ลาลับดับลงแล้ว ดวงตะวัน

พ่อและแม่นอกจากจะเป็นเสาหลักและใจกลางความรักของคนในบ้านแล้ว หากเปรียบเทียบให้ถูกก็ต้องบอกว่าบุคคลทั้งสองเปรียบเหมือน “ดวงตะวัน” และ “จันทรา” ที่ให้ทั้งความอบอุ่น ความสว่าง และนุ่มนวลแก่ชีวิตของคนเป็นลูกทั้งหลาย

เรารู้ดีว่าในทุกสรรพสิ่งมีเกิดก็ย่อมมีดับเป็นเส้นทางของชีวิตอันเป็นอนิจจัง แม้แต่ดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์เองก็ไม่ได้อยู่เหนือไปกว่ากฎแห่งไตรลักษณ์ที่ว่านี้

หลายอาทิตย์ก่อนและหลายวันก่อน ผมได้โทรศัพท์จากเพื่อนผู้หญิงที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนตอน ม.ปลายและอีกสายเป็นของเพื่อนร่วมคณะที่มหาวิทยาลัยโทรมาส่งข่าวบอกว่า “พ่อของเพื่อนคนนั้นเสียชีวิตลงแล้ว”…

เคยไหมครับที่จะได้รับการบอกเล่าข่าวสารที่เราเองก็ไม่สบายใจและไม่อยากจะได้ยินเช่นนี้ ซึ่งเมื่อได้ยินแล้วก็เกือบๆ จะทำตัวไม่ถูกเหมือนกันเพราะงานศพของพ่อเพื่อนทั้งสองคนนั้นก็ล้วนจัดขึ้นในต่างจังหวัดห่างไกล

ผมเองก็ทำได้แค่เพียงกล่าวฝากแสดงความเสียใจกับเพื่อนไปกับเพื่อนคนที่แจ้งข่าวหรือไม่อย่างนั้น ถ้ามีเบอร์ของเพื่อนคนนั้นอยู่ก็ยกหูโทรไปถามไถ่และแสดงความเสียใจกับเพื่อนด้วยตัวเอง (ซึ่งแน่ล่ะ ผมเองคงไม่พ้นข้อกล่าวหาว่าปกติธรรมดายามที่อยู่ดีมีสุขเราเองก็ไม่ค่อยได้ยกหูโทรหาเพื่อนเพื่อพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันเท่าไหร่เลย)

สำหรับผมเองนั้นกำพร้าพ่อมาได้สักสิบกว่าปีแล้วล่ะครับ พ่อของผมเสียชีวิตลงตั้งแต่ต้นปี 2540 และตอนนั้นเองผมก็ทำงานอยู่กรุงเทพฯ เรียกว่ากลับบ้านไปไม่ทันได้ดูแลหรือดูใจพ่อเลย ได้ก็แต่กลับไปร่วมงานศพเท่านั้นเอง

เมื่อได้ยินข่าวว่าพ่อของเพื่อนสองคนเสียลงในอาทิตย์ที่ไล่เลี่ยกันขนาดนี้ ผมเองก็รู้สึกโหวงๆ อย่างไรพิกลอยู่ แม้จะรู้สึกว่าสุขทุกข์เกิดดับเป็นธรรมดาของชีวิตและเป็นเส้นทางที่เราจะต้องจากลาจากคนที่เรารักและคนที่เราผูกพันได้เสมอ แต่ความรักและความผูกพันนั่นเองที่โยงใยและทำให้เกิดความเศร้า เสียใจ อาลัย โหยหา

หากแม่เปรียบเหมือนจันทราที่ส่องสว่าง นุ่มนวลแก่ชีวิต การขาดพ่อของเพื่อนหรือของใครลงโดยยังทำใจไม่ได้ก็คงเปรียบเสมือนแสงสว่างในยามกลางวันของดวงตะวันที่ลาลับดับลง…

