วิถีจักรยาน Path of bike

Path of bike#10: Finally we had ride on Bangkok Car Free Day 2012.

“วิถีจักรยาน-10” : แล้วก็ไปปั่นในวันปลอดรถปีนี้ หลังจากนำภาพและเรื่องราวอันมี “จักรยาน” พาหนะสองล้อซึ่งมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับคนเราและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดมาฝาก ผมก็ได้ไปปั่นกับขบวนจักรยานที่ไปรวมตัวกันที่ลานพระบรมรูป ร.5 ตั้งแต่เช้าวันนี้จนปั่นกลับบ้านตอนบ่ายของวัน รู้สึกดีมากๆ ครับ ไม่เหนื่อยเลย และยืนยันว่าการปั่นจักรยานในกรุงเทพฯ นาทีนี้ยังเป็นไปได้ และให้รอยยิ้มแก่เราได้เสมอ

🙂

Path of bike#9: Preeda’s bike

“วิถีจักรยาน-9″ :จักรยานยี่ห้อ”ปรีดา” จากการดูรายการแฟนพันธุ์แท้ ตอนจักรยานเสือหมอบเมื่อคืนนี้ ทำให้ได้รู้ว่าครั้งหนึ่งเมืองไทยเคยมีจักรยาน(เสือหมอบ)ยี่ห้อ “Preeda” (ปรีดา) ตามชื่อของนักกีฬาปั่นจักรยานทีมชาติผู้เคยเข้าแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ.1964 คือคุณปรีดา จุลละมณฑลซึ่งล่วงลับไปแล้ว (ภาพผมเซฟมาจากเว็บไซต์) 

Path of bike#8: duty of bike: I just took my mini bike called Koko to go to local fresh market nearby my home happily 🙂

“วิถีจักรยาน-8” : การงานของจักรยาน (คันจ้อย) สำหรับเย็นนี้คือการปั่นเป็นเพื่อนผมไปแบกขนข้าวปลาอาหารสดมาจากตลาดเล็กๆ แถวบ้าน สนุก เหน็ดเหนื่อยแต่ได้อรรถรสดีครับกับการควบจักรยานไปจ่ายตลาด ได้รสชาติดีกว่าการไปเดินเข็นรถช้อปเอาจากซูเปอร์สโตร์เป็นไหนๆ 

Path of bike#7 : “more than just a bike”
“วิถีจักรยาน -7” :  เป็นได้มากกว่า
เก็บเอามาฝากจากเว็บไซต์นี้ครับhttp://www.banidea.com/eco-bike-home-travel/ “รถจักรยานบ้าน สุดยอดการออกแบบ Eco Bike Home ออกแบบโดย KEVIN CYR
เชื่อว่า หลายท่านคงเคยได้เห็นการออกแบบรถบ้านหรูหรามาหลายคัน รถที่ออกแบบมาเพื่อการเดินทางไกล พักได้ทุกที่ที่ต้องการ แต่นั่นอาจเป็นความใฝ่ฝันที่ยากจะเอื้อมถึง เพราะต้องใช้ปัจจัยด้านการเงินสูงมากกว่าจะได้มา แต่สำหรับวันนี้ “บ้านไอเดีย” นำไอเดียในการออกแบบรถบ้านที่ทั้งประหยัดต้นทุน ประหยัดพลังงาน ด้วยการออกแบบร่วมกับรถจักรยาน ต่อเติมพ่วงท้าย ออกแบบให้มีห้องนอน ห้องเก็บสัมภาระภายใน และสามารถเดินทางได้จริง

