ปลูก…ที่ปลายมือ

บ่ายวันนี้ผมบังเอิญได้พบเห็นการฆาตกรรมที่น่าสยดสยอง

มิใช่การลงมือโดยคนที่กระทำต่อคนอีกคนหนึ่ง แต่ก็เป็นการกระทำของคนต่อสิ่งมีชีวิตอีกสายพันธุ์หนึ่ง

เรื่องคงไม่น่าสยดสยองมากมายสำหรับผมถึงปานนี้ถ้าหากว่าผมไม่ได้เคยมีอาการ “ตกหลุมรัก” ต่อสิ่งที่ได้ถูกกระทำ…

บ่ายวันนี้ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเด็ดดึงหักถอนต้นผอมสูงชะลูดของต้นดอกไม้ที่ผมจำชื่อไม่ได้ถนัดถนี่ ผมเคยได้ยินมาว่าเป็นต้นชื่อ “ดอกข้าวใหม่” (ดอกชมนาด) ที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ต้นไม้ต้นนี้เป็นไม้กระถางที่มีลำต้นผอมชะลูดดังว่าและกิ่งก้านระเกะระกะ ไม่น่ารักไม่น่ามองของบ้านที่อยู่เยื้องๆ กับหลังบ้านของผม แต่ผมก็ไม่เคยคิดว่ามันจะถูกดึงทิ้งหรือเด็ดถอนไปอย่างไม่ไยดี…ราวกับเห็นภาพของการฆาตกรรมก็ไม่ปาน

บ้านของผมเป็นบ้านตึกแถวครับ พื้นที่หลังบ้านที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ยผมก็เจียดมาปลูกต้นโมกบ้าง ต้นพลูด่างบ้าง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นไม้กระถางขนาดย่อมๆ ทั้งนั้น (ล่าสุดผมลงกะเพราไปสามกระถางเล็กๆ พอได้เด็ดยอดไปผัดแล้วสองที) แม้ต้นไม้ทั้งหมดจะไม่เรียบร้อยงามตาหรืออาจจะดูระเกะระกะรกเรื้อไปบ้าง แต่ผมก็รักและเอ็นดูสิ่งมีชีวิตที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่ใครดังต้นไม้ทั้งหลายเหล่านี้

ผมจึงรู้สึกเหมือนกับจะสยดสยองที่เห็นการกระทำอย่างไม่ไยดีอย่างเลือดเย็นของคนที่ไม่มีหัวจิตหัวใจ (เธออาจจะเป็นแม่บ้านที่ได้รับคำสั่งมาก็เป็นได้) ให้หักทึ้งเด็ดทิ้งซึ่งต้นดอกข้าวใหม่ต้นที่ผมเคยแอบชอบและแอบดอมดมกลิ่นคราที่มันเคยออกดอก โดยที่ผมไม่มีโอกาสได้ยื่นมือช่วยเหลือชีวิตชีวิตนั้นเอาไว้แม้แต่น้อย

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงสักสองสัปดาห์ก่อนที่น้องสาวคนหนึ่งที่เพิ่งเดินทางกลับจากเมืองแคนเบอร์ร่า ออสเตรเลียแวะมากินขนมจิบกาแฟพูดคุยกันในยามบ่ายวันหนึ่งที่บ้านผม และในหลายๆ เรื่องที่เราพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติก็คือเรื่องของการปลูกต้นไม้หรือการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อสร้างความเขียวให้กับบ้านกับเมือง เป็นกิจกรรมที่ดีและมีแต่แง่บวกในการเป็นมนุษย์ในป่าคอนกรีตที่จะมีต้นไม้ผักใบเขียวมาช่วยดับความร้อนให้กับเมืองและแบ่งปันผลิตผลสดชื่นสะอาดปลอดภัยเพราะเราเป็นคนปลูกเองให้ได้เก็บกินได้

ผมว่าถ้าเพียงเรามีพื้นที่แม้สักเล็กน้อยแล้วลองใช้มันสมองคิดสักหน่อยว่าเราจะปลูกสวนครัวเป็นไม้กระถางหรือไม้แขวนไม้เลื้อยก็น่าจะเป็นวิถีชีวิตที่งดงามของการพึ่งตนเองและได้ทำให้ธรรมชาติเบ่งบานขึ้นในใจของคนเมืองในดินแดนอันแสนจะหยาบกระด้างแห่งนี้

