รถเมล์กลางคืน

ผมนั่งเขียนเรื่องนี้ในตอนกลางวัน แต่กลับเป็นความทรงจำเกี่ยวกับกลางคืน…ของยามค่ำคืน

เป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้วที่การเดินทางวันหนึ่งวันใดในกรุงเทพฯ ของผมจะต้องเกิดขึ้นในยามค่ำคืน…อาจเป็นการเดินทางกลับจากบางวันที่ต้องออกไปทำงานหรือติดต่องานในช่วงย่ำค่ำ กลับจากห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ ที่มีสตูดิโอโยคะที่ผมไปฝึกโยคะเป็นประจำ ฯลฯ

ค่ำคืนบนรถเมล์หรือรถโดยสารประจำทางซึ่งส่วนมากแล้วผมเลือกที่จะขึ้นรถธรรมดาไม่ปรับอากาศ เพราะความที่ไม่ค่อยได้เดินทางไปไหนมาไหนห่างไกลจากบ้านสักเท่าไหร่ และในทุกคราวที่ต้องเดินทางบนรถโดยสารในยามกลางคืน ความคิดของผมก็มักจะเกี่ยวประหวัดไปถึงเมื่อคราที่ยังเด็ก สมัยที่การเดินทางไปไหนมาไหนในยามค่ำคืนช่างเป็นเรื่องพิเศษเย้ายวนแตกต่างออกไปจากการนั่งรถโดยสารในตอนกลางวัน ด้วยความที่สมัยนั้นเที่ยวรถมักจะหมดเอาตอนที่เลยเวลาหกโมงเย็นหรือหนึ่งทุ่มไปแค่นั้นเอง

บ้านผมที่ต่างจังหวัดเมื่อก่อนนั้นเป็นอำเภอที่อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปเกือบห้าสิบกิโลเมตร เวลาจะเดินทางเข้าไปอำเภอเมืองทีและนั่งรถโดยสารหรือรถสองแถวคิวที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารอยู่เป็นประจำก็จะใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมง ทั้งสมัยนั้นตอนนั้นเส้นทางที่ผมเดินทางประจำไปกลับเพื่อเรียนหนังสือก็ไม่ต้องเผชิญกับคำว่ารถติดบนท้องถนนเช่นชีวิตตอนนี้ในกรุงเทพฯ

การเดินทางโดยนั่งรถเมล์ในยามค่ำคืนหลังทุ่มสองทุ่มไปแล้วนั้นนานๆ ทีถึงจะเกิดขึ้น หากว่าวันใดผมกลับบ้านช้าไปกว่ารถคิว ผมก็จำเป็นจะต้องไปนั่งรอรถที่วิ่งจากตัวจังหวัดเพื่อเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งจะแวะจอดรับผู้โดยสารอีกทีที่ตัวอำเภอที่บ้านผม เราเรียกว่ารถกรุงเทพฯ แต่ก็มีไม่ดึกไปกว่าสามทุ่มเท่านั้น บรรดารถเหล่านี้ก็จะหยุดวิ่ง ทางที่ดีเราก็ไม่ควรจะตกรถเพราะจะต้องลำบากในการไปค้างบ้านยายหรือบ้านเพื่อนให้พ่อแม่เป็นห่วง

การนั่งรถเมล์กลางคืนจะเกิดขึ้นจริงๆ ก็ต่อเมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งมีงานกาชาดของจังหวัด ถึงช่วงเวลานั้นทีไรบรรดารถบัสหรือรถสองแถวที่วิ่งระหว่างอำเภอกับตัวจังหวัดก็จะขยายเวลารับส่งผู้โดยสารไปถึงเที่ยงคืน และเป็นยามค่ำคืนในช่วงปลายปีที่เหน็บหนาว เพราะอากาศยามปลายปีในช่วงค่ำคืนย่อมเหน็บหนาวกว่ายามกลางวันเป็นเท่าทวี ดังนั้นการได้นั่งรถในตอนกลางคืนจึงมีความหมายและให้ความรู้สึกที่พิเศษแตกต่างน่าจดจำ

