สั่งจองหนังสือ”ชีพจรแห่งโยคะ” ได้แล้ววันนี้

cover_final050213_2 cover_final050213

ปกหนังสือ “ชีพจรแห่งโยคะ” รวมเล่มบทความชุดชีพจรแห่งโยคะที่เคยตีพิมพ์ใน “กายใจ” หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจครับและข้อเขียนเกี่ยวกับโยคะของผม

ขนาดพ็อกเก็ตบุ๊ก จำนวนหน้า 160 หน้าโดยประมาณ ราคาเล่มละ 180 บาท

สนใจเป็นเจ้าของบอกไว้ใต้โพสต์นี้หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ ittiritp@gmail.com โทร 081-246 7862 (อิท)

พิมพ์จำนวนจำกัดครับ หนังสือจะพิมพ์เสร็จราวๆ ต้นเดือนกุมภาฯ ที่จะถึงนี้ และคาดว่าพร้อมจะจัดส่งได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2556

หากสนใจสั่งจะส่งรายละเอียดบัญชีธนาคารสำหรับการโอนเงิน (180 บาทต่อเล่ม ค่าจัดส่งทางไปรษณีย์อีกเล่มละ 20 บาทครับ) ไปให้ทางอีเมลของท่านหรือแจ้งมาทาง inbox หรือหน้าเพจเฟซบุ๊กผมได้โดย add ผมได้ที่ https://www.facebook.com/ittirit

cover_final050213_2

“อรุโณทัย” ฉบับใหม่ของปี 2555

ท่านสามารถ “คลิก” เปิดและขยายหน้าจอภาพเพื่ออ่าน “อรุโณทัย” สื่อโยคะทางเลือกที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนฉบับใหม่ล่าสุดของปี 2555 ที่มาพร้อมคอลัมน์ใหม่และรูปโฉมใหม่น่าอ่านได้ง่ายๆ เพียงคลิกที่ลิงค์นี้นะครับ
http://issuu.com/ittirit/docs/arunothai_vol2issue1

และดาวน์โหลดไฟล์ “อรุโณทัย” ฉบับแรกของปี 2555 ไปอ่านหรือเผยแพร่กันได้ตามลิงค์นี้นะครับ…นมัสเต…
http://www.mediafire.com/?quc4ox0g9uwza3c

“อรุโณทัย”ฉบับ “ให้โยคะบำบัด”

ขอเชิญดาวน์โหลด “อรุโณทัย” สื่อโยคะที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ฉบับนี้เป็นฉบับที่ 7 นำเสนอเรื่อง “พลังแห่งการเยียวยาของโยคะ” YOGA HEALING: http://www.mediafire.com/file/mxxco83cflojmv5/arunothai7_sep2011.pdf

และคลิกอ่านได้เลยบนลิงค์ http://issuu.com/ittirit/docs/arunothai7_sep2011

อรุโณทัย : โยคะที่ค้นพบ

ขอเชิญคลิกชมและคลิกอ่าน “อรุโณทัย” สื่อโยคะที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ฉบับใหม่เดือนพฤษภาคม นำเสนอเรื่อง “โยคะที่ค้นพบ” อ่านบทสัมภาษณ์คนรักโยคะหลายคนว่า “ทำไมถึง(ได้มา)ฝึกโยคะ” และ “ฝึกโยคะแล้วค้นพบอะไร”…ได้อะไร

http://issuu.com/ittirit/docs/arunothai3_may_final

http://www.mediafire.com/?dt46vaz19mnqyoc

ผมกับกลุ่มตะลุมบอน

“ไม่เคยขยันอย่างนี้มาก่อน เขียนบล็อกตะลุมบอนมาอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 แล้ว ยังดีอยู่ ยังมิเมาหมัด”

ข้อความข้างต้นปรากฏบนหน้าสถานะของผมเมื่อวานนี้เพื่อที่จะบอกว่า ตอนนี้ชีวิตผมพันผูกและข้องเกี่ยวกับอีกบล็อกหนึ่งเพิ่งขึ้นมาอีกแล้ว

