ก่อนที่’เดือนรัก’จะจากไป

ยามสายของเช้าวันอาทิตย์ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ผมนั่งมองวันวลาที่ผ่านมาในเดือนรักอันแสนสั้นนี้แล้วพลันรู้สึกว่าแม้ระยะเวลาของวันที่ประกอบกันเข้ามาเป็น “หนึ่งเดือน” ในการรับรู้ของเราจะแค่ 28 วันก็ตาม แต่หลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างทั้งความสุขความทุกข์ ปรากฏการณ์และความพลันแปรทั้งหลายล้วนอยู่นอกเหนือการรับรู้ในวันเวลาที่ปรากฏตัวออกมาแค่ยี่สิบกว่าวันนี้แน่นอน

เรารู้กันดีว่าในเดือนกุมภาพันธ์หรือเดือนรักที่กำลังจะจากไปนี้มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย ขอเพียงเราไม่มองด้วยสายตาอันเฉื่อยชาหรือเพิกเฉยต่อความเป็นไป ความรัก การก่อเกิด ความเป็นความตายของโลกและผู้อื่นหรือสรรพสิ่งอื่นๆ อันก่อให้เกิดสายใยของชีวิตที่วนเวียนมาถึงเรา ให้ลมหายใจ ความรัก ความฝันและความหวังแก่เรา

ดังนี้แล้ววันเวลาในเดือนอันแสนจะสั้นที่สุดเท่าที่หนึ่งปีจะมีได้ย่อมบอกอะไรแก่เราบ้าง…

สิ่งนี้ได้บอกว่า มีอะไรควรทำก็จงลงมือทำ หน้าที่เป็นของมนุษย์ทุกคนและเราทุกคนมีหน้าที่ที่พึงกระทำ หากไม่ปล่อยวันเวลาผ่านไปอย่างง่ายดาย ราวกับไม่มีคุณค่า ชีวิตทุกวินาทีให้่ความหวังกับเราว่าสามารถที่จะก่อเกิดพลังอันยิ่งใหญ่หรือสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นได้เสมอ

อย่างอมืองอเท้ารอปาฏิหารย์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นเอง แต่ขอจงเป็นผู้ให้และเปิดใจรับสิ่งมหัศจรรย์ใดๆ ก็ตามที่เราจะสามารถเข้าไปกำหนดหรือมีส่วนทำให้มันก่อเกิดขึ้นได้ด้วยตัวของเรา

…โดยไม่ยึดติดอยู่กับวันเวลา

โลก…น่ารัก

เหนื่อยนักหรืออย่างไร

กับเมืองใหญ่

เจ้าจึงได้อาศัย

กระถางต้นไม้

พักพิง

………………………

มันอาจจะเป็นไฮกุหรือแคนโด้ดาดๆ ของผม (ก็ผมไม่เชี่ยวกะอะไรทั้งสองอย่างสักอย่าง) แต่เนื่องเพราะมองเห็นว่าโลกเรายังมีความน่ารัก “ง่ายๆ” อยู่รายรอบ

ก็เมื่อคืนวานนี้เองตอนที่ผมกำลังจะยกกระถางต้นไม้เล็กๆ ที่วางไว้นอกหน้าต่างหหลังบ้านตรงห้องครัวเข้ามาเก็บ (ยกเข้ายกออกทุกค่ำเช้าอย่างนี้เหมือนคุณลีอองในหนังเรื่อง เดอะ โปรเฟสชั่นแนล) ก็พบว่ามันดูเหมือนมีใบไม้สีเหลืองยื่นยาวออกมาจากสีอ่อนๆ ของใบไม้เขียวใบเล็กๆ ในกระถาง

แท้จริงแล้วนั้นสิ่งที่เห็นกลับไม่ใช่ใบไม้ที่หน่ายกระถางแต่อย่างใด แต่คือผีเสื้อสีเหลืองอ่อนละไมที่เรียวปีกของมันมีสีตกกระเป็นลายสีน้ำตาลจางๆ ระบายอยู่ด้วย ขนาดตัวหรือก็พอๆ กับใบไม้น้อยๆ ในกระถางนั่นเอง

ผมเลยตกลงใจที่จะยกกระถางและต้นไม้นั้นให้เป็นโฮมสเตย์ของเธอ แล้วก็ปล่อยเอาไว้รับน้ำค้างนอกหน้าต่างอย่างนั้นเหมือนเดิม ผมเอ่ยเบาๆ ในใจของตัวเองยามว่า…

Goodnight and have a good journey!.

