รักแล้ว ที่เหลือคือ ‘เข้าใจ’

แม่รักลูก ข้อนี้ถือเป็นสัญชาตญาณหรือว่าความผูกพันไหมครับ มีหน้าที่ข้อไหนไหมว่าเมื่อคนโตเล็กๆ เกิดออกมาจากผู้หญิงคนหนึ่ง หญิงผู้นั้นจะต้องรักเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอ

ถ้าหากข้อนี้ถูกเหมือนที่ว่า ก็คงจะไม่มีปัญหาเด็กกำหร้าเพราะถูกพ่อแม่ทอดทิ้งหรือปัญหาลูกอุปการะลูกบุญธรรม เพราะคนที่เป็นแม่จริงๆ ทิ้งขว้างลูกของตัวเองไป

เมื่อคืนวานนี้ผมได้ดูรายการ “ตีสิบ” (ใครจะว่ารายการนี้ยังไงก็ช่าง แต่ผมก็ชอบดูและได้หัวเราะเอิ๊กอ๊ากคลายเครียดไปกับช่วง “ดันดารา” ครับ) ในช่วงสนทนา

แขกรับเชิญในรายการเมื่อวานนี้เป็นผู้หญิงสามคนสามวัยและมีความเหมือนและแตกต่างกันไปคนละอย่าง ที่แน่ๆ ทั้งสามมีชื่อเล่นเป็นตัว น. เหมือนกัน

น้ำในวัยสิบหกเป็นแม่ของเด็กผู้หญิงวัยสี่เดือนที่หน้าตาน่ารัก ตาแป๋วแหววมีชื่อเล่นว่า “เนย”

ส่วนผู้หญิงอีกคนชื่อนุ้ย เธออายุเกือบสามสิบแล้ว พิการแขนขาทั้งสองข้างมาตั้งแต่กำเนิด แต่เธอก็สู้ชีวิตและช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวันได้เป็นอย่างดี เธอสู้ชีวิตราวกับคนปกติขนาดว่าเรียนจนจบปริญญาตรีและทำงานเป็นแผนกจองห้องพักของบ้านพระมหาไถ่พัทยา (ซึ่งให้ความช่วยเหลือผู้พิการเป็นอย่างดี)

วิทวัส สุนทรวิเนตรพูดกับนุ้ยตอนแรกว่าถึงเธอจะมีสภาพไม่สมบูรณ์อย่างที่เห็น…แต่นุ้ยรีบแย้งและแก้ไขว่าเธอเป็นคนคนหนึ่งหรือเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์ดีทุกประการ เพียงแต่ “ไม่เหมือนคนอื่นๆ” เท่านั้นเอง

ส่วนเด็กผู้หญิงชื่อเนยอายุเพียงสี่เดือนนั้นมีสภาพเหมือนจะคล้ายแต่ก็อาจจะมากกว่านุ้ย เพราะเธอไม่มีแขนขาเกือบจะทุกข้าง ยกเว้นแขนซ้ายที่ยื่นยาวมามากกว่าหน่อย แต่ก็ไม่มีนิ้วมือครบเป็นปกติ

แม่ของเธอเป็นหญิงสาวหน้าตาสวยงาม มีรอยยิ้มสวยและดูจะรักลูกของเธอมาก เธอพูดคำคำหนึ่งว่าเมื่อเห็นลูกครั้งแรก เธอไม่ได้ร้องไห้ เพราะคนอื่นร้องกันไปหมดแล้ว ถึงเธอร้องไห้อีกคนลูกของเธอก็ไม่อาจจะมีแขนขางอดขึ้นมาเป็นปกติได้

เมื่อได้ดูรายการช่วงนี้เราอดไม่ได้ที่จะชื่นชมน้ำใจของเธอ และมองเห็นว่าความรักของแม่เป็นสัญชาตญาณหรือว่าเป็นการวางเงื่อนไขให้คนคนหนึ่งจะต้องรักคนอีกคนหนึ่งเพียงเพราะคนคนนั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองกันแน่

ปกติแล้วถ้าหากเราเป็นคนที่มีอวัยวะครบถ้วนปกติดี เรามักจะไม่ค่อยได้นึกถึงความลำบากในการปรับตัวหรือการใช้ชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันให้เป็นปกติสุขของคนพิการ จริงไหมครับ

จะอาบน้ำ เข้าห้องน้ำ แปรงฟัน ปอกผลไม้ เดินเหินไปไหนมาไหน ได้เองอย่างไร…

เรื่องแค่นี้เราซึ่งเป็นคนที่มีอะไรๆ ครบถ้วน (ทางภายนอกที่ตาสัมผัสเห็นได้) มักจะไม่ค่อยรู้สึกว่าเป็นเรื่องลำบากหนักหนาอะไร แต่สำหรับคนพิการแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในสายตาของคนปกติ พวกเขากลับจะต้องต่อสู้ ปรัยตัว ต้องการความรักและความเข้าใจอีกมหาศาลจึงจะฝ่าฟันหรือทำอะไรให้ตัวเองได้สำเร็จ

ปกติแล้วผมไม่ค่อยชอบที่จะมองเห็นหรือได้ยินเรื่องราวของคนพิการ เพื่อนำมาสร้างแรงบันดาลใจหรือมีกำลังใจในการต่อสู้หรือทำอะไรๆ ดีๆ ขึ้นเท่าไรนัก เพราะผมรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมและเป็นการเอาเปรียบจากเรื่องราวที่ขาดๆ เกินๆ ของพวกเขา เพราะแท้จริงแล้วเราอาจจะคิดว่าสิ่งที่ผู้พิการขาดคือสายตา (ในกรณีที่ตาบอด) หูเพื่อได้ยินหากว่าเป็นผู้หูหนวก ต้องการแขนขาเพื่อการเดินเหินหรือหยิบจับอะไรๆ ซึ่งผมคิดว่าในที่สุดแล้วคนเราในฐานะสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งก็จะสามารถเรียนรู้ เอาชนะ และช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

แต่ผมคิดว่าสิ่งที่พวกเขาขาดจริงๆ แล้วในสังคมอย่างบ้านเราก็คือ เรามีแต่คนที่เอ่ยปากบอกว่ารักๆ แต่ไม่ค่อยจะมีความเข้าใจให้คนที่ไม่เหมือนเราในฐานะผู้พิการ (ภายนอก) เสียมากกว่า

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s