็นตอนจบ เป็นตอนสุดท้ายที่ “เป็นต่อ” จะออกอากาศและคงจะไม่หวนกลับมาทำใหม่ให้ดูได้อีก ผมจึง (ทน) ดูต่อไปด้วยจิตใจที่ไม่คิดที่จะวิพากษ์วิจารณ์ แต่คนที่ร่วมดูทีวีจอเดียวกับผมอยู่ในตอนนั้นสิครับถึงกับลั่นปากออกมาว่า “น่าเบื่อ ละครไทยตอนจบชอบที่จะทำให้เศร้าๆ” ทำไมต้องทำให้เศร้าด้วยก็ไม่รู้…

ทันทีที่ได้ยินเสียงบ่นของคนข้างๆ ดังออกมา ผมก็เห็นคล้อยตามในทันที

จะมีทางเลิอกสำหรับละครซิทคอมตอนจบเช่นเรื่องนี้ในทางอื่นแบบอื่นอยู่อีกไหม ที่จะไม่ต้องจบลงด้วยความเศร้า

…ทำไมต้องจากลาจากกันด้วยความเศร้า ปล่อยให้ชีวิตจริงๆ เป็นเช่นนั้นก็พอได้ไหม ขอให้ฉันได้สนุกและหัวร่อไปกับละครซิทคอมต่อไปเหมือนเดิม…จะได้ไหม

สูงสุด…คือที่อยู่ของ ‘เชฟ’

คำว่า “เชฟ” (Chef) จะต้องเป็นคำที่ดูดีมีสกุลรุนชาติกว่าคำว่า “กุ๊ก” มากๆ เพราะความหมายของคำว่ากุ๊กอาจจะหมายถึงคนที่ยืนเฝ้าหม้อกระทะอาหารหน้ามันอยู่ในครัวมือเป็นระวิงแล้วปรุงอาหารให้สำเร็จออกมาอย่างมีรสชาติ ขณะที่คำว่าเชฟดูมีศักดิ์มีศรีเป็นผู้บริหารงานการครัว ปรุง คำนวณและวางสูตรอาหาร สรรค์สร้างเมนูต่างๆ ให้วิจิตรงดงามนอกจากจะรสชาติดีด้วยอีกต่างหาก

ช่วงนี้ (ซึ่งก็ผ่านมานับสองเดือนแล้ว) ผมติดตามรายการทีวีรายการหนึ่งของอเมริกันชื่อรายการ “ท็อป เชฟ” (Top Chef) ซึ่งผู้ผลิตคือบราโว่ทีวี ออนแอร์อยู่ทางช่อง Diva Universal ของเคเบิลทีวีบ้านเรา ผมดูมาได้สามซีซั่นเศษๆ แล้วและยังคงคิดว่าจะดูต่อๆ ไป

รายการนี้สนองตัณหาคนที่สนใจในเรื่องหน้าตา ความเป็นมา การปรุง การคิดค้นสูตรอาหารและชื่อของอาหารแปลกๆ ใหม่ๆ (โดยเฉพาะอาหารฝรั่ง) ได้เป็นอย่างดีและไม่ปฏิเสธว่าผมเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น (คือคนที่ชอบกินอาหารและคิดว่าตัวเอง “ชอบทำอาหาร”)

ก่อนหน้านี้ผมเคยดูรายการแข่งขัยพวกเรียลลิตี้โชว์ดของอมเริกันเกี่ยวกับการแข่งขันทำอาหารชื่อ “Hell Kitchen” หรือครัวนรกอยู่หลายตอนเหมือนกัน แต่ยอมรับว่าดูไปก็ไม่ติดใจและไม่อยากติดตาม เพราะความเครียดมากมายก่ายกองอันเนื่องมาจากอารมณ์และการดุด่าด่าทอกันโดยเจตนาเพื่อสร้างบรรยากาศนรกในครัวให้ท่วมท้นจอ