ผมไม่ได้เก็บภาพน่ารักๆ นี้เอาไว้ แต่คิดว่าว่างๆ (เมื่อใดนั้น) จะวาดเป็นสีน้ำเอามาให้ดูกันครับ

เลือก…รัก…แล้วลงมือทำให้ประจักษ์

Idol หรือ ‘ไอดอล’ เป็นคำภาษาอังกฤษครับ มีความหมายว่า “บุคคลต้นแบบ” หรือคนที่เราเห็นเป็นเยี่ยงอย่างประมาณนั้น

ขณะเดียวกัน Idol ก็ยังเป็นชื่อรายการโทรทัศน์ของ a day TV (โอ เครือข่ายของบริษัทนี้ช่างหลากหลายครอบคลุมนักแล) ฉายทางช่อง 9 เวลาดึกไปสักหน่อยคือราวๆ ห้าทุ่มหรือห้าทุ่มกว่าวันอาทิตย์

ตอนล่าสุดของรายการไอดอลเป็นการพาไปพูดคุยกับวงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ผู้ก่อตั้งนิตยสารชื่อดัง (ทำไมในรายการไม่บอกไปเสียเลยล่ะครับว่าชื่อนิตยสารคือ  a day)  ผมขอข้ามเรื่องราวของแรงบันดาลใจในการทำ a day จนกระทั่งแตกเครือข่ายว่านกอออกเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ของวงศ์ทนงไปนะครับ เพราะคิดว่าหลายๆ สื่อหรือหลายคนคงได้พูดถึงไปแล้ว

แต่ผมเพียงอยากจะหยิบคำคำหนึ่งที่วงศ์ทนงเขาใช้เป็นเชื้อไฟ จุดความฝันตัวเองให้ลุกโชนขึ้นมาได้

คำคำนั้นก็คือคำว่า…จงทำในสิ่งที่เชื่อและสิ่งที่ชอบ…

เท่ไหมล่ะครับคำคำนี้ “สิ่งที่เชื่อ” และ “สิ่งที่ชอบ” ฟังดูง่ายๆ ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะครับ แต่ผมเองคิดว่าคนเราจำนวนไม่น้อยในวันนี้ต่างก็มีปัญหาในการคลำหาความฝัน หรือสิ่งที่อยากจะลงมือทำของตัวเองไม่เจอ

คำว่า “สิ่งที่เชื่อ” และ “สิ่งที่ชอบ” ที่เหมือนจะเป็นสิ่งที่ง่ายๆ มีอยู่ในตัวของใครๆ รวมทั้งเราเองทุกคนก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ยาก เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วก็ควานหาไม่พบ เวลาต้องการก็หาไม่เจอซะอย่างงั้น

บางครั้ง…หรือบ่อยครั้งถ้าหากเราซีเรียสกับคำตอบสำหรับตัวเองเพียงพอ คำว่า “สิ่งที่เชื่อ” และ “สิ่งที่ชอบ”ย่อมไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะใช้เวลาคิดกันออกภายในเวลาสามวินาทีเสียปะไร ไหนเลยจะถึงขั้นให้รู้แล้วลุกขึ้นมาหยิบจับนำมันออกไปลงมือทำให้ประจักษ์…

