วิถีจักรยาน Path of bike

Path of bike#10: Finally we had ride on Bangkok Car Free Day 2012.

“วิถีจักรยาน-10” : แล้วก็ไปปั่นในวันปลอดรถปีนี้ หลังจากนำภาพและเรื่องราวอันมี “จักรยาน” พาหนะสองล้อซึ่งมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับคนเราและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดมาฝาก ผมก็ได้ไปปั่นกับขบวนจักรยานที่ไปรวมตัวกันที่ลานพระบรมรูป ร.5 ตั้งแต่เช้าวันนี้จนปั่นกลับบ้านตอนบ่ายของวัน รู้สึกดีมากๆ ครับ ไม่เหนื่อยเลย และยืนยันว่าการปั่นจักรยานในกรุงเทพฯ นาทีนี้ยังเป็นไปได้ และให้รอยยิ้มแก่เราได้เสมอ

🙂

Path of bike#9: Preeda’s bike

“วิถีจักรยาน-9″ :จักรยานยี่ห้อ”ปรีดา” จากการดูรายการแฟนพันธุ์แท้ ตอนจักรยานเสือหมอบเมื่อคืนนี้ ทำให้ได้รู้ว่าครั้งหนึ่งเมืองไทยเคยมีจักรยาน(เสือหมอบ)ยี่ห้อ “Preeda” (ปรีดา) ตามชื่อของนักกีฬาปั่นจักรยานทีมชาติผู้เคยเข้าแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ.1964 คือคุณปรีดา จุลละมณฑลซึ่งล่วงลับไปแล้ว (ภาพผมเซฟมาจากเว็บไซต์) 

Path of bike#8: duty of bike: I just took my mini bike called Koko to go to local fresh market nearby my home happily 🙂

“วิถีจักรยาน-8” : การงานของจักรยาน (คันจ้อย) สำหรับเย็นนี้คือการปั่นเป็นเพื่อนผมไปแบกขนข้าวปลาอาหารสดมาจากตลาดเล็กๆ แถวบ้าน สนุก เหน็ดเหนื่อยแต่ได้อรรถรสดีครับกับการควบจักรยานไปจ่ายตลาด ได้รสชาติดีกว่าการไปเดินเข็นรถช้อปเอาจากซูเปอร์สโตร์เป็นไหนๆ 

Path of bike#7 : “more than just a bike”
“วิถีจักรยาน -7” :  เป็นได้มากกว่า
เก็บเอามาฝากจากเว็บไซต์นี้ครับhttp://www.banidea.com/eco-bike-home-travel/ “รถจักรยานบ้าน สุดยอดการออกแบบ Eco Bike Home ออกแบบโดย KEVIN CYR
เชื่อว่า หลายท่านคงเคยได้เห็นการออกแบบรถบ้านหรูหรามาหลายคัน รถที่ออกแบบมาเพื่อการเดินทางไกล พักได้ทุกที่ที่ต้องการ แต่นั่นอาจเป็นความใฝ่ฝันที่ยากจะเอื้อมถึง เพราะต้องใช้ปัจจัยด้านการเงินสูงมากกว่าจะได้มา แต่สำหรับวันนี้ “บ้านไอเดีย” นำไอเดียในการออกแบบรถบ้านที่ทั้งประหยัดต้นทุน ประหยัดพลังงาน ด้วยการออกแบบร่วมกับรถจักรยาน ต่อเติมพ่วงท้าย ออกแบบให้มีห้องนอน ห้องเก็บสัมภาระภายใน และสามารถเดินทางได้จริง

รถจักรยานเก่าที่แปรเปลี่ยนสถานะเป็นบ้านหลังใหม่ ด้วยการใช้วัสดุไม้เหลือใช้ นำมาประกอบต่อเติมกันด้วยหัวใจของนักรักการออกแบบ ภายในเป็นห้องนอนขนาดเล็ก สามารถนอนได้จริง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่หลงรักการเดินทางอย่างเป็นอิสรภาพ ทั้งประหยัดต้นทุน ประหยัดค่าใช้จ่าย และที่สำคัญ ประหยัดพลังงาน ไอเดียนี้อาจทำให้ความฝันเป็นจริงได้ง่ายยิ่งขึ้น”
Path of bike#6: Keep Moving: “Life is like roding a bicycle.To keep your balance,you must keep moving.”
“วิถีจักรยาน-6″ คำคมจากปรมาจารย์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งผู้คนที่รักวิทยาศาสตร์และรักจักรยานคงพอจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วครับ…”การใช้ชีวิตก็เหมือนกับการปั่นจักรยาน ถ้าอยากจะทรงตัวให้ได้ก็ต้องทะยานไปข้างหน้าเรื่อยๆ” (ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ที่ผมเซฟมาให้ชมด้วยนะครับ)
Path of bike#5: Roadless travel
“วิถีจักรยาน5” : (ถนน) เท่าไหร่ถึงจะพอ…ตอนเย็นที่ผ่านมา ผมเดินกางร่มข้ามสะพานลอยตรงหมอชิตมีโอกาสได้เห็นลานจอดรถยนต์กว้างสุดหูสุดตากับจำนวนรถยนต์นับพันคัน คำถามที่ไม่มีคำตอบ “ถนนกว้างเท่าไหร่ ยาวอีกกี่สายถึงจะพอ”… ตั้งแต่มีนโยบายบ้องตื้นสนับสนุนให้คนออก”รถคันแรก” แว่วว่ารถติดมากขึ้นกับจำนวนประชากรรถยนต์ในกรุงเทพฯ ที่พุ่งขึ้นเป็นเจ็ดล้านคัน! นโยบายและการเอาจริงจากภาครัฐในการสนับสนุนการใช้จักรยาน ปรับปรุงบริการขนส่งมวลชนให้ดีขึ้นและเพียงพอเท่านั้นที่จะเป็นทางออกปัญหาจราจรและสิ่งแวดล้อมของเมืองใหญ่
Path of bike#4 : use a bike not just only wish for.
“วิถีจักรยาน” – 4 : “จักรยาน…ภาวนา” ผมเก็บภาพนี้มาจากแยกภาวนาบนถนนลาดพร้าวเมื่อสายๆ วันนี้ ขณะที่เดินไปทำธุระที่ธนาคาร แม้จะอยู่บนถนนลาดพร้าวซึ่งยวดยานจอแจและเป็นถนนที่ขึ้นชื่อว่ารถติดมากที่สุดสายหนึ่งของกรุงเทพฯ ตามตรอกซอกซอยบนถนนลาดพร้าวก็ยังมีจักรยานจอดล็อคเอาไว้รอเจ้าของแทบจะทุกปากซอย หรือวันดีคืนดีก็ได้เห็นคนปั่นจักรยานบนถนนเส้นนี้อย่างเริงร่าเอาชนะรถติดไปอย่างชื่นมื่น นี่เองเป็นเสน่ห์และอารมณ์ดีที่คนใช้จักยานพึงจะได้รับ แม้จะว่าต้องเสี่ยงกับการถูกเบียดถูกแซง หรือหาพื้นที่น้อยนิดบนถนนเพื่อใช้จักรยานได้ยากเย็น แต่ประสาผู้ใช้จักรยานเท่านั้นที่จะรู้ดีว่าเราไม่กลัวรถติดและไม่อารมณ์เสียเพราะรถติด…
วิถีจักรยาน3- “ลงมือปั่นเพื่อเปลี่ยน” หลายวันก่อนภรรยาผมคว้าจักรยานคันเล็ก (ที่เราเรียกว่า “โกโก้”) ปั่นออกไปทำงานแถวๆบ้าน เพราะสถานที่จะไปนั้นใกล้เกินกว่าจะใช้รถยนต์ แต่ก็ไกลกว่าการเดินสบายๆ “จักรยาน”จึงเป็นทางเลือกทางออกที่พอเหมาะพอดี แม้ว่าจะต้องยกจักรยานขึ้นสะพานลอยข้ามถนนไปด้วยก็ตาม ในกรณีนี้บ่งบอกว่าขอเพียงเราหาโอกาสและให้โอกาสในการใช้จักรยาน การเดิน หรือการใช้รถขนส่งมวลชนแทนรถยนต์ส่วนตัวทีละเล็กทีละน้อยและช่วยๆกัน แค่นี้ก็น่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่ดีร่วมกัน 🙂
วิถีจักรยาน2- “จักรยาน…แรงบันดาลใจ”
ช่วงนี้ถ้าหากสังเกตให้ดีจะพบว่ามีร้านกาแฟ (คาเฟ่) ร้านอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “จักรยาน” เกิดขึ้นหลายแห่งโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีเพราะแม้ว่าจะยังไม่มี “เลนจักรยาน” บังคับใช้หรือเกิ
ดขึ้นจริงๆ หรือยังไม่มีผู้คนในเมืองหลวงนำเอาจักรยานออกมาใช้เพื่อประชดรถที่ติด ถนนที่เบียดเสียดแออัดด้วยยวดยานที่บริโภคน้ำมันก็ตาม แต่เราในฐานะผู้มีจักรยานเป็นแรงบันดาลใจก็ยังสามารถไปแลกเปลี่ยนกันหรือสัมผัสแง่มุมที่น่าชุ่มชื่นใจของคนรักจักรยานได้ตามร้านคาเฟ่เหล่านี้…และได้แต่หวังว่าในวันหนึ่งข้างหน้าพลังของสองล้อและสองขาจะนำพาท้องถนนและสังคมไปสู่สังคมที่รักและใช้จักรยานกันจริงๆ จังๆ มากขึ้น
วิถีจักรยาน1- UBM: Urban Bike Messenger ที่มิลาน ประเทศอิตาลี จากนิตยสารโมโนเคิล ฉบับเดือน ก.ค./ส.ค.2555 ที่ผ่านมา พวกเขาคือผู้ให้บริการรับส่งเอกสารและพัสดุบนอานจักรยานนั่นเอง

