ปลายทางสำคัญที่ใจ

“ชัมบาลา” เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องล่าสุดที่ผมมีโอกาสได้เข้าไปชมก่อนชาวบ้านชาวช่องธรรมดาซึ่งจะต้องตีตั๋วเข้าไปชมเมื่อหนังเข้าฉายแล้ว (พูดให้สั้นๆ ก็คือไปดูรอบเปิดตัวหรือรอบสื่อฯ นั่นเอง) เรื่องก่อนหน้านี้ที่ได้ไปดูก็คือภาพยนตร์เนื่องจากวาระครบรอบ 7 ปีของค่าย GTH เรื่อง “รัก 7 ปีดี 7 หน”

แต่ชัมบาลาเป็นเรื่องหนึ่งครับที่ตั้งตารอคอย สาเหตุหลักๆ มาจากสองสามประเด็นคือ หนึ่ง- หนังเรื่องนี้ถ่ายทำในทิเบต ซึ่งเป็นดินแดนที่มีเสน่ห์และน่าสนใจ สอง- ชื่อเรื่องนั้นผมคลัลคล้ายคลับคลาว่าจะมาจากชื่อหนังสือทิเบตเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความกล้าหาญของนักรบ (ชัมบาลา : หนทางอันศักดิ์สิทธิ์ของนักรบโดย “เชอเกียม ตรุงปะ”) สาเหตุสุดท้ายเป็นการประชันบทบาทของนักแสดงชายสองคนที่ไม่ค่อยจะเคยเห็นหรือคาดคิดว่าเขาทั้งคู่จะมาแสดงหนังชื่อแปลกๆ นี้ร่วมกัน

“ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์”  รับบทเป็นวุฒิ น้องชายของ “ทิน” (อนันดา เอเวอริงแฮม) ผมยอมรับว่าการแคสติ้งและการเลือกชายหนุ่มสองคนนี้มารับบทพี่น้องกันนั้นถือเป็นจุดเด่นที่สอดคล้องกันดีนับแต่เรื่องของบท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลิก รูปร่างหน้าตาหรือแม้แต่เสน่ห์ดึงดูดใจผู้ชมให้เข้าไปชมคนทั้งคู่ปะทะบทบาทกันใน “ชัมบาลา”

ชัมบาลาเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของคนรักสองคู่ (คู่ของวุฒิผู้น้องและทินผู้พี่) มาคาบเกี่ยวกับความรักที่ไม่ค่อยจะใกล้ชิดหรือดูเหมือนจะรักกันสักเท่าไรของพี่ชายและน้องชาย หลังจากมีเรื่องราวเปลี่ยนแปลงในชีวิตของทิน ที่ทำให้เขาทำตัวแปลกแยกออกไปจากครอบครัว จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อวุฒิตัดสินใจที่จะเดินทางไปยังดินแดนที่ชื่อว่า “ชัมบาลา” ตามความต้องการของแฟนสาวที่กำลังป่วย ซึ่งต้องการให้เขาเดินทางย้อนรอยการเดินทางไปทิเบตคนเดียวก่อนหน้าที่จะเจ็บป่วยลง และการเดินทางครั้งนี้ของวุฒิก็บังเอิญที่ได้พี่ชายที่ไม่ค่อยสนิมท ซ้ำยังชอบดื่มเหล้าและสบถไม่เว้นแต่ละคำอย่างทินไปเป็นเพื่อนร่วมทางด้วย

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือการถ่ายทำในทิเบต ภาพฉากหลังของหนังที่เป็นทุ่งหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา และขุนเขาสูงตระหง่านชนิดที่ไม่เคยพบไม่เคยเห็นมาก่อน ฉากหิมะตกส่งปอยหิมะปลิวว่อนดูเหน็บหนาว ตัว “Yak” หรือจามรีถูกต้อนเดินเรียงรายเต็มท้องทุ่ง ภาพธงมนต์หลากสีปลิวไสวต่างบทสวดมนต์…ภาพเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นไฮไลต์อย่างหนึ่งที่ทำให้ “ชัมบาลา” เป็นเหมือนหนังที่พอจะมีแต้มต่อตรงการดึงดูดความสนใจของผู้ชมให้ติดตาม

ขณะเดียวกันการเดินทางของพี่น้องต่างบุคลิกและต่างคนต่างมีปมของชีวิตไปบนเส้นทางแปลกหน้าร่วมกันในรถโฟร์วีลส์คันเดียว โดยมี “ตาว่า” ไกด์ชาวทิเบตและงคนขับรถเป็นเหมือนกรรมการห้ามมวยและสักขีพยานถึงความขัดแย้แตกต่างของคนทั้งคู่ ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นหนังประเภท Road Movie ได้ดีและไม่ค่อยจะพบเห็นได้ง่ายนักในหนังไทย (เช่น “หนีตามกาลิเลโอ” เป็นต้น)

สิ่งที่ดูไม่สนุกนักกับเป็นความพยายามอันขาดๆ เกินๆ ที่จะไม่เล่าในรายละเอียดของบางสิ่ง หรือการตั้งใจเล่าหรือใส่เหตุการณ์เข้ามาให้ดูเป็นความบังเอิญ เพื่อที่จะพาผู้ชมไปยังปลายทางนั่นคือเหตุการณ์อันคลี่คลายที่ทำให้ตัวละครสำนึกผิดในเรื่องราวที่ผ่านมาของชีวิต เพื่อที่จะบอกเล่าว่า “ชัมบาลา” ของแต่ละคนนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นภูเขาสูงตระหง่านทัดเทียมเมฆที่อยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งในทิเบต (ซึ่งผมค่อนข้างแน่ใจว่าผู้เขียนบทชื่อนี้กำหนดขึ้นเอง) แต่เป็นจุดใดก็ได้ที่เรายอมยกความหนักอกหนักใจที่กัดกินใจของเราออกไป ด้วยการสำนึกผิดและยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

ประเด็นและเหตุการณ์ที่ค่อนข้างหนักที่ผู้เขียนบทและผู้กำกับภาพยนตร์ (เป็นคนคนเดียวกัน) ต้องการถ่ายทอดนั้นค่อนข้างหนักหน่วงและจริงจัง ถึงขนาดซีเรียสเลยก็ว่าได้ แต่กลับพยายามนำเสนอให้เบาลงผ่านแคแรกเตอร์แปลกๆ ที่ดูไม่ค่อยจะเนียนของ “ทิน” (ผู้ซึ่งกินเหล้าขณะอยู่ทิเบตได้ตลอดเวลา โดยที่ไม่ปวดหัวหรือเป็นอะไรไปเสียก่อน) และความเป็นหนังที่มีเรื่องราวพัฒนาไปตามการเดินทางและการเติบโตของตัวละครแบบโรด มูฟวี่ ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามาเป็นสมการที่ไม่ค่อยจะลงตัวนักและทำให้หนัง “ชัมบาลา” มีความครึ่งๆ กลางๆ ของหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่สุด ไม่อินในความเป็นไปของตัวละครและเนื้อหา…