วันก่อนผมและเพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทกันคนหนึ่งได้นั่งลงคุยกันที่ท้ายครัว (บ้านผม) กลั้วกาแฟยามบ่ายไปคุยกันไป เชื่อไหมครับว่ามันยังคงวนเวียนอยู่กับความคิดความใฝ่ฝันหลายสิ่งหลายอย่างที่เราอยากจะลงมือทำ และรู้ทั้งรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็น “สิ่งที่เชื่อ” และ “สิ่งที่ชอบ” สำหรับพวกเราแน่นอน เรายังอยากจะทำร้านหนังสือ ร้านกาแฟ อยากจะมีสำนักพิมพ์ (เล็กๆ)

ผมได้ทีก็เลยลุกขึ้นมาจุดไฟ บอกว่าได้ดูรายการไอดอลและวงศ์ทนงบอกเอาไว้ว่าเชื่ออะไร ชอบอะไร ก็ขอให้เรามีความเชื่อมั่นที่จะกล้าทำและลงมือทำ เพราะฉะนั้นก่อนเวลาของชีวิตจะบ่ายคล้อยไปยิ่งกว่านี้พวกเราน่าจะหาวิธีเริ่มต้นหรือลงมือทำกันได้แล้ว

เรียกว่าเลือก…รัก แล้วลงมือทำให้ประจักษ์ก็แค่นั้น

ส่วนจะออกหัวออกก้อยในเวลาต่อมานั่นก็น่าจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง…จริงไหมครับ

รักแล้ว ที่เหลือคือ ‘เข้าใจ’

แม่รักลูก ข้อนี้ถือเป็นสัญชาตญาณหรือว่าความผูกพันไหมครับ มีหน้าที่ข้อไหนไหมว่าเมื่อคนโตเล็กๆ เกิดออกมาจากผู้หญิงคนหนึ่ง หญิงผู้นั้นจะต้องรักเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอ

ถ้าหากข้อนี้ถูกเหมือนที่ว่า ก็คงจะไม่มีปัญหาเด็กกำหร้าเพราะถูกพ่อแม่ทอดทิ้งหรือปัญหาลูกอุปการะลูกบุญธรรม เพราะคนที่เป็นแม่จริงๆ ทิ้งขว้างลูกของตัวเองไป

เมื่อคืนวานนี้ผมได้ดูรายการ “ตีสิบ” (ใครจะว่ารายการนี้ยังไงก็ช่าง แต่ผมก็ชอบดูและได้หัวเราะเอิ๊กอ๊ากคลายเครียดไปกับช่วง “ดันดารา” ครับ) ในช่วงสนทนา

แขกรับเชิญในรายการเมื่อวานนี้เป็นผู้หญิงสามคนสามวัยและมีความเหมือนและแตกต่างกันไปคนละอย่าง ที่แน่ๆ ทั้งสามมีชื่อเล่นเป็นตัว น. เหมือนกัน

น้ำในวัยสิบหกเป็นแม่ของเด็กผู้หญิงวัยสี่เดือนที่หน้าตาน่ารัก ตาแป๋วแหววมีชื่อเล่นว่า “เนย”

ส่วนผู้หญิงอีกคนชื่อนุ้ย เธออายุเกือบสามสิบแล้ว พิการแขนขาทั้งสองข้างมาตั้งแต่กำเนิด แต่เธอก็สู้ชีวิตและช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวันได้เป็นอย่างดี เธอสู้ชีวิตราวกับคนปกติขนาดว่าเรียนจนจบปริญญาตรีและทำงานเป็นแผนกจองห้องพักของบ้านพระมหาไถ่พัทยา (ซึ่งให้ความช่วยเหลือผู้พิการเป็นอย่างดี)

วิทวัส สุนทรวิเนตรพูดกับนุ้ยตอนแรกว่าถึงเธอจะมีสภาพไม่สมบูรณ์อย่างที่เห็น…แต่นุ้ยรีบแย้งและแก้ไขว่าเธอเป็นคนคนหนึ่งหรือเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์ดีทุกประการ เพียงแต่ “ไม่เหมือนคนอื่นๆ” เท่านั้นเอง

