กาแฟหลายแก้วกับวิชากาแฟ (อีกสักหน)

เมื่อประมาณสองปีก่อนเห็นจะได้ ผมมีโอกาสเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปเรียน “วิชากาแฟ” กับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งนั้นเป็นหนแรกที่ได้ไปเรียนเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ของกาแฟ พร้อมกับลงมือปฏิบัติ แม้จะเป็นหลักสูตรที่ไม่มีค่าใช้จ่ายและชื่อหลักสูตรบอกไว้ว่าเป็นการอบรมกาแฟสำหรับเกษตรกรก็ตาม แต่ก็ได้น้ำได้เนื้อและได้วิชาความรู้ความสนุกสนานในเรื่องราวหลากหลายและรสชาติอันหลั่งล้นบนเส้นทางสู่ความใฝ่ฝัน (ของผม) ที่ว่า “อยากจะเปิดร้านกาแฟ” ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

จนกระทั่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากลงชื่อไว้ในกิจกรรมเปิดการฝึกอบรมสร้างอาชีพสำหรับสื่อมวลชนของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ก็ถึงกำหนดของการฝึกอบรมวิชากาแฟครั้งที่สองของผม และคราวนี้ก็ใช้เวลาเกือบๆ เต็มวันที่บริษัท รีเทลลิงค์ ประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทลูกของซีพีออลอีกทีหนึ่ง และกิจกรรมครั้งนี้ก็เป็นการฝึกอบรมแบบไม่คิดมูลค่าเพราะเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR ของบริษัทฯ

สายวันเสาร์ที่ 3 กันยายนที่ผ่านมาแสงแดดเจิดจ้าไร้เมฆฝน เป็นนิมิตรหมายอันดีที่ทำให้การเดินทางไปร่วมฝึกอบรมที่บริษัทฯ ตรงถนนวิภาวดีรังสิต 62 เป็นไปด้วยความพร้อมและเบิกบาน แม้ว่ากาแฟแก้วแรกที่จิบไปจากที่บ้านในตอนเช้าจะเข้มข้นไม่ถึงใจเท่าไรนัก

การอบรมกาแฟสร้างอาชีพโดยบริษัท รีเทลลิงค์ครั้งนี้แว่วจากเพื่อนๆ นักข่าวที่เคยรับรู้มาก่อนแล้วว่าได้รับความนิยมมากและมีการจองคิวขอเข้าฝึกอบรมเอาไว้ล่วงหน้า โดยมีรายชื่อยาวไปถึงสองพันคนที่รอจ่อคิวอยู่ และทุกๆ ครั้งของการจัด ทางบริษัทฯ ถึอเป็นกิจกรรมคืนกลับให้สังคม ไม่คิดสตุ้งสตังค์ผู้เข้าฝึก น่าเสียดายว่าแต่ละรอบแต่ละครั้ง รับคนเข้าฝึกอบรมได้เพียงหลักสิบเท่านั้น และในรอบที่ผมเข้าไปอบรมก็มีผู้เข้าร่วมราวๆ 30 คนเท่านั้น

ในวันนี้ก่อนที่จะได้ลงมือชงกาแฟสูตรต่างๆ ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือจริงๆ เป็นเครื่องชงเอสเพรสโซหน้าตาบึกบึนกันจริงๆ ช่วงเช้าเป็นการบรรยายที่ออกรสออกชาติและให้แง่มุมแนวคิดที่ดีของการเปิดร้าน เข้าสู่ธุรกิจกาแฟโดยผู้บริหารระดับแถวหน้าของบริษัท ซีพีออลและรีเทลลิงค์ – คุณนริศ ธรรมเกื้อกูล รองกรรมการผู้จัดการ

คุณนริศมาเปิดเผยวิธีการปั้นธุรกิจร้านกาแฟ หรือแม้แต่บูธกาแฟเล็กๆ อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ โดยชี้แนะและวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของการทำร้านกาแฟที่มิใช่เพียงแค่ “การได้ลงมือทำ” แต่ยังจะต้อง “ทำให้ได้” และ “ทำให้รอด” ร่ำรวยขึ้นมาได้จากธุรกิจร้านกาแฟ

