ความสุขที่เบ่งบาน

ความสุขในชีวิตบางทีบางหนเดินทางมาหาเราอย่างเงียบเชียบเรียบง่าย ไม่เรียกร้องไม่คาดหวัง

สองสามวันก่อนผมเดินออกจากบ้านในยามสาย พลันสายตาก็ไปปะทะเข้ากับกลุ่มสีชมพูอันอ่อนนุ่มน่าสัมผัสบนเรือนยอดของต้นไม้ ซึ่งยามนี้ดูไม่เหมือนต้นไม้สักเท่าไรนัก เพราะว่าไม่มีใบแล้ว แต่กลับมีดอกสีชมพูบนสะพรั่งอยู่เต็มต้น และกลีบดอกที่ร่วงหล่นมากมายอยู่ใต้ต้นนั้นก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นยากจะเอ่ย

ต้นไม้ที่เห็นเป็นเหมือนแจกันใบใหญ่หรือต้นดอกทิชชูสีชมพูอ่อนฟูฟ่องวันนั้นก็คือต้นชมพูพันธุ์ทิพย์หรือตาเบบูย่าต้นเก่าแถวบ้านที่ทุกฤดูร้อนมันจะเหมือนมีนาฬิกาปลุกบอกเวลา ผลิดอกเป็นความสุขที่เบ่งบานออกมาให้ได้ชมกันด้วยความเต็มอกเต็มใจ

ผมมีความสุขไม่น้อยที่ได้บังเอิญมองเห็นดอกไม้แห่งสายลมร้อนที่ผลิบานกันอย่างพร้อมเพรียงในช่วงเวลานี้ ทั้งต้นชัยพฤกษ์ ต้นอินทนิล ตะแบก เสลา หรือแม้แต่คูณสีเหลืองแจ่มและดอกจานสีแสดสดที่มักจะเห็นได้นอกเมืองไกลๆ กว่าที่จะเป็นไม้กลางเมืองเหมือนไม้ฤดูร้อนอื่นๆ บรรดาไม้ดอกยืนต้นเหล่านี้ทำให้เมืองดูอ่อนโยน น่ารักและโปรยปรายความสุขทางสายตาให้แก่ผู้คนที่ได้พบเห็น

ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนเลือกไม้ดอกยืนต้นที่ผลิดอกสีสดสวยเหล่านี้มาปลูกไว้ตามริมถนนในกรุงเทพฯ หลายๆ สาย แต่ก็นึกขอบคุณไม่ได้ และรู้สึกได้ทุกคนที่เดินผ่านทางหรือนั่งรถเมล์ผ่านไปพบต้นไม้แสนงามในยามนี้เข้า ทุกคนก็จะรู้สึกดีต่อโลกต่อการใช้ชีวิต

แม้จะรู้ดีว่าสิ่งที่ได้เห็นเป็นช่วงเวลาชั่วครู่ ไม่ยาวนานนักเหมือนกับการเบ่งบานของดอกไม้เหล่านี้

แด่ดอกไม้ฤดูร้อน การเบ่งบานที่แสนสั้นของความสุข

สวัสดีปีใหม่ 2554 ครับ!!

ปีหนึ่งๆ นี่ผ่านไปไวเหมือนกันนะครับ นี่ก็วันสุดท้ายของปี 2553 แล้ว ผมก็ขออวยพรให้ทุกท่าน (ทั้งที่ตั้งใจและผ่านเข้ามาแบบบังเอิญๆ ที่พื้นที่นี้) จงมีกำลังใจทำในสิ่งที่ตั้งใจและมุ่งหวัง ไม่ว่าจะเป็นปีเก่าหรือปีใหม่ก็ขอให้ประสบความสำเร็จและมีความสุขกับทุกขณะในการเดินทางของชีวิตเลยครับ

HAPPY NEW YEAR 2011!!

