เมื่อคาร์เนชั่นเบ่งบาน (หลังการฝึกโยคะ)

ดอกไม้เป็นรูปธรรมหนึ่งของความสวย ความหอมหวาน แม้ดอกไม้บางชนิดจะไม่สามารถส่งสีส่งกลิ่นได้ แต่แค่เพียงรูปลักษณ์ที่ได้เห็น เราก็รู้สึกได้ถึงหอมหวานจากเส้นขอบเงาโค้งและสีสันอันบรรเจิดของดอกไม้ทุกชนิด

เมื่อวานนี้หลังการสอนโยคะคลาสที่ 13 (Lucky Number) ของผมเสร็จลงตอนเวลาประมาณทุ่มเศษๆ “ยุ้ย” ก็รีบไปจัดแจงแต่งเสบียงเป็นถ้วยชาใบเล็กๆ กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า ชาซองในกล่องกระดาษหลายรส พร้อมขนมขบเคี้ยว ส่วน “พริก” น้องที่ช่วยยุ้ยก็กุลีกุจอจัดช่อดอกไม้สีแดงระเรื่อเบ่งบานงามมาในแจกัน เป็นดอกคาร์เนชั่นสีแดงละมุนตา ไม่แดงเจิดจ้าจัดจ้่นเหมือนสีแดงของกุหลาบหรือแดงของชบา

เมื่อคืนวานนี้เราบอกให้เพื่อนๆ ทุกคน (นับได้สิบเจ็ดชีวิต) ที่มาฝึกโยคะร่วมกันหลังการฝึกเสร็จว่าถ้าหากไม่รีบกลับหรือไม่มีธุระจะไปต่อ ขอให้อยู่พูดคุยกันก่อน คืนนี้เราจะมีการ “จิบชาสนทนาโยคะ” กันหลังจากที่ทุกคน (มาบ้างไม่มาบ้าง แต่ผมไปทุกวันเพราะต้องสอน) ฝึกโยคะกันมาครบหนึ่งเดือนเต็ม

กิจกรรมการเรียนการสอนโยคะของเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่สถานี “ทีวีไทย” เริ่มต้นขึ้นเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยุ้ยซึ่งเป็นเพื่อนกับผมมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเห็นว่าผมฝึกโยคะมาพักหนึ่งแล้วและไปเรียนเป็นครูโยคะมา ก็เลยชักชวนผมว่าสนใจจะไปสอนโยคะที่ทีวีไทยหรือไม่ เพราะมีชมรมโยคะของพนักงานแต่ยังไม่มีการทำอะไร อยากจะให้ไปสอนเพื่อนๆ พนักงานหลังเลิกงานครั้งละหนึ่งชั่วโมง เวลาก็ตอนประมาณหกโมงนิดๆ ไปถึงทุ่มหน่อยๆ แค่เพียงอาทิตย์ละสามวันติดกันจันทร์ถึงพุธ เมื่อผมตอบตกลงก็เลยมีอันจะต้องแบกเสื่อโยคะไปสอนให้เพื่อนๆ ที่นั่นมาหนึ่งเดือนแล้ว

แรกๆ มีคนมาเรียนบางตาแค่เพียงสองสามคน แต่อาทิตย์ถัดมาๆ ก็มีคนมาเรียนกันมากขึ้นๆ เเคยมากสุดถึง 22 คนในวันหนึ่งซึ่งทำเอาผมในฐานะผู้สอนปลาบปลื้มไม่น้อยทีเดียว

เมื่อคืนวานนี้เป็นครั้งแรกที่เรามีการจิบชาสนทนาโยคะ ผมเรียกว่า “Tea Party” หลังการฝึก แทบทุกคนอยู่คุยกันต่อ เอาเสื่อโยคะมาปูนั่งล้อมวงเข้ามาเล็กๆ รอบๆ แก้วชาและขนมขบเคี้ยวอย่างสองอย่าง มีช่อคาร์เนชั่นสดชื่นเบ่งบานเหมือนความรู้สึกและหัวใจของเราที่ได้รับพลังงานที่ดีจากการฝึกโยคะร่วมกันตั้งวางไว้กลางวงด้วยเช่นกัน

บทสรุปสำหรับการพูดคุยในเรื่องราวที่ว่า “โยคะให้อะไร” ฝึกโยคะแล้วได้อะไร มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีอย่างไรบ้างของเพื่อนๆ ที่มาฝึกหลายคน บอกว่าชอบและรู้สึกดีที่ได้ทำกิจกรรม ได้ออกกำลังกาย ได้ดูแลตัวเอง ไม่ใช่แค่เพียงการมาทำงานที่ออฟฟิศแล้วผลิตงานไปวันๆ (เหมือนการมา “ฟาร์มไก่” – ช่างเปรียบเปรยจริง)