ความหนาวที่เร้าใจอยู่

เมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมเดินทางกลับลงมาจากเชียงใหม่ ถึงกรุงเทพฯได้แค่วันสองวันก็มีอันให้ต้องระเห็จไปชมไร่จิมทอมป์สันที่ตอนนั้นกำลังเปิดให้เข้าชมฟาร์มฯ ประจำปีที่อำเภอปักธงชัย โคราชต่ออีกสองวัน

อากาศและท้องฟ้าในยามนั้นไม่ค่อยจะมีแสงแดดและมีความเย็นที่รู้สึกได้ แม้แต่ว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้ผมรู้สึกดีทีเดียวเพราะว่าเป็นคนที่ชื่นชอบหน้าหนาวและอากาศหนาวที่ไม่หนาวเย็นจนเกินไป แทบไม่น่าเชื่อว่าอากาศที่กรุงเทพฯ ในบางเวลาในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาจะลดลงไปถึง 21- 22 องศาเซลเซียสในตอนเช้าๆ และมีความเย็นอยู่เกือบตลอดทั้งวัน

น่าเสียดายว่าตอนที่นอนค้างคืนที่ไร่จิมทอมป์สันหลังจากนั้นอากาศที่โคราชกลับไม่เย็นอย่างที่คิด และพอได้มีโอกาสกลับขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่ตอนส่งท้ายปลายปีและในวันแรกของปีใหม่ อากาศที่เมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นก็แทบจะไม่มีความหนาวเย็นเอาเสียเลย ทำเอาไม่สนุกพอประมาณเพราะคิดว่าจะได้เที่ยวเมืองเหนือในความหนาวสมฤดูกาลสักหน่อย

แต่ก็ยังดีที่ในตอนนี้ซึ่งแม้จะผ่านการเฉลิมฉลองปีใหม่รับศักราชใหม่แห่งการหัวร่อ (555) เข้ามาแล้วก็ตาม อากาศเย็นในกรุงเทพฯ ในตอนเช้าๆ ก็ยังเย็นอยู่ อย่างในวันนี้แทบจะไม่มีแสงแดดในตอนสายเลยก็ว่าได้ ทำให้ผมแอบคิดแอบลุ้นอยู่ในใจว่าความหนาวเย็นในระดับไม่มากเช่นนี้จะอยู่กับเรา โดยเฉพาะกับคนกรุงไปได้อีกนานกี่วัน

ความหนาวที่เป็นอยู่และผ่านเข้ามาแม้สักเล็กน้อย แต่ก็บอกกับเราว่าโลกควรทีหลากฤดู จะร้อนก็ร้อนให้สมกับที่เป็นหน้าร้อน หรือจะฝนก็ตกเสียให้เข็ดในหน้าฝน พอเข้าหน้าหนาวอย่างไรเสียการที่มีลมหนาวหรือความเย็นมาปลุกถึงบ้าน แม้จะทำให้เราตื่นด้วยความสลัวงัวเงียไม่อยากลุกขึ้นจากเตียงก็ตาม แต่ก็ยังเป็นการทำงานและการเปลี่ยนแปรของสภาพฤดู มิใช่มีแต่ความร้อนๆ หรือน้ำท่วมทะลักล้นเหมือนช่วงเดือนตุลาฯ- พฤศจิกาฯ ไปทั่ว

เป็นเสมือนความเร้าใจเมื่อได้สัมผัสความหนาว เพื่อปลอบประโลมใจชาวโลกในยุคปัจจุบันว่ามิใช่แค่ว่าโลกนี้จะอยู่และเป็นไปภายใต้อิทธิพลของลานินญาและเอลนินโญให้เราผวากลัวถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและปัญหาโลกร้อน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นจากและเป็นผลเพราะน้ำมือของคนเราแทบทั้งนั้น

นาทีญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดีที่ผ่านมาชีวิตผมมีอันได้ยุ่งเกี่ยวกับความเป็นญี่ปุ่นอย่างชัดเจนสองงาน

ในยามบ่ายผมไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้านอาหารญี่ปุ่นขนาดเล็กๆ แห่งหนึ่งในอาคารสูงแถวถนนวิทยุเพื่อทำงาน เนื่องจากมีงานที่จะต้องเขียนแนะนำร้านอาหารที่ว่าให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น เรื่องการรับประทานอาหารญี่ปุ่นสำหรับผมหรือคนไทยคนไหนๆ ในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด แต่จากมื้ออาหารอันหลากหลายที่ได้ชิมของร้านแห่งนั้นก็มีอันให้รู้สึกว่า อาหารญี่ปุ่นเน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบ บางทีไม่ต้องปรุงรสหรือผ่านการปรุงเลยด้วยซ้ำ เช่น เมนูซาชิมิหรือซูชิที่คนไทยเองก็ชอบรับประทานข้าวปั้นหน้าปลาดิบหรือปลาดิบ จิ้มโชยุและแกล้มวาซาบิ หรือหลายเมนูเช่น เนื้อวัวโกเบก็แค่แล่เป็นชิ้นบางๆ แล้วก็ลนไฟไม่สุกจนเกินไป

ความอร่อยและรสชาติอีกอย่างที่สำคัญของอาหารญี่ปุ่นนั้นคือ “การรับประทานผ่านทางสายตา” คือการเสพสุนทรียะและรสชาติผ่านการจัดวาง สีสันของข้าวปลาอาหาร ตลอดจนภาชนะที่มักจะเป็นเครื่องปั้นดินเผาเนื้อดี มีลวดลายที่ใช้รูปลักษณ์และเรื่องราวของฤดูกาลและธรรมชาติมาสร้างสรรค์