แต่ก่อนอื่นใดเราจะต้องปลูก “ความรัก” ในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ขึ้นในจิตใจให้ได้เสียก่อนที่จะลงไปถึงการปลูก…ที่ปลายมือ

ทะเลแปร

ผมนึกขอบคุณคนแปลภาษา ( subtitle) ของรายการมาร์ธา สตวร์ท (Martha Stewart) ที่ได้ดูเมื่อคืนที่ผ่านมา

เขา (หรือเธอ) แปลว่าคำว่า Sea Change ได้สั้นๆ และได้ใจความสวยงามลงตัวว่า “ทะเลแปร” ใช่แล้วครับเรื่องในรายการตอนหนึ่งของรายการทอล์คโชว์และทำอาหารลักษณะเหมือนรายการแม่บ้านๆ ธรรมดาของช่อง NBC ของอเมริกามีการสนทนาที่ให้แง่งามต่อโลกของเราและได้เนื้อหาสาระมาก (ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผมอิจฉาผู้ชมชาวอเมริกันปานใดที่มีรายการธรรมดาๆ ไม่ปรุงแต่งหวือหวาแต่มีเนื้อหาน่าสนใจเช่นนี้)

เธอชวนผู้อำนวยการสร้างและนักทำหนังสารคดีที่เป็นคู่สามี – ภรรยามาพูดคุยในรายการ (Barbara Ettinger and Sven Huseby created their latest film, “A Sea Change”) ใช้เวลาสนทนาเพียงสั้นๆ แต่เปิดเรื่อง (ในลักษณะที่เกี่ยวพันกันกับรายการแม่บ้านทำอาหารที่ก่อนหน้านั้นเธอโชว์ฝีมือการผัดสปาเก็ตตี้กับหอยตลับมะนิลาให้ดูไปหยกๆ) โดยตั้งคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าปลาเกิดหมดไปจากทะเลหรือไม่มีปลาเหลือให้เรากินอีกต่อไป” แล้วบนจอก็มีภาพท้องทะเลสีครามที่มีฝูงปลาหน้าตาเหมือนปลาทูน่าหรือบลูฟินแหวกว่ายให้ดู ซึ่งให้ความรู้สึกถึงความสวยงามของธรรมชาติและชีวิตมากกว่าที่จะทำให้รู้สึกหิวหรืออยากจับปลาเหล่านั้นมาทำอาหารกิน

ทั้งสองคนเหล่าถึงผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมใหญ่ที่เพิ่มขึ้นนับจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ช่วง 200 ปีที่ผ่านมา) ว่าทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนี้แล้วก๊าซคาร์บอนฯ ส่วนหนึ่งที่อยู่ในชั้นบรรยากาศโลกจำนวนมากได้ถูกมหาสมุทรดูดซับเอาไว้ ฟังดูแล้วเหมือนจะดีที่ก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนในชั้นบรรยากาศลดลง แต่แล้วปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์ทางฝั่งตะวันตกเพิ่งค้นพบก็คือความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่บระบบนิเวศของทะเล นั่นคือก๊าซคาร์บอนฯ ได้ทำให้ภาวะความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้นในท้องทะเล (เขามีศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยครับแต่ผมฟังไม่ถนัด)

เมื่อท้องทะเลเป็นกรดมากๆ เข้าก็จะส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตลำดับแรกๆ ในห่วงโซ่อาหารคือบรรดา Sea Angel ตัวเล็กๆ ใสๆ ที่มีเปลือกหรือโครงสร้างภายนอกเป็นสารแคลเซียมคาร์บอเนต (ขอให้นึกถึงชอล์กแท่งขาวๆ ที่เขียนกระดานดำ) ที่จะละลายหรือโดนกัดกร่อนจนไม่อาจเติบโตเป็นตัวเต็มวัยจนสามารถเป็นอาหารให้สัตว์ทะเลอย่างปลาได้ แคลเซียมคาร์บอเนตยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของบรรดาเปลือกหอย ซ้ำสภาพทะเลที่มีความเป็นกรดก็ยังส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของปะการังอีกด้วย

ใครเลยจะคาดคิดว่าเมื่อความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนจนทำให้ “ทะเลแปร” เปลี่ยนไปเช่นนี้แล้วจะส่งผลกระทบต่อความเป็นไปของโลกสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลมหาศาล

