ผมกับกลุ่มตะลุมบอน

“ไม่เคยขยันอย่างนี้มาก่อน เขียนบล็อกตะลุมบอนมาอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 แล้ว ยังดีอยู่ ยังมิเมาหมัด”

ข้อความข้างต้นปรากฏบนหน้าสถานะของผมเมื่อวานนี้เพื่อที่จะบอกว่า ตอนนี้ชีวิตผมพันผูกและข้องเกี่ยวกับอีกบล็อกหนึ่งเพิ่งขึ้นมาอีกแล้ว

ความเป็นมาเป็นไปของบล็อกที่ผมไปร่วมหัวจมท้ายด้วยความสนุกและเต็มอกเต็มใจนั้น นอกจากจะมาจากคำว่า “ขัดเสียไม่ได้” แล้วยังมาจากคำว่า “มิตรภาพ” ที่เนิ่นนานแสนนานและความผูกพัน

มิตรภาพในที่นี้ผมหมายถึงมิตรภาพที่มีต่อกันระหว่างมวลหมู่สหายไฟน์เดย์ กลุ่มออมทรัพย์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีสมาชิกสามคนคือผม เทียนอันหมวย และพี่เป้า กันทิมา ที่แตกทัพออกมาชวนกันคิดชวนกันเขียน

นอกจากนี้ยังหมายถึง “มิตรภาพ” ที่ผม เทียนอันหมวย และเป้า กันทิมามีต่อเส้นทางการเขียนมายาวนานประมาณหนึ่ง ดุจว่าเป็นพันธกิจของชีวิตที่ถูกลิขิตมาให้พวกเราต้องคิดต้องเขียน จนหยุดไม่ได้ (เพราะบางทีอาจจะทำให้กระเป๋าแห้งและอดอยาก)

ผม เทียนอันหมวยและพี่เป้า กันทิมานั้นรู้จักกันมานานมากแล้วตั้งแต่สมัยเป็นคนทำข่าวด้วยกันอยู่ที่หนังสือพิมพ์คู่แข่งธุรกิจ จนถึงวันนี้เราก็ยังไปมาหาสู่ ร่วมทำกลุ่มออมทรัพย์เพื่อช่วยเหลือเพื่อนๆ ด้วยกันเองในกลุ่ม และชวนกันไปเที่ยว เจอหน้ากันนอกจากจะมีการกินข้าว เม้าท์มันส์ สังสรรค์แล้ว เรายังชอบที่จะพูดคุยถึงเรื่องการคิด การเขียนและการทำหนังสือ

ซึ่งเป็นทั้งความรัก ความฝันและความหวังของเราทั้งสามคน

จนในที่สุดเมื่อการพบกันครั้งล่าสุดระหว่างวันหยุดยาวสงกรานต์ที่ผ่านมา หลังมื้อพิซซ่าอันอลังการชนิดซื้อหนึ่งถาดแถมหนึ่งถาดแกล้มกับมาลิบูผสมน้ำสับปะรด เราก็แตะมือกันพร้อมกับสัญญาด้วยน้ำมิตรว่าเราจะช่วยกันคิดช่วยกันเขียน บล็อกนี้ขึ้นมา

…มันคือบล็อกของกลุ่ม “ตะลุมบอน” ครับ http://www.taloombon.blogspot.com

ผมทำหน้าที่คิดม็อตโต้ประจำกลุ่มออกมาได้ว่า “แลกหมัดกันคิด ผลิตงานเขียน” และเราตกลงกันอย่างกลายๆ ว่า จะ(พยายาม) เขียนเรื่องมาลงบนบล็อกกันให้ได้ทุกวัน วันละหนึ่งเรื่องต่อหนึ่งคน

…การแลกหมัดอย่างเมามันส์ของสหายทั้งสามก็เลยเกิดขึ้น นับจากวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา และจนถึงวันนี้มีเรื่องที่เราแลกหมัดกันคิดเขียนแล้ว 20 เรื่องโดยประมาณและมีคนเข้ามาอ่าน ติดตามดูบล็อกน้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์นามว่า “ตะลุมบอน” แล้วราวห้าร้อยครั้ง

นับว่าไม่เลวเลยสำหรับความตั้งใจของพวกเราที่ได้ลงมือทำสักที

แม้ว่างานนี้อาจจะได้เพียงกล่อง (Blog หรือ Box) หรือดอกไม้ คำชม ไม่ได้เงินก็ไม่อดตายดอก…

ฝากความเป็นไปของบล็อกตะลุมบอนเอาไว้ในอ้อมใจด้วยครับ แล้วอย่าลืมแวะไปอ่านไปชมไปคุยกันที่นั่นบ้างนะครับ

สวัสดีปีใหม่ 2554 ครับ!!

ปีหนึ่งๆ นี่ผ่านไปไวเหมือนกันนะครับ นี่ก็วันสุดท้ายของปี 2553 แล้ว ผมก็ขออวยพรให้ทุกท่าน (ทั้งที่ตั้งใจและผ่านเข้ามาแบบบังเอิญๆ ที่พื้นที่นี้) จงมีกำลังใจทำในสิ่งที่ตั้งใจและมุ่งหวัง ไม่ว่าจะเป็นปีเก่าหรือปีใหม่ก็ขอให้ประสบความสำเร็จและมีความสุขกับทุกขณะในการเดินทางของชีวิตเลยครับ

HAPPY NEW YEAR 2011!!

