“อรุโณทัย”ฉบับ “ให้โยคะบำบัด”

ขอเชิญดาวน์โหลด “อรุโณทัย” สื่อโยคะที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ฉบับนี้เป็นฉบับที่ 7 นำเสนอเรื่อง “พลังแห่งการเยียวยาของโยคะ” YOGA HEALING: http://www.mediafire.com/file/mxxco83cflojmv5/arunothai7_sep2011.pdf

และคลิกอ่านได้เลยบนลิงค์ http://issuu.com/ittirit/docs/arunothai7_sep2011

นาทีญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดีที่ผ่านมาชีวิตผมมีอันได้ยุ่งเกี่ยวกับความเป็นญี่ปุ่นอย่างชัดเจนสองงาน

ในยามบ่ายผมไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้านอาหารญี่ปุ่นขนาดเล็กๆ แห่งหนึ่งในอาคารสูงแถวถนนวิทยุเพื่อทำงาน เนื่องจากมีงานที่จะต้องเขียนแนะนำร้านอาหารที่ว่าให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น เรื่องการรับประทานอาหารญี่ปุ่นสำหรับผมหรือคนไทยคนไหนๆ ในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด แต่จากมื้ออาหารอันหลากหลายที่ได้ชิมของร้านแห่งนั้นก็มีอันให้รู้สึกว่า อาหารญี่ปุ่นเน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบ บางทีไม่ต้องปรุงรสหรือผ่านการปรุงเลยด้วยซ้ำ เช่น เมนูซาชิมิหรือซูชิที่คนไทยเองก็ชอบรับประทานข้าวปั้นหน้าปลาดิบหรือปลาดิบ จิ้มโชยุและแกล้มวาซาบิ หรือหลายเมนูเช่น เนื้อวัวโกเบก็แค่แล่เป็นชิ้นบางๆ แล้วก็ลนไฟไม่สุกจนเกินไป

ความอร่อยและรสชาติอีกอย่างที่สำคัญของอาหารญี่ปุ่นนั้นคือ “การรับประทานผ่านทางสายตา” คือการเสพสุนทรียะและรสชาติผ่านการจัดวาง สีสันของข้าวปลาอาหาร ตลอดจนภาชนะที่มักจะเป็นเครื่องปั้นดินเผาเนื้อดี มีลวดลายที่ใช้รูปลักษณ์และเรื่องราวของฤดูกาลและธรรมชาติมาสร้างสรรค์

พอเสร็จจากการทำงานระหว่างมื้ออาหาร สายฝนในยามบ่ายก็เทกระหน่ำลงมาพอดี ยังดีว่าเราแค่เพียงเดินทางต่อด้วยรถไฟฟ้าจากสถานีเพลินจิตไปสถานีชิดลมแค่ป้ายเดียว จุดหมายต่อไปคือการไปร่วมงานเปิดตัวร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น- UNIQLO ที่เพิ่งมาเปิดร้านใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของตนเองขึ้นที่ห้างเซ็นทรัลเวิร์ลด์ โดยในวันนั้นเป็นแค่งานเปิดตัวที่เชิญแขกและสื่อมวลชนเข้าร่วมงานเท่านั้น

ผมเองนั้นไม่ได้เป็นสื่อมวลชนอย่างชาวบ้านคนอื่นๆ เขาตรงๆ อาศัยว่าพอจะเขียนคอลัมน์เขียนบล็อกและเคยทำข่าวมาก่อน นอกจากนี้ยังเป็น “แฟนพันธุ์แท้” เสื้อผ้าแบรนด์ยูนิโคล่มานานแล้วตั้งแต่สมัยที่ยังไม่เข้ามาในบ้านเราก็เลยอาศัยใบบุญที่ว่าขอเข้าไปสังเกตการและร่วมงานเปิดตัวด้วย

เย็นวันนั้นในงานซึ่งจัดที่ชั้นหนึ่งตรงลานสเก็ตช์ของห้าง ทำเป็นเหมือนกรอบยาวๆ และพรมแดงที่ล้อมคนเข้าร่วมงานเอาไว้ สังเกตว่าบรรบยากาศคึกคักมาก มีผู้คนในแวดวงต่างๆ ให้ความสนใจเข้าร่วมงานกันจำนวนมาก ผมเองคิดว่าหลายๆ คนคงคิดและรอคอยการมาถึงของเสื้อผ้าญี่ปุ่นยี่ห้อนี้เหมือนกัน

