หนังที่เพิ่งดู หนังสือที่อ่านจบลง และชีวิตที่ยังคงดำเนินต่อไป…

สองวันก่อนผมเริ่มต้นเขียนเรื่องใหม่เรื่องนี้ครับ…(และแน่นอนมันยังไม่จบ)

ไม่ทันไรคืนวันก้าวล่วงมาจนถึงกลางปีแล้ว…

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (ผมหมายถึง 30 พ.ค. 2553) ผมออกจากบ้านมุ่งตรงไปที่โรงหนัง HOUSE RCA เพราะมีนัดดูภาพยนตร์เรื่อง The Blind Side ซึ่งมีแซนดร้า บูลล็อกเป็นดารานำฝ่ายหญิงที่ได้รับรางวัลออสการ์ประจำปีที่ผ่านมา เพราะผมส่งข้อความไปชิงบัตรเข้าชมภาพยนตร์มาได้จาก a day bulletin สองใบและทำให้เป็นโอกาสดีที่จะได้ไปโรงหนังเฮาส์ที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสผ่านไปง่ายๆ นัก นอกจากนี้หนังเรื่องนี้ก็ยังน่าดูอีกมากๆ (ผมไม่แน่ใจว่ามันได้มีโปรแกรมลงโรงฉายไปแล้วหรือยัง)

จริงๆ เช้าตรู่วันอาทิตย์เดียวกันนั้นมีการจัดเดินรณรงค์เพื่อสันติภาพตั้งแต่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ไปจนถึงแถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยหรือสี่แยกคอกวัวโน่น เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจและน่าไปร่วมเป็นอย่างยิ่ง แต่พอถึงเช้าวันนั้นเข้าจริงๆ ผมกลับลืมเสียสนิทว่าเคยคิดว่าอยากจะไปหรือมีกิจกรรมที่ว่านี้และในที่สุดก็ตัดสินไปใช้เวลาช่วงบ่ายวันที่ว่าที่โรงหนังเฮาส์

ก็ไม่น่าผิดหวังครับทั้งบรรยากาศของโรงหนังนอกกระแสของเฮาส์เองและตัวหนังที่มีเนื้อหาดีน่าชื่นชม เพราะสร้างจากเรื่องจริงของแม่คนผิวขาวที่ไปอุปการะลูกชายตัวโตขนาดน้องๆ ยักษ์แต่พัฒนาการทางความคิดล่าช้า ภายหลังพบว่าเขาสามารถเล่นเป็นตัวป้องกัน (หรือปกป้องจุดอับ – “Blind side”) ในเกมกีฬาอเมริกันฟุตบอลได้อย่างมหัศจรรย์ กลายเป็นนักกีฬาฝีมือดีที่หาตัวจับยาก ซึ่งทีมของมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ล้วนแต่ต้องการตัว

ตัวหนังนั้นมองข้ามปัญหาเรื่องของการเหยียดผิวไปอย่างกรายๆ (คือไม่ได้แตะต้องหรือวิพากษ์ในเชิงลึก) แต่ให้คุณค่าในเรื่องของความเป็นคนและการหยิบยื่นน้ำใจช่วยเหลือคนอีกคนที่ด้อยกว่าหรือต้องการความช่วยเหลืออย่างไม่แคร์สายตาผู้อื่นๆ ชนิดที่ว่ามีความมั่นใจในการที่จะ “ให้” และทำความดี ซึ่งบท “แม่บุญธรรม” นี้เองที่ทำให้แซนดร้า บูลล็อกคว้าชัยในสังเวียนออสการ์ไปครองได้อย่างสบายๆ

ตามมุมมองของผมซึ่งวิจารณ์การแสดงไม่ค่อยจะเป็นนักก็เห็นว่าในเรื่องนี้แซนดร้าเธอเล่นได้เป็นธรรมชาติที่สุดและดูเนียน ไม่ตั้งใจแสดง เป็นคนธรรมดาๆ ที่มีหัวจิตหัวใจ มีบุคลิกเฉพาะตัว ที่สำคัญคือว่าบทแม่บุญธรรมผู้มีแต่ให้นี้ในชีวิตจริงก็มีตัวตนอยู่จริงๆ เสียด้วย

ดูหนังเรื่องนี้จบลงผมมีความรู้สึกคล้ายๆ คำว่า “คบคนดีชีวิตก็จะดี” หรือว่าหากเราทำดีแล้วก็ย่อมจะส่งผลดีต่อชีวิต เกิดขึ้นอยู่ในหัว พูดคุยกับตัวเองอยู่ในใจ

บางครั้งบางทีการที่เราได้เสพสื่อศิลปะดีๆ สักอย่าง อย่างหนังดีๆ สักเรื่องที่ไม่ได้จำเพาะหรือยัดเยียดบอกผู้ชมว่าต้องการจะสื่ออะไรจนโจ่งแจ้ง แต่ปล่อยให้รู้สึกซึมซับรับรู้เอาเองได้ด้วยใจนั้นผมรู้สึกว่ามันเป็นวิถีของศิลปะที่ดี นั่นก็คือการให้พลังใจและแรงดลใจ

เช่นเดียวกับการได้อ่านหนังสือดีๆ หลายๆ เล่มจบลงในช่วงต้นปีจนถึงกลางปีที่ผ่านมา

ผมยอมรับว่าความสามารถในการอ่านหนังสือให้จบลงอย่างรวดเร็วหรืออ่านหนังสือดีๆ หนาๆ หนักๆ ของตัวเองนั้นตกต่ำลงอย่างไม่น่าเชื่อ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาผมอ่านหนังสือจบไปน้อยมาก แต่ที่อ่านจบก็รู้สึกพึงพอใจในการเลือกหนังสือมาอ่านของตัวเองและพอจะได้ความรู้สึกและความคิดดีๆ อย่างไม่น่าเชื่อจากหนังสือไม่กี่เล่มที่อ่านจบไป

สองสามเล่มที่ว่านั้นก็มี “เมื่อโลกหมุนช้าลง” ของพระไพศาล วิสาโล (สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา) “อยู่ใต้ฟ้าอย่ากลัวฝน” ของ ม.ย.ร. มะลิ (สำนักพิมพ์วงกลม) และล่าสุดผมอ่าน “ท่าอากาศยานต่างความคิด” ของอนุสรณ์ ติปยานนท์ (สำนักพิมพ์จีเอ็มบุ้คส์) จบไป

ในโควต้าของหนังและหนังสือ (ดีๆ) ที่อยากดูอยากอ่านสำหรับเวลาในปีนี้ที่เหลืออยู่นั้นก็ยังมีอีกมากและคงมีโอกาสได้นำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในโอกาสต่อไป

สำหรับผมเองมองว่าไม่สำคัญหรอกว่าหนังสักเรื่องที่ได้ดูจะมีรางวัลหรือผลงานของนักแสดงสักกี่คนการันตี หสือสักเล่มที่ได้อ่านจะต้องไปหนังสือรางวัลจากเวทีใด มันขค้นกับความชอบ ความรักที่จะอ่าน อ่านหรือดูแล้วเราได้บทเรียนจากการนิ่งคิดอะไรกับตัวเองหรือไม่ นั้นก็คงเพียงพอแล้วที่หนังหรือหนังสือเหล่านี้จะให้พลังเติมต่อชีวิต…กับวันเวลาที่เหลืออยู่ให้มีเรี่ยวแรงใจในการเดินต่อไป

One thought on “หนังที่เพิ่งดู หนังสือที่อ่านจบลง และชีวิตที่ยังคงดำเนินต่อไป…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s