แต่เรารู้ดีว่าพรุ่งนี้เช้าแสงอันอบอุ่นและส่องสว่างจากดวงตะวันนั้นก็จะไม่หวนกลับคืน

สีของเสื้อ เลือดเนื้อ และความเข้าใจ

กลายเป็นความจริงอันเจ็บปวดไปแล้วครับที่ทุกวันนี้เราจะถูกตั้งคำถามหรือแม้แต่นึกอยากจะถามเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หรือคนที่เรารู้จักที่อยู่รายรอบว่า

” (นาย/เธอ/แก/…) เป็น ‘สีแดง’ หรือ ‘สีเหลือง’…”

เหตุผลนั้นก็เพราะความเป็นไปของความแตกแยกแตกต่างทางคิดเห็นทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นอยู่ของคนไทยทั้งมวลตอนนี้โดยแท้ (หมายเหตุ – ผมขอไม่ใช้คำว่า “อุดมการณ์ทางการเมือง” สำหรับเหตุการณ์ที่ไร้สติและไร้อุดมการณ์โดยสิ้นเชิง- อย่างน้อยก็ในความคิดเห็นของผมในตอนนี้)

เพื่อนที่ผมสนิทอย่างน้อยก็สองคน (ผมคาดเดาเอาจากท่าทีและการแสดงความคิดเห็นของพวกเขา โดยที่ไม่ได้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมากับผม) กลายเป็นกลุ่มเดียวกับคนเสื้อแดง และสวมใส่เสื้อสีนั้นที่มีข้อความว่า “ไพร่” พาดเต็มอยู่กลางอกหลังไหล่ ป่วยการที่จะถาม ผมก็ต้องทำใจเชื่อตามและยอมรับว่าพวกเขาเป็นคนเสื้อแดง (ในสถานการณ์นี้) ไปแล้วจริงๆ

ผมอดไม่ได้ที่จะถามตัวเองว่าแล้วตัวเราเองเหล่าเป็นคนเสื้อสีอะไร?

ผมเองเคยถูกเพื่อนถามทำนองทีเล่นทีจริงถึงคำถามนี้อยู่เหมือนกัน ผมเป็นอิสรชนเพียงพอที่จะบอกเขาไปตรงๆ ว่าผมไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อเหลือง ผมไม่ชอบแกนนำคนเสื้อเหลืองบางคน ขณะเดียวกันผมก็ไม่ชอบคนเสื้อแดงและไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดงโดยเฉพาะในสถานการณ์ตอนนี้ไปเสียทั้งหมด

อย่างนี้ผมคงบอกไปได้ว่าผมเป็นพวกเหลืองบ้างแดงบ้าง (เหมือนสีเดียวกับสีเสื้อของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ซึ่งปลุกปั้นนักการเมืองหรือนายกรัฐมนตรีมาแล้วหลายคนไงล่ะครับ)

จำเป็นไหมที่เราจะต้องระบุหรือบอกตัวเองให้ชัดว่าเราเป็นคนเสื้อสีใด จะแดงหรือจะเป็นเหลือง สีเสื้อก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ของกลุ่มก้อน ของความคิดที่แตกต่าง ของการหมายปองจ้องทำร้ายและการยึดกุมผลประโยชน์และข้อเรียกร้องต้องการชัยชนะของตัวเองเหนือกลุ่มก้อนของเสื้ออีกสีหนึ่งเท่านั้น

ผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะฮึให้กับคำเปรียบเปรยของคนที่รู้จักหลายคนว่าทำไมบ้านเราตอนนี้ผู้คนขยันออกมาประท้วงกลางถนนและประกาศว่าตัวเองเป็นคนเสื้อสีนู้นสีนี้ราวกับแข่งขันกีฬาสี

…แต่เป็นกีฬาสีที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเรียนรู้การแพ้ชนะ น้ำใจนักกีฬา และแบ่งปันเป้าหมายในเส้นชัยที่ยังมองไม่เห็นร่วมกัน

