สั่งจองหนังสือ”ชีพจรแห่งโยคะ” ได้แล้ววันนี้

cover_final050213_2 cover_final050213

ปกหนังสือ “ชีพจรแห่งโยคะ” รวมเล่มบทความชุดชีพจรแห่งโยคะที่เคยตีพิมพ์ใน “กายใจ” หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจครับและข้อเขียนเกี่ยวกับโยคะของผม

ขนาดพ็อกเก็ตบุ๊ก จำนวนหน้า 160 หน้าโดยประมาณ ราคาเล่มละ 180 บาท

สนใจเป็นเจ้าของบอกไว้ใต้โพสต์นี้หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ ittiritp@gmail.com โทร 081-246 7862 (อิท)

พิมพ์จำนวนจำกัดครับ หนังสือจะพิมพ์เสร็จราวๆ ต้นเดือนกุมภาฯ ที่จะถึงนี้ และคาดว่าพร้อมจะจัดส่งได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2556

หากสนใจสั่งจะส่งรายละเอียดบัญชีธนาคารสำหรับการโอนเงิน (180 บาทต่อเล่ม ค่าจัดส่งทางไปรษณีย์อีกเล่มละ 20 บาทครับ) ไปให้ทางอีเมลของท่านหรือแจ้งมาทาง inbox หรือหน้าเพจเฟซบุ๊กผมได้โดย add ผมได้ที่ https://www.facebook.com/ittirit