แต่เมื่อวันหนึ่งบังเอิญกดมาเจอรายการท็อปเชฟเข้าให้ก็มีอันทำให้อยากจะติดตามและสนุกไปกับโจทย์ที่สร้างสรรค์และท้าทายให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันได้สร้างสรรค์ผลงานรายการอาหารของตัวเองออกมาสองรอบ (ในแต่ละตอน) คือรอบควิกไฟร์ (Quickfire) และรอบแพ้คัดออก (Elimination Challenge) ซึ่งทำให้ในแต่ละตอนจะมีผู้เข้าแข่งขันที่เป็นพ่อครัวแม่ครัวจากที่ต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ จะต้อง ‘Pack your knives and go…’ เก็บกระเป๋ากลับบ้านเดินออกจากรายการไปคนแล้วคนเล่า จนกระทั่งได้ผู้ชนะในตำแหน่งสูงสุดคือ Top Chef ของแต่ละซีซั่น

เท่าที่ได้ดูผมพบว่าทีมงานและรายการจะต้องสร้างสรรค์ในการคิดหาโจทย์ที่ยาก สนุก ท้าทายและดึงอารมณ์ร่วมของผู้ชมในแต่ละตอนนั้นเป็นความยากแต่ก็ทำได้ดีและดูสนุก รายการมีความประณีตในการถ่ายทำและการนำเสนอที่มีสีสันกระชับ รวดเร็วไม่ยืดยาด โดยประสานบรรยากาศในห้องครัว ห้องตัดสิน การเดินทางในการไปแข่งขันในสถานที่นอกห้องส่งหมุนเวียนไปในหลายๆ ที่ของอเมริกา

ความแตกต่างและน่าสนใจอีกอย่างของการติดตามดูรายการนี้ก็คือการได้เห็นบุคลิก ตัวตนและความคิด ความทะเยอทะยาน การแสดงออกของบรรดาผู้เข้าแข่งขันอเมริกันชน ซึ่งขอบอกว่าแตกต่างจากบรรดาผู้คนที่เราได้พบได้เห็นในชีวิตจริงๆ หรือในเรียลลิตี้โชว์ของเมืองไทยทั้งหมด เพราะผู้เข้าแข่งขันเหล่านี้แสดงออกมาอย่างเต็มที่ว่าตัวเองมาเพื่อแข่งขัน ไม่ได้มาเพื่ออยู่ๆ ไปเพื่อสร้างเพื่อนและหามิตรภาพ และกล้าที่จะบอกว่าตัวเองนั้นมีคุณสมบัติที่จะครอบครองตำแหน่งท็อปเชฟด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็ด้วยวิธีการพูดและการแสดงออกที่แตกต่างกันไปตามแต่ลักษณะนิสัย

สีสันอีกอย่างคือคณะกรรมการตัดสินประจำรายการและกรรมการรับเชิญที่เป็นเชฟและผู้อยู่ในแวดวงอาหารของเมริกันที่ให้ความคิดความเห็น ทัศนคติว่าชอบ ไม่ชอบและวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของอาหารและเรื่องราวที่เกิดในรายการอย่างตรงไปตรงมาตามสไตล์ฝรั่ง ซึ่งบางครั้งเหมือนจะดูไม่เกรงใจหรือพูดแบบขวานผ่าซากก็ตาม

ถ้าบ้านใครมีเคเบิลทีวีหรือลองเปิดเข้าดูทาง Youtube ก็น่าจะได้นะครับ รับรองสนุกและสร้างสรรค์ โดยเฉพาะคนที่มีใจรักอาหารและมีความฝันในเรื่องอาหารๆ

ปีใหม่…เปิดตัวหน้าใหม่ ‘You Are What You Read’

You Are What You Read… หรือหน้าใหม่บนบล็อก Bytheway แห่งนี้ตั้งใจจะพาทุกคนมาร่วมถกสนทนาเกี่ยวกับหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดแต่ละเล่ม ทีละเล่มที่ผมเพิ่มจะอ่านจบลง ขอสัญญาครับว่าจะอ่านหนังสือให้ได้อย่างสม่ำเสมอ (ก่อนที่สายตาจะพลันยาว) และนำเรื่องราวมาให้อ่านเล่นในท่าทีที่สนุกปนซีเรียสกึ่งสาระ อย่างไรก็ค่อยว่ากันและติดตามกันต่อไปนะครับ 🙂