รถจักรยานเก่าที่แปรเปลี่ยนสถานะเป็นบ้านหลังใหม่ ด้วยการใช้วัสดุไม้เหลือใช้ นำมาประกอบต่อเติมกันด้วยหัวใจของนักรักการออกแบบ ภายในเป็นห้องนอนขนาดเล็ก สามารถนอนได้จริง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่หลงรักการเดินทางอย่างเป็นอิสรภาพ ทั้งประหยัดต้นทุน ประหยัดค่าใช้จ่าย และที่สำคัญ ประหยัดพลังงาน ไอเดียนี้อาจทำให้ความฝันเป็นจริงได้ง่ายยิ่งขึ้น”
Path of bike#6: Keep Moving: “Life is like roding a bicycle.To keep your balance,you must keep moving.”
“วิถีจักรยาน-6″ คำคมจากปรมาจารย์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งผู้คนที่รักวิทยาศาสตร์และรักจักรยานคงพอจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วครับ…”การใช้ชีวิตก็เหมือนกับการปั่นจักรยาน ถ้าอยากจะทรงตัวให้ได้ก็ต้องทะยานไปข้างหน้าเรื่อยๆ” (ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ที่ผมเซฟมาให้ชมด้วยนะครับ)
Path of bike#5: Roadless travel
“วิถีจักรยาน5” : (ถนน) เท่าไหร่ถึงจะพอ…ตอนเย็นที่ผ่านมา ผมเดินกางร่มข้ามสะพานลอยตรงหมอชิตมีโอกาสได้เห็นลานจอดรถยนต์กว้างสุดหูสุดตากับจำนวนรถยนต์นับพันคัน คำถามที่ไม่มีคำตอบ “ถนนกว้างเท่าไหร่ ยาวอีกกี่สายถึงจะพอ”… ตั้งแต่มีนโยบายบ้องตื้นสนับสนุนให้คนออก”รถคันแรก” แว่วว่ารถติดมากขึ้นกับจำนวนประชากรรถยนต์ในกรุงเทพฯ ที่พุ่งขึ้นเป็นเจ็ดล้านคัน! นโยบายและการเอาจริงจากภาครัฐในการสนับสนุนการใช้จักรยาน ปรับปรุงบริการขนส่งมวลชนให้ดีขึ้นและเพียงพอเท่านั้นที่จะเป็นทางออกปัญหาจราจรและสิ่งแวดล้อมของเมืองใหญ่
Path of bike#4 : use a bike not just only wish for.
“วิถีจักรยาน” – 4 : “จักรยาน…ภาวนา” ผมเก็บภาพนี้มาจากแยกภาวนาบนถนนลาดพร้าวเมื่อสายๆ วันนี้ ขณะที่เดินไปทำธุระที่ธนาคาร แม้จะอยู่บนถนนลาดพร้าวซึ่งยวดยานจอแจและเป็นถนนที่ขึ้นชื่อว่ารถติดมากที่สุดสายหนึ่งของกรุงเทพฯ ตามตรอกซอกซอยบนถนนลาดพร้าวก็ยังมีจักรยานจอดล็อคเอาไว้รอเจ้าของแทบจะทุกปากซอย หรือวันดีคืนดีก็ได้เห็นคนปั่นจักรยานบนถนนเส้นนี้อย่างเริงร่าเอาชนะรถติดไปอย่างชื่นมื่น นี่เองเป็นเสน่ห์และอารมณ์ดีที่คนใช้จักยานพึงจะได้รับ แม้จะว่าต้องเสี่ยงกับการถูกเบียดถูกแซง หรือหาพื้นที่น้อยนิดบนถนนเพื่อใช้จักรยานได้ยากเย็น แต่ประสาผู้ใช้จักรยานเท่านั้นที่จะรู้ดีว่าเราไม่กลัวรถติดและไม่อารมณ์เสียเพราะรถติด…
วิถีจักรยาน3- “ลงมือปั่นเพื่อเปลี่ยน” หลายวันก่อนภรรยาผมคว้าจักรยานคันเล็ก (ที่เราเรียกว่า “โกโก้”) ปั่นออกไปทำงานแถวๆบ้าน เพราะสถานที่จะไปนั้นใกล้เกินกว่าจะใช้รถยนต์ แต่ก็ไกลกว่าการเดินสบายๆ “จักรยาน”จึงเป็นทางเลือกทางออกที่พอเหมาะพอดี แม้ว่าจะต้องยกจักรยานขึ้นสะพานลอยข้ามถนนไปด้วยก็ตาม ในกรณีนี้บ่งบอกว่าขอเพียงเราหาโอกาสและให้โอกาสในการใช้จักรยาน การเดิน หรือการใช้รถขนส่งมวลชนแทนรถยนต์ส่วนตัวทีละเล็กทีละน้อยและช่วยๆกัน แค่นี้ก็น่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่ดีร่วมกัน 🙂
วิถีจักรยาน2- “จักรยาน…แรงบันดาลใจ”
ช่วงนี้ถ้าหากสังเกตให้ดีจะพบว่ามีร้านกาแฟ (คาเฟ่) ร้านอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “จักรยาน” เกิดขึ้นหลายแห่งโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีเพราะแม้ว่าจะยังไม่มี “เลนจักรยาน” บังคับใช้หรือเกิ
ดขึ้นจริงๆ หรือยังไม่มีผู้คนในเมืองหลวงนำเอาจักรยานออกมาใช้เพื่อประชดรถที่ติด ถนนที่เบียดเสียดแออัดด้วยยวดยานที่บริโภคน้ำมันก็ตาม แต่เราในฐานะผู้มีจักรยานเป็นแรงบันดาลใจก็ยังสามารถไปแลกเปลี่ยนกันหรือสัมผัสแง่มุมที่น่าชุ่มชื่นใจของคนรักจักรยานได้ตามร้านคาเฟ่เหล่านี้…และได้แต่หวังว่าในวันหนึ่งข้างหน้าพลังของสองล้อและสองขาจะนำพาท้องถนนและสังคมไปสู่สังคมที่รักและใช้จักรยานกันจริงๆ จังๆ มากขึ้น
วิถีจักรยาน1- UBM: Urban Bike Messenger ที่มิลาน ประเทศอิตาลี จากนิตยสารโมโนเคิล ฉบับเดือน ก.ค./ส.ค.2555 ที่ผ่านมา พวกเขาคือผู้ให้บริการรับส่งเอกสารและพัสดุบนอานจักรยานนั่นเอง