หลายคนสู้รบปรบมืออย่างเดียวดายตามลำพังมากับโรคภูมิแพ้มาก่อนหน้าจะได้ฝึกโยคะ หลายคนมีปัญหากระดูก ปัญหาปวดประจำเดือนหรือแม้แต่กระทั่งท้องผูก แต่ระยะเวลาที่เริ่มต้นฝึกเพียงแค่หนึ่งเดือน สิ่งที่ได้รับคือ “ความรู้สึกดี” ที่มีต่อตัวเองและรู้สึกว่าได้ดูแลตัวเอง สักวันหนึ่งโรคภัยที่เคยเบียดเบียนก็น่าจะขาดหายหรือร่างกายแข็งแรงขึ้น จิตใจและร่างกายสัมพันธ์กันดีขึ้น

หลายคนบอกว่าเอวเล็กลงหรือกางเกงตัวที่เคยใส่ไม่ได้ แต่ตอนนี้่ขาเล็กลงทำให้ใส่กางเกงตัวนั้นได้ ผมได้แต่นิ่งฟังและรู้สึกว่าโยคะไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์หรือยาวิเศษ แต่คือสิ่งดีๆ ความรู้สึกดีๆ พลังงานดีๆ ที่เราทุกคนมีสิทธิ์มอบให้กับตัวเราเองได้และท้ายที่สุดผลลัพธ์ก็จะคือการเบ่งบานงดงาม

…ราวสีสัน กลีบสวย และความหอมหวานที่ทุกคนได้รับและสัมผัสได้จากดอกไม้

ให้ลูกลองดี

หลายวันก่อนผมมีโอกาสได้ดูรายการ”สุริวิภา” ซึ่งเป็นรายการทอล์คโชว์ที่เป็นผู้เป็นคนและมีเนื้อหาสาระจับต้องได้มากที่สุดรายการหนึ่งของประเทศนี้ ณ ขณะนี้ (ในสายตาและมุมมองของผม)

รายการเมื่อค่ำคืนนั้นได้เชิญผู้ประกอบการรุ่นใหม่วัยละอ่อนซึ่งเป็นผู้หญิงอายุยี่สิบต้นๆ เท่านั้น แต่ผ่านการทำกิจการร้านอาหารมาแล้วถึงสองร้าน ปัจจุบันเธอเป็นเจ้าของร้านส้มตำไฮโซติดแอร์นั่งสบายอยู่ในซอยทองหล่อ (คนที่นั่งข้างๆ ดูอยู่ด้วยตอนนั้นบ่นออกมาให้ได้ยิว่าแล้วอย่างนี้ส้มตำจะจานละ 170 หรือเปล่าฟ่ะ?)

ไม่ใช่ความสำเร็จที่น่าแปลกใจหรือเหนือกว่าความคาดหมายที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ วัยยี่สิบต้นๆ จะเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารใหญ่โต เพราะเธอมีนามสกุลเดียวกับคุณ “ตัน โออิชิ” (ในนาทีที่เขียนโพสต์นี้ผมจำชื่อจริงนามสกุลจริงของเขาและเธอไม่ได้จริงๆ และก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นธุระหาจากกูเกิ้ลเพื่อเอามาโพสต์ให้ชัดเจนยิ่งไปกว่านี้)

คุณตันหรือเสี่ยตันนั้นร่ำรวยมาจากการทำชาเขียวและร้านอาหารญี่ปุ่นแบบบุฟเฟ่ต์ ทุกวันนี้น่าจะขายหุ้นของกิจการชาและเครื่องดื่มให้กับเสี่บเบียร์รูปสัตว์คู่บ้านคู่เมืองเรารายหนึ่งไปปแล้ว แต่คิดว่าก็น่าจะยังคงร่ำรวยอยู่ เพราะว่าจากเรื่องราวในรายการนั้นเขาได้แบ่งเงินก้อนหนึ่งให้ลูกสาวจำนวนไม่มากไม่น้อยแค่ 20 ล้านบาทเพื่อให้ลูกเอาไปลอง(ทำ)ดีดู

เงินก้อนแรกจากยี่สิบล้านที่พ่อแบ่งให้ไปลองทำธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ ขาดทุนไปก้อนใหญ่ เธอจึงคิดใคร่ครวญและตรวจสอบความชอบลึกๆ ในใจ ความเหมาะสมของบุคลิกและสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำจริงๆ โจทย์ใหม่จึงมาลงเอยที่ร้านส้มตำบรรยากาศไฮโซที่ชื่อว่าแซ่บอิลี่ (แหม ในฐานะเป็นคนอีสานผมอยากจะถามจริงๆ ครับว่าถ้าจะตั้งชื่อร้านอาหารอีสานทั้งทีว่า “แซ่บอีหลี” ซึ่งแปลว่าอร่ยอจริงๆ มันจะไม่ดูไฮโซเท่ากับคำว่า “แซ่บอิลี่” ตรงไหน)