ขอความสวัสดีมีชัยจงมีแก่ทุกคนที่มองข้าม “สีของเสื้อ” ลงไปให้ถึงเลือด เนื้อ ชีวิต และจิตวิญญาณนะครับ

(หมายเหตุ ขณะเขียนโพสนี้ผมเปลือยท่อนบนครับ…ไม่ได้สวมใส่เสื้อสีใดๆ)

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากสถานการณ์บ้านเมืองเรายามนี้…

ผมเป็นคนยุคที่ผ่านเหตุการณ์ความไม่สงบของบ้านเมืองเรามาอย่างน้อยก็สองสามครั้ง

ครั้งแรกเมื่อปี 2519 สมัยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ซึ่งอายุผมตอนนั้นต้องนับว่ายังเล็กมาก (วัยอนุบาล) คงไม่ทันที่จะประสีประสาอะไรกับความทุกข์ร้อนหรือผลกระทบทางการเมืองการจากล้อมปราบนักศึกษาที่สนามหลวง ธรรมศาสตร์และราชดำเนิน ซึ่งออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยขับไล่ทรราชย์อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากการเดินขบวนหรือชุมนุมครั้งใหญ่เมื่อ 14 ตุลาคม 2516

ผมมาได้ดูภาพเหตุการณ์ความรุนแรงของการทำร้ายเข่นฆ่าผู้คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาด้วยความเหี้ยมโหดจนเกินจะทำใจยอมรับได้ว่านั่นเป็นเหตุการณ์ที่ “คนไทย” เข่นฆ่ากันเอง เอาเมื่อตอนที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแล้วมีการนำภาพเหตุการณ์กลับออกมาฉายกันดูอีกครั้งเป็นกรณีศึกษา แต่พอได้ดูก็ยังรู้สึกสลดหดหู่บอกไม่ถูก

ถ้าหากเราเชื่อว่าประวัติศาสตร์ย่อมวกวนย้อนรอยเกิดขึ้นมาอีกครั้งหรือที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์ (ย่อม) ซ้ำรอย” แล้วนั้น

เหตุการณ์ในวันที่ 17 -18- 19 พฤษภาคม 2535 ที่มีการเรียกร้องประชาธิปไตยให้คณะทหาร รสช. คืนอำนาจให้กับประชาธิปไตยเพื่อเลือกตั้งใหม่ กลับเข้าสู่รูปรอยของประชาธิปไตยกันอีกครั้งจนปานปลายเกิดเป็นเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมทางการเมืองบนถนนราชดำเนินจะต้องล้มตายและหายสูญไปเป็นจำนวนมากอีกครั้งก็เกิดขึ้นอีก

ครั้งนั้นผมเกือบจะเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วและได้เฉียดกรายไปฟังการปราศรัยและร่วมชุมนุมบนถนนสีลม (หรือที่เรียกว่าเหล่า “ม็อบมือถือ) ไปจนถึงบริเวณสนามหลวงก็หลายครั้ง แต่วันที่เกิดเหตุการณ์ล้อมปราบยิงใส่ผู้ชุมนุมนั้นเดชะบุญผมไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ เพราะเป็นนักศึกษาฝึกงาน ผู้ใหญ่ในสำนักงานเลยส่งผมออกไปต่างจังหวัดเพื่อความปลอดภัย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความรู้สึกที่ผมจำได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในปี 2535 ก็คือความรู้สึกอัดอั้นตันใจและทำใจยอมรับไม่ได้ว่าทำไมจะต้องต้องการอำนาจและยึดครองผลประโยชน์ (กระทั่งแย่งชิงผลประโยชน์ทั้งทางอำนาจและเงินตรา) ของนักการเมืองและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวกับการเมือง (ทหาร) กันจนไม่สนใจว่าจะต้องมีการทำร้ายทำลายเพื่อนคนไทยด้วยกันเองจนต้องล้มตายและยังคงเป็นปริศนาเงื่อนงำอยู่จนบัดนี้ว่าศพของผู้ล้มตายในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬครั้งนั้นส่วนหนึ่งไปอยู่ที่ไหน

