วันหนึ่งกับนักข่าวทวิตเตอร์ และการเดินทางไปปลูกปะการัง (ของผม)

โลกนี้มีดีอยู่อย่าง…

นั่นก็คือ ถ้าเราไม่ปิดโอกาสตัวเอง แม้ไม่ไขว่คว้ามากมายจริงจังนักก็ยังมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นและผ่านเข้ามาสู่ชีวิตเสมอ

อย่างน้อยก็คือการได้รู้จักใครสักคน

อย่างมากก็คือการที่จะได้มีโอกาสทำอะไรเพื่อใครหลายๆ คน

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองชีวิตยังไง

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้วันเวลาหนึ่งๆ อย่างไรต่างหาก

เมื่อวานนี้ผมออกเดินทางไปช่องแสมสาร สัตหีบ จังหวัดชลบุรีเป็นครั้งแรกอย่างไม่จงใจเท่าไรนัก

(คำว่า “ไม่จงใจ” นี่ ต่างจากคำว่าไม่ตั้งใจมากนะครับ เรียกว่ามีอาการของความตั้งใจอยู่แต่เพียงไม่ค่อยจะชัดเจนในความรู้สึกที่อยากจะไปอยากจะทำเท่าไรนักแค่นั้นเอง)

เรื่องของเรื่องมีว่าภรรยาผมเป็นนักข่าวและรู้ว่าผมเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (อยู่บ้าง) พอมีโอกาสที่เธอจะไปดูกิจกรรมวันครบรอบ 102 ปีของการก่อตั้งบริษัท ลอรีอัล ด้วยการพาพนักงานไปทำกิจกรรม “อาสาพิทักษ์ปะการังไทย” ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยที่เกาะแสมสาร เธอก็ชวนผมไปเป็นผู้ติดตามด้วย

“ไปเถอะ อย่าคิดอะไรมาก อย่างน้อยเธอก็จะได้ไปเที่ยวไปดูทะเลไง…”

 

เช้าตรู่เราออกเดินทางจากบ้านแถวลาดพร้าวไปสมทบกับคณะนักข่าวที่รอออกเดินทางด้วยรถตู้อยู่ที่ตึกสำนักงานลอรีอัลแถวช่องนนทรี จากนั้นผมก็ได้ร่วมขบวนไปพร้อมกับ “คณะผู้สื่อข่าว” ที่ได้รับเชิญจากลอรีอัลและบริษัทประชาสัมพันธ์ที่ประสานงาน

ในรถตู้ขณะเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไม่นาน คุณพร พีอาร์ผู้คล่องแคล่วจากฮิลล์ แอนด์ โนวล์ตันก็ชักชวนให้ผู้ร่วมเดินทางในรถคันเดียวกันได้แนะนำตัวทำความรู้จักกัน

ในวันที่ผมเปิดใจรับโอกาสใหม่ๆ และลองใช้เวลาหนึ่งวันออกเดินทางไปแสมสารวันนั้นเองที่ทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ อีกสามสี่คน คือคุณพัชร คุณเอิร์ธและคุณมะลิ และพวกเขาก็แนะนำตัวว่าเป็นผู้เขียนบล็อก และเกี่ยวพันกับการรายงานความเคลื่อไหนผ่านทางทวิตเตอิร์ … “นักข่าวทวิตเตอร์” เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินว่ามีนักข่าวที่ทำงานผ่านทวิตเตอร์ได้ด้วย

ถึงตรงนี้อาจจะชวนคุยนอกรอบก่อนว่า นักข่าวคืออะไร ทำงานอย่างไร และผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักข่าวนั้นใช้เครื่องมือ หรือกระบวนการอะไรในการสื่อสารส่งข่าวออกไป

ผมเองนั้นทั้งชีวิตนี้ที่ผ่านมาหากเคยข้องแวะเกี่ยวกับงานด้านข่าวมาบ้างก็เป็นแต่เฉพาะนักข่าวหนังสือพิมพ์และนิตยสาร และพอจะบอกได้ว่า นักข่าวที่เคยรู้จักมีแต่นักข่าวหนังสือพิมพ์ นักข่าววิทยุที่ทำหน้าที่รายงานข่าวทางเสียงให้เราได้ยินได้ฟัง กับนักข่าวทีวีผู้ถือไมค์ยืนมาดมั่นอยู่หน้ากล้อง

แต่โลกยุคนี้มีเคเบิล มีดาวเทียม มีอินเทอร์เน็ต มีเว็บไซต์ มีคำว่าบล็อกเกอร์ โซเชียลมีเดียเกิดขึ้นมากมาย แล้วทำไมมี “นักข่าวทวิตเตอร์” ขึ้นมาบ้างมาได้

แล้วใครและเขา –เธอผู้นั้นทำอะไรและอย่างไรจึงถูกเรียกขานว่าเป็นนักข่าวประจำทวิตเตอร์?


