โลกหลายใบของปรีณัน

“ปรีณัน นานา”หรือคุณตุ้ม หญิงสาวที่ยิ้มอยู่ในภาพนั้นเป็นคนหนึ่งที่ผมรู้จักมานานพอสมควร

ก่อนหน้านี้คุณตุ้มทำงานเป็น “นักจัดการวัฒนธรรม” “ผู้ออกแบบงานนิทรรศการ” และเป็นผู้จัดทำแผ่นพับ Art Connection เผยแพร่ฟรีๆ เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารงานศิลปะและกิจกรรมด้านวัฒนธรรมในกรุงเทพฯ

วันดีคืนดีพอมีโอกาสได้รู้จักเธอมากขึ้นและพบกันอีกครั้ง ผมกลับผมว่าคุณตุ้มในวันนี้ได้กลายมาเป็น “ครูโยคะ” โดยได้ละวางการงานอื่นๆ ที่เคยทำมาไปหมดแล้ว

สถานที่สอนโยคะแห่งใหม่ที่คุณตุ้มปลุกปั้นขึ้นมามีชื่อว่า SoulMade Yoga & Tea Room ตั้งอยู่ในซอยเอกมัย 12 ซึ่งเป็นทาวน์เฮาส์ที่มีการตกแต่งใหม่ให้ดูสวยงาม ลงตัวเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการฝึกโยคะ (ทั้งแบบ Gentle และ Open Class) ฝึก Soul Dance และนั่งจิบชาได้ พร้อมกับมีการเปิดตัวในส่วนของสถานที่ฝึกโยคะในสไตล์คริปาลุตามที่คุณตุ้มได้ไปร่ำเรียนมาจากศูนย์โยคะคริปาลุที่เมืองแมตซาชูเสท สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2539 ไปตอนกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ตามประสาคนที่มีแบคกราวน์มาทางด้านศิลปะและชื่นชอบเรื่องราวที่มากกว่าการลงมือทำ แต่เป็นการ “ทำด้วยใจ” คุณตุ้มจึงวาดหวังให้ SouldMade เป็นชุมชนสำหรับคนรักสุขภาพและโยคะแห่งใหม่ ไปจนถึงสำหรับคนที่สนใจงาน Art&Craft ที่จะมาเจอกันหรือทำกิจกรรมต่างๆ ในอนาคต

หมวกของคุณตุ้มที่สวมใส่ได้ลองทำ เป็นนู่นเป็นนี่ และจากประสบการณ์ทำอะไรต่างๆ ที่ผ่านมาน่าจะบ่งบอกว่าเธอมีหมวกหลายใบในชีวิต และแต่ละใบก็มีความสวยงาม ลงตัว มีทิศทาง

…เป็นหมวกที่ต่อเติมแต่งแต้มโลกหลายใบของปรีณันให้น่าสนใจยิ่งขึ้นนั่นเอง

Facebook Page: SoulMade yoga & tea room

ผมกับกลุ่มตะลุมบอน

“ไม่เคยขยันอย่างนี้มาก่อน เขียนบล็อกตะลุมบอนมาอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 แล้ว ยังดีอยู่ ยังมิเมาหมัด”

ข้อความข้างต้นปรากฏบนหน้าสถานะของผมเมื่อวานนี้เพื่อที่จะบอกว่า ตอนนี้ชีวิตผมพันผูกและข้องเกี่ยวกับอีกบล็อกหนึ่งเพิ่งขึ้นมาอีกแล้ว

ความเป็นมาเป็นไปของบล็อกที่ผมไปร่วมหัวจมท้ายด้วยความสนุกและเต็มอกเต็มใจนั้น นอกจากจะมาจากคำว่า “ขัดเสียไม่ได้” แล้วยังมาจากคำว่า “มิตรภาพ” ที่เนิ่นนานแสนนานและความผูกพัน