ยูนิโคล่นั้นโดดเด่นตรงการทำเสื้อผ้าที่เหมาะสมสำหรับทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ด้วยคุณภาพที่ค่อข้างดี (จนถึงดี) ในราคาถูกหรือแบบประหยัดๆ ใส่ใจในกระแสแฟชั่น แต่ไม่หวือหวาจนเกินไป นอกจากนี้ยังออกแบบและมีการทำการตลาดที่ดีโดยใช้สโลแกนของทางร้านว่า “เสื้อผ้าสำหรับทุกคน” (Made for all)

จนเมื่อการเปิดงานโดยผู้บริหารและทีมงานญี่ปุ่นขึ้นไปบนเวที มีการเดินแบบกันอย่างย่อมๆ ของบรรดาพรีเซนเตอร์ยูนิโคล่ทั้งหกคน สาเกในกล่องไม้ขนาดพอเหมาะมือก็ถูกรินให้แขกแต่ละคนหยิบเอามาดื่ม “กัมปาย” ไม่หยุดหย่อน หลังจากนั้นแต่ละคนก็ทยอยเดินขึ้นไปบนร้านที่อยู่ชั้นบนเพื่อเปิดการช็อปปิ้งสำหรับทุกคนที่ไปร่วมงานในวันนั้นเป็นการ Pre-sale แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องต่อแถวยาวเหยียดเพื่อจ่ายเงิน และการช็อปฯ รอบพิเศษก็เป็นไปอย่างคึกคัก

ไม่อยากจะคิดเลยว่าในวันรุ่งขึ้นและอีกสองสามวันถัดไป ซึ่งเป็นวันเปิดร้านอย่างเป็นทางการ (9-11 กันยายน) จะมีผู้คนเนืองแน่นมาที่ร้านของยูนิโคล่สาขาแรกในประเทศไทยถึงเพียงไหน เพราะกระแสโปรโมชั่นให้กับ 1,000 คนแรกที่แม้จะไม่ซื้อของแต่มาต่อแถวเข้าร้านก็จะมีของที่ระลึกเป็นกระเป๋าผ้ามอบให้

แค่เพียงบ่ายถึงเย็นในวันเดียวกันก็มีเรื่องที่จะต้องข้องเกี่ยว เกี่ยวพันและมองเห็นความเป็นไปของกระแสญี่ปุ่นที่แทรกซึมเข้าสู่วิถีชีวิตของคนไทย แม้แต่ในเรื่องอาหาร เครื่องนุ่งห่มและไม่เพียงเข้ามากันอย่างแผ่วเบา แต่ค่อนข้างจริงจังและอึกทึกคึกโครมมากทีเดียว

นี่คือเรื่องของโลกาภิวัตน์ ที่เราหรือญี่ปุ่นจะอยู่แต่เพียงลำพังในบ้านของเราเองฝ่ายเดียวไม่ได้อีกต่อไปในนาทีที่สรรพสิ่งเคลื่อนไหว…

กาแฟหลายแก้วกับวิชากาแฟ (อีกสักหน)

เมื่อประมาณสองปีก่อนเห็นจะได้ ผมมีโอกาสเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปเรียน “วิชากาแฟ” กับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งนั้นเป็นหนแรกที่ได้ไปเรียนเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ของกาแฟ พร้อมกับลงมือปฏิบัติ แม้จะเป็นหลักสูตรที่ไม่มีค่าใช้จ่ายและชื่อหลักสูตรบอกไว้ว่าเป็นการอบรมกาแฟสำหรับเกษตรกรก็ตาม แต่ก็ได้น้ำได้เนื้อและได้วิชาความรู้ความสนุกสนานในเรื่องราวหลากหลายและรสชาติอันหลั่งล้นบนเส้นทางสู่ความใฝ่ฝัน (ของผม) ที่ว่า “อยากจะเปิดร้านกาแฟ” ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