ความเป็นมาเป็นไปของบล็อกที่ผมไปร่วมหัวจมท้ายด้วยความสนุกและเต็มอกเต็มใจนั้น นอกจากจะมาจากคำว่า “ขัดเสียไม่ได้” แล้วยังมาจากคำว่า “มิตรภาพ” ที่เนิ่นนานแสนนานและความผูกพัน

มิตรภาพในที่นี้ผมหมายถึงมิตรภาพที่มีต่อกันระหว่างมวลหมู่สหายไฟน์เดย์ กลุ่มออมทรัพย์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีสมาชิกสามคนคือผม เทียนอันหมวย และพี่เป้า กันทิมา ที่แตกทัพออกมาชวนกันคิดชวนกันเขียน

นอกจากนี้ยังหมายถึง “มิตรภาพ” ที่ผม เทียนอันหมวย และเป้า กันทิมามีต่อเส้นทางการเขียนมายาวนานประมาณหนึ่ง ดุจว่าเป็นพันธกิจของชีวิตที่ถูกลิขิตมาให้พวกเราต้องคิดต้องเขียน จนหยุดไม่ได้ (เพราะบางทีอาจจะทำให้กระเป๋าแห้งและอดอยาก)

ผม เทียนอันหมวยและพี่เป้า กันทิมานั้นรู้จักกันมานานมากแล้วตั้งแต่สมัยเป็นคนทำข่าวด้วยกันอยู่ที่หนังสือพิมพ์คู่แข่งธุรกิจ จนถึงวันนี้เราก็ยังไปมาหาสู่ ร่วมทำกลุ่มออมทรัพย์เพื่อช่วยเหลือเพื่อนๆ ด้วยกันเองในกลุ่ม และชวนกันไปเที่ยว เจอหน้ากันนอกจากจะมีการกินข้าว เม้าท์มันส์ สังสรรค์แล้ว เรายังชอบที่จะพูดคุยถึงเรื่องการคิด การเขียนและการทำหนังสือ

ซึ่งเป็นทั้งความรัก ความฝันและความหวังของเราทั้งสามคน

จนในที่สุดเมื่อการพบกันครั้งล่าสุดระหว่างวันหยุดยาวสงกรานต์ที่ผ่านมา หลังมื้อพิซซ่าอันอลังการชนิดซื้อหนึ่งถาดแถมหนึ่งถาดแกล้มกับมาลิบูผสมน้ำสับปะรด เราก็แตะมือกันพร้อมกับสัญญาด้วยน้ำมิตรว่าเราจะช่วยกันคิดช่วยกันเขียน บล็อกนี้ขึ้นมา

…มันคือบล็อกของกลุ่ม “ตะลุมบอน” ครับ http://www.taloombon.blogspot.com

ผมทำหน้าที่คิดม็อตโต้ประจำกลุ่มออกมาได้ว่า “แลกหมัดกันคิด ผลิตงานเขียน” และเราตกลงกันอย่างกลายๆ ว่า จะ(พยายาม) เขียนเรื่องมาลงบนบล็อกกันให้ได้ทุกวัน วันละหนึ่งเรื่องต่อหนึ่งคน

…การแลกหมัดอย่างเมามันส์ของสหายทั้งสามก็เลยเกิดขึ้น นับจากวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา และจนถึงวันนี้มีเรื่องที่เราแลกหมัดกันคิดเขียนแล้ว 20 เรื่องโดยประมาณและมีคนเข้ามาอ่าน ติดตามดูบล็อกน้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์นามว่า “ตะลุมบอน” แล้วราวห้าร้อยครั้ง

นับว่าไม่เลวเลยสำหรับความตั้งใจของพวกเราที่ได้ลงมือทำสักที

แม้ว่างานนี้อาจจะได้เพียงกล่อง (Blog หรือ Box) หรือดอกไม้ คำชม ไม่ได้เงินก็ไม่อดตายดอก…

ฝากความเป็นไปของบล็อกตะลุมบอนเอาไว้ในอ้อมใจด้วยครับ แล้วอย่าลืมแวะไปอ่านไปชมไปคุยกันที่นั่นบ้างนะครับ

ที่ชอบๆ

ที่ชอบๆ อ่านว่า “ที่ชอบ…ชอบ” นะครับ ไม่ใช่ที่ชอบ…ที่ชอบ เหมือนเวลาที่เราต้องการอวยพรให้คนที่เรารักขี้หน้ามากๆ ให้หายหน้าไปที่ตรงนั้น