ผมอาจจะไม่เก่งประวัติศาสตร์หรือมีความสนใจการเมืองในระดับเข้มข้นมากมายนัก แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงหรือ นปช. ขึ้นมาอีกครั้งตั้งแต่ประมาณวันที่ 12 มีนาคม 2553 จนกระทั่งมีการเคลื่อนขบวนไปทั่วกรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีให้ประกาศยุบสภา มีการปิดสี่แยกราชประสงค์ของกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2553 เป็นต้นมา กระทั่งมีเหตุการณ์ความรุนแรงของการยึดพื้นที่คืนของฝ่ายรัฐบาลในหลายจุดในกรุงเทพฯ ในวันเสาร์ที่ 10 เมษายนทำให้ทั้งทหาร ตำรวจและฝ่ายคนเสื้อแดงสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บ ต่อเนื่องมาจนถึงเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 22 เมษายนที่บริเวณแยกถนนสีลมเมื่อเกิดการเผชิญหน้าของกลุ่มคนเสื้อหลายสีและคนสีลมที่ออกมาชุมนุมขับไล่เหล่าคนเสื้อแดงที่มาปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณพระรูป ร.6 สวนลุมพินีให้สลายการชุมนุม แต่แล้วก็เกิดการระเบิดหลายจุดในทางฝั่งคนเสื้อหลากสีจนกระทั่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนไม่น้อยนั้น

ในฐานะเป็นคนไทยคนหนึ่งผมไม่อาจทำใจยอมรับได้ว่านี่เป็นเหตุการณ์ความสูญเสียและความรุนแรงอีกครั้งที่ปราศจาก “ข้าศึก” หรือศึกศัตรูนอกราชอาณาจักร แต่เรากำลังสร้าง “ศัตรู” กันขึ้นมาเองภายในบ้าน ลองนึกถึงภาพบ้านที่ไม่สุขสงบ พี่น้องทะเลาะทุบตีเข่นฆ่าทำร้ายกันเอง เพียงเพราะจุดยืนทางการเมือง ความคิดเห็นแตกต่างกันหรือต้องการผลประโยชน์ที่ไม่เหมือนกันดูสิครับว่าสภาพภายในบ้านจะลุกเป็นไฟหรือไม่น่าอยู่เพียงไร

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเหตุการณ์บ้านเมืองของไทยเราตอนนี้คือ…

1. ขณะนี้บ้านเมืองหรือชาติของเราสั่นไหวหรืออ่อนไหวมาก ผู้คนขาดความสามัคคีและมองกันและกันหรือคนอีกฝ่ายหนึ่งที่สวมเสื้อต่างสี ประกาศจุดยืนทางการเมืองว่าไม่เหมือนกับตนว่าเป็น “ศัตรู” ดังนี้แล้วความเป็นชาติของเราที่จะวิวัฒน์ไปข้างหน้าจะทำได้อย่างไรภายใต้กรอบของความเข้าใจและความตกลงปลงใจให้ได้ร่วมกันหลายๆ ข้อที่ไม่มีวี่แววว่าจะหาหรือตกลงรอมชอมกันได้

2. คำว่า “การชุมนุมโดยสันติวิธี” มักจะถูกนำมาใช้ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนทุกกลุ่ม (รวมทั้งกลุ่มคนเสื้อแดง) แต่แท้จริงแล้วการชุมนุมมักจะเต็มไปด้วยความรุนแรง ความรุนแรงในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงการลงไม้ลงมือทำร้ายยิงปืนหรือปาระเบิดใส่อีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้นนะครับ แต่หมายถึงความรุนแรงทางวาจาหรือความตั้งใจปองร้ายไม่หมายดีแก่อีกฝ่ายหนึ่งด้วย