ถึงตอนนี้การเดินทางในยามค่ำคืนหรือในตอนค่ำมืดบนรถโดยสารในกรุงเทพฯ จะเป็นโอกาสที่แสนจะสามัญที่ยากจะหาความรู้สึกพิเศษให้เกิดขึ้นได้ นอกจากความรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ต้องการที่นั่งหรือว่าอยากจะเร่งเวลาให้เดินทางถึงจุดหมายปลายทางไวๆ แต่ในบางค่ำคืนที่รถราวิ่งฉิวและผมได้นั่งเหม่อลอยมองบรรยากาศในตัวรถที่มีแสงสีเหลืองซีดๆ ส่องสว่างหรือได้เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ช่างเป็นความรู้สึกดีที่ได้หวนคิดถึงความรู้สึกพิเศษๆ ของการได้นั่งรถเมล์กลางคืนของวันวานครั้งเก่าก่อน

ไม่มีเสียงดนตรีบรรเลงและบทเพลงในการเดินทาง(จริงๆ)

ห่างเหินการไปชมภาพยนตร์ไทยมาเนิ่นนานพอดู…

แต่เมื่อสองวันก่อนผมก็ได้ฤกษ์ตีตั๋วเข้าไปนั่งชมหนังไทยอีกครั้งและเรื่องนั้นก็คือ “เราสองสามคน” (ในชื่อภาคภาษาฝรั่งที่พอจะทำให้ฟังเข้าใจกว่าชื่อภาษาไทยว่า “That sounds good”)

ว่ากันตรงๆ ง่ายๆ แล้วหนังไทยเรื่องนี้ผลงานของผู้กำกับและเขียนบทของ “เรียว กิตติกร” (ผมเคยนิยมชมชอบผลงานของเขาจากเรื่อง Goal Club เอาการอยู่) เป็นเรื่องความรักระหว่างการเดินทางของคนหนุ่มสาว มีฉากสวยๆ แปลกตาของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเป็นฉากหลังและมีบทเพลงบรรเลงในขณะที่เรื่องราวของภาพยนตร์เป็นการเคลื่อนขบวนของคนหนุ่มสาวกับรถโฟร์วีลหลายคันเพื่อท่องเที่ยวยังจุดหมายปลายทางของเวียดนามใต้อย่างฮอยอัน มุยเน่และดาลัด

สำหรับผมเองเมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้จบลงมันเป็นความรู้สึกบางเบาและไม่เต็มอิ่ม ด้วยความที่บทของภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการให้เป็นความรักบางๆ เบาๆ ไม่ดราม่าหรือไม่คอมเมดี้จนเกินเหตุ แต่มีสัดส่วนของความเป็นสารคดีหรือความเป็น “เรียลลิตี้” ในตัวเองอยู่พอสมควร

สิ่งที่น่าเสียดายเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบลงก็คือโอกาสของการนำเสนอภาพของลาวและเวียดนามในหนังให้ออกมามีมิติมากกว่าแค่การเป็นฉากถ่ายทำ เพราะหลายๆ เหตุการณ์นั้นน่าจะเปิดโอกาสให้คนท้องถิ่นหรือภาพความงดงามของเมืองในต่างประเทศได้ฉายประกายที่น่าสนใจมากกว่าการเป็นฉากให้ถ่ายทำตามท้องเรื่องเท่านั้น ผมเสียดายที่ไม่ได้เห็นความงามของเมืองอย่างฮานอยหรือดาลัดจริงๆ หรือโอกาสที่หนังไทยและคนไทยจะได้เข้าถึงความเป็นเพื่อนบ้านด้วยบริบทต่างๆ เช่นภาษา ศิลปะ อาหาร การแสดงออกต่างๆ ที่มากขึ้นกว่าการใช้สถานที่เป็นโลเกชั่นเท่านั้น

ความเกือบจะน่าสนใจของหนังไทยเรื่องนี้ก็คือการใช้เพลงอย่างคนล่าฝันและอีกหลายๆ เพลง รวมทั้งเพลงบรรเลงเพราะๆ เข้ามาประกอบย้อมใจให้เพลิดเพลินไปกับการชมเกือบจะตลอดทั้งเรื่อง และหลายๆ เพลงก็นำมาหยอดวางไว้สอดคล้องกับบทหนังได้อย่างลงตัวดีทีเดียว จนทำให้นึกอยากจะออกไปเดินทางขึ้นมาติดหมัด