ส่วนเด็กผู้หญิงชื่อเนยอายุเพียงสี่เดือนนั้นมีสภาพเหมือนจะคล้ายแต่ก็อาจจะมากกว่านุ้ย เพราะเธอไม่มีแขนขาเกือบจะทุกข้าง ยกเว้นแขนซ้ายที่ยื่นยาวมามากกว่าหน่อย แต่ก็ไม่มีนิ้วมือครบเป็นปกติ

แม่ของเธอเป็นหญิงสาวหน้าตาสวยงาม มีรอยยิ้มสวยและดูจะรักลูกของเธอมาก เธอพูดคำคำหนึ่งว่าเมื่อเห็นลูกครั้งแรก เธอไม่ได้ร้องไห้ เพราะคนอื่นร้องกันไปหมดแล้ว ถึงเธอร้องไห้อีกคนลูกของเธอก็ไม่อาจจะมีแขนขางอดขึ้นมาเป็นปกติได้

เมื่อได้ดูรายการช่วงนี้เราอดไม่ได้ที่จะชื่นชมน้ำใจของเธอ และมองเห็นว่าความรักของแม่เป็นสัญชาตญาณหรือว่าเป็นการวางเงื่อนไขให้คนคนหนึ่งจะต้องรักคนอีกคนหนึ่งเพียงเพราะคนคนนั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองกันแน่

ปกติแล้วถ้าหากเราเป็นคนที่มีอวัยวะครบถ้วนปกติดี เรามักจะไม่ค่อยได้นึกถึงความลำบากในการปรับตัวหรือการใช้ชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันให้เป็นปกติสุขของคนพิการ จริงไหมครับ

จะอาบน้ำ เข้าห้องน้ำ แปรงฟัน ปอกผลไม้ เดินเหินไปไหนมาไหน ได้เองอย่างไร…

เรื่องแค่นี้เราซึ่งเป็นคนที่มีอะไรๆ ครบถ้วน (ทางภายนอกที่ตาสัมผัสเห็นได้) มักจะไม่ค่อยรู้สึกว่าเป็นเรื่องลำบากหนักหนาอะไร แต่สำหรับคนพิการแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในสายตาของคนปกติ พวกเขากลับจะต้องต่อสู้ ปรัยตัว ต้องการความรักและความเข้าใจอีกมหาศาลจึงจะฝ่าฟันหรือทำอะไรให้ตัวเองได้สำเร็จ

ปกติแล้วผมไม่ค่อยชอบที่จะมองเห็นหรือได้ยินเรื่องราวของคนพิการ เพื่อนำมาสร้างแรงบันดาลใจหรือมีกำลังใจในการต่อสู้หรือทำอะไรๆ ดีๆ ขึ้นเท่าไรนัก เพราะผมรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมและเป็นการเอาเปรียบจากเรื่องราวที่ขาดๆ เกินๆ ของพวกเขา เพราะแท้จริงแล้วเราอาจจะคิดว่าสิ่งที่ผู้พิการขาดคือสายตา (ในกรณีที่ตาบอด) หูเพื่อได้ยินหากว่าเป็นผู้หูหนวก ต้องการแขนขาเพื่อการเดินเหินหรือหยิบจับอะไรๆ ซึ่งผมคิดว่าในที่สุดแล้วคนเราในฐานะสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งก็จะสามารถเรียนรู้ เอาชนะ และช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

แต่ผมคิดว่าสิ่งที่พวกเขาขาดจริงๆ แล้วในสังคมอย่างบ้านเราก็คือ เรามีแต่คนที่เอ่ยปากบอกว่ารักๆ แต่ไม่ค่อยจะมีความเข้าใจให้คนที่ไม่เหมือนเราในฐานะผู้พิการ (ภายนอก) เสียมากกว่า

รัก…เรียน…รู้

วันนี้วันดีครับ

เป็นวันที่ครบรอบหนึ่งปีที่ผมเดินทางกลับมาบ้าน หลังจากที่ไปเร่ร่อนรอนแรมถึง 59 วัน (อย่างนี้พอจะเรียกได้ว่าสองเดือนไหมครับ) ในอินเดีย

