ลมหายใจ…ในเวียงจันทน์

เมื่อประมาณต้นๆ เดือนก่อนผมออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือด้วยรถไฟตู้นอนเพื่อไปสิ้นสุดการเดินทางในยามสายๆ ลงที่ตัวจังหวัดหนองคาย

เปล่า…ผมไม่ได้ต้องการจะเดินทางมาท่องเที่ยวหนองคาย แต่จำเป็นจะต้องมาหนองคายเพื่อต่อรถข้ามสะพานมิตรภาพไทย – ลาวโดยมีตราประทับลงบนสมุดหนังสือเดินทางว่าไป ” เวียงจันทน์”

ผมตกลงใจกับทางสถานที่ออกกำลังกาย (เรียกว่า “ฟิตเนส” ท่าจะเข้าปากมากกว่า) แห่งใหม่บนถนนท่าเดือตรงหลักสี่ว่าจะไปสอนโยคะให้กับเขาในวันเตรียมการเปิดหรือ Soft Opening ที่กำลังจะมาถึงและตั้งใจว่าจะไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นถึง 10 วันซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นานที่สุดเท่าที่เคยคิดว่าจะไปอยู่ลาวหรืออยู่เวียงจันทน์

เหตุที่ผมตกลงปลงใจว่าจะไปสอนโยคะ (ให้กับคนลาวเป็นหลัก) ที่เวียงจันทน์นั้นก็เพราะผมเกิดความสนใจว่าคนลาวจะรับรู้หรือสนใจเรื่องราวของโยคะกันอย่างไรบ้าง และจะอยากฝึกโยคะกันอย่างไร เมื่อฝึกแล้วจะชอบไหมหรือสนใจโยคะมากขึ้นเพียงใด

กับอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งเป็นเหตุผลส่วนตัวมากๆ คือผมคิดว่าตัวเองเป็น “คนของอุษาคเนย์” หรือเป็นคนอินโดจีนคนหนึ่ง เราไม่ควรยึดติดหรือเพ่งมอง รับรู้และคิดว่าศูนย์กลางของชีวิตและความเป็นไปทั้งหมดทั้งหมดคือกรุงเทพฯ คือประเทศไทยและคนกรุงเทพฯ เท่านั้น เมื่อมีโอกาสผมก็อยากจะออกเดินทางไปเพื่ออยู่และเรียนรู้เพื่อนบ้านพี่น้องของพวกเราในอุษาคเนย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ

เรื่องราวของโยคะ คือเรื่องราวของ “ลมหายใจ” ครับ โยคะสอนให้เราตระหนักถึงการหายใจตลอดเวลา หายใจให้เป็น หายใจเข้าให้ลึกและหายใจออกให้ยาว ลมหายใจคือพลังของชีวิตหรือสิ่งที่เรียกว่า “ปราณ” ดังนั้นเองเรื่องราวของโยคะที่ผมกำลังจะไปสอนและไปเรียนรู้ที่เวียงจันทน์จึงเปรียบเสมือนการไปรับรู้ “ลมหายใจ” ในเวียงจันทน์อีกทางหนึ่ง

ผมเองนั้นเคยผ่านเข้าผ่านออกเวียงจันทน์มาก็หลายที่แล้ว ทั้งในฐานะคนทำงาน (เป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไปรายงานข่าว) ทั้งในฐานะคนเดินทาง (ใช้เวียงจันทน์เพื่อผ่านทางไปวังเวียงและหลวงพระบาง) มีก็แต่หนนี้ที่ได้เดินทางเข้าไปที่นั่นอีกครั้งในอีกฐานะและบทบาทหนึ่งคือเป็นครูสอนโยคะ

ตลอดสิบวันของช่วงปลายฝนต้นหนาวในเวียงจันทน์ผมพบว่าอากาศที่นั่นดีมาก (ไม่ค่อยมีมลพิษ) ขนาดที่ว่ารถราเพิ่มมากขึ้นและมีการก่อสร้างตึกรามและสิ่งต่างๆ ในเมืองเพิ่มขึ้น แต่วิถีของชีวิตที่นั่นก็ยังเรียบง่ายกว่าวิถีชีวิตของคนไทยและในเมืองไทยอยู่มาก

อาหารการกินเป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องปรับตัวไม่น้อย เพราะราคาค่างวดต่อหนึ่งอิ่มนั้นแพงขึ้นมาก สนนราคาข้าวผัดหนึ่งจานอาจจะอยู่ที่ 45 – 50 บาทเลยก็ว่าได้เมื่อคิดเป็นเงินบาทไทย เรื่องนี้ทำให้จะต้องพยายามทำความเข้าใจอยู่ว่าเมืองหลวงเล็กๆ แห่งนี้ทำไมถึงจะต้องมีราคาค่าครองชีพสูงส่งได้ไม่ต่าง (หรือบางทีมากกว่า) บ้านเราเสียอีก

ไว้มีโอกาสผมจะมาเล่าขยายความและบันทึกความรู้สึกที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงและ “ลมหายใจ” ในเวียงจันทน์ (ตอนต่อไป)ให้ฟังกันอีกนะครับ

One thought on “ลมหายใจ…ในเวียงจันทน์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s