300 วินาที

คนเรามีเวลาเท่าๆ กัน หากไม่นับเรื่องของอายุขัยซึ่งขึ้นกับเหตุปัจจัยและการใช้ชีวิต เราต่างมีเวลาคนละหนึ่งวันและหนึ่งคืนหรือ ’24 ชั่วโมง’ เหมือนๆ กัน

……………………………………….

ปลายเดือนแรกของปีใหม่กำลังจะจากลาไป เวลาช่างผ่านไปและทำหน้าที่ได้ขยันขันแข็งว่องไวเสียจริง

มีความคิดหวังความตั้งใจมากมายที่อยากจะลงมือกระทำ สิ่งต่างๆ เหล่านั้นอาจจะเรียกว่าเป็นความมุ่งมาดปรารถนาประจำปีหรือภาษาอังกฤษว่า New Year Resolutions ซึ่งผมไม่อาจทราบได้ว่าเราแต่ละคนจะตั้งใจไว้ว่าในปีใหม่ (ซึ่งผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน) นี้ เราจะลงมือทำหรืออยากจะทำอะไรกันบ้าง

สองวันก่อนนี้ทั้งๆ ที่เป็นวันเสาร์ผมมุ่งหน้าไปที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อไปร่วมฟังงาน 45 ปีคณะนิเทศศาสตร์ 45 แรงบันดาลใจ: คิด : ไป : ได้/ Think:Go :OK ซึ่งเป็นการขึ้นเวทีมาบอกเล่าเรื่องราวความประทับใจในการเรียนทางนิเทศฯ และสิ่งใดบ้างที่เป็นแรงบันดาลใจของบรรดาศิษย์เก่านิเทศฯ จุฬาฯ ถึง 45 คนเลยทีเดียว

โจทย์ที่น่าสนใจและน่าจะยากในวันนั้นก็คือแต่ละคนมีเวลาขึ้นไปเล่าเรื่องราวของตัวเองแค่เพียงคนละ 5 นาทีหรือ 300 วินาทีเท่านั้นเอง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นความรู้สึกที่ดีของผู้ไปฟังเพราะจะได้รับฟังเรื่องราวจากบุคคลทั้งเด่นดัง รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้างในคราวเดียวกันมากมายโดยที่ไม่ต้องทนฟังนาน (หากว่าท่านนั้นไม่น่าสนใจหรือนำเสนอเรื่องราวของตัวเองได้ไม่น่าสนใจ) ในเวลาเพียงสั้นๆ ต่อหนึ่งคน

ส่วนมากแล้วบรรดาศิษย์เก่านิเทศ จุฬาฯ ที่มาเป็นคนให้แรงบันดาลใจ (บนเวทีวันนั้นเรียกว่า Inspirer) ล้วนแต่เป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงสื่อสารมวลชนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ พิธีกร นักจัดรายการวิทยุ นักประชาสัมพันธ์ นักข่าวและนักเขียน ดังนั้นแล้วจึงหนีไม่พ้นที่จะได้รับรู้เรื่องราวของคนในแวดลงสื่อและบันเทิงเป็นหลัก

ผมพบว่าหลายๆ ท่านที่พูดในวันนั้นล้วนแต่ค้นพบตัวเองว่าชื่นชอบอะไรและอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร ก็เลยเข้ามาเรียนนิเทศฯ และทำกิจกรรม ฝึกงานหรือหันเหไปสู่หนทางตามที่ตัวเองปรารถนาและทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ขยัน ตั้งใจจริงและทำงานหนักด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มีใครได้อะไรมาแบบฟลุ๊คๆ หรือพบกับความสำเร็จแบบชั่วข้ามคืน แต่ก็ขึ้นกับว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน หรือไปพบแรงบันดาลใจให้กับตัวเองเมื่อไหร่และแบบไหนแค่นั้นเอง

……………………………………….

ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องง่ายดายมากที่จะนั่งฟังเรื่องราวของผู้ให้แรงบันดาลใจในวันนั้นคนแล้วคนเล่า ตั้งใจฟังบ้างไม่ตั้งใจบ้าง สนุกบ้างไม่สนุกบ้าง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเวลาแค่ 5 นาที คงผิดกับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นคนพูดบนเวทีที่แม้จะมีเวลาแค่ 5 นาทีแต่ก็คงจะต้องตระเตรียมหรือคิดว่าจะใช้เวลาอย่างไร จะพูดถึงอะไร เพราะเวลาและประสบการณ์กว่าที่จะมีวันที่ได้ขึ้นไปยืนบนเวทีเป็นหนึ่งใน 45 คนได้นั้นย่อมไม่ธรรมดาจริงๆ

สูงสุด…คือที่อยู่ของ ‘เชฟ’

คำว่า “เชฟ” (Chef) จะต้องเป็นคำที่ดูดีมีสกุลรุนชาติกว่าคำว่า “กุ๊ก” มากๆ เพราะความหมายของคำว่ากุ๊กอาจจะหมายถึงคนที่ยืนเฝ้าหม้อกระทะอาหารหน้ามันอยู่ในครัวมือเป็นระวิงแล้วปรุงอาหารให้สำเร็จออกมาอย่างมีรสชาติ ขณะที่คำว่าเชฟดูมีศักดิ์มีศรีเป็นผู้บริหารงานการครัว ปรุง คำนวณและวางสูตรอาหาร สรรค์สร้างเมนูต่างๆ ให้วิจิตรงดงามนอกจากจะรสชาติดีด้วยอีกต่างหาก

ช่วงนี้ (ซึ่งก็ผ่านมานับสองเดือนแล้ว) ผมติดตามรายการทีวีรายการหนึ่งของอเมริกันชื่อรายการ “ท็อป เชฟ” (Top Chef) ซึ่งผู้ผลิตคือบราโว่ทีวี ออนแอร์อยู่ทางช่อง Diva Universal ของเคเบิลทีวีบ้านเรา ผมดูมาได้สามซีซั่นเศษๆ แล้วและยังคงคิดว่าจะดูต่อๆ ไป

รายการนี้สนองตัณหาคนที่สนใจในเรื่องหน้าตา ความเป็นมา การปรุง การคิดค้นสูตรอาหารและชื่อของอาหารแปลกๆ ใหม่ๆ (โดยเฉพาะอาหารฝรั่ง) ได้เป็นอย่างดีและไม่ปฏิเสธว่าผมเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น (คือคนที่ชอบกินอาหารและคิดว่าตัวเอง “ชอบทำอาหาร”)

ก่อนหน้านี้ผมเคยดูรายการแข่งขัยพวกเรียลลิตี้โชว์ดของอมเริกันเกี่ยวกับการแข่งขันทำอาหารชื่อ “Hell Kitchen” หรือครัวนรกอยู่หลายตอนเหมือนกัน แต่ยอมรับว่าดูไปก็ไม่ติดใจและไม่อยากติดตาม เพราะความเครียดมากมายก่ายกองอันเนื่องมาจากอารมณ์และการดุด่าด่าทอกันโดยเจตนาเพื่อสร้างบรรยากาศนรกในครัวให้ท่วมท้นจอ

แต่เมื่อวันหนึ่งบังเอิญกดมาเจอรายการท็อปเชฟเข้าให้ก็มีอันทำให้อยากจะติดตามและสนุกไปกับโจทย์ที่สร้างสรรค์และท้าทายให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันได้สร้างสรรค์ผลงานรายการอาหารของตัวเองออกมาสองรอบ (ในแต่ละตอน) คือรอบควิกไฟร์ (Quickfire) และรอบแพ้คัดออก (Elimination Challenge) ซึ่งทำให้ในแต่ละตอนจะมีผู้เข้าแข่งขันที่เป็นพ่อครัวแม่ครัวจากที่ต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ จะต้อง ‘Pack your knives and go…’ เก็บกระเป๋ากลับบ้านเดินออกจากรายการไปคนแล้วคนเล่า จนกระทั่งได้ผู้ชนะในตำแหน่งสูงสุดคือ Top Chef ของแต่ละซีซั่น

เท่าที่ได้ดูผมพบว่าทีมงานและรายการจะต้องสร้างสรรค์ในการคิดหาโจทย์ที่ยาก สนุก ท้าทายและดึงอารมณ์ร่วมของผู้ชมในแต่ละตอนนั้นเป็นความยากแต่ก็ทำได้ดีและดูสนุก รายการมีความประณีตในการถ่ายทำและการนำเสนอที่มีสีสันกระชับ รวดเร็วไม่ยืดยาด โดยประสานบรรยากาศในห้องครัว ห้องตัดสิน การเดินทางในการไปแข่งขันในสถานที่นอกห้องส่งหมุนเวียนไปในหลายๆ ที่ของอเมริกา