สวัสดีปีใหม่ในปีกระต่ายขอให้กระโดดไกล คิดสิ่งใดให้สมหวังว่องไวเหมือนกระต่ายทุกๆ คนเลยครับ
ภาพนี้ผม (แอบ) บันทึกมาจากเฟซบุ้คของเพื่อนอีกทีหนึ่งนะครับ ดูภาพดอกไม้งามๆ แล้วคงจะรู้สึกสดชื่นกันดี!

เมื่อคาร์เนชั่นเบ่งบาน (หลังการฝึกโยคะ)

ดอกไม้เป็นรูปธรรมหนึ่งของความสวย ความหอมหวาน แม้ดอกไม้บางชนิดจะไม่สามารถส่งสีส่งกลิ่นได้ แต่แค่เพียงรูปลักษณ์ที่ได้เห็น เราก็รู้สึกได้ถึงหอมหวานจากเส้นขอบเงาโค้งและสีสันอันบรรเจิดของดอกไม้ทุกชนิด

เมื่อวานนี้หลังการสอนโยคะคลาสที่ 13 (Lucky Number) ของผมเสร็จลงตอนเวลาประมาณทุ่มเศษๆ “ยุ้ย” ก็รีบไปจัดแจงแต่งเสบียงเป็นถ้วยชาใบเล็กๆ กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า ชาซองในกล่องกระดาษหลายรส พร้อมขนมขบเคี้ยว ส่วน “พริก” น้องที่ช่วยยุ้ยก็กุลีกุจอจัดช่อดอกไม้สีแดงระเรื่อเบ่งบานงามมาในแจกัน เป็นดอกคาร์เนชั่นสีแดงละมุนตา ไม่แดงเจิดจ้าจัดจ้่นเหมือนสีแดงของกุหลาบหรือแดงของชบา

เมื่อคืนวานนี้เราบอกให้เพื่อนๆ ทุกคน (นับได้สิบเจ็ดชีวิต) ที่มาฝึกโยคะร่วมกันหลังการฝึกเสร็จว่าถ้าหากไม่รีบกลับหรือไม่มีธุระจะไปต่อ ขอให้อยู่พูดคุยกันก่อน คืนนี้เราจะมีการ “จิบชาสนทนาโยคะ” กันหลังจากที่ทุกคน (มาบ้างไม่มาบ้าง แต่ผมไปทุกวันเพราะต้องสอน) ฝึกโยคะกันมาครบหนึ่งเดือนเต็ม

กิจกรรมการเรียนการสอนโยคะของเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่สถานี “ทีวีไทย” เริ่มต้นขึ้นเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยุ้ยซึ่งเป็นเพื่อนกับผมมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเห็นว่าผมฝึกโยคะมาพักหนึ่งแล้วและไปเรียนเป็นครูโยคะมา ก็เลยชักชวนผมว่าสนใจจะไปสอนโยคะที่ทีวีไทยหรือไม่ เพราะมีชมรมโยคะของพนักงานแต่ยังไม่มีการทำอะไร อยากจะให้ไปสอนเพื่อนๆ พนักงานหลังเลิกงานครั้งละหนึ่งชั่วโมง เวลาก็ตอนประมาณหกโมงนิดๆ ไปถึงทุ่มหน่อยๆ แค่เพียงอาทิตย์ละสามวันติดกันจันทร์ถึงพุธ เมื่อผมตอบตกลงก็เลยมีอันจะต้องแบกเสื่อโยคะไปสอนให้เพื่อนๆ ที่นั่นมาหนึ่งเดือนแล้ว

แรกๆ มีคนมาเรียนบางตาแค่เพียงสองสามคน แต่อาทิตย์ถัดมาๆ ก็มีคนมาเรียนกันมากขึ้นๆ เเคยมากสุดถึง 22 คนในวันหนึ่งซึ่งทำเอาผมในฐานะผู้สอนปลาบปลื้มไม่น้อยทีเดียว

เมื่อคืนวานนี้เป็นครั้งแรกที่เรามีการจิบชาสนทนาโยคะ ผมเรียกว่า “Tea Party” หลังการฝึก แทบทุกคนอยู่คุยกันต่อ เอาเสื่อโยคะมาปูนั่งล้อมวงเข้ามาเล็กๆ รอบๆ แก้วชาและขนมขบเคี้ยวอย่างสองอย่าง มีช่อคาร์เนชั่นสดชื่นเบ่งบานเหมือนความรู้สึกและหัวใจของเราที่ได้รับพลังงานที่ดีจากการฝึกโยคะร่วมกันตั้งวางไว้กลางวงด้วยเช่นกัน

บทสรุปสำหรับการพูดคุยในเรื่องราวที่ว่า “โยคะให้อะไร” ฝึกโยคะแล้วได้อะไร มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีอย่างไรบ้างของเพื่อนๆ ที่มาฝึกหลายคน บอกว่าชอบและรู้สึกดีที่ได้ทำกิจกรรม ได้ออกกำลังกาย ได้ดูแลตัวเอง ไม่ใช่แค่เพียงการมาทำงานที่ออฟฟิศแล้วผลิตงานไปวันๆ (เหมือนการมา “ฟาร์มไก่” – ช่างเปรียบเปรยจริง)

หลายคนสู้รบปรบมืออย่างเดียวดายตามลำพังมากับโรคภูมิแพ้มาก่อนหน้าจะได้ฝึกโยคะ หลายคนมีปัญหากระดูก ปัญหาปวดประจำเดือนหรือแม้แต่กระทั่งท้องผูก แต่ระยะเวลาที่เริ่มต้นฝึกเพียงแค่หนึ่งเดือน สิ่งที่ได้รับคือ “ความรู้สึกดี” ที่มีต่อตัวเองและรู้สึกว่าได้ดูแลตัวเอง สักวันหนึ่งโรคภัยที่เคยเบียดเบียนก็น่าจะขาดหายหรือร่างกายแข็งแรงขึ้น จิตใจและร่างกายสัมพันธ์กันดีขึ้น

