รัก ‘น้อย’ แต่รักนาน

ตอนนี้ใครๆ ทั่วประเทศคงรู้จัก “ครูน้อย” นวลน้อย ทิมกุล เจ้าของประเด็นเรื่องกู้หนี้ยืมสินนอกระบบเพื่อมาเลี้ยงดูและส่งเสียเด็กกำหร้าและเด็กด้อยโอกาสในชุมชมแออัดหรือแหล่งก่อสร้างในนาม “สถายสงเคราะห์บ้านครูน้อย” (ถ้าผมจำไม่ผิด) แต่ตัวเองกลับกำลังประสบภาวะไม่อาจจะเคลียร์หนี้สินที่พอกพูนไปถึงยอดหลายๆ ล้านบาท (ประมาณ 3- 8 ล้านบาท) ได้ในตอนนี้กันแล้ว

คืนวานนี้ผมเองก็เพื่งจะได้ดูข่าวข่าวนี้ พอดูเสร็จแล้วก็บังเกิดความรู้สึกมากมายหลายสิ่งระคนกัน ทั้งไม่เห็นด้วยกับการกระทำของคนที่ชื่อครูน้อยในการไปกู้เงิน (ไม่ว่าจะเป็นในระบบหรือนอกระบบ) เพื่อมาทำงานการกุศลเยี่ยงนี้ ทั้งรู้สึกทะแม่งๆ กับวิธีการนำเสนอหรือรายงานข่าวๆ นี้ ผมเชื่อเสมอว่าคนเราจะต้องไม่ทำอะไรเกินตัว หรืออย่าทำตัว “เตี้ยอุ้มค่อม” ทำตัวเองให้ดี อยู่ให้รอด ไม่เป็นภาระแก่คนอื่นหรือต่อสังคม

แล้วเมื่อเช้านี้เองรายการหลายรายการทั้งโทรทัศน์และวิทยุที่ผมได้ยินได้ฟังก็นำเอาเรื่องของหนี้สินของครูน้อยมาเป็นประเด็นในการให้ความเห็นและให้ผู้ชมผู้ฟังร่วมแสดงความคิดเห็น กลายเป็นประเด็นข่าวระดับชาติขึ้นมา…

แต่สิ่งที่ผมรู้สึกว่าการรายงานข่าวของสื่อมวลชนยังไม่ได้ทำอย่างเต็มที่หรือนำเสนอในเบื้องลึกเบื้องหลังของข่าวนี้ก็คือ พอครูน้อยบอกว่าตัวเองจะต้องไปกู้เงินจำนวนหลักล้านๆ บาท (ในช่วงเวลาหลายปีที่ทำงานมา) เพื่อมาช่วยเหลือเด็ก แต่ที่ต้องติดหนี้เพราะว่าไม่มีการทำบัญชีหรือตัวเองนั้นไม่เก่งด้านการบริหารเงิน แท้จริงแล้วเป็นเช่นไร ทำไมจึงไม่มีการไปขุดคุ้ยหรือทำความจริง (มากกว่านี้) ให้ปรากฏ ให้ผู้ชมหรือสังคมแจ้งกระจ่างใจ ว่าเรื่องนี้มีเค้ามูลเช่นไร ครูน้อยนำเงินไปใช้จ่ายส่วนตัวหรือไม่ หรือครูน้อยนำเงินไปช่วยเหลือเด็กอย่างไม่เหมาะสมเช่นไร ฯลฯ ก็ควรจะมีการนำเสนอให้รอบด้านและลึกมากกว่าประเด็นที่ว่าครูน้อยติดหนี้ เจ้าหนี้บางรายไม่ยอมรับการประนีประนอมหนี้ หรือครูน้อยควรทำ-ไม่ควรทำ (ในการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส) เช่นไรในสถานการณ์นี้

ผมเองนั้นคิดว่าเรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น หรือกลายเป็นประเด็นที่สังคมจะต้องมาแบกรับ มารับรู้ ควรจะมีหน่วยงานหรือกลไกใดกลไกหนึ่งของสังคมไปหยุดการทำงาน (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้วใจ) ของตัวคนที่เรียกตัวเองว่าครูน้อย แต่ทำงานเช่นที่ผ่านมาแล้วก็ทำไม่ได้ ต้องเป็นหนี้เป็นสิน ก็ย่อมแสดงว่าความรักที่มีให้ต่อเด็กๆ ที่เรียกว่าเด็กด้อยโอกาสหรือเด็กกำหร้านั้นเป็นความรักที่ไม่ได้ทำให้เด็กคนนั้นหรือสังคมโดยรวมดีขึ้น

ผมคิดว่าคนที่ชื่อครูน้อยน่าจะมีทางเลือกทางออกอื่นๆ อยู่อีกในสถานการณ์นี้นอกจากการพาตัวเองไปติดบ่วงหนี้สิน หรือจมไม่ลง ไม่ยอมปล่อยวางบทบาทการทำงานของตัวเองลง

เราอาจจะยังไม่มีคำตอบว่ารัฐบาลหรือสังคมโดยรวมจะช่วยเหลืออะไรได้ในกรณีนี้ แต่ผมเห็นว่าความรักที่จะจีรังและแก้ไขปัญหาหลายๆ สิ่งได้นั้นนอกจากความจริงใจแล้ว ยังต้องเป็นความรักที่มีให้น้อยๆ แต่ขอให้รักจริงและรักนานๆ ย่อมจะดีกว่ารักที่หวือหวา ทุ่มทุน เอาเงินเข้าว่านะครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s