เรียนโยคะที่อินเดีย หวนกลับคืนสู่รากเหง้า

          อินเดียนั้นเป็นต้นทางหรือถิ่นกำเนิดศาสตร์เก่าแก่อย่างโยคะ และอาจกล่าวได้ว่าหนึ่งในคุณูปการหนึ่งที่สังคมอินเดียได้สร้างสรรค์เอาไว้ ก็คือการให้กำเนิด “ปรัชญาโยคะ” เพื่อการหลุดพ้นและจิตใจที่สงบสุข พ้นจากความทุกข์

            เมื่อศาสตร์โยคะได้รับการยอมรับมากขึ้นและแพร่ขยายไปทั่วโลกทุกวันนี้ การสืบสานศาสตร์โยคะเพื่อการเรียนรู้เรื่องราวของโยคะในระดับที่ลึกลงไป หรือเรียนเพื่อเป็น “ครูโยคะ” เกิดขึ้นทุกหย่อมย่านทั้งในประเทศไทยและทุกๆ มุมโลก แต่ถึงกระนั้นหลายๆ คนก็ยังมีความปรารถนาที่จะได้เดินทางกลับไปค้นหารากเหง้าแห่งโยคะด้วยการไปร่ำเรียนโยคะถึงถิ่นอินเดีย

“อินเดียมีอะไรดี” และทำไมจะต้องไปเรียน “โยคะ” ไกลถึงที่นั่น การเดินทางไปอินเดียด้วยตัวเองจะทำได้อย่างไร และจะตัดสินใจไปเรียนที่ไหนดี คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นในจิตใจของผู้ที่กำลังให้ความสนใจในการไปเรียนโยคะที่อินเดีย…

           อรุโณทัยเสวนาครั้งที่ 2 โดย “อรุโณทัย” สื่อโยคะออนไลน์ในประเด็น “ศิษย์อินเดีย” ชักชวนผู้คนที่สนใจโยคะมานั่งลงเสวนากันในข้อกังขาเหล่านี้ โดยนำประสบการณ์ในการเดินทางไปเรียนโยคะที่ประเทศอินเดียมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน กิจกรรมเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อ 5 สิงหาคม 2555 ณ Soul Space yoga Studio & art gallery

ประเด็นหลักที่นำมาสู่การจัดเสวนาดังกล่าวก็คือ ความน่าสนใจที่จะไปเรียนโยคะที่อินเดียอยู่ที่จุดใดบ้าง และที่มาของการตัดสินใจเลือกที่จะไปเรียนที่โยคะยังสถาบันหรืออาศรมโยคะแห่งใดแห่งหนึ่งของแต่ละคนนั้นมีอะไรเป็นแรงบันดาลใจทำให้ตัดสินใจ เลือกอย่างไรว่าจะไปเรียนโยคะที่ไหนดี รายละเอียดของคอร์สการเรียนเป็นเช่นไร การเดินทางและบรรยากาศการเรียนที่เกิดขึ้นจริงมีรายละเอียดอย่างไร และที่สำคัญก็คือ “อินเดีย” ให้อะไรและได้รับอะไรจากการเดินทางไปเรียนโยคะกลับมาจากอินเดีย

