สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากสถานการณ์บ้านเมืองเรายามนี้…

ผมเป็นคนยุคที่ผ่านเหตุการณ์ความไม่สงบของบ้านเมืองเรามาอย่างน้อยก็สองสามครั้ง

ครั้งแรกเมื่อปี 2519 สมัยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ซึ่งอายุผมตอนนั้นต้องนับว่ายังเล็กมาก (วัยอนุบาล) คงไม่ทันที่จะประสีประสาอะไรกับความทุกข์ร้อนหรือผลกระทบทางการเมืองการจากล้อมปราบนักศึกษาที่สนามหลวง ธรรมศาสตร์และราชดำเนิน ซึ่งออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยขับไล่ทรราชย์อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากการเดินขบวนหรือชุมนุมครั้งใหญ่เมื่อ 14 ตุลาคม 2516

ผมมาได้ดูภาพเหตุการณ์ความรุนแรงของการทำร้ายเข่นฆ่าผู้คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาด้วยความเหี้ยมโหดจนเกินจะทำใจยอมรับได้ว่านั่นเป็นเหตุการณ์ที่ “คนไทย” เข่นฆ่ากันเอง เอาเมื่อตอนที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแล้วมีการนำภาพเหตุการณ์กลับออกมาฉายกันดูอีกครั้งเป็นกรณีศึกษา แต่พอได้ดูก็ยังรู้สึกสลดหดหู่บอกไม่ถูก

ถ้าหากเราเชื่อว่าประวัติศาสตร์ย่อมวกวนย้อนรอยเกิดขึ้นมาอีกครั้งหรือที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์ (ย่อม) ซ้ำรอย” แล้วนั้น

เหตุการณ์ในวันที่ 17 -18- 19 พฤษภาคม 2535 ที่มีการเรียกร้องประชาธิปไตยให้คณะทหาร รสช. คืนอำนาจให้กับประชาธิปไตยเพื่อเลือกตั้งใหม่ กลับเข้าสู่รูปรอยของประชาธิปไตยกันอีกครั้งจนปานปลายเกิดเป็นเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมทางการเมืองบนถนนราชดำเนินจะต้องล้มตายและหายสูญไปเป็นจำนวนมากอีกครั้งก็เกิดขึ้นอีก

ครั้งนั้นผมเกือบจะเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วและได้เฉียดกรายไปฟังการปราศรัยและร่วมชุมนุมบนถนนสีลม (หรือที่เรียกว่าเหล่า “ม็อบมือถือ) ไปจนถึงบริเวณสนามหลวงก็หลายครั้ง แต่วันที่เกิดเหตุการณ์ล้อมปราบยิงใส่ผู้ชุมนุมนั้นเดชะบุญผมไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ เพราะเป็นนักศึกษาฝึกงาน ผู้ใหญ่ในสำนักงานเลยส่งผมออกไปต่างจังหวัดเพื่อความปลอดภัย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความรู้สึกที่ผมจำได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในปี 2535 ก็คือความรู้สึกอัดอั้นตันใจและทำใจยอมรับไม่ได้ว่าทำไมจะต้องต้องการอำนาจและยึดครองผลประโยชน์ (กระทั่งแย่งชิงผลประโยชน์ทั้งทางอำนาจและเงินตรา) ของนักการเมืองและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวกับการเมือง (ทหาร) กันจนไม่สนใจว่าจะต้องมีการทำร้ายทำลายเพื่อนคนไทยด้วยกันเองจนต้องล้มตายและยังคงเป็นปริศนาเงื่อนงำอยู่จนบัดนี้ว่าศพของผู้ล้มตายในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬครั้งนั้นส่วนหนึ่งไปอยู่ที่ไหน

ผมอาจจะไม่เก่งประวัติศาสตร์หรือมีความสนใจการเมืองในระดับเข้มข้นมากมายนัก แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงหรือ นปช. ขึ้นมาอีกครั้งตั้งแต่ประมาณวันที่ 12 มีนาคม 2553 จนกระทั่งมีการเคลื่อนขบวนไปทั่วกรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีให้ประกาศยุบสภา มีการปิดสี่แยกราชประสงค์ของกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2553 เป็นต้นมา กระทั่งมีเหตุการณ์ความรุนแรงของการยึดพื้นที่คืนของฝ่ายรัฐบาลในหลายจุดในกรุงเทพฯ ในวันเสาร์ที่ 10 เมษายนทำให้ทั้งทหาร ตำรวจและฝ่ายคนเสื้อแดงสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บ ต่อเนื่องมาจนถึงเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 22 เมษายนที่บริเวณแยกถนนสีลมเมื่อเกิดการเผชิญหน้าของกลุ่มคนเสื้อหลายสีและคนสีลมที่ออกมาชุมนุมขับไล่เหล่าคนเสื้อแดงที่มาปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณพระรูป ร.6 สวนลุมพินีให้สลายการชุมนุม แต่แล้วก็เกิดการระเบิดหลายจุดในทางฝั่งคนเสื้อหลากสีจนกระทั่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนไม่น้อยนั้น