เรื่องของเรื่องที่ควรจะนำมาบอกเล่าไว้ตรงนี้ก่อนที่ผมจะลืมก็คือผมเกือบที่จะได้ไปออกทีวีในรายการ book blog gang อินเทอร์เน็ตทีวีทางช่อง True Life อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เคยไปออกเพื่อพูดคุยถึงหนังสือ “วันที่ชีวิตเดินทาง” ของผมมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปลายปี 2553 (เดือนพฤศจิกายน) ที่ผ่านมา

คราวนี้ทางรายการจำเพาะเจาะจงว่าต้องการพูดคุยเกี่ยวกับ “หนังสือต่างประเทศที่ชอบๆ” (ที่ชอบชอบ) ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการมาทำงานเขียนของผม โดยกำหนดมาว่าให้ผมเลือกมาพูดคุยสามเล่มด้วยกัน

หนังสือที่อ่านและที่ผมชอบๆ นั้นมีมากมายหลากเล่มมากตามอายุและประสบการณ์ในการอ่าน นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับอารมณ์ ความรู้สึก ความชอบหรือความต้องการเรียนรู้ค้นหาเรื่องอะไรในช่วงใดช่วงหนึ่งอีกต่างหาก ดังนั้นย่อมไม่ง่ายเลยที่จะเลือกหนังสือ (ต่างประเทศ) มาระบุยืนยันถึง “ความชอบเป็นพิเศษ” จนถึงกับต้องบอกต่อคนอื่นๆ (ในรายการทีวีที่ติดต่อมาได้)

ผมเคยชอบ “เจ้าชายน้อย” (Little Prince) ของอังตวน เดอ แซงเต็กซูเปรี หรืองานเขียนที่อ่านง่ายแต่ลึกซึ้งของวิลเลียม ซาโรยัน ช่วงหนึ่งผมก็ชอบงานเขียนของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เควซ ผู้ประพันธ์ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” หรือหนังสือเกี่ยวกับชีวิตอินเดียนแดงอย่างลิตเติลทรี รวมทั้งหนังสืออย่างจินตนาการไม่รู้จบ โมโม่ ฯลฯ

ผมจึงต้องนั่งลงชั่งใจและใคร่ครวญให้ดีว่า “หนังสือต่างประเทศหรือนักเขียนต่างประเทศที่ประทับใจ 3 เล่ม” ของผมเองนั้น ควรจะเป็นใครหรือมีเล่มไหนบ้าง

ในที่สุดผมก็ได้เลือกสามเล่มนี้ นั่นคือ “วอลเดน” (Walden) ของเฮนรี เดวิด ธอโร Into the Wild ของจอห์น คราเคาเออร์ และสุดท้ายก็คือ “ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” ซึ่งแปลมาจากผลงานของโรเบิร์ต ฟูลกัม พอดีว่าพอถึงวันนัดหมายที่จะต้องไปออกอากาศซึ่งเป็นรายการสดของวันที่ 3 เมษาฯ ที่ผ่านมาตอนหนึ่งทุ่มผมกลับไม่สามารถไปร่วมรายการได้เพราะไม่สบาย เป็นไข้หวัดยังไม่สร่างดี

นี่คือโฉมหน้าของหนังสือที่ผมเลือกแล้วว่าชอบๆ …ประทับใจครับ ก่อนที่จะลืมและไม่ได้ไปออกอากาศต้องรีบนำมาลงและนำมาเล่าเสียหน่อย


ซึ่งก็น่าแปลกและโดยไม่ตั้งใจที่ทั้งสามเล่มที่ผมเลือกมาไม่ใช่วรรณกรรมหรืองานประพันธ์ แต่กลับเป็นงานคิดงานเขียน เชิงสารคดีหรือข้อเขียนแบบความเรียงมากกว่า ดังนี้พอจะสรุปได้ว่าผมชอบอ่านงานสารคดีมากกว่านิยายหรือเรื่องสั้น วรรณกรรมต่างประเทศกระมัง