หลายคนบอกว่าเอวเล็กลงหรือกางเกงตัวที่เคยใส่ไม่ได้ แต่ตอนนี้่ขาเล็กลงทำให้ใส่กางเกงตัวนั้นได้ ผมได้แต่นิ่งฟังและรู้สึกว่าโยคะไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์หรือยาวิเศษ แต่คือสิ่งดีๆ ความรู้สึกดีๆ พลังงานดีๆ ที่เราทุกคนมีสิทธิ์มอบให้กับตัวเราเองได้และท้ายที่สุดผลลัพธ์ก็จะคือการเบ่งบานงดงาม

…ราวสีสัน กลีบสวย และความหอมหวานที่ทุกคนได้รับและสัมผัสได้จากดอกไม้

เพราะมี ‘เพื่อน’

ผมฟังเพลง You’ve got a friend ที่ดี้- นิติพงษ์ ห่อนาคขับร้องบนเวทีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยในคอนเสิร์ต “สวิงสวาย” (Swing Survive) ของเจี๊ยบ -วัชระ ปานเอี่ยมด้วยความรู้สึกดี ทั้งๆ ที่การขับร้องที่ปราศจากลีลาและน้ำเสียงอย่างนักร้องมากฝีมือจะไม่ได้ปรากฏออกมาจากนักแต่งเพลงที่เป็นเพื่อนสนิทของเจ้าของคอนเสิร์ตก็ตาม

เย็นวันนั้นนอกจากการได้ฟังเสียงขับร้องบทเพลงอารมณ์ดีหลากหลายจากเจ้าของคอนเสิร์ตแล้ว การออกมาร่วมแจมในฐานะของ “แขกรับเชิญ” ของภูษิต ไล้ทอง นิติพงษ์ ห่อนาค นกและเกี้ยง อดีตสมาชิกวงเฉลียงน่าจะได้สร้างความรู้สึกอบอุ่นให้แก่ทั้งเจ้าของคอนเสิร์ตและบรรดาผู้ชมในวันนั้นที่ล้วนต่างอิ่มเอมใจไปกับมหรสพแห่งความจริงใจที่เพื่อนมีให้ต่อกันและแบ่งปันมาให้กับทุกๆ คนที่ชอบเพลงของวงเฉลียงด้วย

นอกจากการขึ้นในร่วมร้องร่มวบรรเลงของอดีตสมาชิกวงเฉลียงแล้ว การมาเยือนบนเวทีของเพื่อนกลุ่ม “บุญชู” โดยกิ๊ก อ้วนกลมและหนุ่ม -สันติสุข พรหมศิริก็ได้บรรยากาศเฮฮาและอบอุ่นประสาเพื่อนเก่าที่ตามมาให้กำลังใจกันขึ้นมาอีก

ผมไม่ค่อยได้ไปนั่งดูคอนเสิร์ตในบรรยากาศแสดงสดมานานมากแล้ว ในวันนั้นเมื่อได้ดูการแสดงเล่นจริงร้องจริงแล้วก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคอนเสิร์ตครั้งก่อนเก่าของเฉลียงที่ผมเคยดูตั้งแต่สมัยเรียน ม.4 (เข้าใจว่าเป็นการออกอัลบั้มครั้งแรกของวงเฉลียง) และตอนที่วงเฉลียงจะเลิกวงซึ่งผมได้ดูที่เชียงใหม่ ดูทีไรก็รู้สึกว่าเพลงและดนตรีของเฉลียงไม่ใช่แบบที่จะฟังเอามัน ฟังแล้วดิ้นตามได้ แต่เป็นเพลงที่ประณีตคิดประณีตเขียนและต้องการการ “ประณีต” ฟัง

ความพิเศษในความเป็นเพื่อนที่สัมผัสได้คือการเขียนเพลงที่ละเอียด งดงาม มีเอกลักษณ์ของเพื่อนของวงเฉลียงที่มีนามว่า “ประภาส ชลศรานนท์” นั่นเอง ซึ่งคอนเสิร์ตสวิงสวายครั้งนี้ผมก็เห็น “พี่จิก” เดินอยู่หน้างานและเข้าใจว่าคงไปนั่งหนุนหลังเป็นกำลังใจให้เพื่อนที่ชื่อเจี๊ยบด้วยอย่างแน่นอน

ขอบคุณ “พี่เจี๊ยบ” มากนะครับสำหรับความสวิงสวายบนเวทีในวัยห้าสิบที่ผมได้ติดตามชมตลอดเวลาสามชั่วโมงแล้วยอมรับว่าพี่ “survive” ได้จริงๆ ครับ

———————————————-

หมายเหตุ คอนเสิร์ตครั้งนี้แสดงไปเมื่อวันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน 2553 เวลาหนึ่งทุ่ม

Turn Me On

Turn Me On
นิทรรศการเครื่องเคลือบดินเผา
โดย นีโน่ สุวรรณี สาระบุตร
จัดแสดงที่ Rotunda & Garden Gallery and Cafe

(ข้อความจากการเชิญชวนไปชมนิทรรศการของนีโน่)

Celebrating the art of the human body in a playful way – ‘Turn Me On’ invites viewers to re-examine themselves and ‘have fun with bums’. Challenge yourself and discover how you feel when confronted with many illuminated, beautiful naked bums.