ผมคิดว่าสังคมนี้กับกระบวนการที่ทำให้ลูกได้ลองดี ด้วยการที่พ่อแม่ที่มีธุรกิจร้อยล้านพันล้านเริ่มต้นแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้ลูกเศรษฐีของตัวเองได้ลองทำงานแบบเศรษฐีกำลังเป็นเรื่องราวที่อยู่ในกระแส หรือส่วนหนึ่งอาจจะมีการยกตำแหน่งยกโปรเจ็คท์งานใหญ่ๆ ให้ลูกๆ คนรุ่นใหม่ของตัวเองได้ลองบริหารคนบริหารงานในฐานะเจ้าของกิจการดูมากขึ้น ซึ่งไม่อาจจะคาดคิดว่าจะเป็นความคิดที่แปลกหรือนำไปสู่อะไร เพียงแต่เป็นข้อสังเกตของกระบวนการที่เศรษฐีใหญ่กำลังหาทางสร้างเศรษฐีเล็กให้ร่ำรวยติดตามกันมา

และเชื่อว่าในอนาคตเราเองก็คงเห็นคนหนุ่มสาวเหล่านี้ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของคนบนปลายยอดของผู้ที่มีรายนามคนที่มีเงินถุงเงินถังติดอันดับร่ำรวยอันดับต้นๆ ของประเทศอยู่ต่อไป

วังเวง…ผลไม้

การเดินทางไปเที่ยวเมืองจันท์หนล่าสุดเมื่อประมาณต้นเดือนที่ผ่านมา นอกจากการแวะไปชมหาดเจ้าหลาว คุ้งวิมาน คุ้งกระเบน การเดินเล่นชุมชมริมน้ำจันทบุรีและชมโบสถ์คริสต์อายุร้อยปีในตัวเมืองแล้ว กิจกรรมอย่างหนึ่งที่ผู้ร่วมขบวนด้วยกันทั้งสามคนเห็นพ้องต้องกันก็คือการไปเที่ยวสวนผลไม้

คนที่ดูแลตารางและกิจกรรมการเดินทาง พร้อมกับหาข้อมูลมาเชื้อชวนคนอื่นๆ ในการเดินทางครั้งนี้บอกว่าเราจะไปกินผลไม้กันสดๆ ถึงในสวน พร้อมกับจะมีกิจกรรมให้เด็ดหรือสอยลูกทุเรียนหนามๆ จากต้นแล้วโยนลงมาให้อีกคนใช้ถุงกระสอบคอยรับเป็นการทดสอบ

เมื่อการท่องเที่ยวพักผ่อนชมชิมสิ่งต่างๆ ผ่านไปสองวันแล้วพอถึงวันกลับเราชักชวนกันว่าน่าจะถึงเวลาไปกินผลไม้ในสวนผลไม้ พร้อมกับอาจจะซื้อผลไม้ติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วยเลย จะได้ยังคงความสดเอาไว้

พอตกบ่ายของการเดินทางวันที่สามเราก็บ่ายหน้าออกเดินทางจากตัวเมืองจันท์มุ่งหน้าไปตามเส้นทางสู่ตราดเพื่อไปยังอำเภอพลิ้ว สวนผลไม้แห่งแหลมสิงห์รอเราอยู่ แต่ก่อนหน้าจะเดินทางไปเราได้โทรฯ ไปสอบถามเส้นทางและนัดหมายเอาไว้กับเจ้าของสวนผลไม้แห่งหนึ่ง ซึ่งฟังตามน้ำเสียงแล้วน่าจะเป็นหญิงวัยน้าขึ้นไป (เธอพูดจาคล่องแคล่วทีเดียว)

เราไปถึงสวนผลไม้กันในราวบ่ายสองโมง ไม่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ พวกเรามองหน้ากันล่อกแล่กเพราะเหมือนเดินตรงเข้าไปเจอเจ้าของสวนชนิดไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ข้อมูลจากการถามไถ่เธอก่อนหน้าจะมาถึงบอกว่า “กินผลไม้หนึ่งอิ่มสนนราคาคนละ 79 บาท” ผู้ร่วมเดินทางสองคนของผมบอกว่าถ้าราคานี้ไม่รวมการมีทุเรียนให้เรากินให้คุ้มค่ากับการลงทุนดั้นด้นไปถึงสวนก็ขอให้เราเพียงแต่อุดหนุนผลไม้ตามที่ต้องการแล้วจากมาจะดีกว่า แต่พอเพื่อนร่วมทางทั้งสองปลีกตัวไปห้องน้ำ ผมได้ลองถามไถ่คุณน้าคนนั้น เธอตอบว่า “จะแกะทุเรียนให้กินด้วย” นั่นหมายถึงว่าจ่ายคนละ 79 บาทนี่รวมถึงทุเรียน (นอกจากเงาะ มังคุดลูกเล็กๆ สละ และลองกอง) ผมก็เลยตัดสินว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วจ่ายมันไปเถอะ (ว่ะ) อยากกินทุเรียนในสวนนี่ด้วยแหละ

