นวลกับอ่าง(ของเธอ)

นวลเป็นน้องสาวของแป้ง แป้งรู้จักกับภรรยาผม เพราะเธอเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องคณะเดียวกัน

ผมรู้จักกับแป้ง แล้วต่อมาผมก็ได้รู้จักทั้งแป้งและนวล…

แป้งเป็นนักวาดภาพประกอบ รู้จักดีในนาม “ภัทรีดา ประสานทอง”

นวลเองก็เป็นนักวาดภาพประกอบตามพี่สาวมาติดๆ แต่มีสไตล์และรูปลักษณ์เรื่องราวการสร้างสรรค์งานแตกต่างกันไป เธอมีชื่อจริงใช้ในการสร้างงานด้วยว่า “นวลตอง ประสานทอง”

ผมเคยเขียนถึงนวลกับนิทรรศการส่วนตัวของเธอมาแล้วครั้งหนึ่งซึ่งตอนนั้นใช้ชื่อว่า NYMPH

ด้วยความขยัน ไฟแรงและมีจินตนาการ นวลได้นำหญิงสาวตาโตๆ ผอมๆ กลับมาให้ชมกันอีกครั้งกับเรื่องราวสารพัดสารพันที่สรรค์สร้างเป็นงานศิลปะครั้งใหม่ในชื่อว่า TUB

TUB หรือ “ทับ” ที่แปลว่าอ่างอาบน้ำนั่นแหละครับ

ผมเองยังไม่ได้ไปดูและเห็นว่างานนิทรรศการศิลปะเดี่ยวของหญิงสาวที่น่าสนใจทั้งตัวตนและผลงานครั้งนี้กำลังจะหมดไปในวันเสาร์นี้แล้ว ก็เลยตั้งใจจะช่วยน้องมาประชาสัมพันธ์และบอกต่อให้ไปดูกันเยอะๆ

ว่างๆ ก็ไปดูกันนะครับว่า นวลกับอ่างน้ำนั้นจะมีเรื่องราวใดบ้างที่เธอซุกซ่อนไว้ในสัญลักษณ์ใหม่ครั้งนี้บ้าง

 ————————————————-

ถ้าใช้เฟซบุ๊กลองเสิร์ชหารายละเอียดของงานได้ด้วยคีย์เวิร์ดนี้ครับ – ‘Tub’ by Nualtong Prasarnthong

31 มีนาคมเวลา 18:00 น. – 23 เมษายนเวลา 18:00 น.

 สถานที่ RMA Institute ถ.สุขุมวิท

Turn Me On

Turn Me On
นิทรรศการเครื่องเคลือบดินเผา
โดย นีโน่ สุวรรณี สาระบุตร
จัดแสดงที่ Rotunda & Garden Gallery and Cafe

(ข้อความจากการเชิญชวนไปชมนิทรรศการของนีโน่)

Celebrating the art of the human body in a playful way – ‘Turn Me On’ invites viewers to re-examine themselves and ‘have fun with bums’. Challenge yourself and discover how you feel when confronted with many illuminated, beautiful naked bums.

The bums, in porcelain and stoneware, have been built by hand, fired to the high heat of 1,230 – 1,280 degrees Celsius. They are highly resistant to shy or brash stares, hot or cold touches, polite or direct critique, sexy or loving emotions. So try turning them on and no matter how you feel when seeing or touching them, ask yourself: Are You Turned On?

‘Turn Me On’ is a bum shape ceramic light installation. Individually hand-built stoneware or porcelain with different finishes, glazed, unglazed or textured. Each bum gives out different light and brightness depending on the material, thickness, texture, glaze, light source and light exit.