มิตรภาพในที่นี้ผมหมายถึงมิตรภาพที่มีต่อกันระหว่างมวลหมู่สหายไฟน์เดย์ กลุ่มออมทรัพย์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีสมาชิกสามคนคือผม เทียนอันหมวย และพี่เป้า กันทิมา ที่แตกทัพออกมาชวนกันคิดชวนกันเขียน

นอกจากนี้ยังหมายถึง “มิตรภาพ” ที่ผม เทียนอันหมวย และเป้า กันทิมามีต่อเส้นทางการเขียนมายาวนานประมาณหนึ่ง ดุจว่าเป็นพันธกิจของชีวิตที่ถูกลิขิตมาให้พวกเราต้องคิดต้องเขียน จนหยุดไม่ได้ (เพราะบางทีอาจจะทำให้กระเป๋าแห้งและอดอยาก)

ผม เทียนอันหมวยและพี่เป้า กันทิมานั้นรู้จักกันมานานมากแล้วตั้งแต่สมัยเป็นคนทำข่าวด้วยกันอยู่ที่หนังสือพิมพ์คู่แข่งธุรกิจ จนถึงวันนี้เราก็ยังไปมาหาสู่ ร่วมทำกลุ่มออมทรัพย์เพื่อช่วยเหลือเพื่อนๆ ด้วยกันเองในกลุ่ม และชวนกันไปเที่ยว เจอหน้ากันนอกจากจะมีการกินข้าว เม้าท์มันส์ สังสรรค์แล้ว เรายังชอบที่จะพูดคุยถึงเรื่องการคิด การเขียนและการทำหนังสือ

ซึ่งเป็นทั้งความรัก ความฝันและความหวังของเราทั้งสามคน

จนในที่สุดเมื่อการพบกันครั้งล่าสุดระหว่างวันหยุดยาวสงกรานต์ที่ผ่านมา หลังมื้อพิซซ่าอันอลังการชนิดซื้อหนึ่งถาดแถมหนึ่งถาดแกล้มกับมาลิบูผสมน้ำสับปะรด เราก็แตะมือกันพร้อมกับสัญญาด้วยน้ำมิตรว่าเราจะช่วยกันคิดช่วยกันเขียน บล็อกนี้ขึ้นมา

…มันคือบล็อกของกลุ่ม “ตะลุมบอน” ครับ http://www.taloombon.blogspot.com

ผมทำหน้าที่คิดม็อตโต้ประจำกลุ่มออกมาได้ว่า “แลกหมัดกันคิด ผลิตงานเขียน” และเราตกลงกันอย่างกลายๆ ว่า จะ(พยายาม) เขียนเรื่องมาลงบนบล็อกกันให้ได้ทุกวัน วันละหนึ่งเรื่องต่อหนึ่งคน

…การแลกหมัดอย่างเมามันส์ของสหายทั้งสามก็เลยเกิดขึ้น นับจากวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา และจนถึงวันนี้มีเรื่องที่เราแลกหมัดกันคิดเขียนแล้ว 20 เรื่องโดยประมาณและมีคนเข้ามาอ่าน ติดตามดูบล็อกน้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์นามว่า “ตะลุมบอน” แล้วราวห้าร้อยครั้ง

นับว่าไม่เลวเลยสำหรับความตั้งใจของพวกเราที่ได้ลงมือทำสักที

แม้ว่างานนี้อาจจะได้เพียงกล่อง (Blog หรือ Box) หรือดอกไม้ คำชม ไม่ได้เงินก็ไม่อดตายดอก…

ฝากความเป็นไปของบล็อกตะลุมบอนเอาไว้ในอ้อมใจด้วยครับ แล้วอย่าลืมแวะไปอ่านไปชมไปคุยกันที่นั่นบ้างนะครับ

นวลกับอ่าง(ของเธอ)

นวลเป็นน้องสาวของแป้ง แป้งรู้จักกับภรรยาผม เพราะเธอเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องคณะเดียวกัน