สวัสดีปีใหม่ในปีกระต่ายขอให้กระโดดไกล คิดสิ่งใดให้สมหวังว่องไวเหมือนกระต่ายทุกๆ คนเลยครับ
ภาพนี้ผม (แอบ) บันทึกมาจากเฟซบุ้คของเพื่อนอีกทีหนึ่งนะครับ ดูภาพดอกไม้งามๆ แล้วคงจะรู้สึกสดชื่นกันดี!

เห็นโลกมาแล้วครึ่งหนึ่ง

ไม่ใช่สำบัดสำนวนแต่มันคือความจริงของชีวิตที่ว่า ผมน่ะเห็นโลกมาแล้วครึ่งหนึ่ง ซึ่ง ‘ครึ่งหนึ่ง’ ที่ว่านี่ก็ไม่ใช่ปริมาณหรือจำนวนพื้นที่หรือจำนวนประเทศที่เคยได้เห็นมาเสียด้วย

ที่ว่าเห็นโลกมาแล้วครึ่งหนึ่ง แท้จริงแล้วนั้นคือการเดินทางมาครึ่งชีวิตของตัวเองเห็นจะได้ ถ้าหากว่าอายุขัยของคนเราจะสามารถยืนยาวไปได้ที่ 70 หรือ 80 ปี เพราะปีนี้และเดือนนี้ผมเพิ่งจะเฉลิมฉลองการเดินทางถึงหลักสี่ (40!) ไปเมื่อตอนต้นเดือน

ฝรั่งนั้นมีคำพูดในเชิงปลอบประโลมใจคนที่เดินทางมาถึงวัยนี้ว่า “ชีวิตคนเรานั้นเริ่มต้นเอาเมื่อตอน 40” ซึ่งเป็นความหมายในทางที่ดี ทำนองว่าชีวิตคนจะเริ่มพบกับความสำเร็จ หนทางหรือการตั้งเนื้อตั้งตัวได้ก็ต่อเมื่ออายุย่างเข้าหลักสี่ (เหมือนผม) แล้ว แต่จะว่าไปแล้วก็คงมีคนอีกจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จได้ลงมือทำตามความฝันหรือพึงพอใจในชีวิตของตัวเองจนเหมือนได้เริ่มต้นกับชีวิตอย่างจริงๆ จังๆ ก่อนที่จะถึงอายุ 40 ไม่ว่าจะเป็นตอนอายุ 25, 30 หรือแม้แต่ 55 ก็เถอะ ซึ่งในกรณีนี้จะเห็นแล้วว่า Number or age is doesn’t matters! จริงๆ สำหรับความรู้สึกดีหรือมั่นคงที่คนเราจะมีให้แก่ชีวิตของตัวเอง

แต่สำหรับผมเองเมื่อชีวิตเดินทางมาถึงหลักสี่ ผมก็รู้สึกได้อย่างแท้จริงว่าเราเดินทางมาถึงครึ่งหนึ่ง ครึ่งทางของชีวิตแล้ว พบความสุขความสำเร็จมาก็ระดับหนึ่ง พบความทุกข์ท้อแท้สิ้นหวังกระทั่งผิดหวังมาก็ระดับหนึ่ง และด้วยอายุอานามปูนนี้ผมก็พบว่าธรรมชาติได้หยิบยื่นบทเรียน (นอกจากริ้วรอยบนใบหน้า สายตาที่กำลังจะยาวและความเหี่ยวย่น หูตึงที่จะบังเกิด)ให้กับคนเราได้ไม่น้อย

ขึ้นกับว่าเราจะรู้สึก ยอมรับความจริงและแปรวันเวลา – ประสบการณ์อันไม่สั้นไม่ยาวของชีวิตให้เป็นความงดงามของการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางได้มากน้อยสักแค่ไหนหรือไม่ ก็เท่านั้นเอง