เวลาเริ่ม:
6 มีนาคม 2010 เวลา 18:30 น.
เวลาสิ้นสุด:
30 มีนาคม 2010 เวลา 18:00 น.
สถานที่:
Rotunda & Garden Gallery, Neilson Hays Library
ถนน:
195 Surawong road
เมือง:
Bangkok, Thailand

นีโน่ สาระบุตร ศิลปินเซรามิก เจ้าของนิทรรศการ “Turn Me On”  ครั้งนี้

http://www.ninosarabutra.com

http://fineart-magazine.com/event_popup.php?id_event=348

โลก…น่ารัก

เหนื่อยนักหรืออย่างไร

กับเมืองใหญ่

เจ้าจึงได้อาศัย

กระถางต้นไม้

พักพิง

………………………

มันอาจจะเป็นไฮกุหรือแคนโด้ดาดๆ ของผม (ก็ผมไม่เชี่ยวกะอะไรทั้งสองอย่างสักอย่าง) แต่เนื่องเพราะมองเห็นว่าโลกเรายังมีความน่ารัก “ง่ายๆ” อยู่รายรอบ

ก็เมื่อคืนวานนี้เองตอนที่ผมกำลังจะยกกระถางต้นไม้เล็กๆ ที่วางไว้นอกหน้าต่างหหลังบ้านตรงห้องครัวเข้ามาเก็บ (ยกเข้ายกออกทุกค่ำเช้าอย่างนี้เหมือนคุณลีอองในหนังเรื่อง เดอะ โปรเฟสชั่นแนล) ก็พบว่ามันดูเหมือนมีใบไม้สีเหลืองยื่นยาวออกมาจากสีอ่อนๆ ของใบไม้เขียวใบเล็กๆ ในกระถาง

แท้จริงแล้วนั้นสิ่งที่เห็นกลับไม่ใช่ใบไม้ที่หน่ายกระถางแต่อย่างใด แต่คือผีเสื้อสีเหลืองอ่อนละไมที่เรียวปีกของมันมีสีตกกระเป็นลายสีน้ำตาลจางๆ ระบายอยู่ด้วย ขนาดตัวหรือก็พอๆ กับใบไม้น้อยๆ ในกระถางนั่นเอง

ผมเลยตกลงใจที่จะยกกระถางและต้นไม้นั้นให้เป็นโฮมสเตย์ของเธอ แล้วก็ปล่อยเอาไว้รับน้ำค้างนอกหน้าต่างอย่างนั้นเหมือนเดิม ผมเอ่ยเบาๆ ในใจของตัวเองยามว่า…

Goodnight and have a good journey!.

ผมไม่ได้เก็บภาพน่ารักๆ นี้เอาไว้ แต่คิดว่าว่างๆ (เมื่อใดนั้น) จะวาดเป็นสีน้ำเอามาให้ดูกันครับ

A World where your eyes deceive you.

delprete_dolphins

ผลงานชื่อภาพ Message of Love from the Dolphins

ในที่ที่เราเชื่อสายตาตัวเองไม่ได้

…ลองถามตัวเองว่าเมื่อมองภาพนี้แล้ว

คุณเห็นภาพอะไร…

ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องหรือการเฉลย

เพราะโลกนี้บางที

หรือก็คือ “โลกลวงตา”

………………………………….

ศิลปินคนเขียนภาพนี้ Sandro Del Prete (1937)

delprete_photo

http://www.del-prete.ch

ผู้หญิงสองคน บนทางสายเดียวกัน

…คุณคิดว่า ‘แฟชั่น’ คืออะไร?

…คุณเป็นคนที่สนใจ ‘แฟชั่น’ และไม่ยอมพลาดเทรนด์ใหม่ๆ หรือว่าเป็นคนที่เบ้หน้าทันทีเมื่อได้ยินคำว่าแฟชั่นผ่านเข้าหู

ผมเองวางตัวเอาไว้กลางๆ กับคำว่าแฟชั่น ไม่ถึงกับสนใจขนาดวิ่งไล่ตาม แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ถึงกับไม่รู้จักหรือไม่รับรู้เอาเสียเลยว่าแฟชั่นมีผลกระทบหรือสร้างความสนใจอย่างไรให้กับผู้คนบนโลกนี้

