Evolution: Asia Yoga Conference (1) ก่อนการเดินทาง…

ผมเพิ่งกลับจากฮ่องกงสดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้เองก่อนการลงมือเขียนต้นฉบับชิ้นนี้ เรื่องราวและเหตุผลเบื้องหลังการเดินทางก็คือสิ่งที่กำลังจะบอกเล่า…

            ช่วงเวลาต้นเดือนมิถุนายนของทุกปีในช่วงเวลา 6 ปีที่ผ่านมาที่ฮ่องกงมีการจัดงานประชุมหรือการรวมตัวกันของคนที่รักและสนใจในโยคะ ครูและนักเรียนโยคะ เจ้าของสตูดิโอโยคะและนักธุรกิจด้านต่างๆเช่น การทำเสื้อผ้าและผลิตเสื่อโยคะ ทั้งในฮ่องกงและประเทศต่างๆ ในเอเชีย อีกทั้งหลายประเทศจากทวีปอื่นๆ ที่บินไปรวมตัวกันที่นั่นในงานที่มีชื่อว่า “Evolution: Asia Yoga Conference” หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า AYC (ครั้งล่าสุดที่จัดไปคือ 7-10 มิถุนายนที่ผ่านมา)

            ปีนี้ด้วยความลงตัวและจากการที่ผมเขียนคอลัมน์นี้ รวมทั้งผลิตสื่อโยคะออนไลน์ “อรุโณทัย” (กำลังเตรียมเปิดเว็บไซต์ http://www.arunothai.net) และรับผิดชอบข้อเขียนประจำในคอลัมน์ Community ให้กับนิตยสารโยคะเจอร์นัล ทำให้ผมลองเขียนไปติดต่อฝ่ายผู้จัดงาน AYC ที่ฮ่องกงดูว่ามีความเป็นได้ไหมที่จะเข้าร่วมงาน (และเข้าคลาสการฝึก) ด้วยในฐานะสื่อมวลชน

            ต้องขอขอบคุณคุณฟรานเชส เกร์นส์ (Frances Gairns) บรรณาธิการของวารสารนมัสการ (NAMASKAR) วารสารประชาสัมพันธ์แวดวงโยคะของฮ่องกงซึ่งเป็นคนแรกที่ผมสอบถามถึงความเป็นไปได้ จากนั้นเธอก็ช่วยส่งอีเมลของผมต่อไปให้ฝ่ายประสานงานสื่อมวลชนของฝ่ายผู้จัด ไม่ช้าไม่นานผมก็ได้รับอีเมลจากคุณมิเชล โชว (Michelle Chow) ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์งาน AYC ที่ตอบรับข้อเสนอเข้าร่วมงาน โดยผมเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ยกเว้นแต่ค่าบัตรเข้าร่วมงาน (บัตร 4 วันราคาหรือ Four-Day Pass สำหรับผู้ที่ไม่ได้จองก่อนล่วงหน้าจะประมาณสองหมื่นกว่าบาทหรือ 5,899 ดอลลาร์ฮ่องกง) เท่านั้นที่ผมไม่ต้องออกสตุ้งสตางค์เอง

            ผมไม่ลังเลที่เขียนไปขอบคุณและตอบตกลงเข้าร่วมงานปีนี้พร้อมกับประสานงานเพิ่มเติมเพื่อขอข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับงานเอาไว้ จากนั้นก็จองเที่ยวบินและที่พัก ซึ่งเป็นโรงแรมที่ควรจะอยู่ไม่ไกลจากสถานที่จัดงานคือ ศูนย์ประชุมและนิทรรศการฮ่องกง (Hong Kong Convention and Exhibition Centre- South Wing เฟสหนึ่ง/ Old wing) ในย่านหวั่นไจ๋ฝั่งเกาะฮ่องกงที่ใครก็ตามซึ่งเคยไปฮ่องกงแล้วคงพอจะรู้จักและจำสถานที่ริมอ่าววิคตอเรียนี้ได้