3. ฝ่ายเสื้อแดงโดยเฉพาะแกนนำคนเสื้อแดงทั้งหลาย รวมทั้งคนที่ชื่อทักษิณ ชินวัตรนั้นไม่เคยบาดเจ็บล้มตายหรือสูญเสียเลือดเนื้อให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย แต่เหมือนหมู่แร้งที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้ามองลงมาจ้องหาผลประโยชน์จากซากศพของผู้คนอยู่ตลอดเวลา

4.  ผมไม่ได้ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์หรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ผมคิดว่าในฐานะที่เป็นรัฐบาลก็ย่อมจะต้องมีหน้าที่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนและรับผิดชอบต่อสังคมทุกฝ่ายทุกกลุ่มมิใช่เพียงแค่การยอมตามหรือรับฟังข้อเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดง… ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นพลวัตที่ต้องการการมีส่วนร่วมและระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่านและเป้าหมายที่ประชาชาติจะต้องเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน

5. คำว่า “ประชาธิปไตย” ที่มีการกล่าวอ้างหรือนำมาใช้ในการเรียกร้องในการชุมนุมครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เราในฐานะคนไทยทุกคนจะต้องหวนกลับไปมองและทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าตนเองเข้าใจคำว่าประชาธิปไตยอย่างไร เข้าใจดีพอหรือยังและที่แน่ๆ ผมเห็นว่านั่นไม่ใช่วิถีทางของประชาธิปไตยที่สังคมไทยต้องการหรืออยากจะให้เดินไปสู่ในวันข้างหน้า

6. ผมคิดว่าสังคมไทยตอนนี้ต้องการกลไกอะไรสักอย่างที่เราทำสูญหายหรือไม่ได้ให้ความสำคัญกันมานานแล้ว เมื่อครั้งที่สามารถยังปรองดองหรือรักใคร่มองกันและกันเป็นเพื่อนร่วมชาติเป็น “คนในบ้าน” เดียวกันได้อยู่ สิ่งนั้นอาจจะคือกลไกที่ทำให้สังคมไทยและการเมืองไทยมีการกระจายอำนาจการปกครองและการรับฟังเสียงของผู้คนที่ไม่ได้อยู่ในส่วนกลางหรือมีอำนาจในการปกครองส่วนกลางให้มีปากมีเสียงมีสิทธิโดยชอบธรรมเพื่อกอบกู้ระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมและควรจะเป็นให้สถาปนาและเกิดขึ้นได้อีกครั้งหนึ่ง

สุดท้าย ผมได้แต่ส่งแรงใจและความปรารถนาให้เราลบรอยร้าวฉานที่ผ่านมาเท่าที่จะเป็นไปได้และกลับมาปรองดองซ่อมแซมความรู้สึกความสูญเสียเจ็บปวดในฐานะที่เป็นพี่น้องร่วมบ้านในบ้านหลังใหญ่ที่ชื่อว่าเมืองไทยได้ในเร็ววัน

กุหลาบดอกเดียว…Handing Out Rose

เคยดูรายการ The Bachelor กันไหมครับ?

รายการนี้เป็นรายการที่ฉายทางช่องเคเบิลทีวีบ้านเราและน่าจะเป็นของค่าย ABC ของอเมริกาอีกทีหนึ่ง

ผมเองนั้นได้ดูบ้างและดูมาเป็นพักๆ มีสองสามอาทิตย์นี้ที่มาติดตามดูอีกครั้งหนึ่ง ดูแล้วก็ให้รู้สึกว่า “มันช่างงี่เง่า ไร้สาระเสียจริงๆ” แต่ก็ยังดู ซึ่งผมคิดว่าคงเป็นอาการเหมือนคนที่ติดละครน้ำเน่าของฟรีทีวีบ้านเรานั่นเอง คือรู้ทั้งรู้ว่าเขาหลอกหรือเดาเรื่องได้ออกตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ก็ยังติดตามดู