พอเสร็จจากการทำงานระหว่างมื้ออาหาร สายฝนในยามบ่ายก็เทกระหน่ำลงมาพอดี ยังดีว่าเราแค่เพียงเดินทางต่อด้วยรถไฟฟ้าจากสถานีเพลินจิตไปสถานีชิดลมแค่ป้ายเดียว จุดหมายต่อไปคือการไปร่วมงานเปิดตัวร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น- UNIQLO ที่เพิ่งมาเปิดร้านใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของตนเองขึ้นที่ห้างเซ็นทรัลเวิร์ลด์ โดยในวันนั้นเป็นแค่งานเปิดตัวที่เชิญแขกและสื่อมวลชนเข้าร่วมงานเท่านั้น

ผมเองนั้นไม่ได้เป็นสื่อมวลชนอย่างชาวบ้านคนอื่นๆ เขาตรงๆ อาศัยว่าพอจะเขียนคอลัมน์เขียนบล็อกและเคยทำข่าวมาก่อน นอกจากนี้ยังเป็น “แฟนพันธุ์แท้” เสื้อผ้าแบรนด์ยูนิโคล่มานานแล้วตั้งแต่สมัยที่ยังไม่เข้ามาในบ้านเราก็เลยอาศัยใบบุญที่ว่าขอเข้าไปสังเกตการและร่วมงานเปิดตัวด้วย

เย็นวันนั้นในงานซึ่งจัดที่ชั้นหนึ่งตรงลานสเก็ตช์ของห้าง ทำเป็นเหมือนกรอบยาวๆ และพรมแดงที่ล้อมคนเข้าร่วมงานเอาไว้ สังเกตว่าบรรบยากาศคึกคักมาก มีผู้คนในแวดวงต่างๆ ให้ความสนใจเข้าร่วมงานกันจำนวนมาก ผมเองคิดว่าหลายๆ คนคงคิดและรอคอยการมาถึงของเสื้อผ้าญี่ปุ่นยี่ห้อนี้เหมือนกัน

ยูนิโคล่นั้นโดดเด่นตรงการทำเสื้อผ้าที่เหมาะสมสำหรับทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ด้วยคุณภาพที่ค่อข้างดี (จนถึงดี) ในราคาถูกหรือแบบประหยัดๆ ใส่ใจในกระแสแฟชั่น แต่ไม่หวือหวาจนเกินไป นอกจากนี้ยังออกแบบและมีการทำการตลาดที่ดีโดยใช้สโลแกนของทางร้านว่า “เสื้อผ้าสำหรับทุกคน” (Made for all)

จนเมื่อการเปิดงานโดยผู้บริหารและทีมงานญี่ปุ่นขึ้นไปบนเวที มีการเดินแบบกันอย่างย่อมๆ ของบรรดาพรีเซนเตอร์ยูนิโคล่ทั้งหกคน สาเกในกล่องไม้ขนาดพอเหมาะมือก็ถูกรินให้แขกแต่ละคนหยิบเอามาดื่ม “กัมปาย” ไม่หยุดหย่อน หลังจากนั้นแต่ละคนก็ทยอยเดินขึ้นไปบนร้านที่อยู่ชั้นบนเพื่อเปิดการช็อปปิ้งสำหรับทุกคนที่ไปร่วมงานในวันนั้นเป็นการ Pre-sale แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องต่อแถวยาวเหยียดเพื่อจ่ายเงิน และการช็อปฯ รอบพิเศษก็เป็นไปอย่างคึกคัก

ไม่อยากจะคิดเลยว่าในวันรุ่งขึ้นและอีกสองสามวันถัดไป ซึ่งเป็นวันเปิดร้านอย่างเป็นทางการ (9-11 กันยายน) จะมีผู้คนเนืองแน่นมาที่ร้านของยูนิโคล่สาขาแรกในประเทศไทยถึงเพียงไหน เพราะกระแสโปรโมชั่นให้กับ 1,000 คนแรกที่แม้จะไม่ซื้อของแต่มาต่อแถวเข้าร้านก็จะมีของที่ระลึกเป็นกระเป๋าผ้ามอบให้

แค่เพียงบ่ายถึงเย็นในวันเดียวกันก็มีเรื่องที่จะต้องข้องเกี่ยว เกี่ยวพันและมองเห็นความเป็นไปของกระแสญี่ปุ่นที่แทรกซึมเข้าสู่วิถีชีวิตของคนไทย แม้แต่ในเรื่องอาหาร เครื่องนุ่งห่มและไม่เพียงเข้ามากันอย่างแผ่วเบา แต่ค่อนข้างจริงจังและอึกทึกคึกโครมมากทีเดียว

นี่คือเรื่องของโลกาภิวัตน์ ที่เราหรือญี่ปุ่นจะอยู่แต่เพียงลำพังในบ้านของเราเองฝ่ายเดียวไม่ได้อีกต่อไปในนาทีที่สรรพสิ่งเคลื่อนไหว…

กาแฟหลายแก้วกับวิชากาแฟ (อีกสักหน)

เมื่อประมาณสองปีก่อนเห็นจะได้ ผมมีโอกาสเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปเรียน “วิชากาแฟ” กับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งนั้นเป็นหนแรกที่ได้ไปเรียนเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ของกาแฟ พร้อมกับลงมือปฏิบัติ แม้จะเป็นหลักสูตรที่ไม่มีค่าใช้จ่ายและชื่อหลักสูตรบอกไว้ว่าเป็นการอบรมกาแฟสำหรับเกษตรกรก็ตาม แต่ก็ได้น้ำได้เนื้อและได้วิชาความรู้ความสนุกสนานในเรื่องราวหลากหลายและรสชาติอันหลั่งล้นบนเส้นทางสู่ความใฝ่ฝัน (ของผม) ที่ว่า “อยากจะเปิดร้านกาแฟ” ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

จนกระทั่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากลงชื่อไว้ในกิจกรรมเปิดการฝึกอบรมสร้างอาชีพสำหรับสื่อมวลชนของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ก็ถึงกำหนดของการฝึกอบรมวิชากาแฟครั้งที่สองของผม และคราวนี้ก็ใช้เวลาเกือบๆ เต็มวันที่บริษัท รีเทลลิงค์ ประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทลูกของซีพีออลอีกทีหนึ่ง และกิจกรรมครั้งนี้ก็เป็นการฝึกอบรมแบบไม่คิดมูลค่าเพราะเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR ของบริษัทฯ

สายวันเสาร์ที่ 3 กันยายนที่ผ่านมาแสงแดดเจิดจ้าไร้เมฆฝน เป็นนิมิตรหมายอันดีที่ทำให้การเดินทางไปร่วมฝึกอบรมที่บริษัทฯ ตรงถนนวิภาวดีรังสิต 62 เป็นไปด้วยความพร้อมและเบิกบาน แม้ว่ากาแฟแก้วแรกที่จิบไปจากที่บ้านในตอนเช้าจะเข้มข้นไม่ถึงใจเท่าไรนัก