ในฐานะเป็นคนไทยคนหนึ่งผมไม่อาจทำใจยอมรับได้ว่านี่เป็นเหตุการณ์ความสูญเสียและความรุนแรงอีกครั้งที่ปราศจาก “ข้าศึก” หรือศึกศัตรูนอกราชอาณาจักร แต่เรากำลังสร้าง “ศัตรู” กันขึ้นมาเองภายในบ้าน ลองนึกถึงภาพบ้านที่ไม่สุขสงบ พี่น้องทะเลาะทุบตีเข่นฆ่าทำร้ายกันเอง เพียงเพราะจุดยืนทางการเมือง ความคิดเห็นแตกต่างกันหรือต้องการผลประโยชน์ที่ไม่เหมือนกันดูสิครับว่าสภาพภายในบ้านจะลุกเป็นไฟหรือไม่น่าอยู่เพียงไร

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเหตุการณ์บ้านเมืองของไทยเราตอนนี้คือ…

1. ขณะนี้บ้านเมืองหรือชาติของเราสั่นไหวหรืออ่อนไหวมาก ผู้คนขาดความสามัคคีและมองกันและกันหรือคนอีกฝ่ายหนึ่งที่สวมเสื้อต่างสี ประกาศจุดยืนทางการเมืองว่าไม่เหมือนกับตนว่าเป็น “ศัตรู” ดังนี้แล้วความเป็นชาติของเราที่จะวิวัฒน์ไปข้างหน้าจะทำได้อย่างไรภายใต้กรอบของความเข้าใจและความตกลงปลงใจให้ได้ร่วมกันหลายๆ ข้อที่ไม่มีวี่แววว่าจะหาหรือตกลงรอมชอมกันได้

2. คำว่า “การชุมนุมโดยสันติวิธี” มักจะถูกนำมาใช้ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนทุกกลุ่ม (รวมทั้งกลุ่มคนเสื้อแดง) แต่แท้จริงแล้วการชุมนุมมักจะเต็มไปด้วยความรุนแรง ความรุนแรงในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงการลงไม้ลงมือทำร้ายยิงปืนหรือปาระเบิดใส่อีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้นนะครับ แต่หมายถึงความรุนแรงทางวาจาหรือความตั้งใจปองร้ายไม่หมายดีแก่อีกฝ่ายหนึ่งด้วย

3. ฝ่ายเสื้อแดงโดยเฉพาะแกนนำคนเสื้อแดงทั้งหลาย รวมทั้งคนที่ชื่อทักษิณ ชินวัตรนั้นไม่เคยบาดเจ็บล้มตายหรือสูญเสียเลือดเนื้อให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย แต่เหมือนหมู่แร้งที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้ามองลงมาจ้องหาผลประโยชน์จากซากศพของผู้คนอยู่ตลอดเวลา

4.  ผมไม่ได้ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์หรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ผมคิดว่าในฐานะที่เป็นรัฐบาลก็ย่อมจะต้องมีหน้าที่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนและรับผิดชอบต่อสังคมทุกฝ่ายทุกกลุ่มมิใช่เพียงแค่การยอมตามหรือรับฟังข้อเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดง… ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นพลวัตที่ต้องการการมีส่วนร่วมและระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่านและเป้าหมายที่ประชาชาติจะต้องเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน

5. คำว่า “ประชาธิปไตย” ที่มีการกล่าวอ้างหรือนำมาใช้ในการเรียกร้องในการชุมนุมครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เราในฐานะคนไทยทุกคนจะต้องหวนกลับไปมองและทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าตนเองเข้าใจคำว่าประชาธิปไตยอย่างไร เข้าใจดีพอหรือยังและที่แน่ๆ ผมเห็นว่านั่นไม่ใช่วิถีทางของประชาธิปไตยที่สังคมไทยต้องการหรืออยากจะให้เดินไปสู่ในวันข้างหน้า

6. ผมคิดว่าสังคมไทยตอนนี้ต้องการกลไกอะไรสักอย่างที่เราทำสูญหายหรือไม่ได้ให้ความสำคัญกันมานานแล้ว เมื่อครั้งที่สามารถยังปรองดองหรือรักใคร่มองกันและกันเป็นเพื่อนร่วมชาติเป็น “คนในบ้าน” เดียวกันได้อยู่ สิ่งนั้นอาจจะคือกลไกที่ทำให้สังคมไทยและการเมืองไทยมีการกระจายอำนาจการปกครองและการรับฟังเสียงของผู้คนที่ไม่ได้อยู่ในส่วนกลางหรือมีอำนาจในการปกครองส่วนกลางให้มีปากมีเสียงมีสิทธิโดยชอบธรรมเพื่อกอบกู้ระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมและควรจะเป็นให้สถาปนาและเกิดขึ้นได้อีกครั้งหนึ่ง

สุดท้าย ผมได้แต่ส่งแรงใจและความปรารถนาให้เราลบรอยร้าวฉานที่ผ่านมาเท่าที่จะเป็นไปได้และกลับมาปรองดองซ่อมแซมความรู้สึกความสูญเสียเจ็บปวดในฐานะที่เป็นพี่น้องร่วมบ้านในบ้านหลังใหญ่ที่ชื่อว่าเมืองไทยได้ในเร็ววัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s