…………………………………………………

ด้วยเหตุผลดังกล่าวเมื่อ TCDC ซึ่งมีที่ทำการใหญ่บึ้มที่ห้างเอ็มโพเรียมส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์มาเชิญชวนว่าจะมีดีไซเนอร์ไทยที่ไปทำรองเท้าแบรนเนมของตัวเองขายและโด่งดังจนได้รับรางวัลที่ปารีส ฝรั่งเศส จะมาพูดคุยให้ฟังกันฟรีๆ ถึงการสร้างแบรนด์ การทำงานที่ต่างแดน อุปสรรค รวมทั้งชีวิตของเธอในยามบ่ายวันหนึ่ง ผมก็เลยสมัครเข้าไปขอที่นั่งนั่งฟังด้วยคนหนึ่ง

ผู้หญิงคนนี้มีชื่อว่าพิชยนันท์ จินดาพร หรือ “พริ้ง” ครับ เป็นชื่อเล่นของเธอและยังเป็นชื่อที่เธอใช้ในการตั้งแบรนด์เนมรองเท้าของตัวเองด้วย พริ้งเป็นหญิงสาวผิวขาวและมีท่าทางที่สบายๆ นะครับ เวลาพูดคุยจากหน้าห้องใน TCDC เธอก็มิได้มีอาการขวยเขินและพูดคุยให้ข้อมูลและเล่าเรื่องราวได้เต็มที่ ผมเองยังประหลาดใจที่ดีไซเนอร์ไทยที่ไปทำงานที่เมืองนอกจะยังคงความเป็นไทยเอาไว้ได้ อย่างน้อยก็ด้วยการพูดภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ ไม่ติดพูดไทยคำอังกฤษคำเพื่อให้ตัวเองดูว่าโก อินเตอร์

2936เรื่องราวของคุณพริ้งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้หลังจากที่เธอตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าอยากจะทำงานดีไซน์ และไปใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศ (ครับ เธอเลือกปารีส ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งแฟชั่นของดาวเคราะห์นี้) พริ้งจบการศึกษามาทางประวัติศาสตร์ศิลปะที่อเมริกา แล้วก็ลองใช้ชีวิตทำงานมาแล้วหลากหลายงาน กว่าจะพบ “ทางของตัวเอง” ว่าอยากจะทำงานออกแบบ…แล้วเธอก็เริ่มจับงานรองเท้าแฟชั่นที่สะท้อนความเป็นตัวเธอ

รองเท้ายี่ห้อ Pring ของเธอนั้นทุกวันนี้มีร้านอยู่ที่ซอยเล็กๆ แห่งหนึ่งที่เป็นย่านของนักออกแบบและทำงานดีไซน์ของตัวเองในกรุงปารีส เป็นรองเท้าส้นสูง มีการดีไซน์ด้วยสีสันและเทคนิคแพรวพราว ด้วยสรรพรูปแบบของหนังสัตว์ที่ใช้ด้วย และพริ้งนิยามว่า เป็น Affordable Luxury Shoes มิใช่รองเท้าแบรนด์เนมที่ขายกันคู่ละหลายหมื่น (รองเท้าของพริ้งทำทีละไม่กี่คู่ หรือเพียงเบอร์ละคู่ สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 400 เหรียญยูโรครับ)

2928ที่ผมชอบพริ้งจากการได้ไปฟังเธอเล่าประสบการณ์และความตั้งใจในการที่จะทำในสิ่งที่เธอรัก ก็คือ เธอมิได้ทำเพื่อมุ่งหวังชื่อเสียงหรือเงินทองที่เป็นกอบเป็นกำ เพราะเธอตอบคำถามของผู้ร่วมฟังในห้องว่า “ขอเพียงเรามีความสุขที่ได้ทำงานที่เรารักอย่างแท้จริงก็เพียงพอแล้ว เธอไม่ได้ต้องการทำรองเท้าเพื่อเอาใจตลาดหรือออกแบบจากเทรนด์ต่างๆ แต่ทำงานให้เป็นตัวเองมากที่สุด…นั่นก็ฟังดูเหมือนเป็นเคล็ดลับประการหนึ่งที่เธอหยิบยื่นให้กับดีไซเนอร์คนไทยรุ่นใหม่ๆ ที่อยากจะไปผจญโลกกว้าง