เสียอย่างเดียวที่พอมาคิดได้ว่าเวลาคนเราเดินทางจริงๆ นั้นถ้าไม่คว้าไอโฟนไอพ็อดขึ้นมาใส่หู ก็ยากที่จะมีดนตรีหรือบทเพลงบรรเลงให้เราจะครึ้มอกครึ้มใจหรือสนุกไปกับภาพงามๆ ของการเดินทางได้เหมือนกับเห็นการเดินทางเกิดขึ้นในหนัง…เรื่องนี้

เอาดี

สองอาทิตย์ที่ผ่านมาในค่ำคืนวันอาทิตย์ผมนอนดูรายการทีวีรายการหนึ่งด้วยความเป็นสุขสนุกใจอย่างต่อเนื่อง

รายการที่ว่านั้นก็คือ “ที่นี่…หมอชิต” ผลิตรายการโดยบริษัท dtalk (ถ้าจำและสะกดไม่ผิด) ของคุณสัญญา คุณากร ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการด้วยตัวเองอีกด้วย

สองอาทิตย์ก่อนเป็นการพาไปเที่ยวเมืองลำพูนและพูดคุยกับคุณเผ่าทอง ทองเจือ นักค้าผ้าเก่าที่ไปทำมาหากินและตั้งรกรากอยู่แถวๆ ทางใต้ของเมืองเชียงใหม่อย่างอำเภอแม่แจ่มและลำพูน ทุกวันนี้คุณเผ่าทองปลูกข้าวอินทรีย์พันธุ์เล็บนกแบบใช้การหยอดเมล็ดข้าวปลูกเหมือนปลูกข้าวดอย โดยมีแรงงานเป็นชาวปกาเกอะญอ ทำให้ได้ข้าวอร่อยๆ ออกมาขายและได้จ่ายค่าแรงในชาวบ้านในราคาที่เป็นธรรม สุขภาพที่เคยย่ำแย่จากการป่วยเป็นมะเร็งก็ดีขึ้น อารมณ์ก็พลอยดีขึ้นด้วย

รายการในคืนนั้นที่ได้ดูก็เลยเปี่ยมด้วยรสชาติบรรยากาศของ “ภาคสนาม” เห็นเปลวแดด ท้องฟ้า ภูเขา หมู่เมฆ และเข้าอกเข้าใจถึงความสุขจากการที่ได้ลงไปคลุกฝุ่นคลุกดินร่วมปลูกข้าวของคุณเผ่าทอง แขกรับเชิญในรายการ

ในอาทิตย์ถัดมาด้วยความไม่ตั้งใจผมบังเอิญเปิดไปช่องเจ็ดสีในคืนวันอาทิตย์อีกครา ก็เลยทำให้ได้ดูรายการนี้อีกครั้ง ในคืนนั้นมีการนำเสนอชีวิตของคนทำมาค้าขาย ขายอาหารตามข้างถนนแต่ก็ทำเงินได้รวยกันเป็นล้านๆ บาทของคนสามชีวิต คือเจ๊จงหมูทอดแถวพระราม4 เมตตาหมูทอดสามเสนซอย 13 และอีกรายคือก๋วยเตี๋ยวลีลาที่ผมฟังไม่ทันว่ารายนี้ทำเลอยู่ที่ไหนกันแน่

แต่ที่แน่ๆ ก็คือได้ความสนุก ได้แรงบันดาลใจ เพราะทั้งสามและสี่รายที่ได้ดูจากรายการทั้งสองตอนบอกไว้ว่าความสุขจากการใช้ชีวิตและจากการทำงานของคนเรานั้นอยู่ไม่ไกลและไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย นอกจากการได้ลงมือทำในสิ่งที่รักและทำด้วยใจรักก็ช่วยให้ “เอาดี” ได้แล้วในการเกิดมาเป็นคน

จิตใจพเนจร

…ช่วงนี้ชีวิตผมห่างเหินจากการเดินทางอย่างไม่น่าเชื่อ…

ที่ว่าไม่เชื่อนั้นไม่ใช่ว่าผมจะไม่เชื่อผมเอง ผมทั้งเชื่อและทั้งรู้อยู่เต็มอกว่าทำไมช่วงนี้ชีวิตจึงปราศจากการเดินทาง ทั้งยังรู้ว่าลึกๆ ภายในใจเองก็ไม่ได้โหยหาปรารถนาการเดินทางไปไหนมาไหนไกลๆ เหมือนช่วงชีวิตที่ผ่านมา