cover_final050213_2

สะพาน…

b1
อาจไม่บ่อยครั้งหรือไม่เคยเลยสักครั้งในชีวิตก็ว่าได้สำหรับใครหลายต่อหลายคนที่จุดหมายปลายทางที่กำลังมุ่งหน้าเดินไปจะคือที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งเราเองไม่แน่ใจนักว่าที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ เป็นจุดหมายหรือเป็นสถาปัตยกรรมกันแน่
เคยไหมครับที่จะเอ่ยปากบอกใครต่อใครว่าเรากำลังมุ่งหน้าเพื่อไปหยุดลงที่ปลายทางซึ่งเป็นเพียง “สะพาน” แห่งใดแห่งหนึ่ง…
หากคุณไม่ใช่ผู้ชายสะพายกล้องที่มีนามว่า “โรเบิร์ค คินเคด” จากวรรณกรรมของ Robert James Waller ที่หลายๆ คนรักในเนื้อหา “The Bridges of Madison County” ซึ่งออกตามล่าถ่ายรูปสะพานโรสแมนในตำบลเมดิสันเคาน์ตี รัฐไอโอวาจนพบเรื่องราวแห่งความรักอันเป็นไปไม่ได้กับแม่บ้านคนหนึ่งเสียแล้วคงยากที่สักครั้งหนึ่งเราจะเคยยึดเอาเรื่องราวของสะพานสักแห่งมาเป็นจุดหมาย
20
วันหนึ่งผมก็ตกลงปลงใจที่จะไป “สังขละบุรี” เมืองชายแดนด้านตะวันตกของจังหวัดกาญจนบุรี ที่ซึ่งเวลาเอ่ยให้ใครต่อใครฟังว่าจะไปที่นั่น เป็นต้องถูกถามว่าจะไปเที่ยวไหนไปดูอะไร ขณะที่บางครั้งคำตอบที่แท้จริงในใจของเราอาจเป็นเพียงการได้ไปใช้เวลาว่างๆ สักสองสามวันที่ไหนก็ได้โดยที่ไม่ต้องมีเรื่องราวอะไรหรือความตั้งใจว่าจะไปเที่ยวที่ไหนหรือไปดูอะไรจริงๆ จังๆ รองรับ
แต่แล้ว “สะพาน” ก็ถูกดึงขึ้นมาเป็นคำตอบบังหน้าสำหรับผม เพราะถ้าหากใครก็ตามที่เป็นนักท่องเที่ยวท่องไทยย่อมจะเคยไปหรือรู้ข้อมูลดีว่าที่สังขละบุรีหรือ “สังขละฯ” นั้นนอกจากจะมีเมืองบาดาล วัดจมน้ำที่สร้างแรงดึงดูดให้สังขละฯ ตามแคมเปญ Unseen Thailand แล้วยังมีสะพานที่ขึ้นชื่ออยู่แห่งหนึ่ง (แน่ล่ะ ผมเองยังไม่เคยไป) ซึ่งสักครั้งหนึ่งในชีวิตผมเองก็นึกอยากจะเดินทางไปให้ถึงอำเภอที่อยู่แสนไกลและมีสะพานไม้แห่งนั้นบ้างเหมือนกัน
เมื่อเวลาและความตั้งใจลงตัวการเดินทางออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่สังขละฯ อย่างไม่รีรอก็เริ่มต้นขึ้น หนทางที่ดูเหมือนไม่ห่างไกลเพราะกาญจนบุรีได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดทางภาคตะวันตกที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แค่เพียงเดินทางชั่วโมงเศษ แต่จากเมืองกาญจน์เข้าสังขละฯ นั้นกลับเป็นเส้นทางที่ยาวไกลและบุกป่าฝ่าเขาข้ามไป เพราะอำเภอปลายสุดของเมืองกาญจน์แห่งนี้อยู่ประชิดชายแดนพม่าด้วยระยะห่างถึงประมาณ 215 กิโลเมตรจากตัวจังหวัดเลยทีเดียว
เส้นทางที่เลี้ยวขวาออกจากทางเข้าอำเภอทองผาภูมิ (ไกลสุดของเมืองกาญจน์ที่ผมเคยไป) อีก 70 กว่ากิโลฯ ก่อนจะถึงตัวอำเภอสังขละฯ นั้นถือว่าเป็นไฮไลต์ของการเดินทางอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะมีธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพรสวยงาม ลำน้ำสายเล็กใหญ่ที่มีสะพานแห่งแล้วแห่งเล่าและอ่างเก็บน้ำของเขื่อนเขาแหลมแล้ว การป่ายปีนเส้นทางคดเคี้ยวสูงชันของทางหลวงที่เงียบสงบไม่ค่อยจะมีรถราวิ่งสัญจรก็ทำให้อดที่จะคิดถึงบางห้วงจังหวะของการเดินทางขึ้นเมืองปายของภาคเหนือไม่ได้