The bums, in porcelain and stoneware, have been built by hand, fired to the high heat of 1,230 – 1,280 degrees Celsius. They are highly resistant to shy or brash stares, hot or cold touches, polite or direct critique, sexy or loving emotions. So try turning them on and no matter how you feel when seeing or touching them, ask yourself: Are You Turned On?

‘Turn Me On’ is a bum shape ceramic light installation. Individually hand-built stoneware or porcelain with different finishes, glazed, unglazed or textured. Each bum gives out different light and brightness depending on the material, thickness, texture, glaze, light source and light exit.

เวลาเริ่ม:
6 มีนาคม 2010 เวลา 18:30 น.
เวลาสิ้นสุด:
30 มีนาคม 2010 เวลา 18:00 น.
สถานที่:
Rotunda & Garden Gallery, Neilson Hays Library
ถนน:
195 Surawong road
เมือง:
Bangkok, Thailand

นีโน่ สาระบุตร ศิลปินเซรามิก เจ้าของนิทรรศการ “Turn Me On”  ครั้งนี้

http://www.ninosarabutra.com

http://fineart-magazine.com/event_popup.php?id_event=348

ของฝาก…จากเชียงคาน

เคยได้ยินไหมครับชื่อนี้…เชียงคาน?

 

ผมว่าถ้าหากคุณเป็นคนอยู่ในกระแส ชอบท่องเที่ยวแบบแนวๆ น่าจะเคยได้ยินชื่อของอำเภอ “เชียงคาน” มาบ้าง เพราะเชียงคานเมืองเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขงเป็นที่กล่าวถึงในสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทแนะนำการท่องเที่ยวหรือรายการโทรทัศน์ที่ชอบพาเราไปเที่ยว ผมขอยกตัวอย่างเล่ม Slow life ของนิตยสาร OOM เมื่อหลายปีมาแล้ว หรือหน้าปก “เสาร์สวัสดี” กรุงเทพธุรกิจก็เคยนำเรื่องของเมืองเชียงคานไปเขียนถึงกันอยู่เนืองๆ

 

DSC_0086เชียงคานในสายตาของใครหลายคนจึงเป็นเมืองเล็กๆ ที่มาแรงแซงโค้งปายของแม่ฮ่องสอนที่เริ่มจะเก่าและถูกกล่าวถึงในสื่อจนคนเริ่มจะเบื่อกันแล้ว

…จะด้วยเหตุนี้ (และด้วยเหตุผลอื่นๆ) ในวันนี้ผมไม่ได้นึกถึงเชียงคาน หรือไม่ได้อยากจะลุกขึ้นมาเก็บกระเป๋าขึ้นรถ ออกจากบ้านเพื่อไปสิ้นสุดลงที่ชายแดนริมน้ำโขง จ. เลยที่เชียงคาน

…จะด้วยเหตุนี้หรือไม่ ที่เวลาเราไม่ได้นึกถึง ไม่ได้คาดคิด เรากลับได้ลงมือกระทำหรือได้ท่องเที่ยวไปยังสถานที่แห่งนั้น

เรื่องของเรื่องคือว่าผมจะมีกลุ่มก้อนคนที่ชอบเที่ยวกันอยู่กลุ่มหนึ่งที่สนิทสนมกันและชอบหาจุดหมายชักชวนกันไปเที่ยวที่นู่นที่นี่ไม่หยุดหย่อน

วันหนึ่งมีโทรศัพท์จากสมาชิกในกลุ่มคนชอบเที่ยว (ในวันธรรมดาและไม่ใช่ช่วงเทศกาล) ถามมาว่าสนใจไปเที่ยวอีสานกันไหม นั่งเครื่องไปลงที่อุดรฯ จากนั้นเช่ารถขับ โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่เลยและเชียงคาน

ผมใช้เวลาคิดใคร่ครวญสักห้านาที แล้วบอกว่าจะโทรกลับถึงผลการตัดสินใจ แต่ก็เพียงแค่ชั่วอึดใจที่ผมโทรกลับไปบอกคนที่ชวนว่า “ไปกันๆ”

นั่นเป็นผลทำให้ผมได้ไปเห็น “เชียงคาน” เป็นหนที่สอง เมื่อระยะเวลาผ่านมาได้สัก 14 – 15 ปีแล้วนับแต่ครั้งแรกที่เคยเดินทางไปเชียงคานด้วยรถโดยสารประจำทาง แต่ไม่ได้ไปค้างคืน แค่เดินเล่นชมเมือง และไปนั่งกินมะพร้าวแก้วริมแก่งคุดคู้ และจำได้เพียงว่าชอบความเงียบสงบของเมืองเล็กๆ แห่งนี้เอาการอยู่เหมือนกัน

DSC_0418สิบกว่าปีที่ผ่านมา แม้จะจำได้บ้างไม่ได้บ้างในหน้าตาและอารมณ์ของเชียงคาน แต่เมื่อเช้าวันหนึ่งที่เราออกรถเดินทางกันจากเมืองกรุงมุ่งอีสาน ผ่านถนนหลายสาย ชุมชนและป่าเขา กระทั่งยามค่ำเย็นก็ถึงเชียงคาน ด้วยระยะการเดินทางประมาณ 600 เมตร ผมก็พลันรู้สึกได้ว่าเชียงคานยังเป็นอำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งอยู่ดี