ความแตกต่างและน่าสนใจอีกอย่างของการติดตามดูรายการนี้ก็คือการได้เห็นบุคลิก ตัวตนและความคิด ความทะเยอทะยาน การแสดงออกของบรรดาผู้เข้าแข่งขันอเมริกันชน ซึ่งขอบอกว่าแตกต่างจากบรรดาผู้คนที่เราได้พบได้เห็นในชีวิตจริงๆ หรือในเรียลลิตี้โชว์ของเมืองไทยทั้งหมด เพราะผู้เข้าแข่งขันเหล่านี้แสดงออกมาอย่างเต็มที่ว่าตัวเองมาเพื่อแข่งขัน ไม่ได้มาเพื่ออยู่ๆ ไปเพื่อสร้างเพื่อนและหามิตรภาพ และกล้าที่จะบอกว่าตัวเองนั้นมีคุณสมบัติที่จะครอบครองตำแหน่งท็อปเชฟด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็ด้วยวิธีการพูดและการแสดงออกที่แตกต่างกันไปตามแต่ลักษณะนิสัย

สีสันอีกอย่างคือคณะกรรมการตัดสินประจำรายการและกรรมการรับเชิญที่เป็นเชฟและผู้อยู่ในแวดวงอาหารของเมริกันที่ให้ความคิดความเห็น ทัศนคติว่าชอบ ไม่ชอบและวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของอาหารและเรื่องราวที่เกิดในรายการอย่างตรงไปตรงมาตามสไตล์ฝรั่ง ซึ่งบางครั้งเหมือนจะดูไม่เกรงใจหรือพูดแบบขวานผ่าซากก็ตาม

ถ้าบ้านใครมีเคเบิลทีวีหรือลองเปิดเข้าดูทาง Youtube ก็น่าจะได้นะครับ รับรองสนุกและสร้างสรรค์ โดยเฉพาะคนที่มีใจรักอาหารและมีความฝันในเรื่องอาหารๆ

ฤดูประดู่แดง

“ดอกประดู่”ที่พวกเราคุ้นชินกันที่สุดเห็นจะเป็นนามสกุลของดาวตลกคนหนึ่งคือคุณเด่น ดอกประดู่และดอกประดู่ส่วนใหญ่ที่เรามักคุ้นกันก็มักจะมีสีเหลืองแก่ๆ ซึ่งเป็นประดู่ที่ปลูกไว้ตามถนนบางสายในกรุงเทพมหานคร

หลายอาทิตย์ก่อนดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ก็ได้ฤกษ์ผลิบานขึ้นมาเต็มต้น แต่ไม่ทันไร แค่ไม่กี่วันก็โรยร่วงไปจนแทบลืมสังเกต พอแชเชือนสายตามองไปแถวๆ ต้นนั้นอีกครั้งสายตาก็พลันปะทะเข้ากับพวงสีแดงของดอกไม้ที่ผลิสะพรั่งเป็นพวงขึ้นมาแทนใบจนท่วมก้านกิ่งของต้นไม้อีกต้นหนึ่งข้างๆ กัน


ถึงวันเวลาที่ดอกประดู่แดงจะผลิบานแล้วหรือ?

เมื่อมองเห็นและได้เห็นการมาถึงของ “ประดู่แดง” ทีไร สำหรับผมมักจะเตือนให้ถึงช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาสมัยที่ยังทำงานประจำอยู่ และมีอยู่วันหนึ่งในขณะที่ต้องการคลายเครียดจากการงานและเรื่องวุ่นๆ ผมผละโต๊ะทำงานออกไปที่แพนทรีเพื่อชมเครื่องดื่มแล้วสายตาก็พลันได้เห็นดอกงามๆ ของต้นไม้ชนิดนี้เข้า ทำให้พลอยสบายอกสบายใจราวกับได้รับการปลอบโยนจากเพื่อนสนิทโดยไร้คำพูด

…เมื่อได้เห็นสีแดงอันนุ่มนวลพองฟูของประดู่แดงผมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงวันคืนก่อนเก่า ซึ่งหมุนเวียนเก็บไว้ในวัฎจักรของดอกไม้กับชีวิต

 

Little Sunshine Yoga

…ยินดีต้อนรับสู่โยคะสถานเล็กๆ บนถนนลาดพร้าว

” LITTLE SUNSHINE”

เป็นการฝึกโยคะในรูปแบบของหฐโยคะ (โยคะแห่งความสมดุล) เหมาะสำหรับผู้เรียนทุกเพศทุกวัยและไม่หนักจนเกินไป เน้นความสงบของร่างกายและจิตใจ การได้ประโยชน์จากการหายใจที่ลึกและยาว หายใจได้อย่างเหมาะสมขึ้น ก่อให้เกิดความสมดุลของร่างกายและจิตใจ โดยผู็สอนที่ผ่านการอบรมและการเรียนหลักสูตรครูโยคะจากอาศรมศิวนันทะ ประเทศอินเดีย

*เวลาในการฝึก (เสาร์- อาทิตย์) 10.00 – 11.00 น.