…………………………………………………

อีกไม่กี่วันถัดมา เพื่อนผมคนหนึ่งมีบัตรชมภาพยนตร์รอบพิเศษที่จัดขึ้นที่คิงเพาเวอร์ส ซอยรางน้ำ เรื่อง “Coco Avant Chanel” และเอ่ยชวนมาว่าว่างๆ ก็ไปดูด้วยกัน ผมก็เลยตกปากรับคำ ไปนั่งดูหนังเรื่องนี้ในโรงละครอัปสราของที่นั่น

coco-avant-chanel-movie-poster-2ถ้าหากใครเคยรู้เรื่องย่อของหนังเรื่องนี้ก็ต้องบอกว่า เป็นหนังที่เกี่ยวกับแฟชั่นอย่างแท้จริง เพราะกล่าวถึงชีวิตช่วงการก่อร่างสร้างตัวของเจ้าแม่แฟชั่นที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลกที่ชื่อว่า “ชาแนล” หรือโคโค่ ชาแนล

หนังพีเรียดหรือย้อนยุคเรื่องนี้โฟกัสตั้งแต่ชีวิตตอนเด็กของเกเบรียล (ชื่อจริงของชาแนล) ที่ถูกพ่อแท้ๆ ของตัวเองเอามาปล่อยทิ้งให้อยู่สถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้าพร้อมกับพี่สาว ทั้งคู่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับการดิ้นรนที่จะเอตัวรอดด้วยการทำงานสารพัด เป็นทั้งคนรับจ้างเย็บปักถักร้อยและเป็นนักร้องในห้องอาหารที่ไม่ค่อยมีคนสนใจจะฟังเสียงร้องของพวกเธอ

ในที่สุดโชคชะตาก็พัดพาให้ชาแนลไปอยู่กินอย่างลับๆ กับเศรษฐีที่ไม่ค่อยจริงจังกับความสัมพันธ์และการทำมาหาเลี้ยงชีพสักเท่าไร เช่นเดียวกับมุมมองที่เขายึดติดว่า “เป็นผู้หญิงไม่ต้องทำงาน อยู่กับบ้าน ปล่อยให้ผู้ชายทำงานหาเลี้ยง” ส่วนตัวเขาก็มีงานหลักในการเลี้ยงม้าและส่งม้าไปวิ่งแข่ง เข้าสังคม จัดงานปาร์ตี้ไปวันๆ

ต่อมาชาแนลพบรักกับหนุ่มอังกฤษที่ชื่อว่า “บอย” ซึ่งเป็นเพื่อนและผู้ช่วยงานเศรษฐีคนนั้น เพราะหลายๆ สิ่งที่เหมือนกัน และที่สำคัญบอยยอมรับและค้นพบในความเป็นเธอ เขาชอบสไตล์ที่แตกต่างของเธอและยืนยันว่าเห็นด้วยที่เธอจะผละจากเพื่อนเศรษฐีคนนั้นเพื่อไปเปิดโรงงานเล็กๆออกแบบทำหมวกในปารีส โดยที่บอยเป็นผู้สนับสนุนเงินก้อนแรกให้ แม้ว่าทั้งคู่จะมีใจให้กันแต่ก็ได้แต่คบหากันโดยมิได้พูดถึงการแต่งงานอยู่กิน

แต่แล้วโดยไม่คาดคิดบอยก็ประสบอุบัติเหตุรถยนต์จนเสียชีวิต ทำให้ชาแนลเสียใจมาก และเธอก็ยังครองตัวเป็นโสดเอาไว้ตราบวาระสุดท้ายซึ่งทั้งโลกยอมรับในฝีมือและสไตล์ของเธอที่แตกต่างและเรียบหรูดูดี จนเป็นแบรนด์เนมหนึ่งที่หญิงสาวทั่วโลกไม่ว่าใครก็ตามล้วนอยากจะเป็นเจ้าของชาแนลสักชิ้น