ปกติแล้วนั้นผมไม่ค่อยจะฟันธงว่าใครหรือรายการใดจะงี่เง่าไร้สาระแต่ประการใด ค่าที่บางทีกับบางเรื่องบางรายการก็ให้ความสนุกสนานบันเทิงให้ได้หัวเราะไปได้วันๆ (โดยไม่ต้องคิดตามเพราะถึงแม้จะคิดตามก็ไม่ค่อยได้ความรู้หรือปัญญาอะไรงอกเงยมา)

รายการ The Bachelor สำหรับผู้ที่ไม่เคยดูมาก่อนนั้นก็คือจะมีชายหนุ่มหล่อล่ำและร่ำรวย ที่สำคัญจะต้องมีคุณสมบัติคือ “เป็นโสด” เข้ามาตามหารักแท้และมุ่งหวังที่จะได้แต่งงานกับสาวสวยคนใดคนหนึ่งที่มาให้เขาได้คัดเลือกด้วยวิธีการต่างๆ นานาโดยมีจำนวนทั้งสิ้น 25 คนด้วยกัน

เรื่องของเรื่องคือสาวสวยที่จะรอดเข้าไปในรอบลึกๆ จะต้องได้รับการมอบ “กุหลาบแดง” จากมือของชายหนุ่มผู้เป็น The Bachelor ซึ่งแต่ละอาทิตย์ก็จะมีการคัดออก เช่น รอบแรกจาก 25 คน คัดเหลือเพียง 16 คน จาก 16 คนเหลือ 10 คน เป็นต้น

ซึ่งไฮไลต์ของรายการนี้ก็คือตอนท้ายๆ จะต้องเหลือ “หญิงสาวผู้โชคดี” และได้พบกับรักแท้ของเธอในรายการเพียงคนเดียวและเป็นหญิงสาวผู้เดียวที่จะได้ครอง “กุหลาบดอกเดียว” ที่ยื่นมาให้จากมือชายหนุ่มคนนั้น

ผมดูรายการนี้แล้วเกิดความคิดความรู้สึกอันเป็นข้อสังเกตหลายๆ ประการคือ หนึ่ง – ในเรื่องราวของความเป็นเฟมินิสต์ที่ฝรั่งมังค่าตะวันตกผู้เชิดชูความเป็นปัจเจกชนนิยมมาเนิ่นนานไม่น่าจะเอ็นดูหรือไปกันได้เท่าไรนักกับรายการนี้ที่เอาผู้หญิงมาประชันขันแข่งแย่งชิงผู้ชายคนเดียวกัน แม้ว่าจะเป็นการแย่งชิงที่ไม่ถึงกับลงไม้ลงมือทะเลาะตบตีกันแย่งผู้ชายเหมือนในละครไทยก็เถอะ

สอง-  บรรดาหญิงสาวทั้ง 25 คนที่เข้ามาร่วมรายการและให้ The Bachelor เป็นคนคัดเลือกพวกเธอนั้นทุ่มเทความรู้สึก เอาตัวเข้าแลกไม่น้อย ทั้งกอดรัดและกอดจูบเพื่อที่จะมัดใจเขา โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือแต่ละอาทิตย์ขอเพียงให้เธอยังคงเป็นผู้ที่ได้รับกุหลาบจากมือของเขาอยู่

บรรดาสาวๆ อเมริกันต่างที่มาในรายการต่างเปิดเผยอารมณ์ของตัวเองมาก ทั้งหน้าตา ท่าทีและการพูดจา ไม่ว่าจะพูดจาเปิดอกกับผู้ชายคนเดียวในรายการในทำนองว่าอยากจะให้เขาตกหลุมรักหรือพวกเธอชอบอยากได้เขามาเป็นสามีเพียงใด ขณะเดียวกันพวกเธอก็เปิดเผย (ด้วยวาจาและท่าที) ที่มีต่อสตรีที่เหลือที่เป็นคู่แข่งกันอย่างตรงไปตรงมา