**ค่าเรียนครั้งละ 150 บาท

สถานที่: ลาดพร้าว ซอย 35/1 (ปากซอยมีร้านห่านย่างท่าดินแดง)

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อผมได้นะครับ  085 0725552 (อิท) หรืออีเมล ittiritp@gmail.com

หนึ่งในนั้น… One of Them

เช้าวันจันทร์ ผมเดินออกจากบ้าน ขึ้นสะพานลอยข้ามถนนไปรอรถประจำทางที่ป้ายรถเมล์ ไม่ถึงห้านาที รถ ป.อ.8 สีเหลืองสดก็วิ่งมาเทียบป้าย มองลอดหน้าต่างด้านหน้ารถเข้าไป เห็นได้ว่าสภาพในตัวรถท่าจะเบียดเสียดน่าดูสมกับที่เป็นเช้าวันจันทร์ แต่เอาเถิดเมื่อมีรถเมล์สายที่เราต้องการจะไปมาเทียบท่าก็จงอย่าเลือกมาก มิเช่นนั้นอาจทำให้สายได้

เพราะนี่คือ “เช้าวันจันทร์”

นานแค่ไหนแล้วล่ะครับที่ผมไม่ได้ลุกขึ้นมาจากที่นอนด้วยสภาพงัวเงีย ภายในใจเกิดความรู้สึกระคนกันระหว่างความอยากกับไม่อยาก ความขี้เกียจกับความรับผิดชอบในการที่จะต้องตื่นแต่เช้า ล้างหน้าล้างตา กินอาหารเช้า อาบน้ำ แต่งตัว ออกจากบ้าน “ไปทำงาน” “ไปเข้าออฟฟิศ”

เช้าวันนี้เป็นเช้าวันจันทร์แรกของผมในปีนี้ เพราะเมื่ออาทิตย์ที่แล้วซึ่งเป็นเช้าวันแรกของการเริ่มต้นทำงานของปี กลับตรงกับวันอังคาร เช้าวันจันทร์วันนี้เมื่อห้อยโหนรถเมล์ไปได้สักระยะหนึ่งผมก็โชคดีที่มีคนลุกแล้วได้ที่นั่งแทนที่ ผมจึงได้สังเกตใบหน้า ทรงผมและการแต่งเนื้อแต่งตัวของผู้คนที่เป็น “คนทำงาน” ทั้งหลายที่กำลังบ่ายหน้าไปบนเส้นทางเดียวกับกับผมในรถประจำทางคันนี้

เช้าวันจันทร์ ใบหน้าของหลายคน (อาจจะยังรวมถึงผมด้วย) มีความง่วงงุนที่ยังสลัดไม่ออกจากแววตาและใบหน้า เรือนผมหลายคนยังคงเปียกชื้นจากการวิ่งผ่านห้องน้ำทำความสะอาดร่างกายอย่างรวดเร็วก่อนออกจากบ้าน เสื้อผ้าใบเอี่ยมและเรียบกริบเห็นได้จากเรือนกายของเกือบทุกคน

แดดยามสายส่องแสงลงมาต้อนรับ เมื่อสัญญาณกริ่งดังขึ้นให้รถจอดส่งผู้คน ประตูรถเปิดออก หนุ่มและสาว ผู้คนและผู้คนทยอยลงจากรถอย่างุม่งมั่นเดินไปบนฟุตปาธข้างถนนใจกลางเมืองหลวงในแสงแดดสาย ณ จุดหมายที่ผมเป็นหนึ่งในนั้น…

ชวนคุย(จากหนังสือ)

กำลังจะหาเรื่องชวนคุย จากหนังสือที่ผมเพิ่งอ่านจบไป (เป็นเล่มที่ 2) อย่าลืมติดตามกันนะครับบนหน้า You Are What You Read นี่คือโฉมหน้าของหนังสือเล่มต่อไปที่จะนำมาชวนพูดคุย (หรืออ่าน) กันครับ

ความหมายของต้นไม้

คุณคิดว่าต้นไม้หนึ่งต้นมีคุณค่าและความหมายต่อคนเราและต่อตัวคุณเองมากน้อยแค่ไหน?