ในรายการชี้แนะทางออกเดียวง่ายๆ สั้นๆ แต่ทำได้จริงก็คือว่าเราจะต้องช่วยกันลดหนทางในการบริโภคหรือใช้พลังงานลงให้เหลือน้อยที่สุดและทำให้ได้เร็วที่สุด ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน ใครที่เคยเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้เมื่อไม่ได้ใช้ก็จงถอดปลั๊กออกเสีย ไม่ต้องเปิดแอร์ทุกเมื่อที่แค่เพียงรู้สึกร้อน ใช้บริการขนส่งมวลชนแทนรถโดยสารหรือแม้แต่กระทั่งเปลี่ยนไปใช้รถไฮบริดที่พลังงานได้มากจากไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติทดแทนบรรดาน้ำมันที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ มากกว่า

เมื่อนั้นเราอาจจะช่วยกันคงความแปรเปลี่ยนของท้องทะเลเอาไว้ได้ไม่ให้เกิดในอัตราเร่งที่รวดเร็วจนเกินไปนัก

A Sea Change : http://www.marthastewart.com/article/a-sea-change

งามแรงงาน

ยามบ่ายต้นๆ วันอาทิตย์เช่นนี้เคยสุขสงบ…อย่างน้อยก็ตามอัตภาพและชีวิตที่ต้องดำเนินไปกลางเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ จนมากระทั่งเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมาเมื่อการเริ่มต้นซ่อมแซมปรับปรุงบ้านที่อยู่เริ่มต้นขึ้น

บ้านที่ผมอยู่อาศัยทุกวันนี้เป็นอาคารพาณิชย์หรือตกแถวริมถนนใหญ่อายุอานามก็ราวๆ สามสิบปี ผ่านการอยู่อาศัยโดยครอบครัวของเจ้าบ้านเดิมซึ่งก็คือพ่อแม่ของภรรยาและตัวเธอเองในวัยเด็ก จนกระทั่งเปลี่ยนมาถึงยุคของพวกเราซึ่งเป็นทายาทและคนดูแลต่อๆ มา หน้าที่จึงคือการดูแลบ้านให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและซ่อมแซมส่วนที่เก่าดำ ไม่ได้ใช้งานให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน ปูพื้นใหม่ ทาสี ติดไฟเพิ่ม ฯลฯ

ดังนี้เองจึงทำให้ชีวิตของพวกเราจะต้องข้องเกี่ยวและข้องแวะกับ “คนงาน” อย่างช่วยไม่ได้

เมื่อเริ่มการซ่อมแซมผู้รับเหมาได้จัดช่างและคนงานมาชุดหนึ่ง ทั้งช่างปูน ช่างปูกระเบื้องและช่างไฟ ทำงานกันอย่างขะมักเขม้นตั้งแต่ราวๆ เก้าโมงเช้าเรื่อยไปจนถึงเกือบห้าโมงเย็นของแต่ละวันก็เลิกงานกลับบ้านไป

คนงาน (และช่าง) เหล่านี้มีฝีมือในการทำงานที่เราไม่เคยมีเพราะไม่เคยฝึกฝน มีความอดทนในการขนข้าวของที่มีน้ำหนักเช่นกระสอบปูน กล่องหรือลังกระเบื้องใหญ่ๆ ที่มีน้ำหนักขึ้นไปจากชั้นล่างสู่ชั้นบนที่เป็นที่ทำงาน แต่ละวันๆ

เมื่อเห็นการทำงานและหยาดเหงื่อแรงงานของพวกเขาในแต่ละวันแล้วผมอดที่จะคิดขอบคุณพ่อแม่ไม่ได้ที่พร่ำสอนให้ตั้งใจเรียนและส่งเสียให้เราร่ำเรียนจนจบปริญญา จะได้ไม่ต้องทำงานแบกหามหรือใช้แรงงาน เรียกว่าให้เหนื่อยหัวดีกว่าเหนื่อยกายนะลูกนะ

ขณะเดียวกันการงานที่ดูเหมือนหนักหน่วงของพวกเขาทั้งแบกหาม ก่อ ฉาบ ปู เหล่านั้นล้วนเป็นงานที่ต้องใช้แรงงาน เอาหยาดเหงื่อเข้าแลก ซึ่งน่าจะเหนื่อยหนักยิ่งกว่างานของพวกผม (ซึ่งเป็นงานคิดงานเขียน) ที่จะต้องทำในแต่ละวันไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า ดังนี้แล้วเราจึงไม่ควรที่จะบ่นเบื่อหรือก่นด่าชะตากรรมแล้วพาลที่จะเบื่อเบี้ยวงานที่มีอยู่ต่อหน้า และสมควรจะทำด้วยใจที่เป็นสุขเป็นอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับงานอันหนักหนาสาหัสของคนงานทั้งหลายที่ได้เห็น