ป.ล. ทางฝ่ายรายการยังถามคำถามอื่นๆ ที่จะใช้ในการพูดคุยในรายการอีกนะครับ คือ

– เริ่มต้นทำงานเขียนของตัวเองได้อย่างไรและเมื่อไหร่
– ขั้นตอนการทำงานเขียนของพี่อิทธิฤทธิ์
– สำหรับพี่อิทธิฤทธิ์ การอ่านสำคัญอย่างไรบ้าง
– ฝากถึงน้องๆ ผู้ชมทางบ้าน : อยากเป็นนักเขียนต้องทำอย่างไร หรือการอ่านสำคัญอย่างไร
– ฝากถึงช่องทางติดต่อและผลงานล่าสุดของพี่อิทธิฤทธิ์

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็น “คำถาม” หรือการชวนคุยที่ชวนตอบนะครับ เสียดายอย่างยิ่งที่ไม่ได้ไปพูดคุยเกี่ยวกับ (หนังสือ)ที่ชอบๆ และออกรายการครับ

ชวนคุย(จากหนังสือ)

กำลังจะหาเรื่องชวนคุย จากหนังสือที่ผมเพิ่งอ่านจบไป (เป็นเล่มที่ 2) อย่าลืมติดตามกันนะครับบนหน้า You Are What You Read นี่คือโฉมหน้าของหนังสือเล่มต่อไปที่จะนำมาชวนพูดคุย (หรืออ่าน) กันครับ

ปีใหม่…เปิดตัวหน้าใหม่ ‘You Are What You Read’

You Are What You Read… หรือหน้าใหม่บนบล็อก Bytheway แห่งนี้ตั้งใจจะพาทุกคนมาร่วมถกสนทนาเกี่ยวกับหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดแต่ละเล่ม ทีละเล่มที่ผมเพิ่มจะอ่านจบลง ขอสัญญาครับว่าจะอ่านหนังสือให้ได้อย่างสม่ำเสมอ (ก่อนที่สายตาจะพลันยาว) และนำเรื่องราวมาให้อ่านเล่นในท่าทีที่สนุกปนซีเรียสกึ่งสาระ อย่างไรก็ค่อยว่ากันและติดตามกันต่อไปนะครับ 🙂

วิญญาณแตกร้าวของ (สาว) อเมริกัน

ไม่ทราบว่าเพราะอะไรหรือมีสิ่งใดเป็นแรงจูงใจดึงดูดให้ผมไปตีตั๋วหนังรอบวันพุธ (ทุกวันพุธดูหนังได้ในราคา 60 บาท – อันนี้มีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจ) เรื่อง Eat Pray Love

ผมว่าที่ดูเหมือนจะมีน้ำหนักกว่าใดและใครเพื่อนก็เห็นจะเป็นเพราะความเป็นหนังที่สร้างจากนวนิยายนั่นเอง เพราะผมออกจะนิยมชมชอบการได้ดูหนังที่มีการหยิบยกเอาวรรณกรรมมาผ่านการตีความของผู้สร้างผู้กำกับฯ ออกมาเป็นภาษาภาพและตัวละครเคลื่อนไหวให้เราได้ดูกัน (อันนี้นอกเหนือจากทไวไลท์และแฮรี่ พอร์ตเตอร์ในหลายๆ ภาคที่ผมไม่ได้ดูและไม่ค่อยอยากจะดู)

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือการเป็นหนังที่มีการถ่ายทำในหลายๆ ประเทศและหลายๆ สถานที่และสองในสามจุดหมายซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำของหนังเรื่องนี้คืออินเดียและบาหลีนั้นเป็นที่ที่ผมเคยเดินทางไปเยือนมาแล้วและยังประทับใจในหลายๆ สิ่งจนอยากจะนึกกลับไปเยือนทั้งสองที่อีกครั้ง (หรือหลายๆ ครั้ง) ไม่รู้เบื่อ ส่วนอีกที่หนึ่งนั้นคืออิตาลีก็เป็นจุดหมายปลายทางที่ผมตั้งตารอคอยว่าอยากไปดูไปรู้ไปเห็นมากอยู่เหมือนกัน (โดยไม่ทราบจะจะมีโอกาสวาสนาไหมหนอ)