จากประสบการณ์เดินทางใกล้ชิด ได้ร่วมขบวนเดินทาง นั่งรถไปแสมสารด้วยกัน ได้ร่วมวงสนทนาและมื้ออาหารกันหลายมื้อ ผมขอบอกว่าความสามารถพิเศษของเพื่อนผู้รักการทวีต (Tweet) ข้อความ ความคิด คำพูด เนื้อหาและเฮฮากึ่งสาระบนหน้าเว็บฯ Twitter ก็คือ พวกเขาพร้อมที่จะกดข้อความพิมพ์ตัวอักษร 140 ครั้งลงในช่องว่างๆ ส่งภาพที่เพิ่งถ่าย ส่งเนื้อหาที่เพิ่งได้ยินได้ฟังและได้เห็นออกไปให้สู่สายตาของผู้อ่านที่เรียกว่า Followers ของตัวเองอย่างทันท่วงที โดยไม่เลือกที่และแทบจะทุกเวลา

เมื่อผู้ส่งสารพร้อมที่จะกดเนื้อหาลงบนสมาร์ทโฟนส่วนตัวเพื่อส่งข่าวสารออกไปยังที่ที่ผู้อ่านผู้รับสารรออยู่ กระบวนการสื่อสารก็ย่อมเกิดขึ้นแล้ว…

แสมสารที่ผมเคยคิดเคยฝันเอาไว้หน้าตาไม่น่าจะเป็นเช่นนี้…

ณ จุดแห่งความโล่งที่ท้องฟ้าเปิดกว้าง ทอดสายตาออกไปเห็นหมู่เกาะแสมสาร เช่น เกาะแรด เกาะขาม ทอดเป็นแนวขนาบขนานไปกับเส้นขอบฟ้าและท้องทะเลเรียบสนิท

ผมเคยนึกไปว่าชุมชนตรงช่องแสมสารน่าจะมีบรรยากาศของความเป็นชุมชนประมงริมทะเลที่หนาแน่นและสวยงามน่าอยู่กว่าที่ได้เห็น แต่อาจจะเป็นเพราะว่ายามสายวันนั้นผมเดินทางเข้าสู่บริเวณของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยภายในบริเวณของฐานทัพเรือสัตหีบ มิใช่ชุมชนแสมสารจริงๆ ที่อยู่ละแวกเดียวกัน แต่ห่างออกไปก็เป็นได้

“พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย ตั้งอยู่บริเวณเขาหมาจอ ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จัดตั้งขึ้นโดยกองทัพเรือ ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติสำหรับเยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้เห็นความหลากหลายของทรัพยากรทะเลไทย และเข้ามาเรียนรู้ธรรมชาติซึ่งจะนำไปสู่การอนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืนสำนักงานพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย (พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมระหว่างวันอังคาร – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.00 ถึง 17.00 น. หยุดวันจันทร์ (ยกเว้นวันจันทร์ตรงกับวันนักขัตฤกษ์ จะเปิดให้เข้าชมเป็นกรณีพิเศษ) ค่าเข้าชมชาวไทยคนละ 50 บาทโทร. 038 432 471, 038 432 473 มือถือ 08 9603 4663 เว็บไซต์ www.tis-museum.org)”

ใครก็ตามที่เพิ่งเคยได้ยินและได้รู้ว่าที่แสมสารมีอะไรดีๆ เช่นนี้ควรจะเก็บจดจารข้อมูลพื้นฐานนี้ไว้เผื่อได้ใช้ประโยชน์ในวันข้างหน้า