พอเพื่อนทั้งสองกลับมาผมรีบบอกข้อมูลให้ยิ้มออกว่าพวกเราจะได้กินทุเรียนหมอนทองที่สวนกันแน่แล้ว พวกเรารีบบอกน้าคนนั้นว่าเราชอบกินทุเรียนที่พอดีๆ เนื้อไม่เละไม่สุกงอม น้าเจ้าของสวนคนนั้นทำท่าเคาะๆ เลือกลูกทุเรียนที่ตรงกับที่เราอยากจะกินให้ดู พร้อมกับบอกว่าจะแกะลูกนั้นให้เรากินกัน โดยบอกว่าให้พวกเราไปนั่งบนที่พักบนศาลาที่เธอตระเตรียมไว้รับแขกโดยมีกระจาด (เหมือนถาดอาหาร) สานวางผลไม้ทั้งหลายเอาไว้รอท่า เรียกว่ากินผลไม้อื่นๆ ไปพลางรอทุเรียนจะแกะมาให้ เธอว่างั้น

แต่ยังไม่ทันเราจะคล้อยหลังเดินเข้าไปนั่งในศาลา เธอก็เปิดกล่องพลาสติกถือถาดใบใหญ่ที่มีเนื้อทุเรียนหลายเม็ดวางเอาไว้ บอกว่านี่แหละคือทุเรียนที่จะให้พวกเรากินได้ ตอนนี้พวกเราเริ่มมองหน้ากันวังเวงไม่รู้ว่าจะโดนไม้ไหนหรือแก้มือตั้งรับอย่างไร ก็ไหนบอกว่าจะแกะลูกใหม่ที่ช่วยกันเลือกช่วยกันดูอยู่เมื่อกี้ไงให้กิน และทุเรียนแต่ละเม็ดบนถาดใบนั้นก็มีเพียงไม่ถึงครึ่งหรือแค่เม็ดสองเม็ดเท่านั้นที่เป็นทุเรียนเนื้อชนิดที่เราต้องการ นอกนั้นเป็นแบบยังไม่สุกบ้าง กรอบ เนื้อซีดขาวไม่น่ากินบ้าง

เพื่อนในทีมคนหนึ่งบอกว่า “ขนาดพวกเรามีความรู้จบปริญญาตรีมากันทั้งน้าน ในสถานการณ์เช่นนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไร (เพื่อไม่ให้เพลี่ยงพล้ำหรือให้ได้ทุเรียนมากินตามที่ต้องการ)”

ใช่ว่าเราตั้งใจว่าจะไปล้มทับหรือจงใจที่จะไป “กินทุเรียน” ของเจ้าของสวนคนนั้นให้หมดสวนหรือให้เธอล่มจมไม่สมมูลค่ากับที่เก็บเงินเราไปเสียปะไร เราเพียงแต่ตั้งใจว่าไหนๆ ไปถึงเมืองจันท์ไหนๆ ไปถึงสวนผลไม้ทั้งที (ใช่ว่าชาตินี้เราจะได้ไปเที่ยวสวนผลไม้เมืองจันท์กันบ่อยๆ) ขอกินทุเรียนให้สมอยากเสียทีเถอะ ซึ่งไอ้ที่ว่ากินให้สมอยากของเรานั้นก็ไม่น่าจะเกินกว่าคนละเม็ดสองเม็ดหรือเพียงแค่ทุเรียนลูกย่อมๆ ที่เราได้เลือกเอาไว้ให้เธอแกะลูกนั้นเพียงลูกเดียว ก็น่าจะเพียงพอ

เพื่อนคนเดิมบอกว่าทุกวันนี้คนสวนรอบจัดแล้ว ไม่ใช่เกษตรกรหน้าซื่อๆ ที่จะต้อนรับขับสู้ใครด้วยน้ำใจไม่ตรีหรือต้อนรับเราด้วยความคิดแบบว่าให้พวกเขากินตามสบายกินให้เต็มที่เหมือนปากของเธอที่พร่ำบอกเราอยู่เกือบตลอดเวลาว่า ขอให้กินเยอะๆ กินกันตามสบาย

ตอนก่อนจะกลับเมื่อมีการจ่ายเงิน เราอุดหนุนผลไม้อื่นๆ ของเจ้าของสวนกลับมาด้วย โดยยอมจ่ายให้เธอไปคนละ 80 บาทถ้วน เธอยังหันมาสัพยอกเราแรงๆ ว่าน่าจะเก็บน้องๆ สามคนห้าร้อยนะ เพราะว่ากินทุเรียนของน้าไปเยอะ (!!)