ผมรู้จักกับแป้ง แล้วต่อมาผมก็ได้รู้จักทั้งแป้งและนวล…

แป้งเป็นนักวาดภาพประกอบ รู้จักดีในนาม “ภัทรีดา ประสานทอง”

นวลเองก็เป็นนักวาดภาพประกอบตามพี่สาวมาติดๆ แต่มีสไตล์และรูปลักษณ์เรื่องราวการสร้างสรรค์งานแตกต่างกันไป เธอมีชื่อจริงใช้ในการสร้างงานด้วยว่า “นวลตอง ประสานทอง”

ผมเคยเขียนถึงนวลกับนิทรรศการส่วนตัวของเธอมาแล้วครั้งหนึ่งซึ่งตอนนั้นใช้ชื่อว่า NYMPH

ด้วยความขยัน ไฟแรงและมีจินตนาการ นวลได้นำหญิงสาวตาโตๆ ผอมๆ กลับมาให้ชมกันอีกครั้งกับเรื่องราวสารพัดสารพันที่สรรค์สร้างเป็นงานศิลปะครั้งใหม่ในชื่อว่า TUB

TUB หรือ “ทับ” ที่แปลว่าอ่างอาบน้ำนั่นแหละครับ

ผมเองยังไม่ได้ไปดูและเห็นว่างานนิทรรศการศิลปะเดี่ยวของหญิงสาวที่น่าสนใจทั้งตัวตนและผลงานครั้งนี้กำลังจะหมดไปในวันเสาร์นี้แล้ว ก็เลยตั้งใจจะช่วยน้องมาประชาสัมพันธ์และบอกต่อให้ไปดูกันเยอะๆ

ว่างๆ ก็ไปดูกันนะครับว่า นวลกับอ่างน้ำนั้นจะมีเรื่องราวใดบ้างที่เธอซุกซ่อนไว้ในสัญลักษณ์ใหม่ครั้งนี้บ้าง

 ————————————————-

ถ้าใช้เฟซบุ๊กลองเสิร์ชหารายละเอียดของงานได้ด้วยคีย์เวิร์ดนี้ครับ – ‘Tub’ by Nualtong Prasarnthong

31 มีนาคมเวลา 18:00 น. – 23 เมษายนเวลา 18:00 น.

 สถานที่ RMA Institute ถ.สุขุมวิท

ที่ชอบๆ

ที่ชอบๆ อ่านว่า “ที่ชอบ…ชอบ” นะครับ ไม่ใช่ที่ชอบ…ที่ชอบ เหมือนเวลาที่เราต้องการอวยพรให้คนที่เรารักขี้หน้ามากๆ ให้หายหน้าไปที่ตรงนั้น

เรื่องของเรื่องที่ควรจะนำมาบอกเล่าไว้ตรงนี้ก่อนที่ผมจะลืมก็คือผมเกือบที่จะได้ไปออกทีวีในรายการ book blog gang อินเทอร์เน็ตทีวีทางช่อง True Life อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เคยไปออกเพื่อพูดคุยถึงหนังสือ “วันที่ชีวิตเดินทาง” ของผมมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปลายปี 2553 (เดือนพฤศจิกายน) ที่ผ่านมา

คราวนี้ทางรายการจำเพาะเจาะจงว่าต้องการพูดคุยเกี่ยวกับ “หนังสือต่างประเทศที่ชอบๆ” (ที่ชอบชอบ) ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการมาทำงานเขียนของผม โดยกำหนดมาว่าให้ผมเลือกมาพูดคุยสามเล่มด้วยกัน