จนกระทั่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากลงชื่อไว้ในกิจกรรมเปิดการฝึกอบรมสร้างอาชีพสำหรับสื่อมวลชนของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ก็ถึงกำหนดของการฝึกอบรมวิชากาแฟครั้งที่สองของผม และคราวนี้ก็ใช้เวลาเกือบๆ เต็มวันที่บริษัท รีเทลลิงค์ ประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทลูกของซีพีออลอีกทีหนึ่ง และกิจกรรมครั้งนี้ก็เป็นการฝึกอบรมแบบไม่คิดมูลค่าเพราะเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR ของบริษัทฯ

สายวันเสาร์ที่ 3 กันยายนที่ผ่านมาแสงแดดเจิดจ้าไร้เมฆฝน เป็นนิมิตรหมายอันดีที่ทำให้การเดินทางไปร่วมฝึกอบรมที่บริษัทฯ ตรงถนนวิภาวดีรังสิต 62 เป็นไปด้วยความพร้อมและเบิกบาน แม้ว่ากาแฟแก้วแรกที่จิบไปจากที่บ้านในตอนเช้าจะเข้มข้นไม่ถึงใจเท่าไรนัก

การอบรมกาแฟสร้างอาชีพโดยบริษัท รีเทลลิงค์ครั้งนี้แว่วจากเพื่อนๆ นักข่าวที่เคยรับรู้มาก่อนแล้วว่าได้รับความนิยมมากและมีการจองคิวขอเข้าฝึกอบรมเอาไว้ล่วงหน้า โดยมีรายชื่อยาวไปถึงสองพันคนที่รอจ่อคิวอยู่ และทุกๆ ครั้งของการจัด ทางบริษัทฯ ถึอเป็นกิจกรรมคืนกลับให้สังคม ไม่คิดสตุ้งสตังค์ผู้เข้าฝึก น่าเสียดายว่าแต่ละรอบแต่ละครั้ง รับคนเข้าฝึกอบรมได้เพียงหลักสิบเท่านั้น และในรอบที่ผมเข้าไปอบรมก็มีผู้เข้าร่วมราวๆ 30 คนเท่านั้น

ในวันนี้ก่อนที่จะได้ลงมือชงกาแฟสูตรต่างๆ ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือจริงๆ เป็นเครื่องชงเอสเพรสโซหน้าตาบึกบึนกันจริงๆ ช่วงเช้าเป็นการบรรยายที่ออกรสออกชาติและให้แง่มุมแนวคิดที่ดีของการเปิดร้าน เข้าสู่ธุรกิจกาแฟโดยผู้บริหารระดับแถวหน้าของบริษัท ซีพีออลและรีเทลลิงค์ – คุณนริศ ธรรมเกื้อกูล รองกรรมการผู้จัดการ

คุณนริศมาเปิดเผยวิธีการปั้นธุรกิจร้านกาแฟ หรือแม้แต่บูธกาแฟเล็กๆ อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ โดยชี้แนะและวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของการทำร้านกาแฟที่มิใช่เพียงแค่ “การได้ลงมือทำ” แต่ยังจะต้อง “ทำให้ได้” และ “ทำให้รอด” ร่ำรวยขึ้นมาได้จากธุรกิจร้านกาแฟ

ข้อแรกคือเรื่องของการเลือกหาทำเลเปิดร้านในย่านการค้าหรือแหล่งที่มีลูกค้าพลุกพล่าน และลูกค้ามีหลากหลายส่วน หรือที่เรียกว่า Segment ต่างๆ นอกจากจะมีเซ็คเม้นต์แล้วในเซ็คเม้นต์ที่เรามองเห็นนั้นก็จะต้องเป็น “กลุ่มลูกค้า” หรือ Target Marget ให้ได้ด้วย มิใช่ว่าเปิดร้านในทำเลที่มีคนเยอะแต่ไม่มีกลุ่มลูกค้าร้านก็คงจะไปไม่รอดเหมือนกัน

นอกจากนี้เรื่องของ “สินค้าและบริการ” หรือ Positioning ก็เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการทำธุรกิจด้วย โดยในกรณีนี้ถ้าหากสนใจจะเปิดร้านกาแฟ ก็จะต้องชงกาแฟและเครื่องดื่มเป็น ชงอย่างมีรสชาติ อร่อย สะอาด การกำหนดราคาให้สอดคล้องกับความต้องการจ่ายของกลุ่มลูกค้าหลักก็เป็นประเด็นสำคัญเหมือนกัน

