บทเรียนจากการเดินทาง ระหว่างกาแฟ ต้นไม้ และงานศิลปะ

หลายคนที่ชื่นชอบการเดินทาง (ใครบ้างที่ไม่ชอบการเดินทางช่วยบอกผมหน่อย) คงไม่ปฏิเสธว่า “การเดินทางนั้นมีรสชาติ”

จริงอยู่การเดินทางนั้นมีหลายรสหลายชาติ ขึ้นอยู่กับว่าไปที่ใดไปกับใคร แต่จะเป็นรสชาติอะไรและอย่างใดบ้างนั้น นึกๆ ดูแล้วคงหาคำตอบกลางๆ ยากเหมือนกัน

สำหรับผมแล้วการเดินทางมักจะเคียงคู่กับรสชาติของสิ่งหนึ่งเสมอ สิ่งนั้นก็คือ “กาแฟ”

ไม่ว่าจะเป็นยามเช้าที่ต้องการความกระปรี้ประเปร่าปลุกตัวเองให้ตื่น หากได้เติมกาแฟร้อนๆ สักแก้วระหว่างจอดพักตามปั๊มข้างทาง หรือหากว่าบังเอิญได้พบเจอร้านกาแฟรสอร่อย ๆ บรรยากาศดีๆ เพื่อเติมรสชาติกาแฟยามบ่ายในจุดหมายปลายทางที่ไปถึง ก็ย่อมช่วยให้รู้สึกได้ง่ายดายว่ารสชาติของการเดินทางครั้งนั้นสมบูรณ์แบบ

แต่ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะเลือกได้ และได้พบ “กาแฟอร่อย” ดังใจอยากตามสถานที่ในการเดินทางที่พร้อมให้เติมเต็มได้ทุกเมือทุกเวลาตามต้องการเหมือนกับที่เดินวนๆ อยู่ในบ้าน ต้องการความหอมอร่อยคราใดก็สามารถบำรุงบำเรอตัวเองดื่มด่ำกับกาแฟรสชาติดีๆ  ได้ตามต้องการ

พูดง่ายๆ ว่าการตื่นนอนตอนเช้าหรือยามสายๆ แล้วปลุกตัวเองขึ้นจากความงัวเงียด้วยกาแฟที่บ้าน ต่อให้หอมอร่อยถูกใจแค่ไหน แต่ก็อาจจะปราศจากรสชาติน่าจดจำ เพราะขาด “ความท้าทาย” และเรื่องราวเสียนี่กระไร

เปรียบแล้วก็เหมือนเวลาที่เราชงกาแฟเสร็จแล้วถือแก้วกาแฟเดินไปมาในบ้าน เจอะหนังสือศิลปะรวมภาพสวยๆ ขนาด Coffee Table Book ก็หยิบออกมาพลิกดูเปิดอ่านเล่นๆ แม้จะสวยงาม แต่ก็อาจจะแห้งแล้งแรงบันดาลใจ

อาจเพราะการดื่มกาแฟ เปิดหนังสือดูอยู่บ้านนั้นขาดเรื่องราวหนึ่งที่เติมเต็ม นั่นคือ “การเดินทาง”…

บ่อยครั้งในหลายการเดินทาง แม้รายละเอียดของการเดินทางจะยุบยับน่าจดจำปานใดก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนขาดไร้รสชาติไปพิกล เพียงเพราะว่าขาดกาแฟอร่อยๆ ที่ถูกใจ ในกรณีนี้การเดินทางสำหรับคนรักการเดินทางจึงเป็นเหมือนการได้อย่างเสียอย่างไปอย่างช่วยไม่ได้

…แต่คงไม่ใช่การเดินทางไป “ราชบุรี” ที่ผ่านมาครั้งล่าสุดของผมแน่ๆ

ชาวสตาร์บัคส์ประเทศไทยได้ชักชวนสื่อมวลชนออกเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศใหม่แห่งการดื่มด่ำกับกาแฟรสชาติดี พร้อมกับรื่นรมย์ในรสชาติของการเดินทางสายสั้นๆ ที่ทุกคนสามารถรื่นรมย์กับ “กาแฟ” ได้ทุกที่ทุกเวลาเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ปลายทางนั้นคือ  “ราชบุรี” จังหวัดเล็กๆ แสนเท่แห่งภาคตะวันตก ที่แม้ว่าจะเคยเดินทางไปเยือนบ้างแล้วก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนทุกๆ ครั้งราชบุรีเป็นต้องมีอะไรใหม่ๆ รอท่าให้ออกไปค้นหารสชาติของการเดินทางครั้งใหม่ๆ ได้เสมอ…