หลังจากฟังการกล่าวต้อนรับจากผู้หลักผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ ผู้บริหารของพิพิธภัณฑ์ และฟังอีกหนึ่งคนที่มีบทบาทสำคัญคือ ผศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์ (อาจารย์เปิ้ล) อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  ในการปลูกและปะการังในโครงการนี้ กล่าวให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ปะการังในอ่าวไทย ซึ่งประสบปัญหาปะการังฟอกขาวจนทำให้ทะเลไทยต้องสูญเสียปะการังไปอย่างรวดเร็ว ต้องหาทางอนุรักษ์ฟื้นฟูเพาะเลี้ยงและปลูกปารังทดแทนในกิจกรรมครั้งนี้ ก็ได้เวลาลงเรือข้ามไปสู่เกาะแสมสารร่วมกับชาวลอรีอัลนับร้อยชีวิตเสียที

ความน่าสนใจของอาจาร์ย์เปิ้ลก็คือนอกจากจะเป็นผู้เอาจริงเอาจังกับการเยียวยารักษาฟื้นฟูดูแลปะการังแล้ว ท่านยังเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ผู้เคยได้รับทุนจากโครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ ในปี 2551 สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เป็นนักวิทยาศาสตร์สตรีไทยคนแรกที่เดินทางไปสำรวจทวีปแอนตาร์กติก ร่วมกับคณะสำรวจทวีปแอนตาร์กติกญี่ปุ่นที่ 51 (JARE-51; 51th Japanese Antarctic Research Expedition) เพื่อศึกษาผลจากภาวะโลกร้อนที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม และศึกษาประสิทธิภาพของเรือสำรวจลำใหม่ และสร้างฐานความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นและไทยในการศึกษาวิจัย ณ ทวีปแอนตารก์ติกในอนาคตในช่วงปลายปี 2552 ที่ผ่านมา

ข้อมูลที่ได้รับรู้รับฟังเกี่ยวกับการแนะนำตัวอาจารย์เปิ้ลนี้ทำให้บรรดานักข่าวและใครก็ตามที่ได้รับรู้ อดที่จะทึ่งความเอาจริงเอาจังของสุภาพสตรีนักวิชาการตัวเล็กๆ แต่มีเสียงหัวเราะร่าเริงคนนี้ไม่ได้

เรื่องราวต่อไปจากช่วงหลังอาหารมื้อกลางวันไปจนถึงบ่ายแก่ๆ คือการร่วมไม้ร่วมมือกันทำกิจกรรมเพื่อปลูกปะการังในโครงการอาสาพิทักษ์ปะการังไทยของชาวลอรีอัล เนื่องในวัน Citizen Day หรือวันครบรอบวันเกิดปีที่ 102 ของบริษัทฯ โดยมีการแบ่งกลุ่มคนทำกิจกรรมออกเป็น 3 ฐานเมื่อไปถึงเกาะแสมสารอันเงียบสงบในวันนั้นแล้ว นั่นก็คือแบ่งกลุ่มแรกเป็นกลุ่มดำน้ำลึกเพื่อนำปะการังที่เพาะเลี้ยงไว้ลงไปปลูกหรือไปปล่อยไว้ในทะเล อันนี้ยังรวมการปล่อยหอยมือเสือด้วย กลุ่มที่สองดำน้ำตื้นเพื่อนำปะการังที่จะปล่อยลงทะเลเอาไปให้กลุ่มที่หนึ่ง

ส่วนฐานที่ 3 กลุ่มใหญ่ที่สุดเป็นกลุ่มที่ปักหลักอยู่บนชายหาดเพื่อช่วยกันนำปะการังที่อายุ 1 ปี ความยาวประมาณ 1 เซนติเมตรมาปักไว้บนไม้ทีกอล์ฟ เพื่อเตรียมไปอนุบาลเพาะเลี้ยงต่อและช่วยกันทำความสะอาดบ้านของปะการังซึ่งเป็นแผ่นกระเบื้องที่ลูกปะการังมาเกาะเจริญเติบโตอยู่ให้เกลี้ยงเกลาจากตะไคร่น้ำและสาหร่ายที่มาเกาะ เพื่อให้พร้อมจะเจริญเติบโตต่อไปได้ดีขึ้น