การอบรมกาแฟสร้างอาชีพโดยบริษัท รีเทลลิงค์ครั้งนี้แว่วจากเพื่อนๆ นักข่าวที่เคยรับรู้มาก่อนแล้วว่าได้รับความนิยมมากและมีการจองคิวขอเข้าฝึกอบรมเอาไว้ล่วงหน้า โดยมีรายชื่อยาวไปถึงสองพันคนที่รอจ่อคิวอยู่ และทุกๆ ครั้งของการจัด ทางบริษัทฯ ถึอเป็นกิจกรรมคืนกลับให้สังคม ไม่คิดสตุ้งสตังค์ผู้เข้าฝึก น่าเสียดายว่าแต่ละรอบแต่ละครั้ง รับคนเข้าฝึกอบรมได้เพียงหลักสิบเท่านั้น และในรอบที่ผมเข้าไปอบรมก็มีผู้เข้าร่วมราวๆ 30 คนเท่านั้น

ในวันนี้ก่อนที่จะได้ลงมือชงกาแฟสูตรต่างๆ ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือจริงๆ เป็นเครื่องชงเอสเพรสโซหน้าตาบึกบึนกันจริงๆ ช่วงเช้าเป็นการบรรยายที่ออกรสออกชาติและให้แง่มุมแนวคิดที่ดีของการเปิดร้าน เข้าสู่ธุรกิจกาแฟโดยผู้บริหารระดับแถวหน้าของบริษัท ซีพีออลและรีเทลลิงค์ – คุณนริศ ธรรมเกื้อกูล รองกรรมการผู้จัดการ

คุณนริศมาเปิดเผยวิธีการปั้นธุรกิจร้านกาแฟ หรือแม้แต่บูธกาแฟเล็กๆ อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ โดยชี้แนะและวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของการทำร้านกาแฟที่มิใช่เพียงแค่ “การได้ลงมือทำ” แต่ยังจะต้อง “ทำให้ได้” และ “ทำให้รอด” ร่ำรวยขึ้นมาได้จากธุรกิจร้านกาแฟ

ข้อแรกคือเรื่องของการเลือกหาทำเลเปิดร้านในย่านการค้าหรือแหล่งที่มีลูกค้าพลุกพล่าน และลูกค้ามีหลากหลายส่วน หรือที่เรียกว่า Segment ต่างๆ นอกจากจะมีเซ็คเม้นต์แล้วในเซ็คเม้นต์ที่เรามองเห็นนั้นก็จะต้องเป็น “กลุ่มลูกค้า” หรือ Target Marget ให้ได้ด้วย มิใช่ว่าเปิดร้านในทำเลที่มีคนเยอะแต่ไม่มีกลุ่มลูกค้าร้านก็คงจะไปไม่รอดเหมือนกัน

นอกจากนี้เรื่องของ “สินค้าและบริการ” หรือ Positioning ก็เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการทำธุรกิจด้วย โดยในกรณีนี้ถ้าหากสนใจจะเปิดร้านกาแฟ ก็จะต้องชงกาแฟและเครื่องดื่มเป็น ชงอย่างมีรสชาติ อร่อย สะอาด การกำหนดราคาให้สอดคล้องกับความต้องการจ่ายของกลุ่มลูกค้าหลักก็เป็นประเด็นสำคัญเหมือนกัน

“ทุกรุ่นที่มาอบรมและฟังผมพูด รู้เรื่องแบบนี้ไปหมดทุกคนแล้ว แต่ก็ยัง ‘เจ๊ง’ ทำแล้วไปไม่รอด เพราะการตัดสินใจชั่ววูบ หรือเพราะมีอะไรบังตาก็ไม่รู้ เลยตัดสินใจแบบนั้นหรือเลือกทำเลที่ไม่ได้อยู่ในย่านการค้าด้วยการวิเคราะห์ตามที่ได้อบรมไปแล้ว” คุณนริศกล่าวแบบติดตลก

หลังมื้ออาหารกลางวัน อาจารย์วิชากาแฟบอกว่าให้ทุกคนรีบทำเวลา ออกไปดูร้านกาแฟสร้างอาชีพซึ่งเป็นร้านต้นแบบที่คุณนริศปลุกปั้นและควบคุมดูแลด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิดคือ ร้านกาแฟรีเทลลิงค์ ที่ตั้งอยู่ปากซอยวิภาวดีฯ 64 ไปดูเพื่อให้เห็นว่าร้านกาแฟเล็กๆ แต่ตั้งใจทำ ไม่ได้ขายกาแฟแพง แต่ทำอย่างพินิจพิเคราะห์ ใช้หลักการการตลาดเข้ามาจับ ทำแล้วประสบความสำเร็จได้อย่างไร โดยมีรายได้เป็นผลกำไรเดือนละแสน ทั้งๆ ที่ขายกาแฟแก้วละ 25-  -30 บาทเท่านั้น

พอกลับมาจากการทัศนศึกษาร้านกาแฟจริงๆ แค่เพียงในซอยถัดไป ทุกคนก็กลับมาหึกเหิมอยากจะฝึกหักชงกาแฟสูตรต่างๆ ทั้งกาแฟร้อนและกาแฟเย็น 4 ชนิดด้วยกัน ในเบื้องต้นนั้นวิทยากรได้แนะนำส่วนประกอบหลักต่างๆ ของเครื่องทำกาแฟเอสเพรสโซที่วางอยู่ต่อหน้า การทำงานของเครื่อง เครื่องบดเมล็ดกาแฟ อุปกรณ์การชงต่างๆ จากนั้นบาริสต้าหรือผู้ชงกาแฟประจำร้านรีเทลลิงค์ก็แสดงวิธีการชงกาแฟร้อนเอสเพรสโซหนึ่งแก้วเล็กหรือหนึ่งช็อต ซึ่งถ้าจะให้ได้กาแฟเข้มข้นชนิดนี้จะต้องใช้เมล็ดกาแฟคั่วบดปริมาณ 8 กรัม ใช้ความร้อนของน้ำในเครื่องชงที่ 94 องศาเซลเซียส เปิดเครื่องชงผ่านหัวชงกาแฟหรือว่า Group head เป็นเวลา 25- 30 วินาที โดยใช้นาฬิกาจับเวลา ก็จะได้กาแฟเอสเพรสโซที่มีฟองครีมาสีทองขนาดสองออนซ์ เรียกว่า Perfect Shot เหมาะสำหรับการชงผสมนมสด นมข้นหวาน นมจืดออกมาเป็นเครื่องดื่มกาแฟร้อนเย็นอีกสารพัดเมนู เช่น คอฟฟี่ แมคคีอาโต คาเฟ่ลาเต้ แคปปูชิโน ฯลฯ

การเข้าห้องเรียนวิชากาแฟ ได้ทดลองชิมกาแฟทั้งลาเต้ร้อนและกาแฟเย็นที่บดและลงมือชงเองในการอบรมวันนี้เป็นทั้งรสชาติที่ปลุกเร้าและความสนุกที่กระชับรวบรัดดีสำหรับผม ขณะเดียวกันก็เป็นการค่อยๆ ทยอยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาพฝันอันล่องลอยของความคิดฝันส่วนตัวที่อยากจะเปิดร้านกาแฟ…ไม่วันใดก็วันหนึ่ง…ในวันหน้า

วันหนึ่งกับนักข่าวทวิตเตอร์ และการเดินทางไปปลูกปะการัง (ของผม)

โลกนี้มีดีอยู่อย่าง…

นั่นก็คือ ถ้าเราไม่ปิดโอกาสตัวเอง แม้ไม่ไขว่คว้ามากมายจริงจังนักก็ยังมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นและผ่านเข้ามาสู่ชีวิตเสมอ

อย่างน้อยก็คือการได้รู้จักใครสักคน

อย่างมากก็คือการที่จะได้มีโอกาสทำอะไรเพื่อใครหลายๆ คน

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองชีวิตยังไง

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้วันเวลาหนึ่งๆ อย่างไรต่างหาก

เมื่อวานนี้ผมออกเดินทางไปช่องแสมสาร สัตหีบ จังหวัดชลบุรีเป็นครั้งแรกอย่างไม่จงใจเท่าไรนัก