แต่ก็ใช่ว่าสิ่งที่พวกเขาทุ่มเททำงานเพื่อทำให้ “งาน” หรือบ้านของเราที่ซ่อมแซมปรากฏงานที่สำเร็จขึ้นทีละอย่างสองอย่างจะไม่ใช่สิ่งสวยงาม เพราะผมย่อมเชื่อว่าในโลกนี้คงจะมีช่างและคนงานที่รู้สึก “รัก” และ “ทุ่มเท” ชอบพอเป็นสุขในเนื้องานที่พวกเขาทำงานอยู่ไม่น้อย

ดังนี้เองโลกที่ต้องการการซ่อมแซมอยู่ทุกขณะจึงยังคงงดงามอยู่ได้ด้วยวิถีแห่งแรงงาน

หาสิ่งที่อยากทำให้เจอ

ถ้าสิ่งที่เราอยากทำ คือ passion ผลพวงของมันก็น่าจะคือ ‘passion fruit’ จริงไหมครับ

รู้จักคำว่า ‘Passion’ ไหมครับ?

คำคำนี้ในภาษาอังกฤษหมายถึงความหลงใหลใฝ่หา ปรารถนาลึกๆ และเป็นสิ่งที่เราอยากจะลงมือทำในทุกๆ วัน

ผมเกิดความคิดเกี่ยวกับเรื่องสิ่งที่คนเราอยากทำแล้วจะมีความสุขมากเมื่อได้ลงมือทำในสิ่งนั้น จากการที่ได้เห็นภาพและนั่งฟังเรื่องราวจากการเดินทางไปเทรคกิ้งเป็นเวลาถึงสิบวันทางตอนเหนือของอินเดียแถวหุบเขาซานสการ์ ลาดัคของพี่ๆ เพื่อนๆ ที่สนิทกลุ่มหนึ่งซึ่งพอได้ทำและไปกลับมาแล้วก็บอกว่าดีมาก คุ้มค่ามากที่ได้ลงมือทำ ไม่เหนื่อยยากหรือไม่น่ากลัวเหมือนที่คิดเอาไว้

ผมว่าในชีวิตชีวิตหนึ่งคนเราควรจะสำรวจตรวจสอบและหาทางรู้หรือค้นพบให้ได้ว่าลึกๆ ลงไปในจิตใจของเราแล้ว เราอยากจะทำอะไร (สักอย่างหรือหลายอย่าง) กันดี เพื่อให้เกิดความรู้สึกคุ้มค่าของการเกิดมาชาติหนึ่งและมุ่งหน้าไปสู่ความใฝ่ฝันนั้น

สำคัญกว่านั้นคือเมื่ออุตส่าห์คิดให้ออก ลงมือค้นหาจนพบได้แล้ว ความสนุกหรือความท้าทายกว่านั้นก็คือการหาหนทางลงมือทำให้สำเร็จหรือก่อเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาให้ได้

ครั้งหนึ่งในลิฟต์ของบริษัทบริษัทหนึ่ง ผมเคยอ่านเจอข้อความที่น่าสนใจข้อความหนึ่งว่า “เคล็ดลับสู่ความสำเร็จนั้นไม่ใช่อะไรเลย สิ่งนั้นคือการมุ่งมั่นเดินหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างไม่หยุดยั้ง”

พบสิ่งที่อยากจะทำและหาทางลงมือทำ ทำสิ่งที่เราฝันและอยากทำทุกวัน โดยไม่มุ่งหวังว่ามันจะสำเร็จสวยงามแต่ทำด้วยความรักและทำให้เต็มที่ก็คงจะเพียงพอ

เต่าทองและเต้าฮวย

เรื่องเล่าสองเรื่องนี้ผมฟังมาจากห้องฝึกโยคะ…

เรื่องของเรื่องคือว่าผมฝึกโยคะในสไตล์อนุสาระ (Anusara Yoga) มาได้พักใหญ่แล้วและก็(ยัง) ชื่นชอบที่จะฝึกโยคะสไตล์นี้ต่อไป เพราะความสนุกสนานจากการฝึกที่ก่อนการเริ่มครูมักจะเล่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อให้เป็นธีมในการฝึกของแต่ละวันไม่ซ้ำกันแล้วแต่ประสบการณ์ของผู้สอนหรือเรื่องราวที่ประสบพบเห็น ตีความแล้วนำมาเล่าให้นักเรียนในห้องฝึกฟัง