โยคะบ้านบ้าน…กับ Little Sunshine

บรรยากาศห้องฝึกเล็กๆ ของ “ลิตเติล ซันไชน์” โยคะ

ผมฝึกโยคะมาเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้วด้วยว่ามีปัญหาสุขภาพกายสุขภาพจิตที่ต้องการการผ่อนคลายอย่างลึกซึ้ง เมื่อได้ฝึกโยคะสมดังที่ตั้งใจมาเนิ่นนานก็พลันติดใจและถ่ายถอนตัวเองออกจากโยคะไปไม่พ้น…จนกระทั่งวันนี้

เมื่อปีเศษที่ผ่านมาผมเดินทางไปอินเดียใต้ที่เมืองตริวันดรัม ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐเกรละเพื่อฝึกหลักสูตรครูโยคะในสายศิวะนันทะ (Sivananda) ทั้งๆ ที่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้อนาคตตัวเองว่าจะอยากเป็นหรือจะได้เป็น “ครู”โยคะสอนโยคะกับเขาบ้างหรือเปล่า รู้แต่ว่าชอบฝึกโยคะและอยากจะรู้ให้ลึกซึ้งในเรื่องหลักการและรูปแบบการฝึกโยคะให้มากขึ้นก็เท่านั้น

มาวันนี้เมื่อการซ่อมแซมบ้านเปลี่ยนพื้นปูกระเบื้องทาสีห้องใหม่สำเร็จเสร็จลง ณ บ้านที่เดิมและห้องห้องเดิมที่เคยเป็นห้องโล่งๆ บนชั้นสามของอาคารตึกแถวริมถนนลาดพร้าว ก็ได้กลายมาเป็นห้องฝึกโยคะและสอนโยคะในนาม “Little Sunshine” ที่ผมเรียกขานสถานที่เล็กๆ แห่งนี้ไว้เช่นนั้น

ใครอยากจะสัมผัสมนต์เสน่ห์และคุณค่าอเนกอนันต์ของการฝึกโยคะ ศาสตร์แห่งการดูแลจิตใจและร่างกายที่มีมานานนับพันๆ ปีของอินเดียที่เป็นที่รู้จักและฝึกฝนกันไปทั่วโลกวันนี้ และอยากมาสัมผัสพลังงานที่ฉายฉานดุจแสงตะวันกับ “ลิตเติล ซันไชน์” ที่ผมสอนก็ติดต่อสอบถามรายละเอียดมาได้นะครับ

——————————————

“Little Sunshine” Yoga

By Ittirit Prakhamthong

Monday to Sunday, approximate time of practice about 60 mins. per class.

สอบถามรายละเอียดได้ที่ (More detail) please email: ittiritp@gmail.com OR call: 08 507 25552

OM Namaste!

เมื่อคาร์เนชั่นเบ่งบาน (หลังการฝึกโยคะ)

ดอกไม้เป็นรูปธรรมหนึ่งของความสวย ความหอมหวาน แม้ดอกไม้บางชนิดจะไม่สามารถส่งสีส่งกลิ่นได้ แต่แค่เพียงรูปลักษณ์ที่ได้เห็น เราก็รู้สึกได้ถึงหอมหวานจากเส้นขอบเงาโค้งและสีสันอันบรรเจิดของดอกไม้ทุกชนิด

เมื่อวานนี้หลังการสอนโยคะคลาสที่ 13 (Lucky Number) ของผมเสร็จลงตอนเวลาประมาณทุ่มเศษๆ “ยุ้ย” ก็รีบไปจัดแจงแต่งเสบียงเป็นถ้วยชาใบเล็กๆ กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า ชาซองในกล่องกระดาษหลายรส พร้อมขนมขบเคี้ยว ส่วน “พริก” น้องที่ช่วยยุ้ยก็กุลีกุจอจัดช่อดอกไม้สีแดงระเรื่อเบ่งบานงามมาในแจกัน เป็นดอกคาร์เนชั่นสีแดงละมุนตา ไม่แดงเจิดจ้าจัดจ้่นเหมือนสีแดงของกุหลาบหรือแดงของชบา