(คำว่า “ไม่จงใจ” นี่ ต่างจากคำว่าไม่ตั้งใจมากนะครับ เรียกว่ามีอาการของความตั้งใจอยู่แต่เพียงไม่ค่อยจะชัดเจนในความรู้สึกที่อยากจะไปอยากจะทำเท่าไรนักแค่นั้นเอง)

เรื่องของเรื่องมีว่าภรรยาผมเป็นนักข่าวและรู้ว่าผมเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (อยู่บ้าง) พอมีโอกาสที่เธอจะไปดูกิจกรรมวันครบรอบ 102 ปีของการก่อตั้งบริษัท ลอรีอัล ด้วยการพาพนักงานไปทำกิจกรรม “อาสาพิทักษ์ปะการังไทย” ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยที่เกาะแสมสาร เธอก็ชวนผมไปเป็นผู้ติดตามด้วย

“ไปเถอะ อย่าคิดอะไรมาก อย่างน้อยเธอก็จะได้ไปเที่ยวไปดูทะเลไง…”

 

เช้าตรู่เราออกเดินทางจากบ้านแถวลาดพร้าวไปสมทบกับคณะนักข่าวที่รอออกเดินทางด้วยรถตู้อยู่ที่ตึกสำนักงานลอรีอัลแถวช่องนนทรี จากนั้นผมก็ได้ร่วมขบวนไปพร้อมกับ “คณะผู้สื่อข่าว” ที่ได้รับเชิญจากลอรีอัลและบริษัทประชาสัมพันธ์ที่ประสานงาน

ในรถตู้ขณะเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไม่นาน คุณพร พีอาร์ผู้คล่องแคล่วจากฮิลล์ แอนด์ โนวล์ตันก็ชักชวนให้ผู้ร่วมเดินทางในรถคันเดียวกันได้แนะนำตัวทำความรู้จักกัน

ในวันที่ผมเปิดใจรับโอกาสใหม่ๆ และลองใช้เวลาหนึ่งวันออกเดินทางไปแสมสารวันนั้นเองที่ทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ อีกสามสี่คน คือคุณพัชร คุณเอิร์ธและคุณมะลิ และพวกเขาก็แนะนำตัวว่าเป็นผู้เขียนบล็อก และเกี่ยวพันกับการรายงานความเคลื่อไหนผ่านทางทวิตเตอิร์ … “นักข่าวทวิตเตอร์” เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินว่ามีนักข่าวที่ทำงานผ่านทวิตเตอร์ได้ด้วย

ถึงตรงนี้อาจจะชวนคุยนอกรอบก่อนว่า นักข่าวคืออะไร ทำงานอย่างไร และผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักข่าวนั้นใช้เครื่องมือ หรือกระบวนการอะไรในการสื่อสารส่งข่าวออกไป

ผมเองนั้นทั้งชีวิตนี้ที่ผ่านมาหากเคยข้องแวะเกี่ยวกับงานด้านข่าวมาบ้างก็เป็นแต่เฉพาะนักข่าวหนังสือพิมพ์และนิตยสาร และพอจะบอกได้ว่า นักข่าวที่เคยรู้จักมีแต่นักข่าวหนังสือพิมพ์ นักข่าววิทยุที่ทำหน้าที่รายงานข่าวทางเสียงให้เราได้ยินได้ฟัง กับนักข่าวทีวีผู้ถือไมค์ยืนมาดมั่นอยู่หน้ากล้อง

แต่โลกยุคนี้มีเคเบิล มีดาวเทียม มีอินเทอร์เน็ต มีเว็บไซต์ มีคำว่าบล็อกเกอร์ โซเชียลมีเดียเกิดขึ้นมากมาย แล้วทำไมมี “นักข่าวทวิตเตอร์” ขึ้นมาบ้างมาได้

แล้วใครและเขา –เธอผู้นั้นทำอะไรและอย่างไรจึงถูกเรียกขานว่าเป็นนักข่าวประจำทวิตเตอร์?


จากประสบการณ์เดินทางใกล้ชิด ได้ร่วมขบวนเดินทาง นั่งรถไปแสมสารด้วยกัน ได้ร่วมวงสนทนาและมื้ออาหารกันหลายมื้อ ผมขอบอกว่าความสามารถพิเศษของเพื่อนผู้รักการทวีต (Tweet) ข้อความ ความคิด คำพูด เนื้อหาและเฮฮากึ่งสาระบนหน้าเว็บฯ Twitter ก็คือ พวกเขาพร้อมที่จะกดข้อความพิมพ์ตัวอักษร 140 ครั้งลงในช่องว่างๆ ส่งภาพที่เพิ่งถ่าย ส่งเนื้อหาที่เพิ่งได้ยินได้ฟังและได้เห็นออกไปให้สู่สายตาของผู้อ่านที่เรียกว่า Followers ของตัวเองอย่างทันท่วงที โดยไม่เลือกที่และแทบจะทุกเวลา

เมื่อผู้ส่งสารพร้อมที่จะกดเนื้อหาลงบนสมาร์ทโฟนส่วนตัวเพื่อส่งข่าวสารออกไปยังที่ที่ผู้อ่านผู้รับสารรออยู่ กระบวนการสื่อสารก็ย่อมเกิดขึ้นแล้ว…

แสมสารที่ผมเคยคิดเคยฝันเอาไว้หน้าตาไม่น่าจะเป็นเช่นนี้…

ณ จุดแห่งความโล่งที่ท้องฟ้าเปิดกว้าง ทอดสายตาออกไปเห็นหมู่เกาะแสมสาร เช่น เกาะแรด เกาะขาม ทอดเป็นแนวขนาบขนานไปกับเส้นขอบฟ้าและท้องทะเลเรียบสนิท

ผมเคยนึกไปว่าชุมชนตรงช่องแสมสารน่าจะมีบรรยากาศของความเป็นชุมชนประมงริมทะเลที่หนาแน่นและสวยงามน่าอยู่กว่าที่ได้เห็น แต่อาจจะเป็นเพราะว่ายามสายวันนั้นผมเดินทางเข้าสู่บริเวณของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยภายในบริเวณของฐานทัพเรือสัตหีบ มิใช่ชุมชนแสมสารจริงๆ ที่อยู่ละแวกเดียวกัน แต่ห่างออกไปก็เป็นได้

“พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย ตั้งอยู่บริเวณเขาหมาจอ ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จัดตั้งขึ้นโดยกองทัพเรือ ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติสำหรับเยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้เห็นความหลากหลายของทรัพยากรทะเลไทย และเข้ามาเรียนรู้ธรรมชาติซึ่งจะนำไปสู่การอนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืนสำนักงานพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย (พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมระหว่างวันอังคาร – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.00 ถึง 17.00 น. หยุดวันจันทร์ (ยกเว้นวันจันทร์ตรงกับวันนักขัตฤกษ์ จะเปิดให้เข้าชมเป็นกรณีพิเศษ) ค่าเข้าชมชาวไทยคนละ 50 บาทโทร. 038 432 471, 038 432 473 มือถือ 08 9603 4663 เว็บไซต์ www.tis-museum.org)”

ใครก็ตามที่เพิ่งเคยได้ยินและได้รู้ว่าที่แสมสารมีอะไรดีๆ เช่นนี้ควรจะเก็บจดจารข้อมูลพื้นฐานนี้ไว้เผื่อได้ใช้ประโยชน์ในวันข้างหน้า