พวกเราหันมามองหน้าสบตากันแล้วรู้สึกว่าทำไมสวนผลไม้ตอนกลางวันๆ ที่เมืองจันท์วันนั้นมันช่างวังเวงเสียจริง

ความสุขบนฟากฟ้า

ใครก็ตามที่ใช้ Social Network อย่าง Facebook คงสัมผัสได้ว่าในหน้าเน็ตเวิร์กนั้นช่างมีสิ่งละอันพันละน้อยที่ดึงดูดสายตาเราไว้กับหน้าจอได้เป็นนานสองนาน ขึ้นกับว่าใครจะมีความสนใจในด้านไหน สนใจใครหรือสนใจอะไรเป็นพิเศษ

เมื่อไม่นานมานี้ผมเองก็เพิ่งได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของ “ชมรมคนรักมวลเมฆ สาขา Facebook” มา พอคลิกเข้าไปก็เห็นได้ว่าในบรรดารายชื่อของมวลหมู่สมาชิกที่มีอยู่นั้นมีเพื่อนสนิทมิตรสหายของผมเองเป็นสมาชิกชมรมฯ นี้กันอยู่ก่อนหน้าผมแล้วหลายคน นั่นก็พอจะบอกได้เลาๆ ว่ามีคนสนใจเรื่องราวของเมฆ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและความสวยงามที่เรียบง่ายกันอยู่ไม่น้อย

ถ้าใครนึกอยากจะรู้ว่ามันจะมีอะไรพรรค์นี้หรือรักหมู่เมฆกันอย่างไรเป็นเรื่องเป็นราว และบังเอิญว่าท่านมี Facebook ของตัวเองอยู่แล้วก็ลองใช้ชื่อในเครื่องหมายคำพูดข้างต้นไปลองค้นหาดูกันนะครับ

ผมเองได้นำลิงค์ของชมรมคนรักมวลเมฆที่เป็นเว็บไซต์ (ดังลิงค์ด้านล่าง) เข้ามาเพิ่มเติมเอาไว้ในลิงค์หรือ Blogroll ด้านข้างของบล็อก Bytheway ของผมด้วยแล้วเช่นกัน

เมฆนั้นมีหน้าที่ มีความงาม มีเรื่องราวอันเป็นแรงดลใจและจินตนาการอย่างไม่น่าเชื่อครับ เป็นสิ่งที่ต่อเติมให้ท้องฟ้าโล่งๆ ดูไม่เหงาหรืออ้างว้างจนเกินไป ขณะเดียวกันก็เป็นเพื่อนใจให้กับคนเราได้โดยไม่เลือกที่ทาง

แค่เพียงลองเงยหน้ามองฟ้าดูสักครั้ง เราก็อาจจะมีหวังได้เห็นเมฆสักก้อนและได้รับรู้เรื่องราวอเนกอนันต์ที่ท้องฟ้าจะบอกเล่าครับ

ฟากฟ้ายามเช้าตรูบนภูทอกที่เชียงคาน

ชมรมคนรักมวลเมฆ:

แหล่งชุมนุมคนรักเมฆ & ท้องฟ้า ขยายสาขามาจาก GotoKnow.org และ Portal.in.th 

 เว็บไซต์ : http://portal.in.th/cloud-lover บล็อก : http://weather.gotoknow.org/

แค่ ‘ใจ’ก็พอ

ในการใช้ชีวิตประจำวันคุณคิดว่าคนเราต้องการวัตถุสิ่งของที่เป็นของนอกกายอะไรบ้าง?

…โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ไฮเทค เกมคอมพิวเตอร์ อาหารที่สะดวกแค่ยื่นเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟ หรือกระเป๋าถือสุดหรู กระทั่งรถยนต์ราคาแพงระยับ…

ที่ผมถามเช่นนี้ก็เพราะว่าบังเอิญได้ดูรายการ Oprah ทางช่องเคเบิลทีวีซึ่งในตอนนั้นวันนั้นมีการจัดกิจกรรมกึ่งๆ เรียลลิตี้ที่เรียกว่า Stripped Off (ภารกิจปลดเปลื้อง) ด้วยการเชิญครอบครัวหนึ่งที่มีลูกชายสองคน คนโตเป็นวัยรุ่น คนเล็กก็อยู่ประมาณชั้นประถมฯ โดยมีข้อกำหนดว่าภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์พวกเขาทั้งหมดจะต้อง “ปลดเปลี้อง” ความรู้สึกขึ้นต่อวัตถุสิ่งของภายนอกที่เคยคุ้นออกไปให้มากที่สุด แล้วหันกลับมาสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงผูกพัน (ในรายการใช้คำว่า Reconnection) ต่อกันและกันขึ้นมาใหม่