เมื่อคืนวานนี้เราบอกให้เพื่อนๆ ทุกคน (นับได้สิบเจ็ดชีวิต) ที่มาฝึกโยคะร่วมกันหลังการฝึกเสร็จว่าถ้าหากไม่รีบกลับหรือไม่มีธุระจะไปต่อ ขอให้อยู่พูดคุยกันก่อน คืนนี้เราจะมีการ “จิบชาสนทนาโยคะ” กันหลังจากที่ทุกคน (มาบ้างไม่มาบ้าง แต่ผมไปทุกวันเพราะต้องสอน) ฝึกโยคะกันมาครบหนึ่งเดือนเต็ม

กิจกรรมการเรียนการสอนโยคะของเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่สถานี “ทีวีไทย” เริ่มต้นขึ้นเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยุ้ยซึ่งเป็นเพื่อนกับผมมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเห็นว่าผมฝึกโยคะมาพักหนึ่งแล้วและไปเรียนเป็นครูโยคะมา ก็เลยชักชวนผมว่าสนใจจะไปสอนโยคะที่ทีวีไทยหรือไม่ เพราะมีชมรมโยคะของพนักงานแต่ยังไม่มีการทำอะไร อยากจะให้ไปสอนเพื่อนๆ พนักงานหลังเลิกงานครั้งละหนึ่งชั่วโมง เวลาก็ตอนประมาณหกโมงนิดๆ ไปถึงทุ่มหน่อยๆ แค่เพียงอาทิตย์ละสามวันติดกันจันทร์ถึงพุธ เมื่อผมตอบตกลงก็เลยมีอันจะต้องแบกเสื่อโยคะไปสอนให้เพื่อนๆ ที่นั่นมาหนึ่งเดือนแล้ว

แรกๆ มีคนมาเรียนบางตาแค่เพียงสองสามคน แต่อาทิตย์ถัดมาๆ ก็มีคนมาเรียนกันมากขึ้นๆ เเคยมากสุดถึง 22 คนในวันหนึ่งซึ่งทำเอาผมในฐานะผู้สอนปลาบปลื้มไม่น้อยทีเดียว

เมื่อคืนวานนี้เป็นครั้งแรกที่เรามีการจิบชาสนทนาโยคะ ผมเรียกว่า “Tea Party” หลังการฝึก แทบทุกคนอยู่คุยกันต่อ เอาเสื่อโยคะมาปูนั่งล้อมวงเข้ามาเล็กๆ รอบๆ แก้วชาและขนมขบเคี้ยวอย่างสองอย่าง มีช่อคาร์เนชั่นสดชื่นเบ่งบานเหมือนความรู้สึกและหัวใจของเราที่ได้รับพลังงานที่ดีจากการฝึกโยคะร่วมกันตั้งวางไว้กลางวงด้วยเช่นกัน

บทสรุปสำหรับการพูดคุยในเรื่องราวที่ว่า “โยคะให้อะไร” ฝึกโยคะแล้วได้อะไร มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีอย่างไรบ้างของเพื่อนๆ ที่มาฝึกหลายคน บอกว่าชอบและรู้สึกดีที่ได้ทำกิจกรรม ได้ออกกำลังกาย ได้ดูแลตัวเอง ไม่ใช่แค่เพียงการมาทำงานที่ออฟฟิศแล้วผลิตงานไปวันๆ (เหมือนการมา “ฟาร์มไก่” – ช่างเปรียบเปรยจริง)

หลายคนสู้รบปรบมืออย่างเดียวดายตามลำพังมากับโรคภูมิแพ้มาก่อนหน้าจะได้ฝึกโยคะ หลายคนมีปัญหากระดูก ปัญหาปวดประจำเดือนหรือแม้แต่กระทั่งท้องผูก แต่ระยะเวลาที่เริ่มต้นฝึกเพียงแค่หนึ่งเดือน สิ่งที่ได้รับคือ “ความรู้สึกดี” ที่มีต่อตัวเองและรู้สึกว่าได้ดูแลตัวเอง สักวันหนึ่งโรคภัยที่เคยเบียดเบียนก็น่าจะขาดหายหรือร่างกายแข็งแรงขึ้น จิตใจและร่างกายสัมพันธ์กันดีขึ้น