DSC_0152

DSC_0156

DSC_0251

คราวนี้เราไปพักกันที่เกสต์เฮาส์ในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลบนถนนชายโขงชื่อว่า “เรือนแรม ลูกไม้” สนนราคาค่าที่พักห้องละ 350 – 450 บาทต่อห้องต่อคืนเท่านั้นเอง และบ้านก็ใหญ่โตกว้างขวาง สะดวกสบายมากๆ ซ้ำพอตกเย็นเจ้าของเกสต์เฮาส์ซึ่งมีบ้านอยู่นอกเมืองก็ยังเอากุญแจไว้ให้เราถือครองเป็นเจ้าของที่พักสวยๆ กันเอาเองทั้งคืน

ผมถึงกับเขียนเพลงเพลงหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า “ฝันดีที่เชียงคาน” (Goodnight in Chiang Kan) ขึ้นมา โดยมีรุ่นพี่คนหนึ่งที่หิ้วกีตาร์ขึ้นรถไปด้วยเป็นคนให้ทำนอง เนื้อเพลงมีประมาณนี้ครับ (ใครที่เล่นกีตาร์เป็น อยากให้ลองเกากีตาร์เพลงนี้ดูนะครับ)

DSC_0499

(ถ้าโอกาสเหมาะๆ และผมพอจะรู้วิธีที่จะเอาเพลงนี้ขึ้นมาไว้บนบล็อกให้ได้ยินกันก็จะหาโอกาสทำให้ได้…ในวันข้างหน้านะครับ)

นอกจากเอาเรื่องมาเล่า เอาภาพและเพลงมาฝาก ขอยังอยากยืนยันว่าที่เชียงคานยังเล็ก สงบ สวยงาม ห่างไกลจากมลพิษใดๆ ผู้คนเป็นมิตร อาหารอร่อย ไม่เหมือนกับเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่ว่าเชียงคานอาจจะเปลี่ยนไป เป็นเหมือนปายของอีสาน เป็นเมืองที่ใจแตก ไม่รักดี…

สามวันสามคืนของการเที่ยวในเมืองนี้แบบไม่คาดหวัง บอกกับผมว่าเชียงคานยังน่ารักและเป็นเมืองที่รักดีอยู่มิใช่น้อยครับ

——————————————————————

ภาพถ่ายทั้งหมดเป็นผลงานของพี่ยม – นิยม นภาลัยนะครับ ขอบคุณครับสำหรับภาพสวยๆ และการใส่ทำนองเพลงฝันดี

(สำรวจ)ใจเขา ใจเรา และใจเธอ

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งคบหาและรู้จักกันมานานนับสิบปี แม้จะไปมาหาสู่หรือเจอกันอย่างตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง แต่เราสองก็ยังคงเป็นเพื่อนกันอยู่

วันหนึ่งกลับจากการเดินทางไกลที่อินเดีย ผมได้รู้ว่าเพื่อนคนนี้ขยับสับเปลี่ยนบทบาทและงานของตัวเองมาเป็นศิลปินเซรามิกแล้วล่ะครับ

งานนิทรรศการที่ผ่านไปตอนต้นปีของเธอมีชื่อว่า “Exploring Love” หรือรักที่ต้องสำรวจหรือสำรวจความรัก อะไรก็ว่ากันไป

2628_64254680807_725005807_1999842_2655622_n

p_home

n725005807_1838292_4303

(ภาพทั้งสามผมดึงมาจาก Facebook ของ Nino Sarabutra นะครับ ขออนุญาตและขอบคุณไว้ด้วย)

หลายปีก่อนนีโน่เป็นผู้หญิงไทยผิวคล้ำท่าทางคล่องแคลวทะมัดทะแมง ผมรู้จักกับเธอจากการเป็นนักข่าว ส่วนนีโน่ทำงานอยู่เอเจนซี่โฆษณา พอหลังๆ พบเจอกันเธอก็เล่าเรื่องที่เธอไปอยู่ยูเครนเพราะออฟฟิศส่งตัวไปทำงานมานานปีกว่า หรือหลังจากนั้นเธอก็เล่าเรื่องที่ไปสอนปั้นเซรามิกและทำงานขายที่ตลาดพ็อตโตเบลโลที่ลอนดอนให้ฟังอย่างสนุกสนานและอดทึ่งกับความเคลื่อนไหวในชีวิตของเพื่อนคนนี้ไม่ได้

นีโน่เป็นคนที่ชอบทำงานสิบอย่างในเวลาเดียวกัน เธอจึงเป็นทั้งก็อปปี้ไรเตอร์ที่เขียนคำโฆษณา เป็นครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ เป็นที่ปรึกษางานประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัท พอว่างก็จะหาเวลาไปเล่นกีฬาพวกเอ้าท์ดอร์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำแบบสกูบ้า เล่นเวคบอร์ด (ผมไม่รู้จักและไม่แน่ใจว่าจะเขียนถูก) เล่นวินด์เซิร์ฟ และล่าสุดเธอหันไปเล่นไค้ท์เซิร์ฟที่โปรดปรานแถวๆ หัวหิน