“ความตรงไปตรงมา” ในการแสดงออกซึ่งคำพูด การสื่ออารมณ์เช่นนี้เองที่ผมถือว่าเป็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นรายการของอเมริกันหรือคนอเมริกันเองต่อคนทางเอเชียหรือคนไทยๆ อย่างเรา ที่มักจะยึดถือทำนอง “น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้ข้างนอก” หรือบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่นกันมาโดยตลอดถึงจะถือได้ว่าเป็นคนที่มีคุณสมบัติที่ดีตามาตรฐานสังคม

ที่ผมว่า “ความน่าสมเพช” มันขายได้ของรายการนี้ก็คือในที่สุดพวกเธอก็จะถูกคัดเลือกคัดออกและรอคอยการหยิบยื่นกุหลาบแดงดอกเดียวเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเธอถูกเลือกแล้ว (ให้เป็นคนรักและหวังว่าจะได้แต่งงาน) จาก The Bachelorคนนั้น โดยผู้ชมก็ถูกชักนำให้ไปติดกับบรรยากาศของความรักโรแมนติกแบบปลอมๆ ว่า กุหลาบแดงแน่แท้นั้นคือ “รักแท้” และการเริ่มต้นของความสุขสม…

อ่านมาถึงตรงนี้ ผมแค่อยากจะบอกว่านิทานเรื่องนี้ไม่ได้สอนว่าอะไร แค่คิดว่าไม่ว่าจะเป็นกุหลาบแดงดอกเดียวหรือบรรดา “เสื้อแดง” ก็ล้วนก่อรูปขึ้นมาจากมายาและการลวงตาทั้งหมดทั้งสิ้น

ป.ล. ถึงวันนี้ผมไม่ได้ติดตามและไม่ได้ดูรายการนี้อีกแล้วนะครับ แต่ถึงดูผมก็คงไม่ “อิน” อะไรนักหรอก สถานการณ์บ้านเมืองของเรากำลังปั่นป่วนเยี่ยงนี้จะมีใครที่จะยังคงมีแก่ใจดูรายการโรแมนซ์เยี่ยงนี้ได้อยู่

…หนังสอนไว้ (What Movie Tells…)

ราวหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้เดินเข้าโรงหนังเพื่อตีตั๋วดูหนังไทยใหม่เรื่องหนึ่ง ซึ่งก็คือเรื่อง “บ้านฉัน…ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้)” ขอสารภาพไว้บรรทัดนี้ก่อนครับว่าตอนแรกที่ได้เห็นชื่อหนังหรือได้ยินชื่อนั้นไม่คิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะอยากดูหรือจะมีโอกาสได้ดู เพราะผมเองไม่ค่อยได้เข้าไปตีตั๋วดูหนังไทยอยู่แล้วประการที่หนึ่ง ประการที่สองความที่เป็นหนังตลก (ชื่อเรื่องก็บอกว่าน่าจะตลก) นั้นทำเอาผมเข็ดขยาดเล็กน้อย เพราะเกรงว่าจะผิดหวัง เกรงว่าพอเข้าไปดูในโรงแล้วเห็นคนอื่นหัวเราะกันครืนๆ แล้วตัวเองไม่ขำสักแอะ ต่อมอารมณ์ขันของผมจะอักเสบและเครียดขึ้นมา

แต่ในที่สุดก็ได้เข้าไปดู…

พอดูเสร็จก็รู้สึกตัวเบาสบายๆ คล้ายๆ ล่องลอย คือตัวหนังไม่ได้เน้นจะตลกเอาขำลูกเดียว แต่มีสาระเตือนใจในระดับที่พอดีพองามให้ได้คิด
…อย่างนี้ไงครับถึงจะเรียกว่า “ศิลปะ” นั่นก็คือความพอดีพองาม ให้คนดูได้คิดเองบ้าง มิใช่จงใจบอกอะไรไปตรงๆ หรือบอกไปเสียหมด จนหมดสนุก