จริงไหมครับเวลาที่คนเราเดินทางออกไปภายนอก ไปยังจุดหมายที่ใฝ่หาที่อยากจะไปมาบ่อยๆ เข้า มันก็พลันเกิดความรู้สึกคล้ายๆ ด้านชา ทำให้การนึกหาอารมณ์ที่อยากจะควักกระเป๋าหยิบเงินออกมาตีตั๋วเดินทางหรือออกไปประลองต่อกรกับโลกภายนอกพลอยลดลงไปได้เหมือนกัน (แต่ก็ใช่ว่าจะไม่อยากไปท่องเที่ยวไหนเลยเสียทีเดียว)

แต่พักนี้ก็มีเรื่องราวที่จะต้องข้องแวะกับการเดินทางอยู่บ้าง ตรงที่เพื่อนสนิทมิตรสหายคนที่พอจะรู้จักมักคุ้นมีการเดินทางออกไปไหนไกลๆ ไปพม่า ไปญี่ปุ่น ไปเที่ยวอินเดียเหนือ มาปลุกเย้ายั่วยวนกิเลสภายในให้คำนึงถึงการเดินทางและเรื่องราวของการเดินทางขึ้นมาอยู่ลึกๆ ซึ่งไม่เชิงว่าอยากจะไปไหน แต่เป็นอาการโหยหาสิ่งที่คุ้นเคยหรือเคยชินต่างหาก

ในระหว่างนี้ผมจึงใช้ชีวิตนิ่งๆ เรื่อยๆ มีอะไรต่อหน้าก็ทำไป และที่สำคัญไม่มีการเดินทางไปไหนไกลๆ ในทาง “กายภาพ” หรือการเดินทางภายนอก มีแต่การเดินทางภายในและการปล่อยจิตใจให้พเนจรที่กระเด้งกระดอนเคลื่อนไหวไปมาไม่อยู่กับที่- ก็เท่านั้น

ฟุ้งฝอยละอองไอเดีย

วงดนตรีข้างถนนที่ย่านชิบูย่า ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น “ไอเดีย” ของความบันเทิงที่น่าหยิบขึ้นมาทำ

การมี “ไอเดีย” เป็นเหมือนคุณสมบัติข้อหนึ่งที่น่าสนใจของการเกิดมาเป็นมนุษย์ของคนเรา เพราะผมเชื่อว่าคงมีสิ่งมีชีวิตไม่กี่ชนิดบนโลกใบนี้ที่จะสามารถผลิความคิดหรือไอเดียออกมาได้ตลอดเวลาได้เหมือนกับคนเรา

แต่ขณะเดียวกันเมื่อคนเรามีไอเดียแต่ก็ใช่ว่าจะสามารถลงมือทำหรือกำหนดความเป็นไปให้กับความคิดของตัวเองให้สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างได้ตลอดรอดฝั่งไปเสียทุกครั้งและทุกความคิด

ล่าสุดของการพบปะรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ที่ฝึกโยคะด้วยกัน พอฝึกเสร็จก็มีเพื่อนคนหนึ่งเอ่ยปากบอกเล่าไอเดียว่าอยากจะทำโปรเจ็คท์โปรเจ็คท์หนึ่ง พร้อมกับมีรายละเอียดของการเป็นไปได้ ซึ่งทุกคนที่ได้ฟังก็เสนอไอเดียเพิ่มเติมลงไปอีก ก็ยิ่งทำให้เรื่องที่มีการบอกเล่ามีสีสันและไอเดียบรรเจิดขึ้นไปใหญ่

แต่ก่อนที่เรื่องราวการแลกเปลี่ยนไอเดียจะจบลง ผมก็รีบเสนอ “ไอเดีย” ที่ผมเคยได้ยินได้ฟังรุ่นพี่ท่านหนึ่งพูดถึงเกี่ยวกับการผลิบานและฟุ้งกระจายออกไปของเจ้าไอเดียว่า เวลาที่คนเรามีความคิดที่น่าสนใจแล้วนำมาบอกเล่าแลกเปลี่ยนออกมาเป็นคำพูดให้คนอื่นได้ยินได้รับรู้กันแล้ว แต่ไม่ยอมลงมือทำ สักวันหนึ่งความคิดหรือไอเดียดีๆ ที่เราเคยคิดได้ก็จะมีคนอื่นนำไปลงมือทำแทน เพราะความคิดดีๆ หรือไอเดียดีๆ เป็นสิ่งที่ฟุ้งฝอยออกไปเหมือนอณูละอองในอากาศ คนอื่นก็จะรู้สึก รับรู้และฉกฉวยนำไปใช้ได้ในที่สุด