            รูปภาพ

ช่างโชคดีที่การเดินทางไปร่วมงาน Evolution ครั้งที่ 6 ครั้งนี้ ผมได้ร่วมเดินทางไปพร้อมกับคุณยุทธนา พลเจริญหรือ “ครูจิมมี่” แห่งฟิตโยคะ ซึ่งเป็นผู้ช่วยแนะนำโรงแรมที่พักให้ด้วย และยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจหลายๆ อย่าง ทั้งในเรื่องราวของแวดวงโยคะ ครูโยคะระดับโลกที่เข้าร่วมงาน (ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยรู้จักหน้าตาและชื่อ) รวมทั้งมุมมองต่อการจัดงาน AYC ปีนี้ตลอดระยะเวลา 4-5 วันที่พบเจอกันในงานที่ฮ่องกง ด้วยความที่เข้าร่วมงานก่อนหน้านี้มาแล้วหลายต่อหลายปีแล้ว

            รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

แม้ครูจิมมี่จะตั้งข้อสังเกตว่างาน AYC ที่ฮ่องกงปีนี้จะค่อนข้างเงียบกว่าหรือไม่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานกันมากเมื่อเทียบกับงานในปีที่แล้วๆ มา เพราะระดับปรมาจารย์โยคะหรือ big names ทั้งหลายทั้งปวง เช่น เดวิด สเวนสัน (ครูด้านอัษฎางคะโยคะ) หรือชารอน แกนน่อนและเดวิด ไลฟ์ (ครูผู้ก่อตั้งชีวมุกติโยคะ) ไม่ได้มาร่วมงานปีนี้ด้วย แต่ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับผมอยู่ดีเพราะเป็นการ “ไปดูงาน” และสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวงานโยคะระดับเอเชียหรือเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นงานโยคะระดับโลกครั้งแรก ซึ่งทำเอาผมต้องถึงกับเครียดในการเตรียมพร้อมและตลอดช่วงของการเข้าร่วมงานไม่น้อย ด้วยเกรงว่าจะไม่ได้อะไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งจะว่าไปแล้วการฝึกหรือเดินตามเส้นทางของโยคะไม่ได้บอกเราให้ทำเช่นนี้ แต่บอกว่าให้ Let it go ปล่อยวาง อยู่กับสติ อยู่กับปัจจุบัน ทำให้เต็มที่และทำให้ดีที่สุดเท่าที่เรายอมรับตัวเอง

            รายละเอียดจากการเข้าร่วมงานว่า ได้รับอะไรจากเข้าร่วมฝึกโยคะและร่วมกิจกรรมต่างๆ จะมีเรื่องราวเป็นเช่นไร คงต้องติดตามอ่าน “ชีพจรแห่งโยคะ” ตอนต่อไปนะครับ…นมัสเต

เวลาอันอเนกอนันต์ ณ มัยซอร์

            ประภาการ์หรือ “ประโภ” เพื่อนร่วมคลาสและเป็นเหมือนรูมเมทของผมที่อาศรมศิวนันทะที่เนยาร์แดม เมืองตรีวันดรัม อาจจะรู้สึกงงงวยเล็กน้อยว่าผมจะอยากไป “ที่นั่น” ทำไม ขณะที่มีเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้ แม้จะไม่ได้พูดออกมา (ให้ผมเสียน้ำใจ) แต่ผมคิดว่าในใจเขาคงจะพูดว่า “ใครๆ เขาก็ไป ‘มัยซอร์’ กันเป็นเดือนๆ ด้วยกันทั้งนั้น”

ช่างโชคร้ายในความโชคดีที่หลังจากจบการเรียนหลักสูตรครูโยคะที่เนยาร์แดมเสร็จแล้ว ผมบังเกิดความรู้สึกกำเริบเสิบสานขึ้นมาว่า อย่างไรเสียก่อนกลับบ้านก็อยากจะไปให้ถึง “มัยซอร์” (Mysore) ให้จงได้ เพราะไหนๆ ก็ลงทุนลงแรงเดินทางมาถึงถิ่นอินเดียแล้ว เดินทางต่อไปอีกหน่อยจะเป็นไร จะได้ไม่ต้องเสียเที่ยว ตีตั๋วเครื่องบินกลับมาอีกเวลาที่นึกขึ้นมาว่า อยากจะไปเห็น (และเที่ยว) มัยซอร์