ในหนังเรื่อง Eat Pray Love ที่นำแสดงโดยดาราสาวระดับอดีตแม่เหล็กของฮอลลีวู้ดอย่างจูเลีย โรเบิร์ตส์และมีชื่อแปลเป็นภาคไทยว่า “อิ่ม มนต์ รัก” นี้ กลับสร้างความมึนงงฉงนฉงายให้กับผมหลังจากที่ได้ดูเสร็จว่าตัวละครหลัก (ชื่อ “อลิซ กิลเบิร์ต” ) พานพบปัญหาอะไรกันแน่ และต้องการจะบอกอะไรผ่านเรื่องราวในชีวิตของตัวเธอเอง นอกเสียจากการอวดตราแสตมป์ที่ผ่านการประทับลงบนสมุดพาสปอร์ตของเธอ (ตามเนื้อหาในหนัง) ว่ามีถึง 49 ประเทศ

ผมรู้สึกได้ถึงความสับสนอันไม่น่าจะเกิดขึ้นในเรื่องความรัก การค้นหาตัวตนและชีวิตแต่งงานของตัวละครในเรื่อง ซึ่งฉายภาพไปถึงภาวะที่สับสนของคนหรือสังคมอเมริกันได้ด้วยอย่างไม่น่าเชื่อ

ยอมรับกันตามตรงว่าผมเป็นพวก “แอนตี้ (คน) อเมริกัน” ไม่ชอบคนอเมริกันที่มักจะมีลีลาสู่รู้ ยกตนข่มท่านและชอบที่จะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาลโดยมองข้ามหัวคนอื่นหรือเห็นว่าคนอื่นสำคัญน้อยกว่าตนเอง ในเรื่องนี้หญิงสาวคนหนึ่งที่ผละจากสามีเพียงเพราะสามีไม่ยอมที่จะไปพักร้อนตามใจเธอ พาลทำให้เธอหวนคิดถึงชีวิตที่พรั่งพร้อมสมบูรณ์ว่าตัวเองสูญเสียความฝันและความสมดุลในชีวิต จนต้องไปซบอกพระเอกหนุ่มละครเวทีรูปหล่อที่แสดงในละครสร้างจากงานเขียนของเธอ แต่ในที่สุดเธอก็อยากจะเติมฝันให้อิ่มด้วยการเดินทางไป “กิน” ไป “สวดมนต์” ไป “ตามหาความรักที่อิตาลี อินเดียและบาหลีในชั่วเวลาหนึ่งปี

ผมพบว่าประเด็นที่มีการถกสนทนากันในหนังเรื่องนี้มองได้ทั้งสองระดับคือตื้นๆ ในฐานะเป็นการเผชิญความทุกข์ในระดับบุคคลที่ไม่ค้นพบตัวเองและความรักที่แท้จริง กับการถกปัญหาในระดับสังคมถึงความสับสนเคว้งคว้างและปริร้าวผ่านเรื่องราวและวิญญาณของหญิงสาวสามัญชนคนธรรมดาที่เป็นคนอเมริกันคนหนึ่ง

ผมเองนั้นชื่นชอบมุขต่างๆ ที่หญิงสาวนิวยอร์กเกอร์อีกคนที่ชื่อ “แครี่ แบรดชอว์” นำเสนอไว้ในเรื่อง Sex and the city ซึ่งผ่านการขบคิดแบบผู้หญิงๆ แม้มันจะเป็นมุมที่เล็กมากๆ แต่กลับงดงามและสนุกสนาน ไม่เห็นแก่ตัว ทุกสิ่งที่ผ่านไปและผ่านเข้ามาในเรื่องราวและชีวิตของแครี่แท้จริงแล้วคือเรื่องราวของหัวใจและมิตรภาพ ที่สำคัญคือเธอได้ข้อสรุปโดยที่ไม่ต้องทุรนทุรายเดินทางไปตามหาหัวใจและความรักในที่ทางที่ห่างไกลอย่างในเรื่อง Eat Pray Love เรื่องนี้