งานศิลปะของนีโน่เป็นงานเซรามิกขนาดค่อนข้างใหญ่เป็นชิ้นเป็นอัน ทำเป็นรูปทรงของหัวใจขนาดพอจะยกเล่นได้ (เธอให้จับต้องชิ้นงานได้) หนึ่งชิ้นหนึ่งสีหนึ่งเทคนิคและหนึ่งเรื่องราวภายใต้คอนเส็ปท์สำรวจความรักของเธอ พอผมพลาดงานนิทรรศการตอนต้นปีที่จัดขึ้นที่ห้องสมุด Nelson Hays แถวสีลม – สุริวงค์ ผมก็ไม่ลืมที่จะหาเวลานัดหมายพุ่งตรงไปดูงานจริงๆ ที่เหลืออยู่ที่บ้านและสตูดิโอเพื่อนศิลปินคนนี้ที่ย่านนวมินทร์เมื่อมีโอกาส หลังจากนิทรรศการครั้งนั้นผ่านมาแล้วหลายเดือน

พอได้เจอกันและพูดคุยถึงช่วงเวลาที่ห่างหายไม่เจอหน้าค่าตากันก็ร่วมสองปีเห็นจะได้ และได้ชมงานเซรามิกในชุดดังกล่าวของเพื่อนที่นำมาแขวนแต่งผนังเรียงรายไว้อย่างลงตัว (นอกจากจะสวยงาม) ที่บ้านแล้ว ยังได้ชมบ้าน ชมสวน ชมเตาเผาเซรามิก และร่ำเครื่องดื่มแกล้มบทสนทนากันยาวนานตั้งแต่บ่ายแก่ๆ จนถึงยามวิกาลก็ไม่มีที่ท่าว่าจะจบการพบปะกันได้ง่ายๆ

n

นีโน่ สาระบุตร เจ้าของผลงานรูปหัวใจที่ยังไงก็ไม่ซ้ำ

n2n1ไม่มีเวลาที่จำกัดหรือแน่นอนสำหรับมิตรภาพ มิตรดีๆ ก็ไม่มีวันเก่าไปตามกาลเวลา

สำรวจหัวใจของเรา และลองหาที่ว่างให้กับความรักดีๆ ที่มีอยู่ระหว่างเพื่อนกันดีกว่าไหมครับ

นีโน่กำลังวางแผนที่จะทำนิทรรศการเซรามิกครั้งหน้าของเธอ ติดตามชมเว็บไซต์เท่ๆ ตามสไตล์นีโน่ได้ที่ http://www.ninosarabutra.com

โครงการ “หนังสือเดินทาง”

…เคยคิดกันไหมครับว่าทำไมเราจะต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อหนังสือสักเล่มมาอ่าน เพราะบางครั้งแค่ความนิยมชมชอบในตัวนักเขียน ชอบเนื้อหาบางช่วงตอน ชอบปกหรือชื่อหนังสือเพียงเท่านั้น

…จะเหมือนความฝันที่เป็นจริงเพียงใด ที่ในยุคสมัยที่เงินทองหายากและราคาของหนังสือพ็อกเก็ตบุ้คส์ก็ไม่เคยลดต่ำลงเลย เราจะสามารถมีหนังสือที่น่าอ่านหรือที่เราอยากจะอ่านมาอ่านกันได้โดยไม่ต้องซื้อหา?

ผมกำลังพูดถึงโครงการใหม่ที่ผุดขึ้นมาในหัวผมพักหนึ่งแล้ว และวันนี้ก็ได้แพลมไอเดียนี้ออกไปกับรุ่นพี่ที่สนิทและชื่นชอบการเขียนการอ่านคนหนึ่งไปแล้ว

ผมเรียกโครงการนี้ว่า “หนังสือเดินทาง” ครับ…

หนังสือเดินทางที่มิได้หมายถึง Passport แต่หมายถึง “การพาหนังสือออกเดินทางจากตู้หรือชั้นหนังสือที่บ้าน เอามาปัดฝุ่น ส่งหมุนเวียนให้กันและกันอ่าน…โดยไม่มีมูลค่าใดๆ ยกเว้นแต่ค่าจัดส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนกันเพียงเล็กน้อย”

คอนเส็ปท์คร่าวๆ ของผมก็มีว่า ผมจะรวบรวมหนังสือที่ผมมีอยู่และอยากจะให้มันได้ “ลองเดินทาง” ดูบ้าง โดยไม่เกี่ยงงอนว่าผู้อ่านจะเป็นใครอยู่ที่ไหนในแต่ละมุมของเมืองไทย (ระยะนี้เราให้มันเดินทางอยู่ในอาณาจักรไทยก่อนนะครับ) จากผู้อ่านคนหนึ่งส่งต่อไปให้ผู้อ่านอีกคนหนึ่ง โดยผมจะรวบรวมรายชื่อหนังสือที่ผมจะให้เดินทางมานำเสนอแก่ทุกท่านในเร็วๆ นี้

สิ่งที่คนอยากจะอ่านหนังสือแต่ละเล่มมีหน้าที่ที่จะทำ ก็แค่แจ้งไว้บนการฝากข้อความกระทู้หรืออีเมลมาที่ผมโดยตรง – madinki@yahoo.com ด้วยหลักการ First Come First Serve ใครแจ้งมาก่อนก็ได้คิวไปอ่านก่อน “โดยไม่มีระยะเวลากำหนด” ถ้าหากมีผู้อ่านอื่นๆ อยากจะอ่านหนังสือเล่มนั้นบ้างผมก็จะแจ้งชื่อ-ที่อยู่ อีเมล ในการจัดส่งหนังสือต่อไปให้นักอ่านท่านอื่นๆ ต่อไป โดยการส่งหนังสือครั้งแรกจากผมถึงท่าน (ที่ประสงค์จะอ่านหนังสือเล่มนั้นๆ) ผมจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนั้นเอง แต่หากจะต้องมีการส่งหนังสือกลับเมื่ออ่านเสร็จแล้วหรือส่งต่อไปยังนักอ่านท่านต่อไป คุณจะต้องรับผิดชอบการจัดส่งทางไปรษณีย์ไปให้ถึงมือผู้รับในมาตรฐานเดียวกันกับที่ผมจะจัดส่งไปให้ (ตอนนี้คือการส่งทางไปรษณีย์ความเร็วธรรมดา ไม่ต้องส่ง EMS แต่จัดส่งแบบลงทะเบียน)