ข้อแรกคือเรื่องของการเลือกหาทำเลเปิดร้านในย่านการค้าหรือแหล่งที่มีลูกค้าพลุกพล่าน และลูกค้ามีหลากหลายส่วน หรือที่เรียกว่า Segment ต่างๆ นอกจากจะมีเซ็คเม้นต์แล้วในเซ็คเม้นต์ที่เรามองเห็นนั้นก็จะต้องเป็น “กลุ่มลูกค้า” หรือ Target Marget ให้ได้ด้วย มิใช่ว่าเปิดร้านในทำเลที่มีคนเยอะแต่ไม่มีกลุ่มลูกค้าร้านก็คงจะไปไม่รอดเหมือนกัน

นอกจากนี้เรื่องของ “สินค้าและบริการ” หรือ Positioning ก็เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการทำธุรกิจด้วย โดยในกรณีนี้ถ้าหากสนใจจะเปิดร้านกาแฟ ก็จะต้องชงกาแฟและเครื่องดื่มเป็น ชงอย่างมีรสชาติ อร่อย สะอาด การกำหนดราคาให้สอดคล้องกับความต้องการจ่ายของกลุ่มลูกค้าหลักก็เป็นประเด็นสำคัญเหมือนกัน

“ทุกรุ่นที่มาอบรมและฟังผมพูด รู้เรื่องแบบนี้ไปหมดทุกคนแล้ว แต่ก็ยัง ‘เจ๊ง’ ทำแล้วไปไม่รอด เพราะการตัดสินใจชั่ววูบ หรือเพราะมีอะไรบังตาก็ไม่รู้ เลยตัดสินใจแบบนั้นหรือเลือกทำเลที่ไม่ได้อยู่ในย่านการค้าด้วยการวิเคราะห์ตามที่ได้อบรมไปแล้ว” คุณนริศกล่าวแบบติดตลก

หลังมื้ออาหารกลางวัน อาจารย์วิชากาแฟบอกว่าให้ทุกคนรีบทำเวลา ออกไปดูร้านกาแฟสร้างอาชีพซึ่งเป็นร้านต้นแบบที่คุณนริศปลุกปั้นและควบคุมดูแลด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิดคือ ร้านกาแฟรีเทลลิงค์ ที่ตั้งอยู่ปากซอยวิภาวดีฯ 64 ไปดูเพื่อให้เห็นว่าร้านกาแฟเล็กๆ แต่ตั้งใจทำ ไม่ได้ขายกาแฟแพง แต่ทำอย่างพินิจพิเคราะห์ ใช้หลักการการตลาดเข้ามาจับ ทำแล้วประสบความสำเร็จได้อย่างไร โดยมีรายได้เป็นผลกำไรเดือนละแสน ทั้งๆ ที่ขายกาแฟแก้วละ 25-  -30 บาทเท่านั้น

พอกลับมาจากการทัศนศึกษาร้านกาแฟจริงๆ แค่เพียงในซอยถัดไป ทุกคนก็กลับมาหึกเหิมอยากจะฝึกหักชงกาแฟสูตรต่างๆ ทั้งกาแฟร้อนและกาแฟเย็น 4 ชนิดด้วยกัน ในเบื้องต้นนั้นวิทยากรได้แนะนำส่วนประกอบหลักต่างๆ ของเครื่องทำกาแฟเอสเพรสโซที่วางอยู่ต่อหน้า การทำงานของเครื่อง เครื่องบดเมล็ดกาแฟ อุปกรณ์การชงต่างๆ จากนั้นบาริสต้าหรือผู้ชงกาแฟประจำร้านรีเทลลิงค์ก็แสดงวิธีการชงกาแฟร้อนเอสเพรสโซหนึ่งแก้วเล็กหรือหนึ่งช็อต ซึ่งถ้าจะให้ได้กาแฟเข้มข้นชนิดนี้จะต้องใช้เมล็ดกาแฟคั่วบดปริมาณ 8 กรัม ใช้ความร้อนของน้ำในเครื่องชงที่ 94 องศาเซลเซียส เปิดเครื่องชงผ่านหัวชงกาแฟหรือว่า Group head เป็นเวลา 25- 30 วินาที โดยใช้นาฬิกาจับเวลา ก็จะได้กาแฟเอสเพรสโซที่มีฟองครีมาสีทองขนาดสองออนซ์ เรียกว่า Perfect Shot เหมาะสำหรับการชงผสมนมสด นมข้นหวาน นมจืดออกมาเป็นเครื่องดื่มกาแฟร้อนเย็นอีกสารพัดเมนู เช่น คอฟฟี่ แมคคีอาโต คาเฟ่ลาเต้ แคปปูชิโน ฯลฯ