ตอนจบของหนังตัวละครที่นำแสดงโดยจูเลีย โรเบิร์ตส์สารภาพกับคนรักใหม่ของเธอก่อนที่จะลงเรือไปท่องทะเลที่บาหลีกันว่า เธอพร้อมแล้วที่จะลงเรือ ฟันฝ่า “ก้าวข้ามไปด้วยกัน” โดยใช้ศัพท์ที่เธอได้ข้อคิดและเรียนรู้มาจากวิถีชีวิตในช่วงหนึ่งที่ได้ไปเห็นและเรียนรู้จากคนอิตาลี และการได้แรงบันดาลใจกับข้อสรุปจากพ่อหมอเคตุทจากบาหลีถึงการจัดสมดุลในชีวิต (แม้เสียหลักไปเพราะความรัก แต่ก็เป็นวิถีหนึ่งของการมีสมดุลในชีวิต)

ผมออกจะมองว่าเรื่องราวและประสบการณ์ในหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องของวิญญาณที่ตัวเธอและสังคมของเธอ (สังคมอเมริกัน) ทำให้ตัวเองแตกปริร้าวขึ้นมาเอง และการก้าวออกมาจากกรง จากตัวตนและสังคมที่หล่อหลอมตัวเองขึ้นมาไปสู่สังคมที่ค่อนข้างไร้ระเบียบและเล็กกว่าอย่างอิตาลี อินเดียและบาหลีนั้นก็เพื่อหาข้อสรุปอันชอบธรรมให้กับความเห็นแก่ตัวของตัวเอง

ซึ่งนั่นคือ…ไม่พ้นการทำอะไรเพื่อตัวเองและการรัก (แต่) ตัวเอง

ผลงาน(เขียน)ลำดับที่ 3 ของผม

ผมเคยนึกตั้งใจเอาไว้เล่นๆ ว่าอยากจะมีงานเขียนของตัวเองจริงๆ ที่ตีพิมพ์ออกมาในชื่อของตัวเองเป็นพ็อกเก็ตบุ้คให้ได้สัก 5 เล่มอย่างน้อยในชีวิต

…เป็นทั้งกิเลสเป็นทั้งความมุ่งมาดคาดหวังส่วนตัว…

และเมื่อไม่กี่วันมานี่ ผลงานของผม ซึ่งเป็นหนังสือเล่มลำดับที่ 3 ก็เดินทางออกสู่บรรณพิภพแล้วในชื่อของ “วันที่ชีวิตเดินทาง” โดยวางจำหน่ายและครั้งแรกในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์เมื่อวันที่ 30 -31 ตุลาคมที่ผ่านมาเป็นที่แรกและซึ่งหลายๆ ท่านที่เคยเข้ามาท่องบล็อก Bytheway แห่งนี้ของผมก็คงจะได้ยลโฉมหนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่านี้ (รวมทั้งเพื่อนผองทางเฟซบุ้คด้วย…อย่าเพิ่งเบื่อนะครับ เอ่อ คือว่า ผมก็เห่องานของผมเป็นธรรมดาเช่นนั้นเองแหละครับ)

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกครับที่ออกมาภายใต้หนังสือว่าด้วย “การเดินทาง” และรวบรวมมาจากคอลัมน์ประจำที่ผมเขียนอยู่ใน “เสาร์สวัสดี” น.ส.พ. กรุงเทพธุรกิจทุกวันเสาร์สุดท้ายของแต่ละเดือน ซึ่งนำมาคัดเลือกคัดสรร เขียนใหม่ เลือกเพิ่มรวมความแล้วก็ได้ประมาณ 16 – 17 เรื่อง พร้อมกันนี้ผมก็ยังได้เลือกภาพแต่ละบทมาลงประกอบโดยในหนังสือก็ได้นำเสนอภาพลงในหน้าทั้งขาวดำและสี่สีสวยงามดีไม่หยอก (ยอมรับว่าตื่นเต้นที่ได้เห็นภาพถ่ายใหม่ๆ นำเสนอออกมาเต็มหน้าเต็มตาพร้อมๆ กับข้อเขียนเก่า)

ถ้ามีโอกาสผ่านไปตามร้านหนังสือที่ไหนสักแห่งก็อย่าลืมลองสอบถามและหามาอ่านดูนะครับ แหม จะว่าไปแล้วตกเรื่องละสิบบาท (กว่าๆ ) เท่านีั้นเอง ขอบอกว่าคุ้มค่าน่าอ่านมากครับ (ไม่ได้โฆษณาจริ้งจริง :P)