สิ่งที่ผมไม่กลัวคือ “สภาพความยับเยิน” ตามการใช้งานของหนังสือกับระยะทางวันเวลาและมือของนักอ่านที่หนังสือแต่ละเล่มจะได้บันทึกเอาไว้กับตัวเอง

สิ่งที่ผมกลัวคือการยึดครองหรือเอาหนังสือไปเอง โดยไม่ส่งคืนหรือส่งต่อไปยังนักอ่านคนอื่น ผมกลัวการสูญหายโดยไร้ร่องรอย ตามไม่ได้ หาไม่เจอ

ผมกลัวหนังสือฉีกขาด หนังสือเปียกน้ำ หรือหนังสือช้ำเพราะรอยขีดเขียนไม่ว่าจะด้วยปากกาหรือดินสอใดๆ

ผมขอเพียงว่าเมื่อแต่ละคนได้รับหนังสือไปอ่านแล้ว ขอให้แนบกระดาษโน้ตเขียนอะไรสักอย่างถึงหนังสือเล่มนั้นว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เพื่อให้คนอื่นๆ ที่ได้อ่านต่อ อ่านเสร็จแล้วก็เขียนบันทึกสักสองสามบรรทัดต่อๆ กันเอาไว้

กติกาเพียงเท่านี้ แต่ก็แอบมีเพิ่มเติมอีกว่า…

นักอ่านท่านใดสนใจอยากจะร่วมเข้าโครงการ “หนังสือเดินทาง” กับผม กรุณาแจ้งชื่อ- ที่อยู่ทางไปรษณีย์ อีเมลและเบอร์โทรศัพท์ที่สะดวกในการติดต่อเข้ามาไว้ก่อนกันนะครับ ทำนองว่าเป็นการลงทะเบียนก่อนออกเดินทางกันแค่นั้นเองครับ

แล้วในอีกไม่กี่วันข้างหน้าผมจะประกาศรายชื่อหนังสือ (พร้อมอัตราค่าส่งไปรษณีย์ของแต่ละเล่มที่นักอ่านจะต้องรับผิดชอบในการส่งต่อหนังสือ) ที่โชคดีที่จะได้ออกเดินทางไปสู่สายตาของนักอ่านทั่วทุกมุมของเมืองไทย

ถึงตอนนั้นใครอยากจะอ่านเล่มไหนก็ค่อยจองคิวกันเข้ามา…

เริ่มสนุกกับการเดินทางครั้งใหม่กันบ้างหรือยังครับ?

วงเล็กๆ ของคนที่เรารัก

ต้องส่องกล้องขึ้นไปบนฟากฟ้า เลือกเวลาและองศาทิศทางที่ถูกต้อง เราจึงจะสามารถเห็นภาพดาวเสาร์ที่มีวงแหวนวนรอบตัวเองเป็นรัศมีสวยงามแปลกตากว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะเดียวกัน

แต่วันเสาร์นั้นไม่ต้องการอะไรก็มีอยู่และมองเห็น เป็นวันหยุดที่เป็นหลักหมายให้คนทำงานได้มองเห็นว่าเรามีชีวิตรอดมาถึงฝั่งของการพักผ่อนอีกอาทิตย์หนึ่งแล้วสินะ

ผมไม่ได้กำลังต้องการจะพูดถึงทั้งดาวเสาร์และวันเสาร์ ณ ที่นี้…

แต่วันเสาร์มาก่อนวันอาทิตย์ และดาวเสาร์ก็มีวงแหวนที่แสนจะน่ารัก (ถ้าเผื่อว่าเรามีโอกาสมองผ่านกล้องโทรทัศน์เห็นได้ด้วยตาของตัวเองสักครั้งคงจะเป็นบุญตา)

ซึ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาที่บ้านของพวกเรามีทีมเยือนสามสี่คนแวะมากินข้าว ดื่มเครื่องดื่มร้อนเย็น กินขนม พูดคุยเรื่องปัจจุบัน ปัญหา อัพเดทข่าวคาว (คราว) และความหลัง พร้อมกับเก็บรูปไว้เป็นที่ระทึกเมื่อถึงตอนที่เจ้าบ้านผู้เพิ่งปิดโรงงานเย็บปักถักร้อยเอาลูกแพร์พวงกุญแจรูปร่างเหมือนหมอนเข็มออกมาแจกจ่าย ขณะที่สภาพอากาศภายนอกฝนก็พรั่งพรูลงมา เรากลับไม่ค่อยได้ยี่หระกับสายฝนสักเท่าไร

paire4_brown

นานมาแล้วผมอ่านเจอ ฮิมิโตะ ณ เกียวโต นักเขียนสตรีผู้ก๋ากั๋นแสดงทัศนะของเธอเอาไว้ในหนังสือชื่อ “โสด สนุก แสนอร่อย” (ถ้าผมจำชื่อหนังสือไม่ผิด) ทำนองว่าไม่มีบ้านใดหรือครัวไหนๆ เล็กเกินกว่าการมีตติ้งปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ชวนเพื่อนรักของเรามาทำอะไรกินกันที่บ้านดีกว่า