เวลาในตอนนั้นที่ผมมีคือประมาณสิบวันและได้ “ประภาการ์” นั่นเองเป็นคนแนะนำและช่วยติดต่อหาที่ฝึกโยคะในเมืองมัยซอร์ให้…ใช่แล้วครับ ใครๆ ที่นึกถึงมัยซอร์ก็มักจะนึกถึงการไปเพื่อไปฝึกโยคะที่เมืองนี้กันทั้งนั้น

“ประโภ” แนะนำผมว่าน่าจะไปฝึกมัยซอร์กับครูโยคะที่เขารู้จักคนหนึ่งชื่อ “อะเจย์” (Ajay Kumar) ซึ่งเขาจะเป็นคนติดต่อสอบถามให้ผมก่อนว่าพอจะมีที่ว่างให้นักเรียนนอกคอกผู้มีเวลาน้อยแค่ไม่ถึงครึ่งเดือน ขอเข้าไปฝึกด้วยที่ “ศาลา” (Shala) ของครูอะเจย์ด้วยจะได้หรือไม่

หลังจากประโภติดต่อให้ไปแล้วเขาก็บอกว่าอย่างไรเสียผมก็น่าจะได้โทรไปพูดคุยกับครูเองเผื่อจะสอบถามอะไรหรือได้รู้คำตอบด้วยตัวเองว่า จะพอแทรกตัวเข้าไปฝึกในศาลาของครูอะเจย์ได้หรือไม่ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมจะต้องไปเฝ้าวนเวียนแถวบู้ทโทรศัพท์ของอาศรมที่เนยาร์แดมในทุกขณะที่มีเวลาว่างจากการเรียน การฝึกและทำกิจกรรมให้อาศรม (กรรมโยคะ) และต้องฝ่าฟันกับแถวต่อคิวยาวเหยียดของผู้คนในอาศรมที่กระหายการติดต่อกับโลกภายนอก

“นายมาเรียนได้ ถ้าหากว่ายอมที่จะเข้าฝึกในคลาสตอนตีห้า ตกลงไหม” ปลายทางของสายโทรศัพท์ที่มัยซอร์คือน้ำเสียงของ “อะเจย์” ที่ผมได้ยินเป็นครั้งแรก แต่ยังคาดเดาไม่ออกว่าเขาจะเป็นชายในวัยใด ได้แต่นึกไปก่อนว่า จากการที่ทั้งประโภและนิเลศ (เพื่อนชาวอินเดียที่อาศรมฯ ซึ่งรู้จักอะเจย์ ทั้งยังเคยไปช่วยอะเจย์สอน) เป็นผู้แนะนำผม บอกว่าอะเจย์เป็นครูอัษฎางคะโยคะสไตล์มัยซอรที่ได้รับการยอมรับที่สุดคนหนึ่งตอนนี้ ผมเองก็คิดว่าเขาเองน่าจะมีอาวุโสมากไม่น้อย

ต้นเดือนที่สองของปี 2553 ผมลากกระเป๋าแบกเป้หลังใบเขื่อง นั่งรถไฟตอนกลางคืนเพื่อจะไปถึงรุ่งเช้าที่เมืองบังกาลอร์ (ชื่อใหม่อย่างเป็นทางการตอนนี้คือเมือง Bengaluru) เมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุดกับมัยซอร์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 140 กิโลเมตร และผมก็จับรถไฟ Chamundi Express เที่ยวแรกในตอนเช้าวันนั้นแบกเป้หลังย่อมๆ อีกใบหนึ่ง (ที่เหลือผมเช่าล็อกเกอร์เก็บกระเป๋าเอาไว้ที่สถานีรถไฟบังกาลอร์นั่นเอง) ใช้เวลาเดินทางแค่ชั่วนั่งเพลินๆ ไม่กี่ชั่วโมงด้วยบริการรถไฟตู้นั่งปรับอากาศแสนสบาย ผมก็มาถึงมัยซอร์เอาเมื่อต้นๆ บ่ายของวันเดียวกัน จัดการเรียกรถออโต้ริกชอว์หรือรถตุ๊กตุ๊กของอินเดีย มุ่งตรงดิ่งไปยัง “ศาลาแปด” (Sthalam8) ของอะเจย์ในบัดดลเพื่อรายงานตัวกับครูก่อนว่า แม้จะมีเวลาน้อยในการมาขอเข้าฝึก แต่ผมก็ไม่ได้เบี้ยว (นะคร้าบ)