ผมชอบวิธีการเขียนบทของหนังไทยเรื่องนี้อยู่พอดู แต่บอกไม่ได้ว่าชอบเพราะอะไร ชอบตรงความพอดีกลางๆ ไม่บีบเค้น ไม่ตั้งใจหรือคิดว่าจะทำเอาขำให้คนดูหัวเราะงอหายแต่เพียงอย่างเดียว

ผมยังชอบบทบาทการแสดงของนักแสดงทั้งที่จำชื่อได้และจำชื่อไม่ได้ เช่น คุณจาตุรงค์ หมกจ๊กที่เล่นเป็นพ่อ คุณอรอนงค์ที่เป็นแม่ และเด็กผู้ชายผู้หญิงสองคนที่เป็นล้อต๊อกกับน้องสาวที่ชื่อม่อน แสดงเก่งและน่ารักมาก ส่วนคุณพอลล่านั้นก็ลงตัวดีกับบทคุณหมอรักษาสิวแสนสวยแห่งเมืองลพบุรีที่เด็กวัยนมยังไม่แตกพานอย่างล้อต๊อกไปตกหลุมรักและสร้างวีรกรรมเข้าให้

เมื่อดูหนังไทยเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เราจะต้องจ่ายเงินควักกระเป๋าเดินเข้าโรงหนัง พอดูจบแล้วเดินออกมาไม่ทำให้รู้สึกเสียดายเวลาและเสียดายตังค์ค่าตั๋วผมก็คิดว่าคุ้มค่าและทำได้ดีพอประมาณแล้วล่ะครับ

ผมชอบหนังเรื่องนี้ในการ “บอกคนดู” ในระดับพอดีๆ เหมือนมีเพื่อนมาจับเข่าคุยแลกเปลี่ยนมากกว่าการที่จะยัดเยียดประเด็นหลักของหนังกันอย่างตรงๆ เหมือนปล่อยหมัดตรงเข้ามาอัปเปอร์คัตปลายคางของคนดูเข้าให้

ประเด็นในหนังเรื่องนี้ว่าด้วย “ความสัมพันธ์ของคน” ครับ เป็นความสัมพันธ์ของพ่อกับลูกชาย พ่อแม่กับลูกๆ เพื่อนกับเพื่อน หรือพี่ชายกับน้องสาว ชายหนุ่ม(ในวัยที่นมยังไม่แตกพาน) กับหญิงสาว มีพล็อตและซัพพล็อตอยู่เยอะ แต่ก็นำเสนอออกมาได้เนียนและดูสนุก

ประโยคบางประโยคที่พ่อ (คุณจาตุรงค์ในเรื่อง) พูดกับลูกชายเล่นๆ ขำๆ ว่า “เฮ้ย ต๊อก ผู้หญิงน่ะเขาไม่ชอบคนหล่อหรอก แต่เขาชอบผู้ชายตลก” ผมคิดว่าเป็นประเด็นหนึ่ง (ที่สร้างปมให้ตัวลูกชายที่มักจะมุขแป้กทั้งๆ ที่พ่อมีอาชีพเป็นตลก) แต่ตอนหลังพ่อคนเดียวกันกลับบอกกับลูกชายว่าถึงจะไม่ตลกก็ไม่เป็นไร เพราะจริงๆ แล้วผู้หญิงเขารักและมักจะเลือกผู้ชายที่รักครอบครัวมากกว่า…เออ จริงแฮะ

ผมไม่ได้เชียร์และคิดว่าหนังเรื่องนี้น่าไปดูสำหรับคนที่ไม่อยากดูและคิดว่าไม่น่าดู แค่คิดว่าเมื่อดูหนังเรื่องหนึ่งจบลงมันก็มีก้อนบางก้อนจุกขึ้นมาที่คอ ต่อเนื่องไปที่ใจและได้เพิ่มรอยหยักในสมองของเราบ้างก็ถือว่าเป็นหนังที่ได้ทิ้ง “คำสอน” บางอย่างเอาไว้ให้เราได้เรียนรู้

http://www.banchanmovie.com/