เพราะฉะนั้นเวลาที่เราบังเกิดความคิดดีๆ ก็จงเก็บงำเอาไว้กับตัว อย่าได้แพร่งพรายออกไปให้ฟุ้งฝอยไปในอากาศจนคนอื่นรับรู้ได้ แต่จงทนรอและหาทางเริ่มต้นลงมือทำให้ไอเดียนั้นเกิดขึ้นเป็นชิ้นเป็นอันหรือเป็นผลงานด้วยตัวเองให้เร็วที่สุดจะดีกว่า

…อย่างน้อยเราก็จะได้ไม่เจ็บช้ำน้ำใจเวลาที่เห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราเคยคิดได้หรือบอกว่าเป็นความคิดของเรา (เมื่อนานมาแล้ว) ที่เคยลั่นวาจาพูดถึงออกไปแล้วพบว่าในวันหนึ่งมันกลับกลายเป็นผลงานของคนอื่นไปเสียฉิบ

ชุมชนของคนรักโยคะ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ “ฝึก” โยคะ ฝึกนะครับ มิใช่เล่นเหมือนที่คนชอบพูดกันถามกันว่า “เล่นโยคะ” หรือเปล่า

ก็น่าแปลกที่ทำไมในภาษาไทยเราใช้คำว่า “เล่น” กับการทำโยคะ มันก็เลยดูเล่นๆ ไปเสียทั้งหมด ไม่ค่อยได้อะไรจริงจัง ทั้งๆ ที่ในภาษาอังกฤษนั้นเวลาที่บอกว่าเราฝึกโยคะเขาจะใช้คำว่า Practising (มาจากคำว่า Practice ซึ่งแปลว่าฝึกหัด, ฝึกฝน) และสำหรับคนที่น้อมนำทำโยคะเป็นประจำในภาษาอังกฤษก็จะเรียกว่าเป็น Yoga Practitioner

ผมฝึกโยคะมาได้ราวๆ สี่ห้าปีแล้วและเกือบจะทำได้ในการปฏิบัติอาสนะ (Asana) ทุกวันหรืออย่างน้อยก็ได้ไม่ต่ำกว่าสามวันต่อสัปดาห์ ฝึกคราวหนึ่งก็ใช้เวลาประมาณ 45 – 90 นาทีแล้วแต่ว่าฝึกที่ไหน ฝึกคนเดียวหรือไปฝึกในห้องฝึกตามสตูดิโอโยคะที่เป็นสมาชิกอยู่

ฝึกนานวันเข้าและฝึกกับหลายอาจารย์หลายสำนักก็ทำให้นึกครึ้มๆ ที่อยากจะสอนและอยากจะถ่ายทอด จนกระทั่งโอกาสดีได้ลงมือ “สอนโยคะ” ถึงได้รู้ว่าการเป็นนักเรียนกับการที่คนเราลุกขึ้นไปยืนหน้าห้องคนเดียวเพื่อนพูดปาวๆ บอกสอนให้คนอื่นทำตามนั้น เป็นคนละเรื่องเดียวกันและไม่ใช่เรื่องที่จะทำหรือจะเป็นกันได้ง่ายๆ

แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังคงตั้งใจฝึกและตั้งใจที่จะถ่ายทอดบทเรียนโยคะในห้องฝึกโยคะที่ผมมีโอกาสเป็น “ครู” ต่อไปให้ดียิ่งๆ ขึ้น

มาเข้าเรื่องของวันนี้กันดีกว่าครับ…

คือว่าเมื่อประมาณสัปดาห์ที่ผ่านมาผมใช้ facebook ก็เลยได้ไปสร้าง “กลุ่ม” ของชุมชนคนรักโยคะในประเทศไทยขึ้นมาและเพื่อให้มันดูมีความเป็นสากล (เนื่องเพราะโยคะก็มีความเป็นสากลและมีความเป็นมายาวนานต่อเนื่องนับพันๆ ปีแล้ว) ผมก็เลยใช้ชื่อย่อสั้นๆ ของกลุ่มก้อนใหม่นี้ว่า TYC ซึ่งย่อมาจาก Thailand Yoga Community หรือ “โยคะไทยแลนด์”