ทะเลแปร

ผมนึกขอบคุณคนแปลภาษา ( subtitle) ของรายการมาร์ธา สตวร์ท (Martha Stewart) ที่ได้ดูเมื่อคืนที่ผ่านมา

เขา (หรือเธอ) แปลว่าคำว่า Sea Change ได้สั้นๆ และได้ใจความสวยงามลงตัวว่า “ทะเลแปร” ใช่แล้วครับเรื่องในรายการตอนหนึ่งของรายการทอล์คโชว์และทำอาหารลักษณะเหมือนรายการแม่บ้านๆ ธรรมดาของช่อง NBC ของอเมริกามีการสนทนาที่ให้แง่งามต่อโลกของเราและได้เนื้อหาสาระมาก (ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผมอิจฉาผู้ชมชาวอเมริกันปานใดที่มีรายการธรรมดาๆ ไม่ปรุงแต่งหวือหวาแต่มีเนื้อหาน่าสนใจเช่นนี้)

เธอชวนผู้อำนวยการสร้างและนักทำหนังสารคดีที่เป็นคู่สามี – ภรรยามาพูดคุยในรายการ (Barbara Ettinger and Sven Huseby created their latest film, “A Sea Change”) ใช้เวลาสนทนาเพียงสั้นๆ แต่เปิดเรื่อง (ในลักษณะที่เกี่ยวพันกันกับรายการแม่บ้านทำอาหารที่ก่อนหน้านั้นเธอโชว์ฝีมือการผัดสปาเก็ตตี้กับหอยตลับมะนิลาให้ดูไปหยกๆ) โดยตั้งคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าปลาเกิดหมดไปจากทะเลหรือไม่มีปลาเหลือให้เรากินอีกต่อไป” แล้วบนจอก็มีภาพท้องทะเลสีครามที่มีฝูงปลาหน้าตาเหมือนปลาทูน่าหรือบลูฟินแหวกว่ายให้ดู ซึ่งให้ความรู้สึกถึงความสวยงามของธรรมชาติและชีวิตมากกว่าที่จะทำให้รู้สึกหิวหรืออยากจับปลาเหล่านั้นมาทำอาหารกิน

ทั้งสองคนเหล่าถึงผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมใหญ่ที่เพิ่มขึ้นนับจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ช่วง 200 ปีที่ผ่านมา) ว่าทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนี้แล้วก๊าซคาร์บอนฯ ส่วนหนึ่งที่อยู่ในชั้นบรรยากาศโลกจำนวนมากได้ถูกมหาสมุทรดูดซับเอาไว้ ฟังดูแล้วเหมือนจะดีที่ก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนในชั้นบรรยากาศลดลง แต่แล้วปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์ทางฝั่งตะวันตกเพิ่งค้นพบก็คือความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่บระบบนิเวศของทะเล นั่นคือก๊าซคาร์บอนฯ ได้ทำให้ภาวะความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้นในท้องทะเล (เขามีศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยครับแต่ผมฟังไม่ถนัด)

เมื่อท้องทะเลเป็นกรดมากๆ เข้าก็จะส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตลำดับแรกๆ ในห่วงโซ่อาหารคือบรรดา Sea Angel ตัวเล็กๆ ใสๆ ที่มีเปลือกหรือโครงสร้างภายนอกเป็นสารแคลเซียมคาร์บอเนต (ขอให้นึกถึงชอล์กแท่งขาวๆ ที่เขียนกระดานดำ) ที่จะละลายหรือโดนกัดกร่อนจนไม่อาจเติบโตเป็นตัวเต็มวัยจนสามารถเป็นอาหารให้สัตว์ทะเลอย่างปลาได้ แคลเซียมคาร์บอเนตยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของบรรดาเปลือกหอย ซ้ำสภาพทะเลที่มีความเป็นกรดก็ยังส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของปะการังอีกด้วย

ใครเลยจะคาดคิดว่าเมื่อความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนจนทำให้ “ทะเลแปร” เปลี่ยนไปเช่นนี้แล้วจะส่งผลกระทบต่อความเป็นไปของโลกสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลมหาศาล

ในรายการชี้แนะทางออกเดียวง่ายๆ สั้นๆ แต่ทำได้จริงก็คือว่าเราจะต้องช่วยกันลดหนทางในการบริโภคหรือใช้พลังงานลงให้เหลือน้อยที่สุดและทำให้ได้เร็วที่สุด ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน ใครที่เคยเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้เมื่อไม่ได้ใช้ก็จงถอดปลั๊กออกเสีย ไม่ต้องเปิดแอร์ทุกเมื่อที่แค่เพียงรู้สึกร้อน ใช้บริการขนส่งมวลชนแทนรถโดยสารหรือแม้แต่กระทั่งเปลี่ยนไปใช้รถไฮบริดที่พลังงานได้มากจากไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติทดแทนบรรดาน้ำมันที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ มากกว่า

เมื่อนั้นเราอาจจะช่วยกันคงความแปรเปลี่ยนของท้องทะเลเอาไว้ได้ไม่ให้เกิดในอัตราเร่งที่รวดเร็วจนเกินไปนัก

A Sea Change : http://www.marthastewart.com/article/a-sea-change

เอาดี

สองอาทิตย์ที่ผ่านมาในค่ำคืนวันอาทิตย์ผมนอนดูรายการทีวีรายการหนึ่งด้วยความเป็นสุขสนุกใจอย่างต่อเนื่อง

รายการที่ว่านั้นก็คือ “ที่นี่…หมอชิต” ผลิตรายการโดยบริษัท dtalk (ถ้าจำและสะกดไม่ผิด) ของคุณสัญญา คุณากร ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการด้วยตัวเองอีกด้วย

สองอาทิตย์ก่อนเป็นการพาไปเที่ยวเมืองลำพูนและพูดคุยกับคุณเผ่าทอง ทองเจือ นักค้าผ้าเก่าที่ไปทำมาหากินและตั้งรกรากอยู่แถวๆ ทางใต้ของเมืองเชียงใหม่อย่างอำเภอแม่แจ่มและลำพูน ทุกวันนี้คุณเผ่าทองปลูกข้าวอินทรีย์พันธุ์เล็บนกแบบใช้การหยอดเมล็ดข้าวปลูกเหมือนปลูกข้าวดอย โดยมีแรงงานเป็นชาวปกาเกอะญอ ทำให้ได้ข้าวอร่อยๆ ออกมาขายและได้จ่ายค่าแรงในชาวบ้านในราคาที่เป็นธรรม สุขภาพที่เคยย่ำแย่จากการป่วยเป็นมะเร็งก็ดีขึ้น อารมณ์ก็พลอยดีขึ้นด้วย

รายการในคืนนั้นที่ได้ดูก็เลยเปี่ยมด้วยรสชาติบรรยากาศของ “ภาคสนาม” เห็นเปลวแดด ท้องฟ้า ภูเขา หมู่เมฆ และเข้าอกเข้าใจถึงความสุขจากการที่ได้ลงไปคลุกฝุ่นคลุกดินร่วมปลูกข้าวของคุณเผ่าทอง แขกรับเชิญในรายการ

ในอาทิตย์ถัดมาด้วยความไม่ตั้งใจผมบังเอิญเปิดไปช่องเจ็ดสีในคืนวันอาทิตย์อีกครา ก็เลยทำให้ได้ดูรายการนี้อีกครั้ง ในคืนนั้นมีการนำเสนอชีวิตของคนทำมาค้าขาย ขายอาหารตามข้างถนนแต่ก็ทำเงินได้รวยกันเป็นล้านๆ บาทของคนสามชีวิต คือเจ๊จงหมูทอดแถวพระราม4 เมตตาหมูทอดสามเสนซอย 13 และอีกรายคือก๋วยเตี๋ยวลีลาที่ผมฟังไม่ทันว่ารายนี้ทำเลอยู่ที่ไหนกันแน่

แต่ที่แน่ๆ ก็คือได้ความสนุก ได้แรงบันดาลใจ เพราะทั้งสามและสี่รายที่ได้ดูจากรายการทั้งสองตอนบอกไว้ว่าความสุขจากการใช้ชีวิตและจากการทำงานของคนเรานั้นอยู่ไม่ไกลและไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย นอกจากการได้ลงมือทำในสิ่งที่รักและทำด้วยใจรักก็ช่วยให้ “เอาดี” ได้แล้วในการเกิดมาเป็นคน

แค่ ‘ใจ’ก็พอ

ในการใช้ชีวิตประจำวันคุณคิดว่าคนเราต้องการวัตถุสิ่งของที่เป็นของนอกกายอะไรบ้าง?

…โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ไฮเทค เกมคอมพิวเตอร์ อาหารที่สะดวกแค่ยื่นเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟ หรือกระเป๋าถือสุดหรู กระทั่งรถยนต์ราคาแพงระยับ…

ที่ผมถามเช่นนี้ก็เพราะว่าบังเอิญได้ดูรายการ Oprah ทางช่องเคเบิลทีวีซึ่งในตอนนั้นวันนั้นมีการจัดกิจกรรมกึ่งๆ เรียลลิตี้ที่เรียกว่า Stripped Off (ภารกิจปลดเปลื้อง) ด้วยการเชิญครอบครัวหนึ่งที่มีลูกชายสองคน คนโตเป็นวัยรุ่น คนเล็กก็อยู่ประมาณชั้นประถมฯ โดยมีข้อกำหนดว่าภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์พวกเขาทั้งหมดจะต้อง “ปลดเปลี้อง” ความรู้สึกขึ้นต่อวัตถุสิ่งของภายนอกที่เคยคุ้นออกไปให้มากที่สุด แล้วหันกลับมาสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงผูกพัน (ในรายการใช้คำว่า Reconnection) ต่อกันและกันขึ้นมาใหม่

ผมว่าช่างเป็นความช่างคิดและน่าสนใจดีเหมือนกันที่จะทำให้ผู้ชม (โดยเฉพาะชาวอเมริกัน) ซึ่งน่าจะคุ้นเคยต่อวิถีแห่งความสะดวกสบายและพึ่งพาวัตถุภายนอกจนทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับมนุษย์หรือคนในครอบครัวเดียวกันหดหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ได้เริ่มฉุกคิดและเริ่มต้นการ “ปลดเปลี้อง” พันธนาการภายนอกแล้วหันกลับไปสร้างความผูกพัน ความรัก เชื่อถือไว้วางใจต่อกันและกันขึ้นมาใหม่ให้ได้

ผมดูไม่จบตอนนะครับแต่ก็เห็นว่าภารกิจแรกที่ครอบครัวนี้จะต้องทำร่วมกันก็คือการเก็บกวาดบ้าน จัดเสื้อผ้า ซักเสื้อที่กองสุมเอาไว้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย จากนั้นก็ไปเก็บข้าวของที่กองสุมเอาไว้ในโรงรถที่ไม่เคยถูกหยิบออกมาใช้เป็นปีๆ ให้ว่างโล่ง เอาข้าวของที่มีสภาพดีแต่ไม่ต้องการใช้ออกไปบริจาคให้หมด ซึ่งพวกเขาก็สามารถทำได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงด้วยการช่วยเหลือกัน

นอกจากนี้ “ภารกิจหลัก” ของการปลดเปลื้องและสร้างสรรค์ความรักความผูกพันในครอบครัวที่พวกเขาจะต้องทำร่วมกันก็มีอยู่ 4 – 5 ข้อให้ได้ภายในระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ของการปฏิบัติภารกิจดังต่อไปนี้

1. ไม่คุยหรือใช้โทรศัพท์มือถือ

2. ไม่ส่งข้อความหรือส่ง Text หากันทางมือถือ

3. ไม่ใช้อินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ รวมทั้งเกมคอมพิวเตอร์

4. ไม่ทำอาหารจากไมโครเวฟ อาหารฟ้าสต์ฟู้ด แต่ให้ทุกคนปรุงอาหารที่ดีมีคุณภาพและรับประทานพร้อมหน้ากันทุกมื้อ (โดยการช่วยกันทำอาหาร)

5. ให้แสดงความรักต่อกันและกันด้วยการบอกรักหรือโอบกอดพ่อแม่พี่น้องในครอบครัวเดียวกันอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง

ที่หยิบยกมาเล่าและนำเสนอเพราะผมคิดว่าด้วยวิธีการง่ายๆ เหล่านี้ แค่การตัดความรู้สึกพึ่งพิงข้าวของเครื่องใช้ภายนอกออกไป หันกลับไปดูว่าจริงๆ แค่ ‘ใจ’ ที่มีให้กันนั้นก็น่าจะพอที่จะนำความรักความผูกพันให้หวนกลับมาเกิดขึ้นได้อีกครั้งหนึ่ง

กุหลาบดอกเดียว…Handing Out Rose

เคยดูรายการ The Bachelor กันไหมครับ?