บางช่วงขณะที่กำลังเดินทางอยู่นั้นทำให้อดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่าทำไมอำเภอแห่งหนึ่งของจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ถึงได้มาตั้งอยู่ห่างไกลได้เพียงนี้ แต่แล้วคำถามในใจก็มลายหายไปเมื่อเดินทางไปถึงและปรับตัวกลมกลืนเข้ากับบรรยากาศที่เล็กๆ เงียบสงบทั้งกลางวันและกลางคืนในเวลาไม่นาน ทุกสิ่งที่นั่นยังคงเรียบง่าย แต่ก็มีทุกอย่างพร้อมพรั่ง ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าสะดวกซื้อที่เปิดไฟสว่างโร่ให้บริการ 24 ชั่วโมงบนเส้นหน้าตลาดสด ร้านกาแฟที่เปิดเป็นที่พักตรงมุมถนนกลางอำเภอซึ่งให้บริการแบบไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน คิดจะแวะไปกินขนม ของว่างหรือดื่มกาแฟตอนไหนก็ได้ทั้งนั้น
เจ้าของเกสต์เฮาส์เล็กๆ ที่ชื่อ “ไฮกุ” ซึ่งผมไปพักและเปิดร้านกาแฟชื่อ Graph Cafe (ช่างคิดที่ชื่อกราฟที่เขาตั้งนั้นมาจากความคดเคี้ยวขึ้นลงเหมือนเส้นกราฟของถนนมาสู่สังขละฯ) เขียนข้อความไว้บนโปสการ์ดที่เขาทำขายในร้านว่าสิ่งที่สังขละฯ มีก็คือ ความไม่มีอะไร (Nothing)
แต่สะพานไม้แห่งสังขละบุรีหรือที่มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า “สะพานอุตตมะนุสรณ์” และการเดินข้ามฟากเพื่อไปชมหมู่บ้านมอญ (บ้านวังกะ) ก็เพียงพอแล้วสำหรับผมจากความไม่มีอะไรของสังขละฯ ในครั้งแรกที่เราได้ทำความรู้จักกัน
สังขละบุรีเป็นอำเภอที่ติดต่อกับชายแดนพม่า ตัวอำเภอตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า “สามประสบ” คือ สถานที่ซึ่งลำน้ำ 3 สายคือ ซองกะเลีย บิคลี่ และรันตี ไหลมาบรรจบกัน เป็นที่มาของแม่น้ำแคว สะพานมอญซึ่งมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่าสะพานอุตตมะนุสรณ์นั้นได้ชื่อว่าเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยและยาวเป็นอันดับสองของโลก ด้วยความยาว 850 เมตร สถิติในระดับโลกนี้จะจริงเท็จอย่างไรผมไม่สามารถให้คำตอบได้ แต่ในความคิดผมซึ่งเคยไปชมสะพานไม้อูเบ็งที่เมืองอมรปุระ มัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาร์มาแล้ว คิดว่าสะพานมอญของเราอาจจะเป็นรองสะพานอูเบ็งแห่งนั้นก็เป็นได้
สะพานมอญที่ใช้เพียงการเดินสัญจรได้เท่านั้นสร้างขึ้นเพื่อใช้ข้ามแม่น้ำซองกาเลียและเชื่อมการสัญจรจากชุมชนคนมอญที่ฝั่งหนึ่งมาถึงตัวอำเภอสังขละฯ ได้อย่างสะดวกง่ายดายและใกล้กว่าการเดินทางลัดเลาะหลายกิโลเมตรด้วยเส้นทางถนน
จากการเป็นจุดชมวิวเวิ้งน้ำทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ์อันกว้างไกล บรรยากาศของสายน้ำอันเงียบสงบและงดงามทั้งในยามเช้าตรู่และก่อนตะวันจะลาลับ ทิวเขาทอดยาวอยู่ลิบๆ เรือนแพและวิถีชีวิตชาวบ้านริมแม่น้ำทั้งสองฝั่ง ทำให้สะพานมอญแห่งนี้กลายเป็นมากกว่าสถาปัตยกรรมหรือเส้นทางสัญจรที่ผู้คนท้องถิ่นใช้เดินทางไปมาหาสู่ ทำธุระ แต่กลายเป็นจุดสนใจและจุดหมายปลายทางของใครต่อใครที่มุ่งหน้าเข้าไปถึงอำเภอชายแดนแห่งนี้ ซึ่งผมเองก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนที่ว่านั้น
ในความที่ว่าสังขละฯ เล็กๆ ไม่มีอะไรนั้นเองที่ผมได้ยินเสียงรำพันตั้งคำถามเหนือสายน้ำของตัวเองว่าเพราะอะไรหรือเหตุใดกัน สะพานเพื่อการสัญจรจึงได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทำให้คนรู้จักและดั้นด้นอยากจะมา เหตุใดกันความหมายและความสำคัญของหน้าที่เพื่อสัญจรของสะพาน (ไม้) จึงลดน้อย ถูกมองข้าม หรือหายไป…