ดังนั้นแล้วถ้าหากใครก็ตามที่ฝึกโยคะ สนใจเรื่องโยคะหรืออยากจะแลกเปลี่ยนความคิดข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโยคะที่ดีและมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ในกลุ่ม TYC ด้วยกันแล้วล่ะก็ ผมขอแนะนำให้ add friend ในเฟซบุ้คผมมาแล้วลองหากลุ่มที่มีคำว่า Thailand Yoga Community หรือ “โยคะไทยแลนด์” หรือตามลิงค์เฟซบุ้คของผมด้านล่างไปก็ได้นะครับ

ไว้พบกันในหน้ากระดานของ TYC ครับ

นมัสเต ❤ ❤ ❤ (โอม โอม โอม) 🙂

www.facebook.com/ittirit

…เก่งสักวัน Do It Daily…

ไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จฉันใด คนเราก็คงไม่สามารถที่จะคิดฝันเอาเองว่าแค่เพียงพึ่งพา “พรสวรรค์” หรือความสามารถส่วนตัวที่ห้ามใครลอกเลียนแบบแล้ว เราจะสามารถ “เอาดี” หรือเก่งได้ในทุกกิจกรรมหรือทุกสิ่งอย่างที่ปรารถนาอยากจะเก่งได้ฉันนั้น

ผมนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ในบรรยากาศที่นึกถึง “อะไร” บางอย่างที่อยากจะทำ (เป็นต้นว่าการเขียนหนังสือ) แต่วันทั้งวันก็มัวแต่เอาล่อเอาเถิดกันสิ่งโน้นสิ่งนี้ จนในที่สุดวันวันนั้นก็ผ่านพ้นไปและก็ไม่ได้ลงมือทำสิ่งนั้น (ที่อยากจะทำ) ในวันนั้นไป

ในเมื่อไม่ได้ทำอะไรสักอย่างที่อยากจะทำในหนึ่งวัน ก็ย่อมหมายความว่าเราหมดโอกาสที่จะได้ใช้เวลา ได้ทุ่มเทและฝึกฝนเพื่อก้าวไปหาจุดที่เราคิดว่าอยากจะเป็น -ต้องการจะไปให้เข้าใกล้ได้วันละเล็กวันละน้อย

ไม่ค่อยมีหรอกครับที่ใครจะก้าวฉับๆ แล้วขึ้นแท่นไปสู่ความสำเร็จตามที่ต้องการได้แค่เพียงข้ามคืนหรือ Over night success คนเราจะต้องขยันทำขยันก้าว มีโอกาสก็ฝึกฝน ขัดเกลา แก้ไขและลงมือทำอย่างเย็นใจ

ดังนั้นแล้วจงอย่ามองข้ามและใช้วันเวลาของตัวเราให้คุ้มค่า ถ้าพร้อมแล้วก็จงเร่งลงมือทำในสิ่งที่ใฝ่ฝันแม้เพียงวันละก้าวเล็กๆ ก็ตาม

ถ้าทำมันทุกวัน มันก็คงจะเก่งเข้าสักวัน…จริงไหมครับ

ก้าวต่อไป…

ฮัลโหลเทสต์ครับ…
นี่เป็นการโพสต์บล็อกผ่านทาง application บนมือถือแสนกล (smart phone) ครั้งแรกของผมนะครับ
นี่ก็ผ่านครึ่งปีแรกของปี 2553 มาแล้ว คงถึงเวลาที่เราจะได้หันหลังกลับไปย้อนมองผลงาน การทำงาน การใช้ชีวิต ความสุข ความทุกข์ ปัญญาและอุปสรรค ว่าครึ่งปีที่แล้วมาเรารับมือ แก้ปัญหา หรือทำสิ่งใดสำเร็จไปมากน้อยแล้วบ้าง
สำหรับผมเองถือได้ว่าเป็นครึ่งปีแห่งความเชื่องช้า ไร้ความคาดหวังที่มีพลังเพียงพอจนอาจกระทั่งฉุดดึงให้ลงมือสร้างสรรค์การทำงานได้อย่างแข็งขัน
…แต่ผมเองก็ยังหวัง…มุ่งหวัง และมีความหวังให้เต็มที่ในวันพรุ่งนี้
จากนั้นก็แค่ก้มหน้าก้มตา (เงยหน้ามองท้องฟ้าเป็นระยะๆ) แล้วก้าวต่อไป…

(บันทึกบนรถโดยสารประจำทางเส้นลาดพร้าว)