รายการนี้เป็นรายการที่ฉายทางช่องเคเบิลทีวีบ้านเราและน่าจะเป็นของค่าย ABC ของอเมริกาอีกทีหนึ่ง

ผมเองนั้นได้ดูบ้างและดูมาเป็นพักๆ มีสองสามอาทิตย์นี้ที่มาติดตามดูอีกครั้งหนึ่ง ดูแล้วก็ให้รู้สึกว่า “มันช่างงี่เง่า ไร้สาระเสียจริงๆ” แต่ก็ยังดู ซึ่งผมคิดว่าคงเป็นอาการเหมือนคนที่ติดละครน้ำเน่าของฟรีทีวีบ้านเรานั่นเอง คือรู้ทั้งรู้ว่าเขาหลอกหรือเดาเรื่องได้ออกตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ก็ยังติดตามดู

ปกติแล้วนั้นผมไม่ค่อยจะฟันธงว่าใครหรือรายการใดจะงี่เง่าไร้สาระแต่ประการใด ค่าที่บางทีกับบางเรื่องบางรายการก็ให้ความสนุกสนานบันเทิงให้ได้หัวเราะไปได้วันๆ (โดยไม่ต้องคิดตามเพราะถึงแม้จะคิดตามก็ไม่ค่อยได้ความรู้หรือปัญญาอะไรงอกเงยมา)

รายการ The Bachelor สำหรับผู้ที่ไม่เคยดูมาก่อนนั้นก็คือจะมีชายหนุ่มหล่อล่ำและร่ำรวย ที่สำคัญจะต้องมีคุณสมบัติคือ “เป็นโสด” เข้ามาตามหารักแท้และมุ่งหวังที่จะได้แต่งงานกับสาวสวยคนใดคนหนึ่งที่มาให้เขาได้คัดเลือกด้วยวิธีการต่างๆ นานาโดยมีจำนวนทั้งสิ้น 25 คนด้วยกัน

เรื่องของเรื่องคือสาวสวยที่จะรอดเข้าไปในรอบลึกๆ จะต้องได้รับการมอบ “กุหลาบแดง” จากมือของชายหนุ่มผู้เป็น The Bachelor ซึ่งแต่ละอาทิตย์ก็จะมีการคัดออก เช่น รอบแรกจาก 25 คน คัดเหลือเพียง 16 คน จาก 16 คนเหลือ 10 คน เป็นต้น

ซึ่งไฮไลต์ของรายการนี้ก็คือตอนท้ายๆ จะต้องเหลือ “หญิงสาวผู้โชคดี” และได้พบกับรักแท้ของเธอในรายการเพียงคนเดียวและเป็นหญิงสาวผู้เดียวที่จะได้ครอง “กุหลาบดอกเดียว” ที่ยื่นมาให้จากมือชายหนุ่มคนนั้น

ผมดูรายการนี้แล้วเกิดความคิดความรู้สึกอันเป็นข้อสังเกตหลายๆ ประการคือ หนึ่ง – ในเรื่องราวของความเป็นเฟมินิสต์ที่ฝรั่งมังค่าตะวันตกผู้เชิดชูความเป็นปัจเจกชนนิยมมาเนิ่นนานไม่น่าจะเอ็นดูหรือไปกันได้เท่าไรนักกับรายการนี้ที่เอาผู้หญิงมาประชันขันแข่งแย่งชิงผู้ชายคนเดียวกัน แม้ว่าจะเป็นการแย่งชิงที่ไม่ถึงกับลงไม้ลงมือทะเลาะตบตีกันแย่งผู้ชายเหมือนในละครไทยก็เถอะ