หลายคนบอกว่าเอวเล็กลงหรือกางเกงตัวที่เคยใส่ไม่ได้ แต่ตอนนี้่ขาเล็กลงทำให้ใส่กางเกงตัวนั้นได้ ผมได้แต่นิ่งฟังและรู้สึกว่าโยคะไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์หรือยาวิเศษ แต่คือสิ่งดีๆ ความรู้สึกดีๆ พลังงานดีๆ ที่เราทุกคนมีสิทธิ์มอบให้กับตัวเราเองได้และท้ายที่สุดผลลัพธ์ก็จะคือการเบ่งบานงดงาม

…ราวสีสัน กลีบสวย และความหอมหวานที่ทุกคนได้รับและสัมผัสได้จากดอกไม้

โลก…น่ารัก

เหนื่อยนักหรืออย่างไร

กับเมืองใหญ่

เจ้าจึงได้อาศัย

กระถางต้นไม้

พักพิง

………………………

มันอาจจะเป็นไฮกุหรือแคนโด้ดาดๆ ของผม (ก็ผมไม่เชี่ยวกะอะไรทั้งสองอย่างสักอย่าง) แต่เนื่องเพราะมองเห็นว่าโลกเรายังมีความน่ารัก “ง่ายๆ” อยู่รายรอบ

ก็เมื่อคืนวานนี้เองตอนที่ผมกำลังจะยกกระถางต้นไม้เล็กๆ ที่วางไว้นอกหน้าต่างหหลังบ้านตรงห้องครัวเข้ามาเก็บ (ยกเข้ายกออกทุกค่ำเช้าอย่างนี้เหมือนคุณลีอองในหนังเรื่อง เดอะ โปรเฟสชั่นแนล) ก็พบว่ามันดูเหมือนมีใบไม้สีเหลืองยื่นยาวออกมาจากสีอ่อนๆ ของใบไม้เขียวใบเล็กๆ ในกระถาง

แท้จริงแล้วนั้นสิ่งที่เห็นกลับไม่ใช่ใบไม้ที่หน่ายกระถางแต่อย่างใด แต่คือผีเสื้อสีเหลืองอ่อนละไมที่เรียวปีกของมันมีสีตกกระเป็นลายสีน้ำตาลจางๆ ระบายอยู่ด้วย ขนาดตัวหรือก็พอๆ กับใบไม้น้อยๆ ในกระถางนั่นเอง

ผมเลยตกลงใจที่จะยกกระถางและต้นไม้นั้นให้เป็นโฮมสเตย์ของเธอ แล้วก็ปล่อยเอาไว้รับน้ำค้างนอกหน้าต่างอย่างนั้นเหมือนเดิม ผมเอ่ยเบาๆ ในใจของตัวเองยามว่า…

Goodnight and have a good journey!.

ผมไม่ได้เก็บภาพน่ารักๆ นี้เอาไว้ แต่คิดว่าว่างๆ (เมื่อใดนั้น) จะวาดเป็นสีน้ำเอามาให้ดูกันครับ

เพราะสุข ทุกข์ คือธรรมดาของชีวิต

สวัสดีเดือนสิงหาคมกับทุกคนครับ

ไม่อยากจะพูดประโยคเชยๆ ว่าเราเดินทางในปี 2552 กันมาแล้วเจ็ดเดือน เวลาผ่านไปไวจริงๆ นะครับ

เวลาที่ผ่านไป “สุข ทุกข์” หรือสบายใจสบายกายกันดีแค่ไหนครับ?