ผมว่าช่างเป็นความช่างคิดและน่าสนใจดีเหมือนกันที่จะทำให้ผู้ชม (โดยเฉพาะชาวอเมริกัน) ซึ่งน่าจะคุ้นเคยต่อวิถีแห่งความสะดวกสบายและพึ่งพาวัตถุภายนอกจนทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับมนุษย์หรือคนในครอบครัวเดียวกันหดหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ได้เริ่มฉุกคิดและเริ่มต้นการ “ปลดเปลี้อง” พันธนาการภายนอกแล้วหันกลับไปสร้างความผูกพัน ความรัก เชื่อถือไว้วางใจต่อกันและกันขึ้นมาใหม่ให้ได้

ผมดูไม่จบตอนนะครับแต่ก็เห็นว่าภารกิจแรกที่ครอบครัวนี้จะต้องทำร่วมกันก็คือการเก็บกวาดบ้าน จัดเสื้อผ้า ซักเสื้อที่กองสุมเอาไว้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย จากนั้นก็ไปเก็บข้าวของที่กองสุมเอาไว้ในโรงรถที่ไม่เคยถูกหยิบออกมาใช้เป็นปีๆ ให้ว่างโล่ง เอาข้าวของที่มีสภาพดีแต่ไม่ต้องการใช้ออกไปบริจาคให้หมด ซึ่งพวกเขาก็สามารถทำได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงด้วยการช่วยเหลือกัน

นอกจากนี้ “ภารกิจหลัก” ของการปลดเปลื้องและสร้างสรรค์ความรักความผูกพันในครอบครัวที่พวกเขาจะต้องทำร่วมกันก็มีอยู่ 4 – 5 ข้อให้ได้ภายในระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ของการปฏิบัติภารกิจดังต่อไปนี้

1. ไม่คุยหรือใช้โทรศัพท์มือถือ

2. ไม่ส่งข้อความหรือส่ง Text หากันทางมือถือ

3. ไม่ใช้อินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ รวมทั้งเกมคอมพิวเตอร์

4. ไม่ทำอาหารจากไมโครเวฟ อาหารฟ้าสต์ฟู้ด แต่ให้ทุกคนปรุงอาหารที่ดีมีคุณภาพและรับประทานพร้อมหน้ากันทุกมื้อ (โดยการช่วยกันทำอาหาร)

5. ให้แสดงความรักต่อกันและกันด้วยการบอกรักหรือโอบกอดพ่อแม่พี่น้องในครอบครัวเดียวกันอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง

ที่หยิบยกมาเล่าและนำเสนอเพราะผมคิดว่าด้วยวิธีการง่ายๆ เหล่านี้ แค่การตัดความรู้สึกพึ่งพิงข้าวของเครื่องใช้ภายนอกออกไป หันกลับไปดูว่าจริงๆ แค่ ‘ใจ’ ที่มีให้กันนั้นก็น่าจะพอที่จะนำความรักความผูกพันให้หวนกลับมาเกิดขึ้นได้อีกครั้งหนึ่ง

เพราะมี ‘เพื่อน’

ผมฟังเพลง You’ve got a friend ที่ดี้- นิติพงษ์ ห่อนาคขับร้องบนเวทีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยในคอนเสิร์ต “สวิงสวาย” (Swing Survive) ของเจี๊ยบ -วัชระ ปานเอี่ยมด้วยความรู้สึกดี ทั้งๆ ที่การขับร้องที่ปราศจากลีลาและน้ำเสียงอย่างนักร้องมากฝีมือจะไม่ได้ปรากฏออกมาจากนักแต่งเพลงที่เป็นเพื่อนสนิทของเจ้าของคอนเสิร์ตก็ตาม

เย็นวันนั้นนอกจากการได้ฟังเสียงขับร้องบทเพลงอารมณ์ดีหลากหลายจากเจ้าของคอนเสิร์ตแล้ว การออกมาร่วมแจมในฐานะของ “แขกรับเชิญ” ของภูษิต ไล้ทอง นิติพงษ์ ห่อนาค นกและเกี้ยง อดีตสมาชิกวงเฉลียงน่าจะได้สร้างความรู้สึกอบอุ่นให้แก่ทั้งเจ้าของคอนเสิร์ตและบรรดาผู้ชมในวันนั้นที่ล้วนต่างอิ่มเอมใจไปกับมหรสพแห่งความจริงใจที่เพื่อนมีให้ต่อกันและแบ่งปันมาให้กับทุกๆ คนที่ชอบเพลงของวงเฉลียงด้วย

นอกจากการขึ้นในร่วมร้องร่มวบรรเลงของอดีตสมาชิกวงเฉลียงแล้ว การมาเยือนบนเวทีของเพื่อนกลุ่ม “บุญชู” โดยกิ๊ก อ้วนกลมและหนุ่ม -สันติสุข พรหมศิริก็ได้บรรยากาศเฮฮาและอบอุ่นประสาเพื่อนเก่าที่ตามมาให้กำลังใจกันขึ้นมาอีก

