ชายผ้าเหลือง

เมื่อต้นเดือนผมเดินทางไปร่วมงานบวชของหลานชายวัยสามสิบที่บ้านเกิด และเป็นครั้งแรกๆ ก็ว่าได้นอกเหนือจากงานอุปสมบทของตัวเอง ที่ผมเคยไปร่วมงานบวชของคนอื่นอย่างจริงๆ จังๆ

พิธีกรรมของการบวชนั้นไม่มีอะไรมากก็แค่ผู้ที่จะบวชจะต้องมีการปลงผมปลงคิ้วให้เกลี้ยงก่อนวันเข้าโบสถ์ก่อนวันที่จะบวช มีการไปถือศีลแปด นุ่งขาวห่มขาวอยู่ที่วัดก่อนจะถึงวันบวชจริงๆ หลายวันเพื่อให้คุ้นชินกับวิถีปฏิบัติก่อนเริ่มเป็นพระ จากนั้นตอนเช้ามืดของวันงานก็ไปที่อุโบสถวัดที่บวชให้ได้เพื่อขอบวชกับพระอุปัชฌาย์ หลานชายของผมนั้นบวชที่วัดบ้าน ซึ่งหมายถึงวัดที่อยู่ในเมืองหรืออยู่ในตัวหมู่บ้าน แต่พอบวชพระเสร็จแล้วเขาได้ไปจำวัดอยู่ที่วัดป่า

จากที่ทั้งเคยบวชพระมาเองและได้ไปร่วมงานบวชญาติใกล้ชิดทำให้ผมอดที่จะตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยเกี่ยวกับรายละเอียด วิธีการและเงื่อนไข วัตถุประสงค์ของการบวชของผู้ชายไทยไม่ได้ ว่าด้วยเหตุใดตามธรรมเนียมหรือนิกายทางศาสนาพุทธแบบบ้านเรานั้นจึงอนุญาตให้แต่เฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่บวชพระได้ และแม้แต่ในการบวชพระก็ตาม สตรีหรือเพศหญิงก็ยังโดนห้ามไม่ให้เข้าไปในอุโบสถที่ใช้ทำพิธีขอบวชของว่าที่พระใหม่ พระสงฆ์ที่เข้าร่วมสวดในพิธีและพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ แม้ว่าเรื่องนี้คงจะมีการอธิบายหรือผู้อธิบายเอาไว้ที่ไหนสักแห่งอยู่แน่ๆ แต่ผมก็ยังรู้สึกแปลกๆ อยู่ดีที่ทำไมผู้หญิงไม่ได้รับสิทธินี้หรือถูกกีดกันให้ห่างจากชายผ้าเหลือง

การบวชพระคือจุดเริ่มต้นหรือเครื่องหมายของสิ่งใดบ้าง เมื่อก่อนชายไทยจะต้อง (หรือนิยมที่จะ) บวชกันเมื่ออายุย่างเข้าปีที่ 20 นัยว่าเป็นปีแห่งการเริ่มที่จะเป็นผู้ใหญ่ตอนต้น เริ่มชีวิตและเริ่มครอบครัว แต่ทุกวันนี้มีคนไทยสักกี่มากน้อยที่จะบวชเมื่ออายุยี่สิบหรือเห็นว่าอายุยี่สิบเป็นวัยแห่งการเริ่มต้นชีวิตของความเป็นผู้ใหญ่กัน

พี่สาวของผมนั้นแปกติป็นคนที่ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกับการเข้าวัดเท่าไรนัก พอลูกชายคนเดียวบวชพระก็เลยได้ไปวัด ไปถวายจังหัน (อาหารเช้า) ให้พระที่วัด ไปรอทำบุญตักบาตรให้พระลูกชายและพระร่วมวัด แม้จะเป็นช่วงเวลาแค่เพียงสิบกว่าวันก็รู้สึกได้ในความแตกต่างของการห่างวัดห่างพระกับการที่ได้เข้าไปทำนุบำรุงเสาหลักเสาหนึ่งทางพระพุทธศาสนา (คือ “พระสงฆ์) และผมพลอยรู้สึกกับเห็นภาพไปด้วยว่าที่คนรุ่นเก่าก่อนเคยพูดเอาไว้ว่าเวลาลูกชายบวช พ่อแม่ก็เหมือนได้เกาะชายผ้าเหลืองของลูกขึ้นสวรรค์ด้วยนั้นเป็นอย่างไร

คงเป็นความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับคำว่าสุข สงบ สบายใจที่ได้รับด้วยภาวะแห่ง  “สะอาด สว่าง สงบ” ซึ่งเป็นสวรรค์ในใจแม้แต่ในยามที่ยังมีลมหายใจอยู่เช่นนั้นเองกระมัง