หนังสือที่อ่านและที่ผมชอบๆ นั้นมีมากมายหลากเล่มมากตามอายุและประสบการณ์ในการอ่าน นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับอารมณ์ ความรู้สึก ความชอบหรือความต้องการเรียนรู้ค้นหาเรื่องอะไรในช่วงใดช่วงหนึ่งอีกต่างหาก ดังนั้นย่อมไม่ง่ายเลยที่จะเลือกหนังสือ (ต่างประเทศ) มาระบุยืนยันถึง “ความชอบเป็นพิเศษ” จนถึงกับต้องบอกต่อคนอื่นๆ (ในรายการทีวีที่ติดต่อมาได้)

ผมเคยชอบ “เจ้าชายน้อย” (Little Prince) ของอังตวน เดอ แซงเต็กซูเปรี หรืองานเขียนที่อ่านง่ายแต่ลึกซึ้งของวิลเลียม ซาโรยัน ช่วงหนึ่งผมก็ชอบงานเขียนของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เควซ ผู้ประพันธ์ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” หรือหนังสือเกี่ยวกับชีวิตอินเดียนแดงอย่างลิตเติลทรี รวมทั้งหนังสืออย่างจินตนาการไม่รู้จบ โมโม่ ฯลฯ

ผมจึงต้องนั่งลงชั่งใจและใคร่ครวญให้ดีว่า “หนังสือต่างประเทศหรือนักเขียนต่างประเทศที่ประทับใจ 3 เล่ม” ของผมเองนั้น ควรจะเป็นใครหรือมีเล่มไหนบ้าง

ในที่สุดผมก็ได้เลือกสามเล่มนี้ นั่นคือ “วอลเดน” (Walden) ของเฮนรี เดวิด ธอโร Into the Wild ของจอห์น คราเคาเออร์ และสุดท้ายก็คือ “ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” ซึ่งแปลมาจากผลงานของโรเบิร์ต ฟูลกัม พอดีว่าพอถึงวันนัดหมายที่จะต้องไปออกอากาศซึ่งเป็นรายการสดของวันที่ 3 เมษาฯ ที่ผ่านมาตอนหนึ่งทุ่มผมกลับไม่สามารถไปร่วมรายการได้เพราะไม่สบาย เป็นไข้หวัดยังไม่สร่างดี

นี่คือโฉมหน้าของหนังสือที่ผมเลือกแล้วว่าชอบๆ …ประทับใจครับ ก่อนที่จะลืมและไม่ได้ไปออกอากาศต้องรีบนำมาลงและนำมาเล่าเสียหน่อย


ซึ่งก็น่าแปลกและโดยไม่ตั้งใจที่ทั้งสามเล่มที่ผมเลือกมาไม่ใช่วรรณกรรมหรืองานประพันธ์ แต่กลับเป็นงานคิดงานเขียน เชิงสารคดีหรือข้อเขียนแบบความเรียงมากกว่า ดังนี้พอจะสรุปได้ว่าผมชอบอ่านงานสารคดีมากกว่านิยายหรือเรื่องสั้น วรรณกรรมต่างประเทศกระมัง

ป.ล. ทางฝ่ายรายการยังถามคำถามอื่นๆ ที่จะใช้ในการพูดคุยในรายการอีกนะครับ คือ

– เริ่มต้นทำงานเขียนของตัวเองได้อย่างไรและเมื่อไหร่
– ขั้นตอนการทำงานเขียนของพี่อิทธิฤทธิ์
– สำหรับพี่อิทธิฤทธิ์ การอ่านสำคัญอย่างไรบ้าง
– ฝากถึงน้องๆ ผู้ชมทางบ้าน : อยากเป็นนักเขียนต้องทำอย่างไร หรือการอ่านสำคัญอย่างไร
– ฝากถึงช่องทางติดต่อและผลงานล่าสุดของพี่อิทธิฤทธิ์

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็น “คำถาม” หรือการชวนคุยที่ชวนตอบนะครับ เสียดายอย่างยิ่งที่ไม่ได้ไปพูดคุยเกี่ยวกับ (หนังสือ)ที่ชอบๆ และออกรายการครับ