ผมไม่ค่อยได้ไปนั่งดูคอนเสิร์ตในบรรยากาศแสดงสดมานานมากแล้ว ในวันนั้นเมื่อได้ดูการแสดงเล่นจริงร้องจริงแล้วก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคอนเสิร์ตครั้งก่อนเก่าของเฉลียงที่ผมเคยดูตั้งแต่สมัยเรียน ม.4 (เข้าใจว่าเป็นการออกอัลบั้มครั้งแรกของวงเฉลียง) และตอนที่วงเฉลียงจะเลิกวงซึ่งผมได้ดูที่เชียงใหม่ ดูทีไรก็รู้สึกว่าเพลงและดนตรีของเฉลียงไม่ใช่แบบที่จะฟังเอามัน ฟังแล้วดิ้นตามได้ แต่เป็นเพลงที่ประณีตคิดประณีตเขียนและต้องการการ “ประณีต” ฟัง

ความพิเศษในความเป็นเพื่อนที่สัมผัสได้คือการเขียนเพลงที่ละเอียด งดงาม มีเอกลักษณ์ของเพื่อนของวงเฉลียงที่มีนามว่า “ประภาส ชลศรานนท์” นั่นเอง ซึ่งคอนเสิร์ตสวิงสวายครั้งนี้ผมก็เห็น “พี่จิก” เดินอยู่หน้างานและเข้าใจว่าคงไปนั่งหนุนหลังเป็นกำลังใจให้เพื่อนที่ชื่อเจี๊ยบด้วยอย่างแน่นอน

ขอบคุณ “พี่เจี๊ยบ” มากนะครับสำหรับความสวิงสวายบนเวทีในวัยห้าสิบที่ผมได้ติดตามชมตลอดเวลาสามชั่วโมงแล้วยอมรับว่าพี่ “survive” ได้จริงๆ ครับ

———————————————-

หมายเหตุ คอนเสิร์ตครั้งนี้แสดงไปเมื่อวันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน 2553 เวลาหนึ่งทุ่ม

หนังที่เพิ่งดู หนังสือที่อ่านจบลง และชีวิตที่ยังคงดำเนินต่อไป…

สองวันก่อนผมเริ่มต้นเขียนเรื่องใหม่เรื่องนี้ครับ…(และแน่นอนมันยังไม่จบ)

ไม่ทันไรคืนวันก้าวล่วงมาจนถึงกลางปีแล้ว…

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (ผมหมายถึง 30 พ.ค. 2553) ผมออกจากบ้านมุ่งตรงไปที่โรงหนัง HOUSE RCA เพราะมีนัดดูภาพยนตร์เรื่อง The Blind Side ซึ่งมีแซนดร้า บูลล็อกเป็นดารานำฝ่ายหญิงที่ได้รับรางวัลออสการ์ประจำปีที่ผ่านมา เพราะผมส่งข้อความไปชิงบัตรเข้าชมภาพยนตร์มาได้จาก a day bulletin สองใบและทำให้เป็นโอกาสดีที่จะได้ไปโรงหนังเฮาส์ที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสผ่านไปง่ายๆ นัก นอกจากนี้หนังเรื่องนี้ก็ยังน่าดูอีกมากๆ (ผมไม่แน่ใจว่ามันได้มีโปรแกรมลงโรงฉายไปแล้วหรือยัง)

จริงๆ เช้าตรู่วันอาทิตย์เดียวกันนั้นมีการจัดเดินรณรงค์เพื่อสันติภาพตั้งแต่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ไปจนถึงแถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยหรือสี่แยกคอกวัวโน่น เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจและน่าไปร่วมเป็นอย่างยิ่ง แต่พอถึงเช้าวันนั้นเข้าจริงๆ ผมกลับลืมเสียสนิทว่าเคยคิดว่าอยากจะไปหรือมีกิจกรรมที่ว่านี้และในที่สุดก็ตัดสินไปใช้เวลาช่วงบ่ายวันที่ว่าที่โรงหนังเฮาส์

ก็ไม่น่าผิดหวังครับทั้งบรรยากาศของโรงหนังนอกกระแสของเฮาส์เองและตัวหนังที่มีเนื้อหาดีน่าชื่นชม เพราะสร้างจากเรื่องจริงของแม่คนผิวขาวที่ไปอุปการะลูกชายตัวโตขนาดน้องๆ ยักษ์แต่พัฒนาการทางความคิดล่าช้า ภายหลังพบว่าเขาสามารถเล่นเป็นตัวป้องกัน (หรือปกป้องจุดอับ – “Blind side”) ในเกมกีฬาอเมริกันฟุตบอลได้อย่างมหัศจรรย์ กลายเป็นนักกีฬาฝีมือดีที่หาตัวจับยาก ซึ่งทีมของมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ล้วนแต่ต้องการตัว