สองคลาสของการฝึก Anusara Inspired Yoga กับ ‘ครูบิ๊ก’ ครูโยคะที่สตูดิโอซึ่งผมฝึกด้วยเป็นประจำมีเรื่องเล่าง่ายๆ งามๆ สองเรื่องต่อไปนี้ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังอีกทีหนึ่ง

เรื่องแรกนั้นครูบิ๊กบอกกับพวกเราว่าอย่าได้มีข้อจำกัดในการฝึกโยคะของตัวเอง เพราะบางครั้งท่าอาสนะที่ฝึกอาจจะดูเหมือนยาก เกินความสามารถทางร่างกายของเราก็จริง แต่หากใจของเราคิดไปก่อนว่ายากหรือทำไม่ได้ ก็เท่ากับเป็นการจำกัดศักยภาพภายในลึกๆ ที่เรามีอยู่ ทั้งๆ ที่อาจจะยังไม่ได้ลองทำดูเสียด้วยซ้ำ

ครูบิ๊กจึงได้เล่าเรื่องหรือหยิบยก “แมลงเต่าทอง” ตัวเล็กๆ ป้อมๆ สีแดงมีลายจุดๆ สีดำที่ด้านหลัง แมลงเต่าทองแม้จะตัวเล็กๆ ป้อมๆ สั้นๆ ก็จริงอยู่ แต่ด้วยความที่มันก็คิดว่ามันบินได้และมีปีกเหมือนนก มันจึงบินขึ้นไปได้โดยไม่มีความคิดที่เป็นวิตกกังวล คิดเพียงง่ายๆ สั้นๆ ว่าเมื่อมีปีกมันก็จะบิน แมลงเต่าทองจึงบินได้โดยไม่ต้องนึกเปรียบเทียบหรือวิตกกังวล

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจมากเป็นเรื่องของ “เต้าฮวย” ซึ่งเจ้าของร้านเป็นร้านเล็กๆ อยู่ที่สิงคโปร์ ครูบิ๊กบอกว่าเขาทำเต้าฮวยน้ำขิงได้อร่อยมาก พอมีครูโยคะรุ่นน้องเดินทางไปสิงคโปร์เธอจึงย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าลืมหาโอกาสไปลองไปชิมให้ได้และฝากกล่าวชื่นชมกับเจ้าของร้านเต้าฮวยให้หน่อยว่าเต้าฮวยของเธออร่อยจริงๆ ซึ่งทำให้เจ้าของร้านดีใจถึงกับกล่าวว่าสิ่งที่ครูบิ๊กฝากไปบอกนั้นมีความหมาย (It’s make my day!) ต่อเธอมาก เพราะเธอไม่ได้คาดหวังอะไร ขอเพียงได้ทำเต้าฮวยซึ่งเป็นกิจการเล็กๆ ที่เธอรักให้ดีที่สุด ทำออกมาให้ได้รสชาติอร่อยและลูกค้าชื่นชอบที่สุดเท่านั้นเธอก็พึงพอใจแล้ว

จากเรื่องเต้าฮวยนำมาสู่เคล็ดลับวิชาของการฝึกโยคะในวันนั้นและทุกๆ วันของทุกๆ คนว่า ขอเพียงเรารู้จักชื่นชมในสิ่งที่เราทำและทำให้ดีที่สุด เต็มความสามารถที่สุด แม้สิ่งนั้นจะเป็นเพียงการงานเล็กๆ การฝึกโยคะเล็กๆ หรือการใช้ชีวิตเล็กๆ แต่ขอให้เป็นสิ่งที่เรารักและรักจะทำก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

ซึ่งจากสองเรื่องนี้ก็ทำให้การฝึก (อนุสาระ) โยคะมิได้เป็นเพียงการฝึกโยคะ แต่เป็นการเดินทางผ่านความคิดและการได้ยินได้ฟังเรื่องเล่าที่ทั้งง่ายงามมีความหมายสามารถนำมาย้อนมองกลับหรือมองออกไปนอกเสื่อโยคะ…ไปสู่เรื่องราวที่กว้างกว่าในชีวิตของเราเอง