การเข้าห้องเรียนวิชากาแฟ ได้ทดลองชิมกาแฟทั้งลาเต้ร้อนและกาแฟเย็นที่บดและลงมือชงเองในการอบรมวันนี้เป็นทั้งรสชาติที่ปลุกเร้าและความสนุกที่กระชับรวบรัดดีสำหรับผม ขณะเดียวกันก็เป็นการค่อยๆ ทยอยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาพฝันอันล่องลอยของความคิดฝันส่วนตัวที่อยากจะเปิดร้านกาแฟ…ไม่วันใดก็วันหนึ่ง…ในวันหน้า

การกลับมาของร้าน “ตำอิด”

หลายปีก่อนผมเคยมีร้านเล็กๆ อยู่ในตลาดนัดสวนจตุจักรครับ ชื่อร้าน “ตำอิด” ซึ่งเป็นภาษาอีสานบ้านเกิดของผมครับ มีความหมายว่า แต่แรกเริ่มหรือเริ่มต้น ข้าวของที่ทำขายก็เป็นพวกเสื้อผ้า กระเป๋าย่าม หมวกวณิพก ฯลฯ ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายทอมือเนื้อดีร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำมาได้สัก 5 – 6 ปีผมก็หยุดพักไป เพราะติดพันกับการท่องเที่ยวเดินทางจนแทบไม่เป็นอันกลับมาทำงานเปิดร้านขายของในวันเสาร์- อาทิตย์ (ซึ่งตลาดจตุจักรนั้นร้อนมากด้วย)

ในที่สุดผมก็กลับมาเปิดหน้าร้าน “ตำอิด” ใหม่อีกครั้งที่หน้าเว็บบอร์ดนี้ โปรดติดตามรายละเอียดและดูสินค้าชุดแรกได้ที่หน้า “ร้านตำอิด” หรือ Tam Id Shop ได้เลย

ท่องเว็บกันมามากแล้ว ไปเปิดหูเปิดตาดูข้าวของ ช้อปปิ้งกันบ้างดีไหมครับ?

pant6

โครงการ “หนังสือเดินทาง”

…เคยคิดกันไหมครับว่าทำไมเราจะต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อหนังสือสักเล่มมาอ่าน เพราะบางครั้งแค่ความนิยมชมชอบในตัวนักเขียน ชอบเนื้อหาบางช่วงตอน ชอบปกหรือชื่อหนังสือเพียงเท่านั้น

…จะเหมือนความฝันที่เป็นจริงเพียงใด ที่ในยุคสมัยที่เงินทองหายากและราคาของหนังสือพ็อกเก็ตบุ้คส์ก็ไม่เคยลดต่ำลงเลย เราจะสามารถมีหนังสือที่น่าอ่านหรือที่เราอยากจะอ่านมาอ่านกันได้โดยไม่ต้องซื้อหา?

ผมกำลังพูดถึงโครงการใหม่ที่ผุดขึ้นมาในหัวผมพักหนึ่งแล้ว และวันนี้ก็ได้แพลมไอเดียนี้ออกไปกับรุ่นพี่ที่สนิทและชื่นชอบการเขียนการอ่านคนหนึ่งไปแล้ว

ผมเรียกโครงการนี้ว่า “หนังสือเดินทาง” ครับ…

หนังสือเดินทางที่มิได้หมายถึง Passport แต่หมายถึง “การพาหนังสือออกเดินทางจากตู้หรือชั้นหนังสือที่บ้าน เอามาปัดฝุ่น ส่งหมุนเวียนให้กันและกันอ่าน…โดยไม่มีมูลค่าใดๆ ยกเว้นแต่ค่าจัดส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนกันเพียงเล็กน้อย”

คอนเส็ปท์คร่าวๆ ของผมก็มีว่า ผมจะรวบรวมหนังสือที่ผมมีอยู่และอยากจะให้มันได้ “ลองเดินทาง” ดูบ้าง โดยไม่เกี่ยงงอนว่าผู้อ่านจะเป็นใครอยู่ที่ไหนในแต่ละมุมของเมืองไทย (ระยะนี้เราให้มันเดินทางอยู่ในอาณาจักรไทยก่อนนะครับ) จากผู้อ่านคนหนึ่งส่งต่อไปให้ผู้อ่านอีกคนหนึ่ง โดยผมจะรวบรวมรายชื่อหนังสือที่ผมจะให้เดินทางมานำเสนอแก่ทุกท่านในเร็วๆ นี้