ตัวหนังนั้นมองข้ามปัญหาเรื่องของการเหยียดผิวไปอย่างกรายๆ (คือไม่ได้แตะต้องหรือวิพากษ์ในเชิงลึก) แต่ให้คุณค่าในเรื่องของความเป็นคนและการหยิบยื่นน้ำใจช่วยเหลือคนอีกคนที่ด้อยกว่าหรือต้องการความช่วยเหลืออย่างไม่แคร์สายตาผู้อื่นๆ ชนิดที่ว่ามีความมั่นใจในการที่จะ “ให้” และทำความดี ซึ่งบท “แม่บุญธรรม” นี้เองที่ทำให้แซนดร้า บูลล็อกคว้าชัยในสังเวียนออสการ์ไปครองได้อย่างสบายๆ

ตามมุมมองของผมซึ่งวิจารณ์การแสดงไม่ค่อยจะเป็นนักก็เห็นว่าในเรื่องนี้แซนดร้าเธอเล่นได้เป็นธรรมชาติที่สุดและดูเนียน ไม่ตั้งใจแสดง เป็นคนธรรมดาๆ ที่มีหัวจิตหัวใจ มีบุคลิกเฉพาะตัว ที่สำคัญคือว่าบทแม่บุญธรรมผู้มีแต่ให้นี้ในชีวิตจริงก็มีตัวตนอยู่จริงๆ เสียด้วย

ดูหนังเรื่องนี้จบลงผมมีความรู้สึกคล้ายๆ คำว่า “คบคนดีชีวิตก็จะดี” หรือว่าหากเราทำดีแล้วก็ย่อมจะส่งผลดีต่อชีวิต เกิดขึ้นอยู่ในหัว พูดคุยกับตัวเองอยู่ในใจ

บางครั้งบางทีการที่เราได้เสพสื่อศิลปะดีๆ สักอย่าง อย่างหนังดีๆ สักเรื่องที่ไม่ได้จำเพาะหรือยัดเยียดบอกผู้ชมว่าต้องการจะสื่ออะไรจนโจ่งแจ้ง แต่ปล่อยให้รู้สึกซึมซับรับรู้เอาเองได้ด้วยใจนั้นผมรู้สึกว่ามันเป็นวิถีของศิลปะที่ดี นั่นก็คือการให้พลังใจและแรงดลใจ

เช่นเดียวกับการได้อ่านหนังสือดีๆ หลายๆ เล่มจบลงในช่วงต้นปีจนถึงกลางปีที่ผ่านมา

ผมยอมรับว่าความสามารถในการอ่านหนังสือให้จบลงอย่างรวดเร็วหรืออ่านหนังสือดีๆ หนาๆ หนักๆ ของตัวเองนั้นตกต่ำลงอย่างไม่น่าเชื่อ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาผมอ่านหนังสือจบไปน้อยมาก แต่ที่อ่านจบก็รู้สึกพึงพอใจในการเลือกหนังสือมาอ่านของตัวเองและพอจะได้ความรู้สึกและความคิดดีๆ อย่างไม่น่าเชื่อจากหนังสือไม่กี่เล่มที่อ่านจบไป

สองสามเล่มที่ว่านั้นก็มี “เมื่อโลกหมุนช้าลง” ของพระไพศาล วิสาโล (สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา) “อยู่ใต้ฟ้าอย่ากลัวฝน” ของ ม.ย.ร. มะลิ (สำนักพิมพ์วงกลม) และล่าสุดผมอ่าน “ท่าอากาศยานต่างความคิด” ของอนุสรณ์ ติปยานนท์ (สำนักพิมพ์จีเอ็มบุ้คส์) จบไป

ในโควต้าของหนังและหนังสือ (ดีๆ) ที่อยากดูอยากอ่านสำหรับเวลาในปีนี้ที่เหลืออยู่นั้นก็ยังมีอีกมากและคงมีโอกาสได้นำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในโอกาสต่อไป

สำหรับผมเองมองว่าไม่สำคัญหรอกว่าหนังสักเรื่องที่ได้ดูจะมีรางวัลหรือผลงานของนักแสดงสักกี่คนการันตี หสือสักเล่มที่ได้อ่านจะต้องไปหนังสือรางวัลจากเวทีใด มันขค้นกับความชอบ ความรักที่จะอ่าน อ่านหรือดูแล้วเราได้บทเรียนจากการนิ่งคิดอะไรกับตัวเองหรือไม่ นั้นก็คงเพียงพอแล้วที่หนังหรือหนังสือเหล่านี้จะให้พลังเติมต่อชีวิต…กับวันเวลาที่เหลืออยู่ให้มีเรี่ยวแรงใจในการเดินต่อไป