หลังจากฟังการกล่าวต้อนรับจากผู้หลักผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ ผู้บริหารของพิพิธภัณฑ์ และฟังอีกหนึ่งคนที่มีบทบาทสำคัญคือ ผศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์ (อาจารย์เปิ้ล) อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  ในการปลูกและปะการังในโครงการนี้ กล่าวให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ปะการังในอ่าวไทย ซึ่งประสบปัญหาปะการังฟอกขาวจนทำให้ทะเลไทยต้องสูญเสียปะการังไปอย่างรวดเร็ว ต้องหาทางอนุรักษ์ฟื้นฟูเพาะเลี้ยงและปลูกปารังทดแทนในกิจกรรมครั้งนี้ ก็ได้เวลาลงเรือข้ามไปสู่เกาะแสมสารร่วมกับชาวลอรีอัลนับร้อยชีวิตเสียที

ความน่าสนใจของอาจาร์ย์เปิ้ลก็คือนอกจากจะเป็นผู้เอาจริงเอาจังกับการเยียวยารักษาฟื้นฟูดูแลปะการังแล้ว ท่านยังเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ผู้เคยได้รับทุนจากโครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ ในปี 2551 สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เป็นนักวิทยาศาสตร์สตรีไทยคนแรกที่เดินทางไปสำรวจทวีปแอนตาร์กติก ร่วมกับคณะสำรวจทวีปแอนตาร์กติกญี่ปุ่นที่ 51 (JARE-51; 51th Japanese Antarctic Research Expedition) เพื่อศึกษาผลจากภาวะโลกร้อนที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม และศึกษาประสิทธิภาพของเรือสำรวจลำใหม่ และสร้างฐานความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นและไทยในการศึกษาวิจัย ณ ทวีปแอนตารก์ติกในอนาคตในช่วงปลายปี 2552 ที่ผ่านมา

ข้อมูลที่ได้รับรู้รับฟังเกี่ยวกับการแนะนำตัวอาจารย์เปิ้ลนี้ทำให้บรรดานักข่าวและใครก็ตามที่ได้รับรู้ อดที่จะทึ่งความเอาจริงเอาจังของสุภาพสตรีนักวิชาการตัวเล็กๆ แต่มีเสียงหัวเราะร่าเริงคนนี้ไม่ได้

เรื่องราวต่อไปจากช่วงหลังอาหารมื้อกลางวันไปจนถึงบ่ายแก่ๆ คือการร่วมไม้ร่วมมือกันทำกิจกรรมเพื่อปลูกปะการังในโครงการอาสาพิทักษ์ปะการังไทยของชาวลอรีอัล เนื่องในวัน Citizen Day หรือวันครบรอบวันเกิดปีที่ 102 ของบริษัทฯ โดยมีการแบ่งกลุ่มคนทำกิจกรรมออกเป็น 3 ฐานเมื่อไปถึงเกาะแสมสารอันเงียบสงบในวันนั้นแล้ว นั่นก็คือแบ่งกลุ่มแรกเป็นกลุ่มดำน้ำลึกเพื่อนำปะการังที่เพาะเลี้ยงไว้ลงไปปลูกหรือไปปล่อยไว้ในทะเล อันนี้ยังรวมการปล่อยหอยมือเสือด้วย กลุ่มที่สองดำน้ำตื้นเพื่อนำปะการังที่จะปล่อยลงทะเลเอาไปให้กลุ่มที่หนึ่ง

ส่วนฐานที่ 3 กลุ่มใหญ่ที่สุดเป็นกลุ่มที่ปักหลักอยู่บนชายหาดเพื่อช่วยกันนำปะการังที่อายุ 1 ปี ความยาวประมาณ 1 เซนติเมตรมาปักไว้บนไม้ทีกอล์ฟ เพื่อเตรียมไปอนุบาลเพาะเลี้ยงต่อและช่วยกันทำความสะอาดบ้านของปะการังซึ่งเป็นแผ่นกระเบื้องที่ลูกปะการังมาเกาะเจริญเติบโตอยู่ให้เกลี้ยงเกลาจากตะไคร่น้ำและสาหร่ายที่มาเกาะ เพื่อให้พร้อมจะเจริญเติบโตต่อไปได้ดีขึ้น

โครงการนี้เป็นการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ปะการังไทยแบบ “อาศัยเพศ” หมายถึงการที่ทีมงานอาจารย์สุชนาจะต้องออกไปเก็บไข่และสเปิร์มของปะการัง (ปะการังเป็นสัตว์นะครับ เพราะฉะนั้นมันจึงสืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศที่ว่า และยังสามารถที่จะขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศในลักษณะเดียวกับพืชคือการแบ่งกิ่งก้านไปปักชำขึ้นมาใหม่ได้) ในอ่าวไทยมาผสมกันในลักษณะเดียวกับการผสมเทียมเด็กในหลอดแก้ว จากนั้นก็จะต้องเอาลูกปะการังที่ได้ มาเพาะเลี้ยงในบ่ออนุบาลหาที่เกาะซึ่งเป็นแผ่นกระเบื้องให้ปะการังเกาะและเติบโตต่อไป จนกระทั่งอายุเข้าปีที่สามหรือสี่ จึงจะพร้อมที่จะนำไปปลูกหรือปล่อยกลับคืนสู่ทะเลไทยได้เหมือนเดิม

วิธีการเช่นนี้ทำให้โครงการอนุรักษ์ปะการังของอาจารย์สุชนาจะต้องใช้งบประมาณ ทีมงานและระยะเวลามากกว่าการที่ขยายพันธุ์ปะการังโดยวิธีแบ่งกิ่งก้านปะการังเพื่อเพาะเลี้ยงแล้วนำไปปล่อย เช่นที่เคยทำกันมา แต่กลับได้ผลดีและมีเปอร์เซ็นต์ของการอยู่รอดเจริญเติบโตได้ดีกว่า เรียกว่าหากลูกปะการังเกิดเองในธรรมชาติจะมีเปอร์เซ็นต์การรอดเพียง 0.0001 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่งานของอาจารย์เองมีผลการศึกษาว่ามีโอกาสรอดสูงถึง 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว มากไปกว่านั้นคือปะการังที่เพาะปลูกใหม่ที่ได้จากการขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศ มีความแข็งแรงมากกว่า โดยพบว่า ปะการังที่เพาะเลี้ยงและนำไปปลูกไว้ในทะเลอีกครั้งไม่เกิดการฟอกขาวเลยในระยะ 10 ปีที่อาจารย์ศึกษาและทดลองทำมา

ครั้งนั้นวันนั้นกับการเดินทางระยะเวลาสั้นๆ เพียงเช้าไปเย็นกลับจากกรุงเทพฯ ไปกลับชลบุรี-แสมสารของผมร่วมกับคณะชาวลอรีอัลและเพื่อนๆ นักข่าวทวิตเตอร์ บล็อกเกอร์อีกหลายคน ผมพบว่ามีหลายสิ่งเปลี่ยนไปจากมุมมองและการรับรู้ของตัวเอง…แบบที่ไม่จงใจจะให้มันเปลี่ยน

ยังดีว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดี ด้วยเรื่องราวดีๆ ที่ได้รับรู้ว่าด้วยน้ำมือคนเรา เราติดต่อสื่อสารกัน แบ่งปันเรื่องราวของสิ่งดีๆ จากข่าวสาร มิตรภาพและน้ำใจให้กันได้แล้ว เรายังอาจหยิบยื่นฟื้นฟูช่วยเหลือไปถึงชีวิตอื่นๆ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมโลกเราอย่างน้อยก็เช่นปะการังในท้องทะเลได้ด้วย