โครงการนี้เป็นการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ปะการังไทยแบบ “อาศัยเพศ” หมายถึงการที่ทีมงานอาจารย์สุชนาจะต้องออกไปเก็บไข่และสเปิร์มของปะการัง (ปะการังเป็นสัตว์นะครับ เพราะฉะนั้นมันจึงสืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศที่ว่า และยังสามารถที่จะขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศในลักษณะเดียวกับพืชคือการแบ่งกิ่งก้านไปปักชำขึ้นมาใหม่ได้) ในอ่าวไทยมาผสมกันในลักษณะเดียวกับการผสมเทียมเด็กในหลอดแก้ว จากนั้นก็จะต้องเอาลูกปะการังที่ได้ มาเพาะเลี้ยงในบ่ออนุบาลหาที่เกาะซึ่งเป็นแผ่นกระเบื้องให้ปะการังเกาะและเติบโตต่อไป จนกระทั่งอายุเข้าปีที่สามหรือสี่ จึงจะพร้อมที่จะนำไปปลูกหรือปล่อยกลับคืนสู่ทะเลไทยได้เหมือนเดิม

วิธีการเช่นนี้ทำให้โครงการอนุรักษ์ปะการังของอาจารย์สุชนาจะต้องใช้งบประมาณ ทีมงานและระยะเวลามากกว่าการที่ขยายพันธุ์ปะการังโดยวิธีแบ่งกิ่งก้านปะการังเพื่อเพาะเลี้ยงแล้วนำไปปล่อย เช่นที่เคยทำกันมา แต่กลับได้ผลดีและมีเปอร์เซ็นต์ของการอยู่รอดเจริญเติบโตได้ดีกว่า เรียกว่าหากลูกปะการังเกิดเองในธรรมชาติจะมีเปอร์เซ็นต์การรอดเพียง 0.0001 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่งานของอาจารย์เองมีผลการศึกษาว่ามีโอกาสรอดสูงถึง 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว มากไปกว่านั้นคือปะการังที่เพาะปลูกใหม่ที่ได้จากการขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศ มีความแข็งแรงมากกว่า โดยพบว่า ปะการังที่เพาะเลี้ยงและนำไปปลูกไว้ในทะเลอีกครั้งไม่เกิดการฟอกขาวเลยในระยะ 10 ปีที่อาจารย์ศึกษาและทดลองทำมา

ครั้งนั้นวันนั้นกับการเดินทางระยะเวลาสั้นๆ เพียงเช้าไปเย็นกลับจากกรุงเทพฯ ไปกลับชลบุรี-แสมสารของผมร่วมกับคณะชาวลอรีอัลและเพื่อนๆ นักข่าวทวิตเตอร์ บล็อกเกอร์อีกหลายคน ผมพบว่ามีหลายสิ่งเปลี่ยนไปจากมุมมองและการรับรู้ของตัวเอง…แบบที่ไม่จงใจจะให้มันเปลี่ยน

ยังดีว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดี ด้วยเรื่องราวดีๆ ที่ได้รับรู้ว่าด้วยน้ำมือคนเรา เราติดต่อสื่อสารกัน แบ่งปันเรื่องราวของสิ่งดีๆ จากข่าวสาร มิตรภาพและน้ำใจให้กันได้แล้ว เรายังอาจหยิบยื่นฟื้นฟูช่วยเหลือไปถึงชีวิตอื่นๆ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมโลกเราอย่างน้อยก็เช่นปะการังในท้องทะเลได้ด้วย

เราเรียนรู้ที่จะสื่อสารและให้ต่อกันนั้น มิใช่ใดอื่น…

แต่ก็เพื่อให้โลกเป็นโลกและเป็นบ้านที่น่าอยู่และดีพร้อมเหมาะสมสำหรับทุกชีวิต มิใช่แค่สำหรับคนเราเท่านั้น ไปนานๆ…

ปลูก…ที่ปลายมือ

บ่ายวันนี้ผมบังเอิญได้พบเห็นการฆาตกรรมที่น่าสยดสยอง

มิใช่การลงมือโดยคนที่กระทำต่อคนอีกคนหนึ่ง แต่ก็เป็นการกระทำของคนต่อสิ่งมีชีวิตอีกสายพันธุ์หนึ่ง

เรื่องคงไม่น่าสยดสยองมากมายสำหรับผมถึงปานนี้ถ้าหากว่าผมไม่ได้เคยมีอาการ “ตกหลุมรัก” ต่อสิ่งที่ได้ถูกกระทำ…