บ้านของเราน่าจะเล็กเท่าดาวเสาร์เห็นจะได้ (หากเปรียบเทียบไซส์บ้านกับของเพื่อนคนอื่นๆ ที่เป็นดาวพฤหัสฯ หรือดาวอังคารบ้าง) แต่เราก็ปัดฝุ่นเช็ดถูเป็นประจำและขยันชวนเพื่อนมาสร้างวงแหวนเล็กๆ ของความสัมพันธ์สม่ำเสมอ

วงล้อมเล็กๆ ที่แสนจะอบอุ่นนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางข่าวไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ดุดันอาละวาดอยู่ข้างนอกตอนนี้

แต่เราไม่กลัวว่ามันจะฝ่าด่านวงเล็กๆ ของคนที่เรารักเข้ามาได้…เพราะเราใช้ช้อนกลาง

พบกันกลางกรุงเทพฯ

ผมมีเพื่อนมาเที่ยวเมืองไทยสองคนครับ

จะว่ามาเที่ยวก็คงไม่เชิง เพระอกคนเป็นคนไทยอยู่แล้ว ส่วนฝ่ายสามีเป็นชาวลาดัค (Ladakh) ก็ตามภรรยาและลูกมาเยี่ยมครอบครัวฝ่ายหญิง

เพื่อนคนนี้กลับมาอยู่เมืองไทยก็นานหลายเดือนแล้ว จู่ๆ ผมก็ได้ข่าวว่าเธอกำลังจะกลับลาดัคแล้ว ก็เลยเป็นฝ่ายขอนัดเจอหน้าค่าตากันที่กลางกรุงเทพฯ

e0b8aae0b8b2e0b8a1e0b884e0b899

แอ้นและครอบครัว สามีที่อยู่ทางซ้ายมือของเธอคือวิเวกหรือ “เซวัง” ในชื่อลาดัค

ผมแทบไม่อยากจะเชื่อว่าเมื่อประมาณต้นเดือนกันยายนปีก่อนในท่ามกลางกองคาราวานของนักแสดงและพาเหรดในเทศกาลประจำปีลาดัค ในดินแดนเหนือสุดของอินเดีย ที่นั่นเราจะได้พบกันเป็นครั้งแรกทั้งตัวของแอ้นเองและ “วิเวก” สามีของเธอ

แอ้นไปอยู่ที่ลาดัคเพราะแต่งงานกับวิเวก หลังจากรู้จักพบรักกันที่เมืองไทย จนปัจจุบันก็ผ่านมาเกือบจะห้าปีแล้ว ทั้งคู่มีพยานรักเป็นหนุ่มน้อยวัยสามขวบเศษ

แอ้นและสามีมีกิจการที่น่าสนใจมากที่ลาดัค เพราะทั้งคู่ร่วมกับเพื่อนสนิทของวิเวก เปิดบริษัทนำเที่ยวและพาคนไปนั่งสมาธิฝึกวิปัสสนาพร้อมโยคะชื่อ Open Ladakh โดยวิเวกเป็นวิทยากรและผู้ฝึกอบรมการนั่งวิปัสสนาและการเดินป่าในหมู่บ้านที่ทั้งคู่พักอาศัยนอกเมืองเลห์ที่ชื่อว่าหมู่บ้านสต็อก

พอเข้าฤดูหนาวที่อากาศของลาดัคจะมีอุณหภูมิลดต่ำลงไปกว่าลบ 20 ถึง 45 องศาฯ ลาดัคแทบจะเป็นดินแดนที่ปิดตายสำหรับนักท่องเที่ยว วิเวกซึ่งมีความรู้และพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วก็จะเปิดสอนภาษาอังกฤษเป็นอาชีพเสริมให้กับคนลาดัคในชื่อ Speak Easy

ผมเพิ่งได้ฟังเรื่องราวและเรื่องเล่าว่าทั้งคู่พบเจอและได้รู้จักกันอย่างไรก่อนจะไปทำพิธีแต่งงานกันแบบคนลาดัคในที่สุดก็เมื่อตอนที่ได้เจอกับทั้งคู่อีกครั้งกลางกรุงเทพฯ หนนี้เอง

ผมอดทึ่งกับการปรับตัวของแอ้นที่ไปอยู่ลาดัคที่แตกต่างทั้งวัฒนธรรม ภาษา อาหาร ความสูงของภูมิประเทศ และที่สำคัญที่สุดคืออากาศหนาวที่เรียกได้ว่าหนาวมากสำหรับคนไทย แต่เธอปรับตัวได้เป็นอย่างดี ซ้ำอยู่ๆ ไปเธอยังรู้สึกได้ถึงความใกล้เคียงของคนลาดัคกับคนไทยในหลายๆ ด้านเสียด้วยซ้ำ

ปกติผมเห็นแต่นกที่หนีหนาวอพยพออกจากความหนาวเย็นของหิมะและอากาศเดินทางไปสู่ดินแดนทางใต้ที่อบอุ่นกว่า แต่คราวนี้ผมได้เห็นและพูดคุยอยู่กับครอบครัวที่น่ารักครอบครัวหนึ่ง ที่มีสมาชิกเพียงสามคนคือแอ้น สามีและลูกชาย

ทว่าแม้จะหลบจากความหนาวมาเมืองไทย แต่พวกเขาไม่ใช่นก ไร้ปีกไร้ขน แต่ก็มีความอบอุ่นจากความรักและดวงใจมอบให้แก่กัน

www.openladakh.com