……………………………………..

เมื่อประมาณต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ขณะที่ผมกำลังเดินทางขึ้นไปท่องเที่ยวจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ ก็ได้ปรากฏการรายงานข่าวและการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่มีหัวใจรักต้นไม้ใหญ่ในเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดโค่นต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่ส่วนตัวแห่งหนึ่งในซอย (ประมาณ) 35 บนถนนสุขุมวิทใจกลางเมือง

เท่าที่ได้ยินการเขียนข้อความในทวิตเตอร์และบนหน้าเฟซบุ้คของหลายๆ คนที่ผมเองก็รู้จัก ต่างให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า “ต้นไม้ใหญ่ในเมืองเป็นสิ่งที่หาได้ยากแล้ว โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร แม้จะเป็นต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่ส่วนตัวที่เจ้าของที่ดินมีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะตัดโค่นหรือทำอย่างไรด้วยก็ได้ก็ตาม แต่การตัดต้นไม้โดยไม่ใช้ทางเลือกหรือความพยายามอื่นเพื่อเป็นการช่วยเหลือต้นไม้ใหญ่ให้อยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นการล้อมต้นไม้ออกไปปลูกยังพื้นที่อื่นเพื่อให้ต้นไม้ (อาจจะ) อยู่รอดปลอดภัยได้ต่อไป

ข่าวและเรื่องราวของการเรียกร้องเคลื่อนไหวเพื่อช่วยเหลือต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นแห่งนั้นในกรุงเทพฯ จึงกลายเป็นสมรภูมิข่าวสารของช่วงเวลานั้นไปกลายๆ

ผมเองสนใจข่าวนี้แต่เนื่องจากอยู่ในระหว่างการเดินทางจึงไม่ได้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดนัก แต่ก็ได้ยินได้ฟังว่าในที่สุดต้นไม้เล็กใหญ่ในพื้นที่ส่วนตัวแห่งนั้นก็ถูกตัดโค่นไปจนสิ้น โดยปราศจากความพยายามใดๆ ของเจ้าของหรือของฝ่ายบริหารกรุงเทพมหานคร ที่สมควรลุกขึ้นมาเป็นปากเป็นเสียง รับฟังและดำเนินการเพื่ออนุรักษ์ไม้ใหญ่ในเมืองเอาไว้ให้เป็นปอดฟอกออกซิเจนให้กับคนนับล้านๆ คนในกรุงเทพฯ ต่อไป

เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องราวเช่นนี้ คนที่มีหัวใจรักต้นไม้ รักธรรมชาติและรักสิ่งแวดล้อมคงรู้สึกเศร้าสลดและปรารถนาที่จะต่อสู้หรือหยิบยื่นความช่วยเหลือ กระทั่งการลงมือทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อต่อลมหายใจให้กับต้นไม้ใหญ่ในเมืองที่มีอายุนับสิบนับร้อยปี และยืนต้นให้ความร่มเย็นและสดชื่นแก่ผู้คนและสิ่งแวดล้อมในย่าน (สุขุมวิท) มาเนิ่นนานโดยไม่มีปากไม่มีเสียงหรือไม่ปริปากบ่น

และผมนำเรื่องราวเช่นนี้มาบอกเล่ากล่าวถึงย้อนหลังเอาไว้เป็นหมายเหตุถึงความเปลี่ยนแปลงที่ไม่น่ารักที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ความหมายของต้นไม้ไม่ควรจะบังเกิดต่อใครก็ตาม ก็ต่อเมื่อมี ‘ความตายของต้นไม้’ ว่าไหมครับ

ปีใหม่…เปิดตัวหน้าใหม่ ‘You Are What You Read’

You Are What You Read… หรือหน้าใหม่บนบล็อก Bytheway แห่งนี้ตั้งใจจะพาทุกคนมาร่วมถกสนทนาเกี่ยวกับหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดแต่ละเล่ม ทีละเล่มที่ผมเพิ่มจะอ่านจบลง ขอสัญญาครับว่าจะอ่านหนังสือให้ได้อย่างสม่ำเสมอ (ก่อนที่สายตาจะพลันยาว) และนำเรื่องราวมาให้อ่านเล่นในท่าทีที่สนุกปนซีเรียสกึ่งสาระ อย่างไรก็ค่อยว่ากันและติดตามกันต่อไปนะครับ 🙂