บ่ายวันนี้ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเด็ดดึงหักถอนต้นผอมสูงชะลูดของต้นดอกไม้ที่ผมจำชื่อไม่ได้ถนัดถนี่ ผมเคยได้ยินมาว่าเป็นต้นชื่อ “ดอกข้าวใหม่” (ดอกชมนาด) ที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ต้นไม้ต้นนี้เป็นไม้กระถางที่มีลำต้นผอมชะลูดดังว่าและกิ่งก้านระเกะระกะ ไม่น่ารักไม่น่ามองของบ้านที่อยู่เยื้องๆ กับหลังบ้านของผม แต่ผมก็ไม่เคยคิดว่ามันจะถูกดึงทิ้งหรือเด็ดถอนไปอย่างไม่ไยดี…ราวกับเห็นภาพของการฆาตกรรมก็ไม่ปาน

บ้านของผมเป็นบ้านตึกแถวครับ พื้นที่หลังบ้านที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ยผมก็เจียดมาปลูกต้นโมกบ้าง ต้นพลูด่างบ้าง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นไม้กระถางขนาดย่อมๆ ทั้งนั้น (ล่าสุดผมลงกะเพราไปสามกระถางเล็กๆ พอได้เด็ดยอดไปผัดแล้วสองที) แม้ต้นไม้ทั้งหมดจะไม่เรียบร้อยงามตาหรืออาจจะดูระเกะระกะรกเรื้อไปบ้าง แต่ผมก็รักและเอ็นดูสิ่งมีชีวิตที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่ใครดังต้นไม้ทั้งหลายเหล่านี้

ผมจึงรู้สึกเหมือนกับจะสยดสยองที่เห็นการกระทำอย่างไม่ไยดีอย่างเลือดเย็นของคนที่ไม่มีหัวจิตหัวใจ (เธออาจจะเป็นแม่บ้านที่ได้รับคำสั่งมาก็เป็นได้) ให้หักทึ้งเด็ดทิ้งซึ่งต้นดอกข้าวใหม่ต้นที่ผมเคยแอบชอบและแอบดอมดมกลิ่นคราที่มันเคยออกดอก โดยที่ผมไม่มีโอกาสได้ยื่นมือช่วยเหลือชีวิตชีวิตนั้นเอาไว้แม้แต่น้อย

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงสักสองสัปดาห์ก่อนที่น้องสาวคนหนึ่งที่เพิ่งเดินทางกลับจากเมืองแคนเบอร์ร่า ออสเตรเลียแวะมากินขนมจิบกาแฟพูดคุยกันในยามบ่ายวันหนึ่งที่บ้านผม และในหลายๆ เรื่องที่เราพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติก็คือเรื่องของการปลูกต้นไม้หรือการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อสร้างความเขียวให้กับบ้านกับเมือง เป็นกิจกรรมที่ดีและมีแต่แง่บวกในการเป็นมนุษย์ในป่าคอนกรีตที่จะมีต้นไม้ผักใบเขียวมาช่วยดับความร้อนให้กับเมืองและแบ่งปันผลิตผลสดชื่นสะอาดปลอดภัยเพราะเราเป็นคนปลูกเองให้ได้เก็บกินได้

ผมว่าถ้าเพียงเรามีพื้นที่แม้สักเล็กน้อยแล้วลองใช้มันสมองคิดสักหน่อยว่าเราจะปลูกสวนครัวเป็นไม้กระถางหรือไม้แขวนไม้เลื้อยก็น่าจะเป็นวิถีชีวิตที่งดงามของการพึ่งตนเองและได้ทำให้ธรรมชาติเบ่งบานขึ้นในใจของคนเมืองในดินแดนอันแสนจะหยาบกระด้างแห่งนี้

แต่ก่อนอื่นใดเราจะต้องปลูก “ความรัก” ในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ขึ้นในจิตใจให้ได้เสียก่อนที่จะลงไปถึงการปลูก…ที่ปลายมือ

ทะเลแปร

ผมนึกขอบคุณคนแปลภาษา ( subtitle) ของรายการมาร์ธา สตวร์ท (Martha Stewart) ที่ได้ดูเมื่อคืนที่ผ่านมา

เขา (หรือเธอ) แปลว่าคำว่า Sea Change ได้สั้นๆ และได้ใจความสวยงามลงตัวว่า “ทะเลแปร” ใช่แล้วครับเรื่องในรายการตอนหนึ่งของรายการทอล์คโชว์และทำอาหารลักษณะเหมือนรายการแม่บ้านๆ ธรรมดาของช่อง NBC ของอเมริกามีการสนทนาที่ให้แง่งามต่อโลกของเราและได้เนื้อหาสาระมาก (ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผมอิจฉาผู้ชมชาวอเมริกันปานใดที่มีรายการธรรมดาๆ ไม่ปรุงแต่งหวือหวาแต่มีเนื้อหาน่าสนใจเช่นนี้)