ถึงจะหง่อมและกรำจากการเดินทางรอนแรมหลายต่อ จากตรีวันดรัมมาเมืองโคชิน จากโคชินมาบังกาลอร์ แล้วค่อยต่อรถมาถึงมัยซอร์ในที่สุด แต่สัมผัสแรกของผมที่ได้เห็นเมืองนี้ก็รู้สึกดีทีเดียวและรู้สึกได้ถึงความร่มรื่น ไม่พลุกพล่านและน่าใช้เวลาดีทีเดียว

พอไปถึงและได้พูดคุยกันสักครู่ ผมถึงได้พบว่าครูอะเจย์ในตอนนั้นเป็นแค่เด็กหนุ่มท้องถิ่นอายุอานามประมาณ 24 ปีเท่านั้นเอง ถึงแม้จะยังดูเด็กแต่เขาก็มีรังสีออร่าน่าเชื่อถือ เขาได้บอกให้คนที่ศาลาพาผมไปเช็คอินในโรงแรมที่อยู่ไม่ห่างจากที่ฝึก แค่เพียงสองกิโลเมตรเท่านั้น เหมาะสำหรับการเดินเท้าออกมาฝึกมัยซอร์ในคลาสกับอะเจย์ตอนตีห้าได้ (แน่ล่ะว่าผมจะต้องตื่นและก้าวเท้าออกจากโรงแรมที่พักก่อนเวลาตีห้า!) และบอกว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยมาเจอกัน

ศาลาแปดของอะเจย์นั้นอยู่ไม่ห่างจากใจกลางเมืองของมัยซอร์เท่าไรนัก แต่ก็ขยับไกลออกไปจากโรงแรมที่ผมพักซึ่งอยู่ใกล้ “พระราชวังของมหาราชามัยซอร์” (Mysore Palace) ที่เที่ยวอันดับต้นๆ และตลาดร้านรวงต่างๆ โดยเฉพาะตลาดหลักที่มีชื่อว่า “เทวราชา” (Devaraja) ซึ่งเป็นตลาดสดและขายสินค้าขนาดใหญ่ที่มีสีสันมาก ก็อยู่ห่างจากที่พักออกไปแค่ระยะทางเดินเล่นไม่เกินหนึ่งหรือสองกิโลเมตรเท่านั้น

รุ่งเช้าอีกวันผมออกเดินจากที่พักตอนตีสี่ครึ่ง เมืองทั้งเมืองยังเงียบสงัดแต่ไม่ค่อยวังเวงเท่าไรนัก อากาศยังคงเย็นเพราะเป็นฤดูกาลช่วงต้นปีอยู่ แต่เมื่อฝึกมัยซอร์เสร็จตอนประมาณเจ็ดโมงเช้าร่างกายกลับแข็งแรงขึ้นและมีพลังอย่างประหลาด ตอนนั้นผมแอบนึกเสียดายว่าตัวเองจะมีเวลาฝึกโยคะที่เมืองนี้ไม่กี่วัน เมื่อเปรียบเทียบกับนักเรียนคนอื่นๆ ซึ่ง 80 เปอร์เซ็นต์เป็นฝรั่งผมทองทั้งชายและหญิง มีชาวเอเชียจากญี่ปุ่นบ้าง ไต้หวันบ้าง…และมีคนไทยคือผมเพียงคนเดียว