สอง-  บรรดาหญิงสาวทั้ง 25 คนที่เข้ามาร่วมรายการและให้ The Bachelor เป็นคนคัดเลือกพวกเธอนั้นทุ่มเทความรู้สึก เอาตัวเข้าแลกไม่น้อย ทั้งกอดรัดและกอดจูบเพื่อที่จะมัดใจเขา โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือแต่ละอาทิตย์ขอเพียงให้เธอยังคงเป็นผู้ที่ได้รับกุหลาบจากมือของเขาอยู่

บรรดาสาวๆ อเมริกันต่างที่มาในรายการต่างเปิดเผยอารมณ์ของตัวเองมาก ทั้งหน้าตา ท่าทีและการพูดจา ไม่ว่าจะพูดจาเปิดอกกับผู้ชายคนเดียวในรายการในทำนองว่าอยากจะให้เขาตกหลุมรักหรือพวกเธอชอบอยากได้เขามาเป็นสามีเพียงใด ขณะเดียวกันพวกเธอก็เปิดเผย (ด้วยวาจาและท่าที) ที่มีต่อสตรีที่เหลือที่เป็นคู่แข่งกันอย่างตรงไปตรงมา

“ความตรงไปตรงมา” ในการแสดงออกซึ่งคำพูด การสื่ออารมณ์เช่นนี้เองที่ผมถือว่าเป็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นรายการของอเมริกันหรือคนอเมริกันเองต่อคนทางเอเชียหรือคนไทยๆ อย่างเรา ที่มักจะยึดถือทำนอง “น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้ข้างนอก” หรือบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่นกันมาโดยตลอดถึงจะถือได้ว่าเป็นคนที่มีคุณสมบัติที่ดีตามาตรฐานสังคม

ที่ผมว่า “ความน่าสมเพช” มันขายได้ของรายการนี้ก็คือในที่สุดพวกเธอก็จะถูกคัดเลือกคัดออกและรอคอยการหยิบยื่นกุหลาบแดงดอกเดียวเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเธอถูกเลือกแล้ว (ให้เป็นคนรักและหวังว่าจะได้แต่งงาน) จาก The Bachelorคนนั้น โดยผู้ชมก็ถูกชักนำให้ไปติดกับบรรยากาศของความรักโรแมนติกแบบปลอมๆ ว่า กุหลาบแดงแน่แท้นั้นคือ “รักแท้” และการเริ่มต้นของความสุขสม…

อ่านมาถึงตรงนี้ ผมแค่อยากจะบอกว่านิทานเรื่องนี้ไม่ได้สอนว่าอะไร แค่คิดว่าไม่ว่าจะเป็นกุหลาบแดงดอกเดียวหรือบรรดา “เสื้อแดง” ก็ล้วนก่อรูปขึ้นมาจากมายาและการลวงตาทั้งหมดทั้งสิ้น

ป.ล. ถึงวันนี้ผมไม่ได้ติดตามและไม่ได้ดูรายการนี้อีกแล้วนะครับ แต่ถึงดูผมก็คงไม่ “อิน” อะไรนักหรอก สถานการณ์บ้านเมืองของเรากำลังปั่นป่วนเยี่ยงนี้จะมีใครที่จะยังคงมีแก่ใจดูรายการโรแมนซ์เยี่ยงนี้ได้อยู่

เพราะสุข ทุกข์ คือธรรมดาของชีวิต

สวัสดีเดือนสิงหาคมกับทุกคนครับ

ไม่อยากจะพูดประโยคเชยๆ ว่าเราเดินทางในปี 2552 กันมาแล้วเจ็ดเดือน เวลาผ่านไปไวจริงๆ นะครับ

เวลาที่ผ่านไป “สุข ทุกข์” หรือสบายใจสบายกายกันดีแค่ไหนครับ?