เราเรียนรู้ที่จะสื่อสารและให้ต่อกันนั้น มิใช่ใดอื่น…

แต่ก็เพื่อให้โลกเป็นโลกและเป็นบ้านที่น่าอยู่และดีพร้อมเหมาะสมสำหรับทุกชีวิต มิใช่แค่สำหรับคนเราเท่านั้น ไปนานๆ…

ความสุขที่เบ่งบาน

ความสุขในชีวิตบางทีบางหนเดินทางมาหาเราอย่างเงียบเชียบเรียบง่าย ไม่เรียกร้องไม่คาดหวัง

สองสามวันก่อนผมเดินออกจากบ้านในยามสาย พลันสายตาก็ไปปะทะเข้ากับกลุ่มสีชมพูอันอ่อนนุ่มน่าสัมผัสบนเรือนยอดของต้นไม้ ซึ่งยามนี้ดูไม่เหมือนต้นไม้สักเท่าไรนัก เพราะว่าไม่มีใบแล้ว แต่กลับมีดอกสีชมพูบนสะพรั่งอยู่เต็มต้น และกลีบดอกที่ร่วงหล่นมากมายอยู่ใต้ต้นนั้นก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นยากจะเอ่ย

ต้นไม้ที่เห็นเป็นเหมือนแจกันใบใหญ่หรือต้นดอกทิชชูสีชมพูอ่อนฟูฟ่องวันนั้นก็คือต้นชมพูพันธุ์ทิพย์หรือตาเบบูย่าต้นเก่าแถวบ้านที่ทุกฤดูร้อนมันจะเหมือนมีนาฬิกาปลุกบอกเวลา ผลิดอกเป็นความสุขที่เบ่งบานออกมาให้ได้ชมกันด้วยความเต็มอกเต็มใจ

ผมมีความสุขไม่น้อยที่ได้บังเอิญมองเห็นดอกไม้แห่งสายลมร้อนที่ผลิบานกันอย่างพร้อมเพรียงในช่วงเวลานี้ ทั้งต้นชัยพฤกษ์ ต้นอินทนิล ตะแบก เสลา หรือแม้แต่คูณสีเหลืองแจ่มและดอกจานสีแสดสดที่มักจะเห็นได้นอกเมืองไกลๆ กว่าที่จะเป็นไม้กลางเมืองเหมือนไม้ฤดูร้อนอื่นๆ บรรดาไม้ดอกยืนต้นเหล่านี้ทำให้เมืองดูอ่อนโยน น่ารักและโปรยปรายความสุขทางสายตาให้แก่ผู้คนที่ได้พบเห็น

ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนเลือกไม้ดอกยืนต้นที่ผลิดอกสีสดสวยเหล่านี้มาปลูกไว้ตามริมถนนในกรุงเทพฯ หลายๆ สาย แต่ก็นึกขอบคุณไม่ได้ และรู้สึกได้ทุกคนที่เดินผ่านทางหรือนั่งรถเมล์ผ่านไปพบต้นไม้แสนงามในยามนี้เข้า ทุกคนก็จะรู้สึกดีต่อโลกต่อการใช้ชีวิต

แม้จะรู้ดีว่าสิ่งที่ได้เห็นเป็นช่วงเวลาชั่วครู่ ไม่ยาวนานนักเหมือนกับการเบ่งบานของดอกไม้เหล่านี้

แด่ดอกไม้ฤดูร้อน การเบ่งบานที่แสนสั้นของความสุข

กระบวนการกาแฟ

กาแฟสีเข้มรสขมหอมกรุ่นเพียงแก้วหนึ่ง มีที่มาที่หลากหลายมากครับ ผมหมายถึงกระบวนการทำการชงและการเตรียมวิธีการต่างๆ ไม่ได้หมายถึงการเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟหรือการคั่วการบด ซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนหน้าที่จะได้เครื่องดื่มเจ้าเสน่ห์แก้วหนึ่งออกมา…

ผมเป็นคนชมชอบการดื่มกาแฟมาก โดยเฉพาะกาแฟร้อนและกาแฟดำ บางทีก็เป็นเอสเพรสโซสักช็อต (ในความหมายว่าจะต้องมีกาแฟสดคั่วบดดีๆ ไม่เข้มขมจนเกินไป) บางเวลาก็ชอบดื่มอเมริกาโนที่เติมน้ำร้อนลงในเอาเพรสโซหนึ่งช็อตเยอะหน่อย และดื่มกาแฟมานานแล้ว ในทุกวันจะดื่มกาแฟร้อนกับอาหารเช้าและหาเวลาให้กับกาแฟร้อนอีกสักแก้วเมื่อช่วงบ่ายๆ

ผมไม่ได้พึ่งพาเจ้ากาแฟมาขับไล่ความง่วงงุนเหมือนคนอื่นๆ หลายคน แต่ชมชอบที่จะมีช่วงเวลากับกาแฟ เพราะความหอมความอุ่นและความสบายใจที่ได้ดื่มมากกว่า ดังนี้แล้วผมควรจะสรุปว่าตัวเองเป็นคนติดกาแฟไหมครับ (ผมสามารถดื่มกาแฟ โดยเฉพาะกาแฟร้อนได้เรื่อยๆ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นหนึ่งหรือสองแก้วต่อวัน หรือดื่มแล้วจะทำให้ตาแข็งนอนไม่หลับ)

ขณะที่กำลังเขียนเรื่องนี้อยู่เป็นช่วงเวลาบ่ายๆ ผมก็กำลังไปเตรียมกาแฟสดลงในเครื่องทำกาแฟแบบ French Press เพื่อให้ได้กาแฟดำรสไม่เข้มข้นจนเกินไปแต่ยังคงความหอมกรุ่นเสมอมาดื่มช่วยให้ร่างกายอบอุ่นในท่ามกลางสภาพอากาศของห้องปรับอากาศในที่ทำงาน

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาผมก็เพิ่งได้ฤกษ์ถอยเครื่องทำกาแฟสดใหม่เอี่ยมเรียกว่าเครื่องเนสเพรสโซ (Nespresso) ซึ่งทำกาแฟสดแบบเอสเพรสโซหรือลองช็อตแบบอเมริกาโนด้วยกาแฟคั่วบดที่บรรจุมาในแค็ปซูล สนนราคานั้นก็สูงน่าดู แต่ความสวยงามของหน้าตาเครื่องผนวกกับความอยากได้และความที่ชอบซื้อเครื่องทำกาแฟแบบต่างๆ มาสะสมไว้ในคอลเล็กชั่นทำให้เครื่องกาแฟชิ้นนี้เป็นเหมือนความฝันที่เป็นจริงในเรื่องราวกระบวนการกาแฟที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ในชีวิตของผม…

…และยังคงจะดำเนินต่อไปทุกยามเช้าและทุกโมงยามที่โหยหาความเข้มขมอันหอมกรุ่นของกาแฟ

มือถือมือกด…ใจไปไหน

หลายสัปดาห์ก่อนผมได้รับโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องหนึ่งมาเพราะการทำงาน ซึ่งจะต้องเริ่มใช้เบอร์ใหม่และบริการใหม่ๆ ที่ไม่เคยลองใช้จากเจ้าเครื่องใหม่ที่ได้มา ผมก็เลยมีอันจะต้องถือมือถือสองเครื่อง (พูดอย่างนี้แล้วเหมือนฟังดูจะไม่มีมือเหลือสักข้าง เพราะเอามือที่มีอยู่ทั้งหมดไปใช้ถือมือถือ)

พอใช้สมาร์ทโฟนต่างค่ายหลายเบอร์และต่างสมรรถนะ ผมก็เลยพลอยได้สังเกตว่าผู้คนรายรอบตัวในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะคนที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อเข้าทำงานตอนเช้าร่วมขบวนกับผมนั้นใช้มือถือพวกนี้กันมากและแต่ละคนยุ่งขิงกับการกดการดูการแชตกับเจ้าเครื่องนี้กันอย่างคร่ำเคร่งอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มสาวชาวออฟฟิศหรือบรรดานักเรียนนักศึกษาทั้งหลายก็ตาม