สำหรับคนที่มีพื้นฐานในการฝึกโยคะสไตล์ Ashtanga มาบ้างคงจะพอคุ้นเคย เคยได้ยินหรือเคยฝึก Mysore Yoga มาบ้าง ซึ่งจากประสบการณ์ในการฝึกมัยซอร์ของผมที่เมืองไทยและจากอินเดีย (ก็ที่มัยซอร์นั่นแหละครับ) ผมขอเล่าคร่าวๆ ถึงโยคะรูปแบบนี้ให้ฟัง

มัยซอร์โยคะ (Mysore Yoga) มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและเกี่ยวพันกับคุรุโยคะยุคใหม่ของอินเดียที่ล่วงลับไปแล้วสองท่านคือ ท่านกฤษณมาจารย์ (Sri Tirumalai Krishnamacharya) และท่านศรีภัตตาปิ โชอิส (Sri K Pattabhi Jois Ashtanga Yoga Institute ที่เมืองมัยซอร์) ท่านกฤษณมาจารย์เป็นครูของท่านศรีปัตตาภิ โชอิส และเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนโยคะขึ้นในวังมหาราชามัยซอร์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองในรัฐกรณาฏกะ (Karnataka) เมืองนี้มีภาษาประจำรัฐหรือภาษาถิ่นของตัวเองเช่นเดียวกับหลายๆ รัฐของอินเดีย คือภาษากันนาดา

แต่มัยซอร์โยคะเป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วโลกจากการสืบสานหฐโยคะในแบบอัษฎางคโยคะของท่านปัตตาภิ โชอิสต่อมาจากครูของท่านและทำให้เกิดความสนใจของผู้ฝึกโยคะจากทั่วโลก ให้เดินทางมาสู่เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของอินเดียแห่งนี้เพื่อให้ได้ชื่อว่า “ได้มาฝึกมัยซอร์กับคุรุจี” แล้ว

โยคะสไตล์มัยซอร์คือโยคะแบบอัษฎางคะโยคะอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งผู่ฝึกทุกคนจะต้องฝึกโดยการนับลมหายใจในแต่ละท่าอาสนะด้วยตัวเอง และปฏิบัติอาสนะไล่เรียงไปในซีรีส์ที่ฝึกด้วยตนเอง โดยที่ครูผู้สอนจะไม่ได้ทำหน้าที่ “สอน” โดยการบอกวิธีการฝึกหรือการเข้าสู่อาสนะ แต่ครูจะทำหน้าที่คอยดูแล ช่วยเหลือ และช่วยปรับจัดท่าของผู้ฝึกแต่ละคนเพื่อให้เข้าสู่อาสนะได้ลึกขึ้นหรือทำได้ถูกต้องยิ่งขึ้น เสน่ห์ที่ทำให้มัยซอร์โยคะเป็นที่นิยมฝึกนั้นผมเองคิดว่าเป็นเรื่องของผลจากสมาธิที่ได้จากการฝึก จากการจดจ่อในท่าอาสนะที่ตัวเองจะต้องทำ และการนับลมหายใจขณะอยู่ในท่านั้นๆ ด้วยตนเอง

ในห้องฝึกมัยซอร์โยคะที่ผมฝึกที่ “ศาลาแปด” ของครูอะเจย์เองนั้นเป็นบ้านสไตล์อินเดียประยุกต์ในลักษณะบ้านเดี่ยวสองชั้น ชั้นบนเป็นห้องฝึกที่ไม่กว้างนัก (ถึงกระนั้นพวกเราก็ยังแออัดยัดทะนานกันเข้าไปฝึกได้รอบละเกือบ 20 คน!) มีพื้นที่โล่งเอาไว้ให้นั่งเล่น พูดคุยกัน กินขนม อ่านหนังสือหรือสั่งเครื่องดื่มพวกจัย (ชาอินเดีย) มาจิบได้เมื่อฝึกเสร็จแล้ว