โบราณว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” คนเราถ้าหากไม่เจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคภัยและร่างกายแข็งแรงดี สิ่งที่จะกำหนดหรือบอกได้ว่าสุขหรือทุกข์ของเราได้นั้น “น่าจะอยู่ที่ใจ” จริงไหมครับ…

นานหลายครั้งในการโพสต์เรื่องบนเว็บบล็อก Bytheway  แห่งนี้ ผมเคยเขียนถึงเรื่อง “ของถูกไม่มีของดี ของฟรีไม่มีในโลก” เอาไว้ โดยมีนัยตั้งใจกล่าวถึงการเกิดขึ้นและมีอยู่ของสิ่งพิมพ์แจกฟรีที่ปรากฏเกลื่อนเมือง ดีบ้างไม่ดีบ้าง ตั้งใจทำบ้าง ไม่ตั้งใจทำบ้าง ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อหวังโฆษณาบ้างหรือหวังแต่ก็ผิดหวังบ้าง แต่ถึงตอนนี้เมื่อได้เห็นและได้หยิบสิ่งพิมพ์แจกฟรีหรือ Free Copy ฉบับหนึ่งติดไม้ติดมือมาอ่าน ผมก็เริ่มชักจะลังเลกับแนวคิดของตัวเองว่า จริงหรือที่ของฟรีที่ดีๆ จะไม่มีเสียทีเดียว?

สิ่งพิมพ์ที่ว่านี้เป็นขนาดแท็ปลอยด์ พิมพ์อย่างประณีต กระดาษเนื้อดี พิมพ์สี่สีเกือบจะทุกหน้า จัดอาร์ตเวิร์คได้อย่างมีชั้นเชิง บ่งบอกฝีมือของทีมงานและคนทำ

ผมพลิกดูหน้าเครดิตแล้วก็ต้องประหลาดใจที่ว่าเจ้าของของสื่อสื่อนี้คือ “ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วัดผาณิการาม จังหวัดฉะเชิงเทรา” โดยมี “พระสุรศักดิ์ จรณธัมโม” เป็นบรรณาธิการ (และคอลัมนิสต์อีกหลายคอลัมน์)

…พระนะครับพระ เป็นบรรณาธิการ?!!?

ชื่อหนังสือว่า “ธรรมดา” นั้นไม่ประหลาดใจอยู่แล้วล่ะครับว่าผูกโยงอยู่กับเรื่องธรรมะและธรรมดาของชีวิต แต่ที่ประหลาดใจคือความน่าอ่านในเนื้อหาที่มีบทสัมภาษณ์เรื่องใจที่ปลอดทุกข์ของนางเอกสาว – เบนซ์ พรชิตา ณ สงขลา โดยนักเขียนสตรีฝีมือดีอย่างอรสม สุทธิสาคา บทสัมภาษณ์คุณนิติพงษ์ ห่อนาค คอลัมน์ศิลปะ เรื่องสั้น และหน้าความเรียงหรือบทกวีอีกต่างหาก

คอลัมน์ที่ผมชอบและทึ่งมากในการทำให้เรื่องราวของธรรมะและพุทธศาสนาเป็นเรื่องใกล้ตัวและน่าสนใจ มีชื่อว่า “โยมถาม อาตมาตอบ” โดยพระสุรศักดิ์ บรรณาธิการเป็นผู้ตอบคำถามเกี่ยวกับธรรมะ บาปบุญ การฝึกจิต ส่วนผู้ตั้งคำถามก็เป็นบรรดานางแบบชื่อดัง สไตลิสต์แฟชั่นและคนรุ่นใหม่ในวงการแฟชั่นแทบจะทั้งนั้น เรียกว่าทั้งคนตอบและคนถามอยู่กันคนละวงการเหมือนเส้นขนานก็ว่าได้

ผมเชื่อแล้วล่ะครับว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับความตั้งใจและเจตนา ถ้าเราเจตนาทำในสิ่งดีๆ ความดีก็ปรากฏขึ้น