3662838025_530b825bb9ผมดูหนังเรื่องนี้ด้วยความเพลิดเพลินจนหลงลืมไปว่าสร้างจากพื้นฐานเรื่องจริงของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเติบโตและใช้ชีวิตเมื่อประมาณปลายศตวรรษที่ 1890 (ซึ่งนานมากๆ) และการแสดงของดารานำหญิงตาโตหน้าหวานที่ชื่อว่าอองเดร โตตู ก็เด็ดขาดมากๆ ผมชอบภาษาฝรั่งเศสที่เป็นภาษาที่ใช้กันทั้งเรื่อง ฟังดูไพเราะดี สมกับที่มีคนเคยพูดเอาไว้ว่าภาษาฝรั่งเศสนั้นเป็นภาษาที่ไพเราะที่สุดของโลก (ขนาดนั้น)

ผมเพียงเก็บเรื่องราวต่างที่ต่างเวลาของหญิงสาวสองคนที่เดินมาเจอกันบนถนนสายหนึ่งที่มีชื่อว่า “แฟชั่น” มาเล่าสู่กันฟังครับ!

www.pringparis.com

การกลับมาของร้าน “ตำอิด”

หลายปีก่อนผมเคยมีร้านเล็กๆ อยู่ในตลาดนัดสวนจตุจักรครับ ชื่อร้าน “ตำอิด” ซึ่งเป็นภาษาอีสานบ้านเกิดของผมครับ มีความหมายว่า แต่แรกเริ่มหรือเริ่มต้น ข้าวของที่ทำขายก็เป็นพวกเสื้อผ้า กระเป๋าย่าม หมวกวณิพก ฯลฯ ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายทอมือเนื้อดีร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำมาได้สัก 5 – 6 ปีผมก็หยุดพักไป เพราะติดพันกับการท่องเที่ยวเดินทางจนแทบไม่เป็นอันกลับมาทำงานเปิดร้านขายของในวันเสาร์- อาทิตย์ (ซึ่งตลาดจตุจักรนั้นร้อนมากด้วย)

ในที่สุดผมก็กลับมาเปิดหน้าร้าน “ตำอิด” ใหม่อีกครั้งที่หน้าเว็บบอร์ดนี้ โปรดติดตามรายละเอียดและดูสินค้าชุดแรกได้ที่หน้า “ร้านตำอิด” หรือ Tam Id Shop ได้เลย

ท่องเว็บกันมามากแล้ว ไปเปิดหูเปิดตาดูข้าวของ ช้อปปิ้งกันบ้างดีไหมครับ?

pant6

(สำรวจ)ใจเขา ใจเรา และใจเธอ

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งคบหาและรู้จักกันมานานนับสิบปี แม้จะไปมาหาสู่หรือเจอกันอย่างตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง แต่เราสองก็ยังคงเป็นเพื่อนกันอยู่

วันหนึ่งกลับจากการเดินทางไกลที่อินเดีย ผมได้รู้ว่าเพื่อนคนนี้ขยับสับเปลี่ยนบทบาทและงานของตัวเองมาเป็นศิลปินเซรามิกแล้วล่ะครับ

งานนิทรรศการที่ผ่านไปตอนต้นปีของเธอมีชื่อว่า “Exploring Love” หรือรักที่ต้องสำรวจหรือสำรวจความรัก อะไรก็ว่ากันไป

2628_64254680807_725005807_1999842_2655622_n

p_home

n725005807_1838292_4303

(ภาพทั้งสามผมดึงมาจาก Facebook ของ Nino Sarabutra นะครับ ขออนุญาตและขอบคุณไว้ด้วย)