          วิทยากรหลักที่มานำสนทนาแลกเปลี่ยนใน “อรุโณทัยเสวนา” ครั้งนี้ประกอบด้วยคุณสุทธิดา พิพิธภักดี ซึ่งไปเรียนโยคะมาจากสถาบันไกวัลยธรรมโยคะ (Kaivalyadhama Yoga Institute)เมืองโลนาฟลา (Lonavla) คุณจักรกริช  พวงแก้ว จาก Bihar Yoga Bharati,Munger รัฐพิหาร คุณเอกชัย สถาพรธนพัฒน์ จากโยคะวิทยากูรูกุล (Yoga Vidya Gurukul) เมืองนาสิก และคุณอิทธิฤทธิ์ ประคำทอง จากอาศรมศิวนันทะ (Sivananda Vedanta Dhawantari Ashram) เนยาร์แดม เมืองตริวันดรัม รัฐเกรละ

คุณสุทธิดาเริ่มเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ 6 สัปดาห์ในการไปเรียนโยคะที่ Kaivalyadhama Yoga Institute ตั้งอยู่ในเมืองโลนาฟลา ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ระหว่างปูเน่และเมืองมุมไบว่า เลือกไปเรียนจากคำแนะนำของครูโยคะหลังจากที่เริ่มฝึกโยคะอยู่ที่กัวลาลัมเปอร์ เนื่องจากทฤษฎีวิชาการของสถาบันนี้ที่ละเอียด แม้ว่าภาคปฏิบัติจะอ่อนมากเมื่อเทียบกับสถาบันอื่นๆ แต่การพยายามนำเอาหลักวิทยาศาสตร์มาทำความเข้าใจประโยชน์ของโยคะเป็นจุดเด่นของสถาบันนี้
“หลังจากฝึกในสตูดิโอได้ปีกว่าๆ ตอนนั้นรู้สึกว่าอยากหาความรู้เกี่ยวกับโยคะให้ลึกซึ้งมากขึ้น โดยเฉพาะประโยชน์ของการฝึกที่มีต่อสุขภาพร่างกายของเราจึงตัดสินใจไปเรียนที่นี่ โชคดีที่มีเพื่อนผู้หญิงเดินทางไปด้วยทำให้ไม่ต้องศึกษาข้อมูลหรือเตรียมตัวด้วยตัวเองมากนัก

          “ถึงแม้ระหว่างเรียนช่วง 6 สัปดาห์นั้นจะรู้สึกว่าหนักหนาพอสมควรเพราะเรียนหลายวิชาและใช้เวลาเต็มวัน แถมต้องกลับไปอ่านหนังสือเตรียมสอบ เรียกได้ว่าเข้มข้นมาก ส่วนของหลักสูตรก็ถือว่าครบถ้วน เป็นที่น่าพอใจ วิชาที่จัดมาให้เรียน หลากหลายและครอบคลุมแทบทุกด้านของโยคะ”

คุณสุทธิดาสรุปว่า ชอบและดีใจที่ตัดสินใจดั้นด้นไปเรียนหลักสูตรนี้ถึงอินเดีย
เพราะนอกจากความรู้ที่ได้กลับมา ยังได้รู้จักครูบาอาจารย์ที่ดำเนินชีวิตตามวิถีโยคะ รู้จักเพื่อนใหม่ที่มีความสนใจเดียวกัน แล้วก็ได้ฝึกวินัยตัวเอง ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมาก

ส่วนคุณจักรกริชและคุณเอกชัย สองชายหนุ่มนั้นให้ความสนใจไปเรียนโยคะที่อินเดียเพื่อต่อยอดความสนใจและประสบการณ์ในการฝึกโยคะที่มีอยู่ โดยคุณเอกชัยนั้นเรียนจบหลักสูตรครูโยคะของสถาบันโยคะวิชาการก่อนที่จะเดินทางไปเรียนต่ออินเดีย ขณะที่คุณจักรกริชนั้นหลังจากฝึกโยคะในสตูดิโอที่เมืองไทยก็เลือกที่จะไปใช้เวลาเรียนคอร์สที่ใช้เวลานานถึง 4 เดือนในคอร์สชื่อ Course in Yogic Studies ที่เมืองพิหาร ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนโยคะเก่าแก่และเป็นที่รู้จักดีแห่งหนึ่ง

ปัญหาและอุปสรรคตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่เรียนโยคะที่อินเดียของคุณจักรกริชคือการที่จะต้องเข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์ของทางโรงเรียนซึ่งเป็นกิจกรรมที่จริงจังและเข้มข้นมาก จนทำให้เกิดแรงต่อต้านขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังรู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่มีค่าและให้อะไรกับชีวิตมาก ได้รู้จักกับ “Seva Yoga” ซึ่งเป็นกิจกรรมการทำงานเพื่อสังคมหรือ “กรรมโยคะ” (Karma Yoga) แม้คอร์สที่ได้เรียนจะไม่เรียกว่าเป็นหลักสูตรครูโยคะก็ตาม เนื่องจากสถาบันนี้เปิดหลักสูตรในระดับปริญญาตรี

สำหรับคุณเอกชัยนั้นเมื่อเลือกที่จะไปเรียนที่โยคะวิทยากูรูกุลก็ได้ติดต่อไปยังโรงเรียนผ่านทางเว็บไซต์เพื่อจองที่เรียนล่วงหน้า ซึ่งเกือบไม่ได้ เนื่องจากสถาบันนี้เองก็ได้รับความนิยมมาก

“ที่นี่เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีการสอนและทำกิจกรรมทางสังคมเกี่ยวกับโยคะ รุ่นผมมีคนเรียนประมาณ 20 กว่าคนทั้งหมดเป็นผู้ชาย เพียง 4 คน ทุกคนอาศัยอยู่ในห้องเดียวกันและภายในบรรยากาศของที่เรียน ซึ่งเป็นชนบท ตั้งอยู่บนภูเขา ส่วนหลักสูตรการเรียนสำหรับผมไม่ค่อยยากเท่าไรนัก เพราะมีความคุ้นเคยกับหลักสูตรและวิชาที่เรียน ซึ่งต้นแบบมาจากสถาบันไกวัลยธรรม และโยคะวิชาการเมืองไทยก็ได้เอามาใช้ด้วย การใช้ชีวิตในการเรียนต้องปรับตัวให้เข้ากับคนที่มาเรียนจากทั่วโลก” คุณเอกชัยให้ข้อมูล

สำหรับการเดินทางไปอยู่ในอาศรมโยคะที่อินเดียใต้เพื่อเรียนหลักสูตรครูโยคะ (Teacher Training Course – TTC) เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มของคุณอิทธิฤทธิ์ ต้องใช้การเตรียมตัวในการหาข้อมูล ศึกษาข้อมูลหลักสูตรล่วงหน้า และที่สำคัญคือการเตรียมภาษาอังกฤษทั้งการพูดและเขียน ซึ่งเป็นภาษาที่จะต้องใช้ในการเรียนให้พร้อมที่สุด

คุณอิทธิฤทธิ์เล่าอีกว่า “ในการใช้ชีวิตที่อาศรมเต็มไปด้วยกฎระเบียบตั้งแต่ตื่นเช้าตอนตีห้าไปจนถึงก่อนเข้านอนตอนห้าทุ่ม ทุกเช้าและเย็นมีการนั่งสมาธิร่วมกันและฟังโอวาสจากครูเรียกว่าการเข้าสัทสัง (Satsang)แต่ละวันมีการฝึกอาสนะเช้าสองชั่วโมงและเย็นอีกสองชั่วโมง ระหว่างวันมีการเรียนสวดมนต์เป็นภาษาสันสกฤต เรียนคัมภีร์ภควัตคีตา และทำกิจกรรมสำหรับส่วนรวมให้กับอาศรมวันละหนึ่งชั่วโมงเรียกว่ากรรมโยคะ แต่ละวันอาหารที่รับประทานเป็นอาหารมังสวิรัติอินเดียเพียงสองเวลาเท่านั้น”

………………………………..

            อินเดียอาจจะไม่ใช่แค่เพียงจุดหมายที่มีโรงเรียนโยคะตั้งอยู่ หรือเป็นปลายทางที่น่าสนใจสำหรับนักเดินทางทั่วไป แต่ยังเป็นบทพิสูจน์สำหรับคนรักโยคะ ว่าต้องการเรียนรู้ให้ลึกขึ้นเพื่อค้นพบจิตวิญญาณด้านในที่ลึกขึ้นของตัวเอง ท่ามกลางจิตวิญญาณแห่งโยคะที่แทรกอยู่ในอณูชีวิตของถิ่นภารตะ ซึ่งรอท่าให้ค้นหาอยู่หรือไม่