กระบวนการกาแฟ

กาแฟสีเข้มรสขมหอมกรุ่นเพียงแก้วหนึ่ง มีที่มาที่หลากหลายมากครับ ผมหมายถึงกระบวนการทำการชงและการเตรียมวิธีการต่างๆ ไม่ได้หมายถึงการเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟหรือการคั่วการบด ซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนหน้าที่จะได้เครื่องดื่มเจ้าเสน่ห์แก้วหนึ่งออกมา…

ผมเป็นคนชมชอบการดื่มกาแฟมาก โดยเฉพาะกาแฟร้อนและกาแฟดำ บางทีก็เป็นเอสเพรสโซสักช็อต (ในความหมายว่าจะต้องมีกาแฟสดคั่วบดดีๆ ไม่เข้มขมจนเกินไป) บางเวลาก็ชอบดื่มอเมริกาโนที่เติมน้ำร้อนลงในเอาเพรสโซหนึ่งช็อตเยอะหน่อย และดื่มกาแฟมานานแล้ว ในทุกวันจะดื่มกาแฟร้อนกับอาหารเช้าและหาเวลาให้กับกาแฟร้อนอีกสักแก้วเมื่อช่วงบ่ายๆ

ผมไม่ได้พึ่งพาเจ้ากาแฟมาขับไล่ความง่วงงุนเหมือนคนอื่นๆ หลายคน แต่ชมชอบที่จะมีช่วงเวลากับกาแฟ เพราะความหอมความอุ่นและความสบายใจที่ได้ดื่มมากกว่า ดังนี้แล้วผมควรจะสรุปว่าตัวเองเป็นคนติดกาแฟไหมครับ (ผมสามารถดื่มกาแฟ โดยเฉพาะกาแฟร้อนได้เรื่อยๆ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นหนึ่งหรือสองแก้วต่อวัน หรือดื่มแล้วจะทำให้ตาแข็งนอนไม่หลับ)

ขณะที่กำลังเขียนเรื่องนี้อยู่เป็นช่วงเวลาบ่ายๆ ผมก็กำลังไปเตรียมกาแฟสดลงในเครื่องทำกาแฟแบบ French Press เพื่อให้ได้กาแฟดำรสไม่เข้มข้นจนเกินไปแต่ยังคงความหอมกรุ่นเสมอมาดื่มช่วยให้ร่างกายอบอุ่นในท่ามกลางสภาพอากาศของห้องปรับอากาศในที่ทำงาน

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาผมก็เพิ่งได้ฤกษ์ถอยเครื่องทำกาแฟสดใหม่เอี่ยมเรียกว่าเครื่องเนสเพรสโซ (Nespresso) ซึ่งทำกาแฟสดแบบเอสเพรสโซหรือลองช็อตแบบอเมริกาโนด้วยกาแฟคั่วบดที่บรรจุมาในแค็ปซูล สนนราคานั้นก็สูงน่าดู แต่ความสวยงามของหน้าตาเครื่องผนวกกับความอยากได้และความที่ชอบซื้อเครื่องทำกาแฟแบบต่างๆ มาสะสมไว้ในคอลเล็กชั่นทำให้เครื่องกาแฟชิ้นนี้เป็นเหมือนความฝันที่เป็นจริงในเรื่องราวกระบวนการกาแฟที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ในชีวิตของผม…

…และยังคงจะดำเนินต่อไปทุกยามเช้าและทุกโมงยามที่โหยหาความเข้มขมอันหอมกรุ่นของกาแฟ

มือถือมือกด…ใจไปไหน

หลายสัปดาห์ก่อนผมได้รับโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องหนึ่งมาเพราะการทำงาน ซึ่งจะต้องเริ่มใช้เบอร์ใหม่และบริการใหม่ๆ ที่ไม่เคยลองใช้จากเจ้าเครื่องใหม่ที่ได้มา ผมก็เลยมีอันจะต้องถือมือถือสองเครื่อง (พูดอย่างนี้แล้วเหมือนฟังดูจะไม่มีมือเหลือสักข้าง เพราะเอามือที่มีอยู่ทั้งหมดไปใช้ถือมือถือ)

พอใช้สมาร์ทโฟนต่างค่ายหลายเบอร์และต่างสมรรถนะ ผมก็เลยพลอยได้สังเกตว่าผู้คนรายรอบตัวในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะคนที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อเข้าทำงานตอนเช้าร่วมขบวนกับผมนั้นใช้มือถือพวกนี้กันมากและแต่ละคนยุ่งขิงกับการกดการดูการแชตกับเจ้าเครื่องนี้กันอย่างคร่ำเคร่งอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มสาวชาวออฟฟิศหรือบรรดานักเรียนนักศึกษาทั้งหลายก็ตาม