โบราณว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” คนเราถ้าหากไม่เจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคภัยและร่างกายแข็งแรงดี สิ่งที่จะกำหนดหรือบอกได้ว่าสุขหรือทุกข์ของเราได้นั้น “น่าจะอยู่ที่ใจ” จริงไหมครับ…

นานหลายครั้งในการโพสต์เรื่องบนเว็บบล็อก Bytheway  แห่งนี้ ผมเคยเขียนถึงเรื่อง “ของถูกไม่มีของดี ของฟรีไม่มีในโลก” เอาไว้ โดยมีนัยตั้งใจกล่าวถึงการเกิดขึ้นและมีอยู่ของสิ่งพิมพ์แจกฟรีที่ปรากฏเกลื่อนเมือง ดีบ้างไม่ดีบ้าง ตั้งใจทำบ้าง ไม่ตั้งใจทำบ้าง ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อหวังโฆษณาบ้างหรือหวังแต่ก็ผิดหวังบ้าง แต่ถึงตอนนี้เมื่อได้เห็นและได้หยิบสิ่งพิมพ์แจกฟรีหรือ Free Copy ฉบับหนึ่งติดไม้ติดมือมาอ่าน ผมก็เริ่มชักจะลังเลกับแนวคิดของตัวเองว่า จริงหรือที่ของฟรีที่ดีๆ จะไม่มีเสียทีเดียว?

สิ่งพิมพ์ที่ว่านี้เป็นขนาดแท็ปลอยด์ พิมพ์อย่างประณีต กระดาษเนื้อดี พิมพ์สี่สีเกือบจะทุกหน้า จัดอาร์ตเวิร์คได้อย่างมีชั้นเชิง บ่งบอกฝีมือของทีมงานและคนทำ

ผมพลิกดูหน้าเครดิตแล้วก็ต้องประหลาดใจที่ว่าเจ้าของของสื่อสื่อนี้คือ “ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วัดผาณิการาม จังหวัดฉะเชิงเทรา” โดยมี “พระสุรศักดิ์ จรณธัมโม” เป็นบรรณาธิการ (และคอลัมนิสต์อีกหลายคอลัมน์)

…พระนะครับพระ เป็นบรรณาธิการ?!!?

ชื่อหนังสือว่า “ธรรมดา” นั้นไม่ประหลาดใจอยู่แล้วล่ะครับว่าผูกโยงอยู่กับเรื่องธรรมะและธรรมดาของชีวิต แต่ที่ประหลาดใจคือความน่าอ่านในเนื้อหาที่มีบทสัมภาษณ์เรื่องใจที่ปลอดทุกข์ของนางเอกสาว – เบนซ์ พรชิตา ณ สงขลา โดยนักเขียนสตรีฝีมือดีอย่างอรสม สุทธิสาคา บทสัมภาษณ์คุณนิติพงษ์ ห่อนาค คอลัมน์ศิลปะ เรื่องสั้น และหน้าความเรียงหรือบทกวีอีกต่างหาก

คอลัมน์ที่ผมชอบและทึ่งมากในการทำให้เรื่องราวของธรรมะและพุทธศาสนาเป็นเรื่องใกล้ตัวและน่าสนใจ มีชื่อว่า “โยมถาม อาตมาตอบ” โดยพระสุรศักดิ์ บรรณาธิการเป็นผู้ตอบคำถามเกี่ยวกับธรรมะ บาปบุญ การฝึกจิต ส่วนผู้ตั้งคำถามก็เป็นบรรดานางแบบชื่อดัง สไตลิสต์แฟชั่นและคนรุ่นใหม่ในวงการแฟชั่นแทบจะทั้งนั้น เรียกว่าทั้งคนตอบและคนถามอยู่กันคนละวงการเหมือนเส้นขนานก็ว่าได้

ผมเชื่อแล้วล่ะครับว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับความตั้งใจและเจตนา ถ้าเราเจตนาทำในสิ่งดีๆ ความดีก็ปรากฏขึ้น

…เช่นเดียวกับการเกิดขึ้นของสิ่งพิมพ์แจกฟรีดีๆ เล่มนี้

(อย่าลืมติดตามและมองหากันนะครับ ผมเองก็จนปัญญาว่าเขาจะวางแจกจ่ายอยู่ในร้านค้าใดบ้าง)

ภาพปกของ “ธรรมดา” ฉบับที่ 2  ปี 2552 และคอลัมน์ “โยมถาม อาตมาตอบ” กับภาพปกหลัง

 

P1010091P1010092P1010093www.kondee.com

Email: office@kondee.com