หลายปีก่อนนีโน่เป็นผู้หญิงไทยผิวคล้ำท่าทางคล่องแคลวทะมัดทะแมง ผมรู้จักกับเธอจากการเป็นนักข่าว ส่วนนีโน่ทำงานอยู่เอเจนซี่โฆษณา พอหลังๆ พบเจอกันเธอก็เล่าเรื่องที่เธอไปอยู่ยูเครนเพราะออฟฟิศส่งตัวไปทำงานมานานปีกว่า หรือหลังจากนั้นเธอก็เล่าเรื่องที่ไปสอนปั้นเซรามิกและทำงานขายที่ตลาดพ็อตโตเบลโลที่ลอนดอนให้ฟังอย่างสนุกสนานและอดทึ่งกับความเคลื่อนไหวในชีวิตของเพื่อนคนนี้ไม่ได้

นีโน่เป็นคนที่ชอบทำงานสิบอย่างในเวลาเดียวกัน เธอจึงเป็นทั้งก็อปปี้ไรเตอร์ที่เขียนคำโฆษณา เป็นครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ เป็นที่ปรึกษางานประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัท พอว่างก็จะหาเวลาไปเล่นกีฬาพวกเอ้าท์ดอร์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำแบบสกูบ้า เล่นเวคบอร์ด (ผมไม่รู้จักและไม่แน่ใจว่าจะเขียนถูก) เล่นวินด์เซิร์ฟ และล่าสุดเธอหันไปเล่นไค้ท์เซิร์ฟที่โปรดปรานแถวๆ หัวหิน

งานศิลปะของนีโน่เป็นงานเซรามิกขนาดค่อนข้างใหญ่เป็นชิ้นเป็นอัน ทำเป็นรูปทรงของหัวใจขนาดพอจะยกเล่นได้ (เธอให้จับต้องชิ้นงานได้) หนึ่งชิ้นหนึ่งสีหนึ่งเทคนิคและหนึ่งเรื่องราวภายใต้คอนเส็ปท์สำรวจความรักของเธอ พอผมพลาดงานนิทรรศการตอนต้นปีที่จัดขึ้นที่ห้องสมุด Nelson Hays แถวสีลม – สุริวงค์ ผมก็ไม่ลืมที่จะหาเวลานัดหมายพุ่งตรงไปดูงานจริงๆ ที่เหลืออยู่ที่บ้านและสตูดิโอเพื่อนศิลปินคนนี้ที่ย่านนวมินทร์เมื่อมีโอกาส หลังจากนิทรรศการครั้งนั้นผ่านมาแล้วหลายเดือน

พอได้เจอกันและพูดคุยถึงช่วงเวลาที่ห่างหายไม่เจอหน้าค่าตากันก็ร่วมสองปีเห็นจะได้ และได้ชมงานเซรามิกในชุดดังกล่าวของเพื่อนที่นำมาแขวนแต่งผนังเรียงรายไว้อย่างลงตัว (นอกจากจะสวยงาม) ที่บ้านแล้ว ยังได้ชมบ้าน ชมสวน ชมเตาเผาเซรามิก และร่ำเครื่องดื่มแกล้มบทสนทนากันยาวนานตั้งแต่บ่ายแก่ๆ จนถึงยามวิกาลก็ไม่มีที่ท่าว่าจะจบการพบปะกันได้ง่ายๆ

n

นีโน่ สาระบุตร เจ้าของผลงานรูปหัวใจที่ยังไงก็ไม่ซ้ำ

n2n1ไม่มีเวลาที่จำกัดหรือแน่นอนสำหรับมิตรภาพ มิตรดีๆ ก็ไม่มีวันเก่าไปตามกาลเวลา

สำรวจหัวใจของเรา และลองหาที่ว่างให้กับความรักดีๆ ที่มีอยู่ระหว่างเพื่อนกันดีกว่าไหมครับ

นีโน่กำลังวางแผนที่จะทำนิทรรศการเซรามิกครั้งหน้าของเธอ ติดตามชมเว็บไซต์เท่ๆ ตามสไตล์นีโน่ได้ที่ http://www.ninosarabutra.com