ยอมรับว่าเห็นคนใช้มันมากๆ เข้าก็ทำให้เบื่อหรือเกิดอาการเฝือขึ้นมาได้ง่ายๆ เหมือนกัน และในบางโอกาสผมยังนึกเบื่อหน่ายกับลีลาการกด การใช้งานโดยไม่คำนึงถึงกาละเทศะ ไม่ว่าในขบวนรถไฟจะคนแน่นเอียดแค่ไหนคุณทั่นคุณเธอก็ยังคงจะกดจะแชตอยู่ได้โดยไม่สนใจจะขยับตามให้คนอื่นๆ เข้ามาใช้งานด้วยได้ ทำให้ที่แคบๆ ที่มีอยู่ยิ่งดูน่าอึดอัดมากขึ้น

ไหนจะเวลาเดินเหินก็เอาแต่กดหรือดูหน้าจอจนลีลาการเดินดูสะเปะสะปะหรือสะดุดชนเข้ากับอะไรได้ง่ายๆ เหมือนไม่มีสติหรือไม่ระวัง

ยุคหนึ่งที่ผ่านมาไม่นานผมสังเกตว่าคนในกรุงเทพฯ ที่โดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินนิยมเอาหูฟังขึ้นมาฟังเพลงหรือไม่ก็เสียบสมอลทอล์กหรือหูฟังเพื่อพูดคุยโทรศัพท์ จนดูเหมือนเฉยเมย ไม่สนใจหรือใส่ใจเสียงรอบข้าง แต่เดี๋ยวนี้ต้องทนฟังเสียงสัญญาณบีบีแชตหรือเสียงพูดคุยโทรศัพท์ดังลั่นแบบไม่สนใจใครทั้งในรถใต้ดินหรือในลิฟท์ พร้อมกับภาพของการก้มหน้าก้มตากดๆ ดูๆ ไม่ว่าจะกำลังเคลื่อนไหวไปมาอยู่ก็ตาม

เทคโนโลยีช่วยให้เรามีอะไรใช้กันง่ายขึ้น หรือทำอะไรที่ไม่จำเป็นกันอยู่ตลอดเวลา ด้วยความที่ไม่รู้ว่าสติสตังอยู่ตรงไหน เพราะเวลาที่มือกำลังกดๆ และสายตาจดจ้องอยู่นั้น ผมก็ไม่รู้ว่า “ใจ” ของพวกเราเอาไปไว้ที่ไหน คงหลงลืมคำว่าเอาใจใส่กันไปหมดแล้ว

(นอกเสียจากจะมีคนเอาคำว่า “เอาใจใส่” ไปสร้างไป App. แล้วเอามาขึ้นให้ดาวน์โหลดลงไว้กระมัง คนเราถึงจะรู้จักคำว่า “เอาใจใส่”)

เหมือนหนึ่งค่ำคืน เช้าตื่นก็หายไป

ณ หาดสลึง บ้านสองคอน อ.โพธิ์ไทร อุบลราชธานีบ่ายเมื่อวาน

ผมเพิ่งกลับจากการเดินทางสายสั้นๆ…

สั้นชนิดที่ว่ามีเวลาได้หลับตานอนเต็มตื่น นอนอิ่มเต็มตาในระหว่างการเดินทางนั้นน้อยเต็มที เพราะกิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางประกอบด้วยการใช้เวลา ทำกิจกรรม ร่วมงานและต้องตื่นกันก่อนรุ่งเช้า หรือว่าวิ่งรอกไปไหนมาไหนในเวลาสั้นๆ เพื่อไปให้ถึงจุดหมายและได้ไปเที่ยวในสถานที่ห่างไกล

การเดินทางซึ่งบางทีสั้นๆ ก็เลยเหมือนกับว่าไม่ได้เดินทาง (หรือการเดินทางครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน) ประจักษ์พยานหลงเหลือของการเดินทางที่เกิดขึ้นและผ่านไปก็คือภาพถ่ายจำนวนหนึ่งที่เก็บกลับมา รสชาติของอาหารระหว่างการเดินทาง บทสนทนาสรวลเส สิ่งต่างๆ เหล่านี้พร่าเลือนราวกับเป็นกระไอกระจายตัวเหมือนม่านหมอกห่มคลุมในความฝันที่คลุมเครือ

เราไม่อาจเลือกได้ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต เราไม่อาจเลือกได้ว่ายามหลับจะมีเรื่องราวใดแทรกผ่านเข้ามาก่อเกิดเป็นความฝัน

และในการเดินทางที่สั้นแค่เพียงชั่วหลับตาในยามค่ำคืน ลืมตาตื่นก็คล้ายจะเลือนหายไปในความฝันชั่วข้ามคืนนั้น

…เป็นความฝันแสนดีที่สร้างรอยยิ้มให้เกิดขึ้นในห้วงของการหลับ หรือความจริงเฉยเมยและรวดร้าวยากระบุแบ่งแยกได้ว่าเกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงความจริงที่เคลื่อนผ่าน…อย่างรวดเร็ว ไร้สุขทุกข์และไร้รสแห่งการเดินทาง