วิญญาณแตกร้าวของ (สาว) อเมริกัน

ไม่ทราบว่าเพราะอะไรหรือมีสิ่งใดเป็นแรงจูงใจดึงดูดให้ผมไปตีตั๋วหนังรอบวันพุธ (ทุกวันพุธดูหนังได้ในราคา 60 บาท – อันนี้มีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจ) เรื่อง Eat Pray Love

ผมว่าที่ดูเหมือนจะมีน้ำหนักกว่าใดและใครเพื่อนก็เห็นจะเป็นเพราะความเป็นหนังที่สร้างจากนวนิยายนั่นเอง เพราะผมออกจะนิยมชมชอบการได้ดูหนังที่มีการหยิบยกเอาวรรณกรรมมาผ่านการตีความของผู้สร้างผู้กำกับฯ ออกมาเป็นภาษาภาพและตัวละครเคลื่อนไหวให้เราได้ดูกัน (อันนี้นอกเหนือจากทไวไลท์และแฮรี่ พอร์ตเตอร์ในหลายๆ ภาคที่ผมไม่ได้ดูและไม่ค่อยอยากจะดู)

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือการเป็นหนังที่มีการถ่ายทำในหลายๆ ประเทศและหลายๆ สถานที่และสองในสามจุดหมายซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำของหนังเรื่องนี้คืออินเดียและบาหลีนั้นเป็นที่ที่ผมเคยเดินทางไปเยือนมาแล้วและยังประทับใจในหลายๆ สิ่งจนอยากจะนึกกลับไปเยือนทั้งสองที่อีกครั้ง (หรือหลายๆ ครั้ง) ไม่รู้เบื่อ ส่วนอีกที่หนึ่งนั้นคืออิตาลีก็เป็นจุดหมายปลายทางที่ผมตั้งตารอคอยว่าอยากไปดูไปรู้ไปเห็นมากอยู่เหมือนกัน (โดยไม่ทราบจะจะมีโอกาสวาสนาไหมหนอ)

ในหนังเรื่อง Eat Pray Love ที่นำแสดงโดยดาราสาวระดับอดีตแม่เหล็กของฮอลลีวู้ดอย่างจูเลีย โรเบิร์ตส์และมีชื่อแปลเป็นภาคไทยว่า “อิ่ม มนต์ รัก” นี้ กลับสร้างความมึนงงฉงนฉงายให้กับผมหลังจากที่ได้ดูเสร็จว่าตัวละครหลัก (ชื่อ “อลิซ กิลเบิร์ต” ) พานพบปัญหาอะไรกันแน่ และต้องการจะบอกอะไรผ่านเรื่องราวในชีวิตของตัวเธอเอง นอกเสียจากการอวดตราแสตมป์ที่ผ่านการประทับลงบนสมุดพาสปอร์ตของเธอ (ตามเนื้อหาในหนัง) ว่ามีถึง 49 ประเทศ

ผมรู้สึกได้ถึงความสับสนอันไม่น่าจะเกิดขึ้นในเรื่องความรัก การค้นหาตัวตนและชีวิตแต่งงานของตัวละครในเรื่อง ซึ่งฉายภาพไปถึงภาวะที่สับสนของคนหรือสังคมอเมริกันได้ด้วยอย่างไม่น่าเชื่อ

ยอมรับกันตามตรงว่าผมเป็นพวก “แอนตี้ (คน) อเมริกัน” ไม่ชอบคนอเมริกันที่มักจะมีลีลาสู่รู้ ยกตนข่มท่านและชอบที่จะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาลโดยมองข้ามหัวคนอื่นหรือเห็นว่าคนอื่นสำคัญน้อยกว่าตนเอง ในเรื่องนี้หญิงสาวคนหนึ่งที่ผละจากสามีเพียงเพราะสามีไม่ยอมที่จะไปพักร้อนตามใจเธอ พาลทำให้เธอหวนคิดถึงชีวิตที่พรั่งพร้อมสมบูรณ์ว่าตัวเองสูญเสียความฝันและความสมดุลในชีวิต จนต้องไปซบอกพระเอกหนุ่มละครเวทีรูปหล่อที่แสดงในละครสร้างจากงานเขียนของเธอ แต่ในที่สุดเธอก็อยากจะเติมฝันให้อิ่มด้วยการเดินทางไป “กิน” ไป “สวดมนต์” ไป “ตามหาความรักที่อิตาลี อินเดียและบาหลีในชั่วเวลาหนึ่งปี

ผมพบว่าประเด็นที่มีการถกสนทนากันในหนังเรื่องนี้มองได้ทั้งสองระดับคือตื้นๆ ในฐานะเป็นการเผชิญความทุกข์ในระดับบุคคลที่ไม่ค้นพบตัวเองและความรักที่แท้จริง กับการถกปัญหาในระดับสังคมถึงความสับสนเคว้งคว้างและปริร้าวผ่านเรื่องราวและวิญญาณของหญิงสาวสามัญชนคนธรรมดาที่เป็นคนอเมริกันคนหนึ่ง

ผมเองนั้นชื่นชอบมุขต่างๆ ที่หญิงสาวนิวยอร์กเกอร์อีกคนที่ชื่อ “แครี่ แบรดชอว์” นำเสนอไว้ในเรื่อง Sex and the city ซึ่งผ่านการขบคิดแบบผู้หญิงๆ แม้มันจะเป็นมุมที่เล็กมากๆ แต่กลับงดงามและสนุกสนาน ไม่เห็นแก่ตัว ทุกสิ่งที่ผ่านไปและผ่านเข้ามาในเรื่องราวและชีวิตของแครี่แท้จริงแล้วคือเรื่องราวของหัวใจและมิตรภาพ ที่สำคัญคือเธอได้ข้อสรุปโดยที่ไม่ต้องทุรนทุรายเดินทางไปตามหาหัวใจและความรักในที่ทางที่ห่างไกลอย่างในเรื่อง Eat Pray Love เรื่องนี้

ตอนจบของหนังตัวละครที่นำแสดงโดยจูเลีย โรเบิร์ตส์สารภาพกับคนรักใหม่ของเธอก่อนที่จะลงเรือไปท่องทะเลที่บาหลีกันว่า เธอพร้อมแล้วที่จะลงเรือ ฟันฝ่า “ก้าวข้ามไปด้วยกัน” โดยใช้ศัพท์ที่เธอได้ข้อคิดและเรียนรู้มาจากวิถีชีวิตในช่วงหนึ่งที่ได้ไปเห็นและเรียนรู้จากคนอิตาลี และการได้แรงบันดาลใจกับข้อสรุปจากพ่อหมอเคตุทจากบาหลีถึงการจัดสมดุลในชีวิต (แม้เสียหลักไปเพราะความรัก แต่ก็เป็นวิถีหนึ่งของการมีสมดุลในชีวิต)

ผมออกจะมองว่าเรื่องราวและประสบการณ์ในหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องของวิญญาณที่ตัวเธอและสังคมของเธอ (สังคมอเมริกัน) ทำให้ตัวเองแตกปริร้าวขึ้นมาเอง และการก้าวออกมาจากกรง จากตัวตนและสังคมที่หล่อหลอมตัวเองขึ้นมาไปสู่สังคมที่ค่อนข้างไร้ระเบียบและเล็กกว่าอย่างอิตาลี อินเดียและบาหลีนั้นก็เพื่อหาข้อสรุปอันชอบธรรมให้กับความเห็นแก่ตัวของตัวเอง

ซึ่งนั่นคือ…ไม่พ้นการทำอะไรเพื่อตัวเองและการรัก (แต่) ตัวเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s