กระท่อมว่างเปล่า วิหารเดียวดาย

กระท่อม

เป็นการยากที่เราจะใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังเดียวดายได้อย่างมีสติและอย่างรู้คุณค่าในความเดียวดายนั้น จากความรีบเร่งของชีวิต ความสับสนของวิถีในโลกยุคใหญ่ที่เป็นอยู่ อาจพูดได้ว่านอกจากโอกาสของการอยู่ตามลำพังจะหาได้ยากแล้ว การที่จะมีใครสักคนหนึ่งนิยมชมชอบการใช้เวลาอยู่คนเดียวโดยไม่คบค้าสมาคมกับใครบ้างบางเวลาก็ยิ่งหาได้ยากกว่า
ในระหว่างเส้นทางที่พาเราออกไปสู่นอกเมืองห่างไกล ภาพจากสองข้างทางที่เคยประสบและนำพาความรู้สึกสบายอกสบายใจยามได้เห็นบางครั้งก็คือภาพของกระท่อมหลังเล็กๆ ซึ่งอาจเป็นเรือนพักหลบแดดฝนของคนทำไร่นา อาจเป็นเพียงกระท่อมที่มีโครงสร้างเรียบง่าย สร้างจากไม้ไม่กี่ชิ้น ฝาและพื้นปูด้วยไม้ไผ่สาน มุงหญ้าแฝก ไร้ราคาค่างวดสูงส่ง แต่กระท่อมน้อยหลังที่เคยพบเห็นซึ่งตั้งอยู่อย่างเดียวดายกลางทุ่งนา ตามไหล่เขานาขั้นบันไดหรือชายป่า ในทิวทัศน์อันโล่งกว้างเป็นธรรมชาตินั้นต่างหากที่กลับสร้างความรู้สึกสบายตาสบายใจ สมถะเรียบง่าย ไม่ต้องการอะไรมากนักในชีวิตให้แก่ผู้ที่ได้พบเห็น
การใช้ชีวิตไล่กวดสิ่งต่างๆ อย่างไม่สิ้นสุด เพื่อสนองความต้องการภายนอกและความรู้สึกอันไม่สิ้นสุดในใจของคนเรา บางครั้งดูเหมือนกับว่าเรากำลังใช้โมงยามทั้งหมดที่มีในชีวิตสลักเสลาลวดลายวิจิตรให้กับวิหารใหญ่โตเกินกำลัง กว่าจะได้เสาแต่ละต้นให้สูงตระหง่านเพื่อค้ำยันความรู้สึกภายในตัวเองให้สูงส่งกว่าคนอื่นๆ กว่าจะได้รูปทรงของวิหารให้ใหญ่โตโอ่อ่าอัครฐาน แต่แล้วผู้ที่ใช้เวลาเพื่อสะสม สร้างทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินตัวก็อาจจะหมดแรง ล้มฟุบ ซุกตัวอยู่ภายในเงาของสิ่งที่ตัวเองสร้างโดยที่ไม่ทันได้รู้สึกในความยิ่งใหญ่ของวิหารที่ทุ่มเทเรี่ยวแรงและวันเวลาลงไป
ช่างน่าสนใจว่าชีวิตที่ดูเหมือนว่าประกอบด้วยหลายสิ่งหลายอย่างมากมาย ทั้งสุขภาพ ความสมบูรณ์พร้อมทางหน้าตา ชื่อเสียง ความสำเร็จและเงินทอง ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจก่อเกิดความเป็นสุข ความสมหวัง ความทุกข์ ดิ้นรนทุรนทุรายหรืออยากได้ใคร่มีให้แก่คนเราได้อย่างไม่สิ้นสุด และเมื่อคนเราชอบที่จะใช้การเปรียบเทียบในความสุขความทุกข์ที่เราเองมีอยู่กับผู้อื่นด้วยการบอกว่าวิหารในตัวเรานั้นมีขนาดใหญ่โตแค่ไหน มีห้องหับมากกว่า หรือมีทรัพย์สมบัติที่ครอบครองอยู่มากกว่าวิหารของคนอื่นและที่แข่งขันกันอยู่ด้วยแล้ว ในชีวิตก็แทบจะไม่เหลือพื้นที่ให้หันกลับมามองว่าภายในวิหารแห่งชีวิตที่ได้เอาความสุข วันเวลา การเสียสละหลายสิ่งอย่างในชีวิตเข้าแลกให้ได้มานั้น มีผู้อื่นหลงเหลือเพื่อร่วมสุขร่วมทุกข์ในร่มเงาอันยิ่งใหญ่แห่งนั้นหรือไม่
หากเราไม่มุ่งเน้นการสะสมและยึดครอง ใช้เวลาไปในการสร้างวิหารเพื่ออยู่อย่างเดียวดาย แต่พยายามที่จะมองเห็นความสุขจากพื้นฐานชีวิตที่เรียบง่าย เป็นสุขได้จากตัวเรา จากภายในที่เต็มพร้อมในตัวเองซึ่งเกิดจากการมองเห็นความทุกข์ให้ชัด และเห็นว่าแท้จริงแล้วสุขและทุกข์เป็นเงาของกันและกัน จิตใจของเราอาจไม่แตกต่างจากไม้ไผ่สานที่ขึ้นรูปเป็นฝาผนัง ขื่อคานและชานเรือนของกระท่อมน้อยมุงหญ้าแฝก ซึ่งแม้จะเผชิญกับความแปรเปลี่ยนผุพังอย่างง่ายดาย จากการตั้งอยู่กลางทิวทัศน์อันโล่งกว้างท้าทายแดดฝน และแม้จะทั้งกระท่อมหลังเล็กๆ หลังนั้นจะบรรจุไว้เพียงห้องว่างเปล่าโล่งๆ ได้เพียงห้องเดียว
แต่ก็อาจพร้อมที่จะเป็นเรือนชานให้ใครต่อใครเข้าไปหลบแดดหลบฝนได้ หรือให้สายตาของผู้ที่เหนื่อยล้าจากการสะสมสร้างวิหารของตัวเองได้หย่อนพักลงกับภาพอันเรียบง่ายแม้เพียงครู่หนึ่ง
(ขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=50118)