เวลาอันอเนกอนันต์ที่มัยซอร์ของผมนั้น เกิดขึ้นจากเมื่อฝึกโยคะจากการดุ่มเดินออกจากโรงแรมตอนตีสี่นิดๆ เข้าสู่ห้องฝึกสองชั่วโมงโดยประมาณตอนตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า เมื่อฝึกเสร็จก็จะค่อยๆ เดินเตร็ดเตร่แวะซื้อโยเกิร์ตสด (ราคาถูกมากเพราะที่อินเดียนิยมกินโยเกิร์ตจากนมวัวและนมกระบือเป็นหนึ่งในมื้ออาหารของพวกเขา) และแวะจิบชาถ้วยเล็กๆ สนนราคาเพียงแก้วละ 3 รูปี ก่อนจะเดินกลับไปพักเอาแรงที่ห้อง พอสายๆ ค่อยย่างกรายออกไปเดินเที่ยวในเมืองและไปชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ในเมืองมัยซอร์ ไม่ว่าจะเป็นตลาดสดที่เปี่ยมด้วยสีสันของข้าวของ ดอกไม้ ผลไม้ กระทั่งผู้คนท้องถิ่นจำนวนมากที่มาซื้อหาข้าวของที่ตลาดเทวราชากันทั้งวี่วัน หรือไม่ก็ไปเที่ยวชมพระราชวังมัยซอร์ที่ยังคงยิ่งใหญ่และงดงามน่าสัมผัส แต่ส่วนมากแล้วผมมักจะวนเวียนอยู่ตามร้านกาแฟร่วมสมัยยี่ห้อท้องถิ่นของอินเดียเอง ไม่ว่าจะเป็นร้าน Café Coffee Day หรือ Barista ในตัวเมืองเสียมากกว่า

แม้ไม่สามารถจะติดต่อเพื่อเข้าฝึกที่สถาบันมัยซอร์โยคะของคุรุจีปัตตาภิ โชอิสก็ตาม ผมเองก็ถือโอกาสไปเยี่ยมชมบรรยากาศแถวๆ ย่านที่ตั้งของศาลาโยคะของท่านซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองออกไปหลายกิโลเมตร ย่านนั้นเรียกว่าย่าน Gokulam มีบรรยากาศสบายๆ เต็มไปด้วยบ้านพักอาศัยที่ไม่แออัด ส่วนศาลาของคุรุจีนั้นก็ดูยิ่งใหญ่และมีขนาดใหญ่กว่าศาลาที่ผมฝึกอยู่ด้วยมากทีเดียว

นอกจากการเดินเล่นในเมือง แวะชมตลาดซื้อผลไม้หรือหาขนมหวานท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อระดับประเทศขนานแท้ของมัยซอร์กินเล่น ไปชมวังทั้งในตอนกลางวันและตอนกลางคืนที่มีการประดับแสงไฟสวยงาม ผมยังชอบที่จะนั่งรถประจำทางออกไปที่ภูเขาลูกหนึ่งที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของที่นี่ เรียกว่า Chamundi Hills รถเมล์ท้องถิ่นจะค่อยๆ แล่นพาเราออกนอกเมืองไปทางทิศตะวันออก วนเวียนไต่เขาขึ้นไปด้วยระยะทาง 12 กิโลเมตร ซึ่งพอไปถึงบนยอดเขาที่ไม่สูงมากเท่าไรนักก็ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรมากไปกว่าการไปไหว้พระในวัดฮินดูและการเดินเล่น หรือไม่ก็นั่งลงชมวิวของตัวเมืองที่มองเห็นอยู่วิบๆ จากนั้นก็ค่อยนั่งรถกลับลงมา เตรียมตัวพักเพื่อที่จะตื่นแต่เช้า เดินเข้าห้องฝึกโยคะอีกครั้งตอนเช้ามืด เป็นเช่นนี้ตลอดช่วงเวลาซึ่งอยู่ที่นั่นจนดูเหมือนว่าระยะเวลา 24 ชั่วโมงในหนึ่งวันที่มัยซอร์ได้ถูกดึงยืดขยายออก…ให้นานขึ้น…เป็นเวลาอเนกอนันต์ที่ไม่รู้กาลจบลง