ปลายทางที่ราชบุรีครั้งใหม่กับขบวนเดินทางนำโดยชาวสตาร์บัคส์ พร้อมเปิดตัวกาแฟสดพร้อมดื่มชนิดใหม่เริ่มต้นขึ้นที่ไร่ปลูกรัก ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ในบรรยากาศยามกลางวันที่แดดเริ่มแผดร้อน โดยมีคุณกานต์ ฤทธิ์ขจร เจ้าของไร่และทีมงานทั้งจากสตาร์บัคส์และของไร่ปลูกรักรอต้อนรับ พร้อมเสิร์ฟขนมของว่างเครื่องดื่มเย็นๆ ที่ปรุงจากดอกไม้และสมุนไพร เช่น น้ำกระเจี๊ยบไซเดอร์พอให้คลายร้อน

ในบรรยากาศนั้นเราได้ลิ้มลอง “สตาร์บัคส์ เวีย” ซึ่งมีการแนะนำอย่างเป็นทางการกันครั้งแรกทั้งในแบบชงเย็นและแบบร้อนหอมกรุ่น (…แว่วว่า 6 กันยายนนี้ “สตาร์บัคส์ เวีย เรดี้ บรูว์” ทั้งสองรสคือ อิตาเลียน โรสท์และโคลอมเบียจะมีวางจำหน่ายตามร้านสตาร์บัคส์ทั่วเมืองไทยทุกแห่ง บรรจุกล่องขนาด 3 ซองและ 12 ซอง ติดตามลองชิมได้นะครับ)

ก่อนที่จะออกไปชมไร่ปลูกรัก คุณเมอร์เรย์ ดาร์ลิ่ง กรรมการผู้จัดการบริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ (ประเทศไทย) ได้เล่าถึงการที่สตาร์บัคส์เปิดตัวกาแฟพร้อมชงในรูปซองบรรจุผงกาแฟอราบิก้าคุณภาพดีที่เรียกว่า “สตาร์บัคส์ เวีย” ว่าทางสตาร์บัคส์คิดว่าทุกคนควรจะมีโอกาสได้ดื่มกาแฟคุณภาพดีเช่นกาแฟของสตาร์บัคส์ได้ทุกเมื่อทุกเวลา ไม่ว่าจะเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่มีร้านกาแฟอร่อยๆ หรือร้านกาแฟสตาร์บัคส์ให้ซื้อหากาแฟแก้วโปรด สิ่งต่างๆ ก็ดูง่ายขึ้นเพียงพกสตาร์บัคส์ เวียที่สามารถชงได้กับทั้งน้ำร้อน น้ำในอุณหภูมิปกติ (น้ำธรรมดานั่นเอง) หรือแม้แต่ชงกับนมเป็นกาแฟลาเต้ แค่นี้ก็สามารถเติมความรื่นรมย์ให้กับทุกการเดินทางกับกาแฟแก้วโปรดได้แล้ว

คุณดาร์ลิ่งเล่าให้ฟังว่าทางสตาร์บัคส์ซึ่งพิถีพิถันและตั้งใจกับการนำเสนอกาแฟคุณภาพดีมาโดยตลอด และได้ใช้เวลาในการพัฒนากาแฟผงพร้อมชงชนิดนี้นานกว่า 10 ปีโดยยังคงใช้กาแฟอราบิก้า 100 เปอร์เซ็นต์คั่วบดด้วยเทคโนโลยีและกระบวนการบดแบบไมโครกราวน์ จนทำให้กาแฟเวียในซองเล็กๆ ขนาดพกพาสามารถบรรจุความหอมกรุ่นและเข้มข้นแบบสตาร์บัคส์เอาไว้ให้สัมผัสได้ทุกเมื่ออย่างง่ายดาย