เธอชวนผู้อำนวยการสร้างและนักทำหนังสารคดีที่เป็นคู่สามี – ภรรยามาพูดคุยในรายการ (Barbara Ettinger and Sven Huseby created their latest film, “A Sea Change”) ใช้เวลาสนทนาเพียงสั้นๆ แต่เปิดเรื่อง (ในลักษณะที่เกี่ยวพันกันกับรายการแม่บ้านทำอาหารที่ก่อนหน้านั้นเธอโชว์ฝีมือการผัดสปาเก็ตตี้กับหอยตลับมะนิลาให้ดูไปหยกๆ) โดยตั้งคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าปลาเกิดหมดไปจากทะเลหรือไม่มีปลาเหลือให้เรากินอีกต่อไป” แล้วบนจอก็มีภาพท้องทะเลสีครามที่มีฝูงปลาหน้าตาเหมือนปลาทูน่าหรือบลูฟินแหวกว่ายให้ดู ซึ่งให้ความรู้สึกถึงความสวยงามของธรรมชาติและชีวิตมากกว่าที่จะทำให้รู้สึกหิวหรืออยากจับปลาเหล่านั้นมาทำอาหารกิน

ทั้งสองคนเหล่าถึงผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมใหญ่ที่เพิ่มขึ้นนับจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ช่วง 200 ปีที่ผ่านมา) ว่าทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนี้แล้วก๊าซคาร์บอนฯ ส่วนหนึ่งที่อยู่ในชั้นบรรยากาศโลกจำนวนมากได้ถูกมหาสมุทรดูดซับเอาไว้ ฟังดูแล้วเหมือนจะดีที่ก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนในชั้นบรรยากาศลดลง แต่แล้วปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์ทางฝั่งตะวันตกเพิ่งค้นพบก็คือความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่บระบบนิเวศของทะเล นั่นคือก๊าซคาร์บอนฯ ได้ทำให้ภาวะความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้นในท้องทะเล (เขามีศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยครับแต่ผมฟังไม่ถนัด)

เมื่อท้องทะเลเป็นกรดมากๆ เข้าก็จะส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตลำดับแรกๆ ในห่วงโซ่อาหารคือบรรดา Sea Angel ตัวเล็กๆ ใสๆ ที่มีเปลือกหรือโครงสร้างภายนอกเป็นสารแคลเซียมคาร์บอเนต (ขอให้นึกถึงชอล์กแท่งขาวๆ ที่เขียนกระดานดำ) ที่จะละลายหรือโดนกัดกร่อนจนไม่อาจเติบโตเป็นตัวเต็มวัยจนสามารถเป็นอาหารให้สัตว์ทะเลอย่างปลาได้ แคลเซียมคาร์บอเนตยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของบรรดาเปลือกหอย ซ้ำสภาพทะเลที่มีความเป็นกรดก็ยังส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของปะการังอีกด้วย

ใครเลยจะคาดคิดว่าเมื่อความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนจนทำให้ “ทะเลแปร” เปลี่ยนไปเช่นนี้แล้วจะส่งผลกระทบต่อความเป็นไปของโลกสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลมหาศาล

ในรายการชี้แนะทางออกเดียวง่ายๆ สั้นๆ แต่ทำได้จริงก็คือว่าเราจะต้องช่วยกันลดหนทางในการบริโภคหรือใช้พลังงานลงให้เหลือน้อยที่สุดและทำให้ได้เร็วที่สุด ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน ใครที่เคยเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้เมื่อไม่ได้ใช้ก็จงถอดปลั๊กออกเสีย ไม่ต้องเปิดแอร์ทุกเมื่อที่แค่เพียงรู้สึกร้อน ใช้บริการขนส่งมวลชนแทนรถโดยสารหรือแม้แต่กระทั่งเปลี่ยนไปใช้รถไฮบริดที่พลังงานได้มากจากไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติทดแทนบรรดาน้ำมันที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ มากกว่า

เมื่อนั้นเราอาจจะช่วยกันคงความแปรเปลี่ยนของท้องทะเลเอาไว้ได้ไม่ให้เกิดในอัตราเร่งที่รวดเร็วจนเกินไปนัก

A Sea Change : http://www.marthastewart.com/article/a-sea-change