“ทุกรุ่นที่มาอบรมและฟังผมพูด รู้เรื่องแบบนี้ไปหมดทุกคนแล้ว แต่ก็ยัง ‘เจ๊ง’ ทำแล้วไปไม่รอด เพราะการตัดสินใจชั่ววูบ หรือเพราะมีอะไรบังตาก็ไม่รู้ เลยตัดสินใจแบบนั้นหรือเลือกทำเลที่ไม่ได้อยู่ในย่านการค้าด้วยการวิเคราะห์ตามที่ได้อบรมไปแล้ว” คุณนริศกล่าวแบบติดตลก

หลังมื้ออาหารกลางวัน อาจารย์วิชากาแฟบอกว่าให้ทุกคนรีบทำเวลา ออกไปดูร้านกาแฟสร้างอาชีพซึ่งเป็นร้านต้นแบบที่คุณนริศปลุกปั้นและควบคุมดูแลด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิดคือ ร้านกาแฟรีเทลลิงค์ ที่ตั้งอยู่ปากซอยวิภาวดีฯ 64 ไปดูเพื่อให้เห็นว่าร้านกาแฟเล็กๆ แต่ตั้งใจทำ ไม่ได้ขายกาแฟแพง แต่ทำอย่างพินิจพิเคราะห์ ใช้หลักการการตลาดเข้ามาจับ ทำแล้วประสบความสำเร็จได้อย่างไร โดยมีรายได้เป็นผลกำไรเดือนละแสน ทั้งๆ ที่ขายกาแฟแก้วละ 25-  -30 บาทเท่านั้น

พอกลับมาจากการทัศนศึกษาร้านกาแฟจริงๆ แค่เพียงในซอยถัดไป ทุกคนก็กลับมาหึกเหิมอยากจะฝึกหักชงกาแฟสูตรต่างๆ ทั้งกาแฟร้อนและกาแฟเย็น 4 ชนิดด้วยกัน ในเบื้องต้นนั้นวิทยากรได้แนะนำส่วนประกอบหลักต่างๆ ของเครื่องทำกาแฟเอสเพรสโซที่วางอยู่ต่อหน้า การทำงานของเครื่อง เครื่องบดเมล็ดกาแฟ อุปกรณ์การชงต่างๆ จากนั้นบาริสต้าหรือผู้ชงกาแฟประจำร้านรีเทลลิงค์ก็แสดงวิธีการชงกาแฟร้อนเอสเพรสโซหนึ่งแก้วเล็กหรือหนึ่งช็อต ซึ่งถ้าจะให้ได้กาแฟเข้มข้นชนิดนี้จะต้องใช้เมล็ดกาแฟคั่วบดปริมาณ 8 กรัม ใช้ความร้อนของน้ำในเครื่องชงที่ 94 องศาเซลเซียส เปิดเครื่องชงผ่านหัวชงกาแฟหรือว่า Group head เป็นเวลา 25- 30 วินาที โดยใช้นาฬิกาจับเวลา ก็จะได้กาแฟเอสเพรสโซที่มีฟองครีมาสีทองขนาดสองออนซ์ เรียกว่า Perfect Shot เหมาะสำหรับการชงผสมนมสด นมข้นหวาน นมจืดออกมาเป็นเครื่องดื่มกาแฟร้อนเย็นอีกสารพัดเมนู เช่น คอฟฟี่ แมคคีอาโต คาเฟ่ลาเต้ แคปปูชิโน ฯลฯ

การเข้าห้องเรียนวิชากาแฟ ได้ทดลองชิมกาแฟทั้งลาเต้ร้อนและกาแฟเย็นที่บดและลงมือชงเองในการอบรมวันนี้เป็นทั้งรสชาติที่ปลุกเร้าและความสนุกที่กระชับรวบรัดดีสำหรับผม ขณะเดียวกันก็เป็นการค่อยๆ ทยอยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาพฝันอันล่องลอยของความคิดฝันส่วนตัวที่อยากจะเปิดร้านกาแฟ…ไม่วันใดก็วันหนึ่ง…ในวันหน้า