หลังจากนั้นเป็นช่วงเวลาของการเดินกางร่มหรือสวมหมวกปีกกว้างแปลงร่างเป็นชาวสวน เดินตามคุณกานต์ เจ้าของไร่กันเป็นพรวนเพื่อไปชมแปลงปลูกพืชผักสารพัด รวมทั้ง “บ้านของน้องเป็ด” ซึ่งเป็นเป็ดอภิสิทธิ์เพราะเลี้ยงด้วยกรรมวิธีที่เป็นธรรมชาติ ด้วยพืชผักอินทรีย์ และยังมีที่กว้างให้เดินเล่นและว่ายน้ำอีกต่างหาก การได้ฟังรายละเอียดของการปลูกพืชผักในฟาร์มอินทรีย์ที่คุณกานต์เล่าให้ฟังฉบับย่นย่อจากการทำงานในฟาร์มนี้มากว่าสิบปีของเขา ทำให้เราเข้าใจบทเรียนที่ว่า “อาหารคือยา” You are what you eat อาหารที่ดี ปราศจากสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อน ใช่เพียงจะต้องมีรูปสวยไร้แมลงและหนอนเจาะไจ แต่เกิดจากกระบวนการของการ “ให้” ให้ความตั้งใจและไม่เบียดเบียน ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันระหว่างหนอน เพลี้ย มด นก แมลง ดอกไม้ พืชผัก และแปลงข้าว ที่สำคัญทุกอย่างไม่มีการฉีดรดพ่นปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงโดยเด็ดขาด เนื่องจากมีการสุ่มตรวจสอบและการเข้ามาตรวจสอบอย่างต่อเนื่องจากองค์กรและสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ระดับประเทศและของยุโรป ตลาดหลักที่ไร่ปลูกรักส่งสินค้าพืชผักรวมแบบสดและแปรรูปไปวางจำหน่าย นอกจากที่ร้านอโณทัย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปลายทางของไร่ปลูกรักที่คุณอโณทัย ก้องวัฒนา คู่ชีวิตของคุณกานต์เป็นผู้ดูแลและสร้างสรรค์เมนูคุณภาพปรุงจากวัตถุดิบของไร่

ออกจากไร่แห่งความรักระหว่าง คน สัตว์ พืช ในเบื้องต้นของการเดินทางสู่ราชบุรีแล้ว จุดหมายปลายทางต่อไปของทริปนี้ก็คือหอศิลป์ร่วมสมัยริมฝั่งแม่น้ำราชบุรีในตัวเมือง “Tao Hong Tai : d Kunst” ซึ่งเราได้พบกับอาจารย์วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ทายาทของโรงงานโอ่งมังกรเถ้า ฮง ไถ่อันเก่าแก่และโด่งดังของเมืองแห่งโอ่งมังกรราชบุรี

วันนี้อาจารย์วศินบุรีซึ่งมีดีกรีศิลปะจากเมืองเบียร์ได้แปรอาคารเรือนไม้สองหลัง มีใต้ถุนโล่งและเรือนเล็กคือเรือนครัวและเรือนเก็บของ ซึ่งมีรูปทรงเรือนปั้นหยา คาดว่าเรือนเหล่านี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ให้กลายเป็นหอศิลป์ร่วมสมัยมาตั้งแต่ต้นปี 2554 ด้วยความคิดว่าอยากจะให้เกิดบรรยากาศแห่งความเป็นศิลปะสำหรับคนต่างจังหวัดในราชบุรีซึ่งเป็นรกรากของตัวเองบ้าง มิใช่ว่าทุกสิ่งอย่างที่ถึงพร้อมด้วยศิลปะจะไปรวมตัวกันอยู่แค่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองท่องเที่ยวหลักๆ อย่างเชียงใหม่เท่านั้น

อาจารย์วศินบุรีซึ่งให้การต้อนรับและพาเดินชมห้องต่างๆ ในหอศิลป์ขนาดกะทัดรัดแต่สวยงาม และแปลกตา เล่าให้ฟังว่าแต่เดิมสมัยคุณปู่ของเขาได้ริเริ่มการทำโอ่งดินเผาขึ้นมาเป็นครั้งแรกในราชบุรีและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จนโรงงานขยายตัวและกิจการรุ่งเรืองจากความนิยมใช้โอ่ง ซึ่งต่อมามีการสร้างสรรค์ลวดลายขึ้นมาจนเรียกว่า “โอ่งมังกร” นำไปบรรจุรองน้ำฝนไว้ใช้อุปโภคบริโภค แต่ทุกวันนี้เถ้า ฮง ไถ่มิได้ทำโอ่งมังกรเป็นกิจการหลักดังเดิม แต่หันเหมาสร้างเครื่องปั้นดินเผาสำหรับการตกแต่งและมีความเป็นศิลปะมากขึ้น

“คำว่าดีคุนสท์ (d Kunst) เป็นภาษาเยอรมันแปลว่า “ศิลปะ” และผมเองก็อยากจะให้ความเป็นศิลปะได้เข้ามาอยู่ใกล้ชิดผู้คนทุกๆ คนโดยไม่จำเป็นว่าคนคนนั้นจะต้องทำงานศิลปะหรือเป็นศิลปิน เพราะศิลปะนั้นช่วยให้คนเรามีจินตนาการ ศิลปะคือจินตนาการ ทุกๆ คน ทุกๆ อาชีพต้องการจินตนาการ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักข่าว ชาวนา หรือนักการเมืองก็จะต้องเป็นคนที่มีจินตนาการ จึงจะทำให้สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และมีชีวิตที่น่าสนใจได้”