…เช่นเดียวกับการเกิดขึ้นของสิ่งพิมพ์แจกฟรีดีๆ เล่มนี้

(อย่าลืมติดตามและมองหากันนะครับ ผมเองก็จนปัญญาว่าเขาจะวางแจกจ่ายอยู่ในร้านค้าใดบ้าง)

ภาพปกของ “ธรรมดา” ฉบับที่ 2  ปี 2552 และคอลัมน์ “โยมถาม อาตมาตอบ” กับภาพปกหลัง

 

P1010091P1010092P1010093www.kondee.com

Email: office@kondee.com

วงเล็กๆ ของคนที่เรารัก

ต้องส่องกล้องขึ้นไปบนฟากฟ้า เลือกเวลาและองศาทิศทางที่ถูกต้อง เราจึงจะสามารถเห็นภาพดาวเสาร์ที่มีวงแหวนวนรอบตัวเองเป็นรัศมีสวยงามแปลกตากว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะเดียวกัน

แต่วันเสาร์นั้นไม่ต้องการอะไรก็มีอยู่และมองเห็น เป็นวันหยุดที่เป็นหลักหมายให้คนทำงานได้มองเห็นว่าเรามีชีวิตรอดมาถึงฝั่งของการพักผ่อนอีกอาทิตย์หนึ่งแล้วสินะ

ผมไม่ได้กำลังต้องการจะพูดถึงทั้งดาวเสาร์และวันเสาร์ ณ ที่นี้…

แต่วันเสาร์มาก่อนวันอาทิตย์ และดาวเสาร์ก็มีวงแหวนที่แสนจะน่ารัก (ถ้าเผื่อว่าเรามีโอกาสมองผ่านกล้องโทรทัศน์เห็นได้ด้วยตาของตัวเองสักครั้งคงจะเป็นบุญตา)

ซึ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาที่บ้านของพวกเรามีทีมเยือนสามสี่คนแวะมากินข้าว ดื่มเครื่องดื่มร้อนเย็น กินขนม พูดคุยเรื่องปัจจุบัน ปัญหา อัพเดทข่าวคาว (คราว) และความหลัง พร้อมกับเก็บรูปไว้เป็นที่ระทึกเมื่อถึงตอนที่เจ้าบ้านผู้เพิ่งปิดโรงงานเย็บปักถักร้อยเอาลูกแพร์พวงกุญแจรูปร่างเหมือนหมอนเข็มออกมาแจกจ่าย ขณะที่สภาพอากาศภายนอกฝนก็พรั่งพรูลงมา เรากลับไม่ค่อยได้ยี่หระกับสายฝนสักเท่าไร

paire4_brown

นานมาแล้วผมอ่านเจอ ฮิมิโตะ ณ เกียวโต นักเขียนสตรีผู้ก๋ากั๋นแสดงทัศนะของเธอเอาไว้ในหนังสือชื่อ “โสด สนุก แสนอร่อย” (ถ้าผมจำชื่อหนังสือไม่ผิด) ทำนองว่าไม่มีบ้านใดหรือครัวไหนๆ เล็กเกินกว่าการมีตติ้งปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ชวนเพื่อนรักของเรามาทำอะไรกินกันที่บ้านดีกว่า

บ้านของเราน่าจะเล็กเท่าดาวเสาร์เห็นจะได้ (หากเปรียบเทียบไซส์บ้านกับของเพื่อนคนอื่นๆ ที่เป็นดาวพฤหัสฯ หรือดาวอังคารบ้าง) แต่เราก็ปัดฝุ่นเช็ดถูเป็นประจำและขยันชวนเพื่อนมาสร้างวงแหวนเล็กๆ ของความสัมพันธ์สม่ำเสมอ

วงล้อมเล็กๆ ที่แสนจะอบอุ่นนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางข่าวไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ดุดันอาละวาดอยู่ข้างนอกตอนนี้

แต่เราไม่กลัวว่ามันจะฝ่าด่านวงเล็กๆ ของคนที่เรารักเข้ามาได้…เพราะเราใช้ช้อนกลาง