สิ่งที่คนอยากจะอ่านหนังสือแต่ละเล่มมีหน้าที่ที่จะทำ ก็แค่แจ้งไว้บนการฝากข้อความกระทู้หรืออีเมลมาที่ผมโดยตรง – madinki@yahoo.com ด้วยหลักการ First Come First Serve ใครแจ้งมาก่อนก็ได้คิวไปอ่านก่อน “โดยไม่มีระยะเวลากำหนด” ถ้าหากมีผู้อ่านอื่นๆ อยากจะอ่านหนังสือเล่มนั้นบ้างผมก็จะแจ้งชื่อ-ที่อยู่ อีเมล ในการจัดส่งหนังสือต่อไปให้นักอ่านท่านอื่นๆ ต่อไป โดยการส่งหนังสือครั้งแรกจากผมถึงท่าน (ที่ประสงค์จะอ่านหนังสือเล่มนั้นๆ) ผมจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนั้นเอง แต่หากจะต้องมีการส่งหนังสือกลับเมื่ออ่านเสร็จแล้วหรือส่งต่อไปยังนักอ่านท่านต่อไป คุณจะต้องรับผิดชอบการจัดส่งทางไปรษณีย์ไปให้ถึงมือผู้รับในมาตรฐานเดียวกันกับที่ผมจะจัดส่งไปให้ (ตอนนี้คือการส่งทางไปรษณีย์ความเร็วธรรมดา ไม่ต้องส่ง EMS แต่จัดส่งแบบลงทะเบียน)

สิ่งที่ผมไม่กลัวคือ “สภาพความยับเยิน” ตามการใช้งานของหนังสือกับระยะทางวันเวลาและมือของนักอ่านที่หนังสือแต่ละเล่มจะได้บันทึกเอาไว้กับตัวเอง

สิ่งที่ผมกลัวคือการยึดครองหรือเอาหนังสือไปเอง โดยไม่ส่งคืนหรือส่งต่อไปยังนักอ่านคนอื่น ผมกลัวการสูญหายโดยไร้ร่องรอย ตามไม่ได้ หาไม่เจอ

ผมกลัวหนังสือฉีกขาด หนังสือเปียกน้ำ หรือหนังสือช้ำเพราะรอยขีดเขียนไม่ว่าจะด้วยปากกาหรือดินสอใดๆ

ผมขอเพียงว่าเมื่อแต่ละคนได้รับหนังสือไปอ่านแล้ว ขอให้แนบกระดาษโน้ตเขียนอะไรสักอย่างถึงหนังสือเล่มนั้นว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เพื่อให้คนอื่นๆ ที่ได้อ่านต่อ อ่านเสร็จแล้วก็เขียนบันทึกสักสองสามบรรทัดต่อๆ กันเอาไว้

กติกาเพียงเท่านี้ แต่ก็แอบมีเพิ่มเติมอีกว่า…

นักอ่านท่านใดสนใจอยากจะร่วมเข้าโครงการ “หนังสือเดินทาง” กับผม กรุณาแจ้งชื่อ- ที่อยู่ทางไปรษณีย์ อีเมลและเบอร์โทรศัพท์ที่สะดวกในการติดต่อเข้ามาไว้ก่อนกันนะครับ ทำนองว่าเป็นการลงทะเบียนก่อนออกเดินทางกันแค่นั้นเองครับ

แล้วในอีกไม่กี่วันข้างหน้าผมจะประกาศรายชื่อหนังสือ (พร้อมอัตราค่าส่งไปรษณีย์ของแต่ละเล่มที่นักอ่านจะต้องรับผิดชอบในการส่งต่อหนังสือ) ที่โชคดีที่จะได้ออกเดินทางไปสู่สายตาของนักอ่านทั่วทุกมุมของเมืองไทย

ถึงตอนนั้นใครอยากจะอ่านเล่มไหนก็ค่อยจองคิวกันเข้ามา…

เริ่มสนุกกับการเดินทางครั้งใหม่กันบ้างหรือยังครับ?