บทเรียนที่เก็บรับและได้ลงมือระบายสีลงบนเครื่องปั้นดินเผาที่เป็นเพียงแก้วเปล่าดินขาวๆ รอเผาจากการเดินทางครั้งนี้ บ่งบอกว่า “ศิลปะใช่จะมีอยู่ภายในตัวตนคนทำงานศิลป์หรือศิลปินเท่านั้น และศิลปะคือบ่อเกิดของจินตนาการที่รอการเข้าถึงได้ไม่ยาก” และหากมีโอกาสก็อาจจะลองไปแวะชมหอศิลป์ Tao Hong Tai : d Kunst ริมแม่น้ำราชบุรีข้างๆ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบรี (ที่ตั้งคือ 323 ถนนวรเดช อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โทร. 032- 323-630, 032- 337-574 เปิดเวลา 10.00 – 19.00 วันพุธถึงวันอาทิตย์) ที่ชั้นสองด้านหน้าของหอศิลป์แห่งนี้แค่เดินขึ้นบันไดเข้าไปก็จะพบบรรยากาศของมุมกาแฟน่ารักๆ น่านั่ง ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ ถ้วยและแจกันเซรามิกของเถ้า ฮง ไถ่หลายหลาก

ที่แห่งนี้เองที่เราฉีกซองสตาร์บัคส์ เวีย รสโคลอมเบียซึ่งให้รสชาติกลมกล่อมราดลงไปบนไอติมรสมะพร้าวในแก้วเซรามิกเถ้า ฮง ไถ่ พร้อมกับตักลองลิ้มสนทนากัน ก่อนออกเดินทางไปชมโรงงานเถ้า ฮง ไถ่กันต่อไป…

หลังจากที่ใช้เวลาครู่ใหญ่เพื่อเดินชมบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยสีสันและความเป็นศิลปะกับธรรมชาติที่อยู่คู่กันที่โรงงาน กาแฟสตาร์บัคส์ เวียก็ถูกนำมาให้ลองชิมกันอีกครั้งในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า สตาร์บัคส์ เวีย คอฟฟี่ โซดามะนาว ซึ่งเป็นรสชาติแปลกใหม่และบอกว่ากาแฟพร้อมชงชนิดนี้พร้อมที่จะสร้างสรรค์เครื่องดื่มได้ในทุกบรรยากาศและหลากหลายรสชาติจริงๆ

ปลายทางที่ไม่ใช่การสิ้นสุด แต่คือการเดินทางต่อก็คือการไปถึงซีนเนอรี่รีสอร์ท แอนด์ ฟาร์ม อำเภอสวนผึ้ง ซึ่งโด่งดังจากบรรยากาศฟาร์มธรรมชาติที่มีน้องแกะตัวขาวๆ มอมๆ บ้างกระดำกระด่างรอท่าคอยดึงทึ้งและเล็มหญ้าจากมือของทุกคนที่เข้าไปป้อนพวกเขาในสนามหญ้ากว้าง

แม้สวนผึ้งราชบุรีทุกวันนี้จะมีแมกไม้และเขาสูง มีความเป็นธรรมชาติจากสีเขียวๆ รายรอบอยู่ไม่แตกต่างจากวันเก่าก่อนหรือในช่วงกลางวันสดใสก็ตาม แต่เราเองก็แทบจะมองไม่เห็นสีสันนั้นแล้วเพราะเวลาที่ย่ำเย็น ได้เพียงเข้าไปเดินชมห้องพักสวยๆ น่าพักของซีนเนอรี่และรับประทานอาหารค่ำในสายลมเอื่อยๆ บรรยากาศนิ่งๆ โดยมีรสชาติของเครื่องดื่มสตาร์บัคส์ เวีย โมฮิโต้คลอเคลียคลุกเคล้าบรรยากาศดินเนอร์จนยากจะเชื่อว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เราจะต้องถ่ายถอนตัวเองออกจากบรรยากาศแห่งความสุข สบาย เป็นธรรมชาติที่สวนผึ้งกลับคืนสู่คืนวันอันยุ่งเหยิงของชีวิตในกรุงกันเหมือนเดิม

กาแฟสักถ้วย ต้นไม้นับสิบ นกกับแมลงนับร้อยในไร่อินทรีย์ สีสันของเครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้ ล้วนคือบทเรียนและรสชาติที่บอกว่าชีวิตมีจินตนาการรอท่าให้เปิดรับ ขอเพียงไม่ยึดถือรูปรอยเดิมๆ เปิดกว้าง เปิดใจ เปิดรับการเดินทางครั้งใหม่ๆ เพียงเท่านี้เราก็อาจจะบอกกับตัวเองได้แล้วกระมังว่ารสชาติของการเดินทางเป็นรสอย่างไร …และรสชาติชีวิตของเราเองคืออะไร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s