ยอมรับว่าเห็นคนใช้มันมากๆ เข้าก็ทำให้เบื่อหรือเกิดอาการเฝือขึ้นมาได้ง่ายๆ เหมือนกัน และในบางโอกาสผมยังนึกเบื่อหน่ายกับลีลาการกด การใช้งานโดยไม่คำนึงถึงกาละเทศะ ไม่ว่าในขบวนรถไฟจะคนแน่นเอียดแค่ไหนคุณทั่นคุณเธอก็ยังคงจะกดจะแชตอยู่ได้โดยไม่สนใจจะขยับตามให้คนอื่นๆ เข้ามาใช้งานด้วยได้ ทำให้ที่แคบๆ ที่มีอยู่ยิ่งดูน่าอึดอัดมากขึ้น

ไหนจะเวลาเดินเหินก็เอาแต่กดหรือดูหน้าจอจนลีลาการเดินดูสะเปะสะปะหรือสะดุดชนเข้ากับอะไรได้ง่ายๆ เหมือนไม่มีสติหรือไม่ระวัง

ยุคหนึ่งที่ผ่านมาไม่นานผมสังเกตว่าคนในกรุงเทพฯ ที่โดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินนิยมเอาหูฟังขึ้นมาฟังเพลงหรือไม่ก็เสียบสมอลทอล์กหรือหูฟังเพื่อพูดคุยโทรศัพท์ จนดูเหมือนเฉยเมย ไม่สนใจหรือใส่ใจเสียงรอบข้าง แต่เดี๋ยวนี้ต้องทนฟังเสียงสัญญาณบีบีแชตหรือเสียงพูดคุยโทรศัพท์ดังลั่นแบบไม่สนใจใครทั้งในรถใต้ดินหรือในลิฟท์ พร้อมกับภาพของการก้มหน้าก้มตากดๆ ดูๆ ไม่ว่าจะกำลังเคลื่อนไหวไปมาอยู่ก็ตาม

เทคโนโลยีช่วยให้เรามีอะไรใช้กันง่ายขึ้น หรือทำอะไรที่ไม่จำเป็นกันอยู่ตลอดเวลา ด้วยความที่ไม่รู้ว่าสติสตังอยู่ตรงไหน เพราะเวลาที่มือกำลังกดๆ และสายตาจดจ้องอยู่นั้น ผมก็ไม่รู้ว่า “ใจ” ของพวกเราเอาไปไว้ที่ไหน คงหลงลืมคำว่าเอาใจใส่กันไปหมดแล้ว

(นอกเสียจากจะมีคนเอาคำว่า “เอาใจใส่” ไปสร้างไป App. แล้วเอามาขึ้นให้ดาวน์โหลดลงไว้กระมัง คนเราถึงจะรู้จักคำว่า “เอาใจใส่”)

300 วินาที

คนเรามีเวลาเท่าๆ กัน หากไม่นับเรื่องของอายุขัยซึ่งขึ้นกับเหตุปัจจัยและการใช้ชีวิต เราต่างมีเวลาคนละหนึ่งวันและหนึ่งคืนหรือ ’24 ชั่วโมง’ เหมือนๆ กัน

……………………………………….

ปลายเดือนแรกของปีใหม่กำลังจะจากลาไป เวลาช่างผ่านไปและทำหน้าที่ได้ขยันขันแข็งว่องไวเสียจริง

มีความคิดหวังความตั้งใจมากมายที่อยากจะลงมือกระทำ สิ่งต่างๆ เหล่านั้นอาจจะเรียกว่าเป็นความมุ่งมาดปรารถนาประจำปีหรือภาษาอังกฤษว่า New Year Resolutions ซึ่งผมไม่อาจทราบได้ว่าเราแต่ละคนจะตั้งใจไว้ว่าในปีใหม่ (ซึ่งผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน) นี้ เราจะลงมือทำหรืออยากจะทำอะไรกันบ้าง

สองวันก่อนนี้ทั้งๆ ที่เป็นวันเสาร์ผมมุ่งหน้าไปที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อไปร่วมฟังงาน 45 ปีคณะนิเทศศาสตร์ 45 แรงบันดาลใจ: คิด : ไป : ได้/ Think:Go :OK ซึ่งเป็นการขึ้นเวทีมาบอกเล่าเรื่องราวความประทับใจในการเรียนทางนิเทศฯ และสิ่งใดบ้างที่เป็นแรงบันดาลใจของบรรดาศิษย์เก่านิเทศฯ จุฬาฯ ถึง 45 คนเลยทีเดียว

โจทย์ที่น่าสนใจและน่าจะยากในวันนั้นก็คือแต่ละคนมีเวลาขึ้นไปเล่าเรื่องราวของตัวเองแค่เพียงคนละ 5 นาทีหรือ 300 วินาทีเท่านั้นเอง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นความรู้สึกที่ดีของผู้ไปฟังเพราะจะได้รับฟังเรื่องราวจากบุคคลทั้งเด่นดัง รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้างในคราวเดียวกันมากมายโดยที่ไม่ต้องทนฟังนาน (หากว่าท่านนั้นไม่น่าสนใจหรือนำเสนอเรื่องราวของตัวเองได้ไม่น่าสนใจ) ในเวลาเพียงสั้นๆ ต่อหนึ่งคน

ส่วนมากแล้วบรรดาศิษย์เก่านิเทศ จุฬาฯ ที่มาเป็นคนให้แรงบันดาลใจ (บนเวทีวันนั้นเรียกว่า Inspirer) ล้วนแต่เป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงสื่อสารมวลชนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ พิธีกร นักจัดรายการวิทยุ นักประชาสัมพันธ์ นักข่าวและนักเขียน ดังนั้นแล้วจึงหนีไม่พ้นที่จะได้รับรู้เรื่องราวของคนในแวดลงสื่อและบันเทิงเป็นหลัก

ผมพบว่าหลายๆ ท่านที่พูดในวันนั้นล้วนแต่ค้นพบตัวเองว่าชื่นชอบอะไรและอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร ก็เลยเข้ามาเรียนนิเทศฯ และทำกิจกรรม ฝึกงานหรือหันเหไปสู่หนทางตามที่ตัวเองปรารถนาและทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ขยัน ตั้งใจจริงและทำงานหนักด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มีใครได้อะไรมาแบบฟลุ๊คๆ หรือพบกับความสำเร็จแบบชั่วข้ามคืน แต่ก็ขึ้นกับว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน หรือไปพบแรงบันดาลใจให้กับตัวเองเมื่อไหร่และแบบไหนแค่นั้นเอง

……………………………………….

ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องง่ายดายมากที่จะนั่งฟังเรื่องราวของผู้ให้แรงบันดาลใจในวันนั้นคนแล้วคนเล่า ตั้งใจฟังบ้างไม่ตั้งใจบ้าง สนุกบ้างไม่สนุกบ้าง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเวลาแค่ 5 นาที คงผิดกับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นคนพูดบนเวทีที่แม้จะมีเวลาแค่ 5 นาทีแต่ก็คงจะต้องตระเตรียมหรือคิดว่าจะใช้เวลาอย่างไร จะพูดถึงอะไร เพราะเวลาและประสบการณ์กว่าที่จะมีวันที่ได้ขึ้นไปยืนบนเวทีเป็นหนึ่งใน 45 คนได้นั้นย่อมไม่ธรรมดาจริงๆ