มันเป็นการเดินทางที่ยาวนานและเหินห่างบ้านมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของผม “บ้าน” ในความหมายของการแวดล้อมไว้ด้วยคนที่เรารัก อาหารที่เราคุ้นเคย ภาษาที่เราไม่ต้องขยับหูในการฟัง และความมักคุ้นต่างๆ ในชีวิตอีกจำนวนมาก

แต่ผมก็จำเป็นจะต้องไป เพราะความรักในการเรียนรู้ ซึ่งผมได้สมัครไปฝึกหลักสูตรครูโยคะที่อาศรมแห่งหนึ่งทางอินเดียใต้ ที่ร้อยวันพันปี ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้ไปเยือนเมืองที่มีชื่อเสียงเรียงนามเหล่านี้…เชนไน…กานจีปุรัม…มามัลละปุรัม…พอนดิเชอรี่และตริวันดรัม

เรียกว่าถ้าไม่ใช่เพราะโยคะและความรักในการเรียนและอยากจะรู้เรื่องราวของโยคะให้ลึกขึ้นของผม ผมเองก็คงจะไม่ได้ทุ่มเททุนทรัพย์ เวล่ำเวลาและการเดินทางถึงสองเดือนในอินเดียใต้เช่นเหตุการณ์เมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมา

 …อืม…เวลาผ่านไปเร็วเหมือนกันนะครับ แป้บๆ ก็ผ่านไปหนึ่งปีเสียแล้ว เห็นทีผมจะต้องรีบขยับขยายขีดเขียนเรื่องราวถึงการเดินทาง (ตามรอยโยคะ) ของตัวเองออกมาเสียแล้ว

…อย่างน้อยก็ก่อนที่เวลาจะกัดกร่อนความทรงจำให้สูญหาย เหือดแห้งไปตามกาล

ภาพกุหลาบในแจกันภาพนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องข้างต้นแต่ประการใดครับ แค่นำมาฝากให้ชื่นตาในช่วง “เทศกาล” กุหลาบๆ กันครับ

รัก…ในสิ่งดีๆ

ในสิ่งดีๆ มีความรัก

ในความรักมีสิ่งดีๆ

เนื่องในวันแห่งความรักของคนทั้งโลกที่เพิ่งจะผ่านไป เราต้องไม่หลงลืมที่จะสร้างทำและหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้แก่ตัวเอง หรือ “รัก” ตัวเองดูบ้างนะครับ

……………………………………………………………………….

ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้เอาจริงเอาจังกับการมองหา “สิ่งดีๆ” หรือเรื่องราวดีๆ มีความสุขของชีวิต เพราะคิดว่าชีวิตคนเราก็เท่านี้ บางทีก็ต้องสุขบ้างทุกข์บ้างคละเคล้ากันไป อย่างนั้นถึงจะเรียกว่าชีวิตที่มีรสชาติ (อย่างแท้จริง) แต่พอได้ลองนึกดูว่าในอาทิตย์ที่ผ่านมามีอะไรที่เป็น “สิ่ง (ที่ทำให้เกิดความรู้สึก) ดีๆ” บ้าง ผมก็พบว่า เราสามารถพบความสุขง่ายๆ ชนิดที่ไม่ต้องไขว่คว้าจากภายนอกหรือซื้อหามาจากที่ไหน

1. ได้ฝึกโยคะเป็นประจำสม่ำเสมอ เคยบอกตัวเองว่าอยากจะทำโยคะให้ได้ทุกวัน วันละ 90 นาที แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ทำ (หรือทำไม่ได้) คราวนี้เลยเลิกนึกเลิกคาดหวัง แค่พาตัวเองไปห้องฝึกในคลาสโยคะที่อยากจะเข้าไปฝึก ตั้งใจทำให้เต็มที่อย่างมีสมาธิเต็มเวลา แค่ได้ทำสามครั้งในอาทิตย์ที่ผ่านมาก็รู้สึกว่าร่างกายและจิตใจเข้มแข็งแข็งแรงขึ้น สมองปลอดโปร่ง มีพลัง (ทำให้อดที่จะคิดไม่ได้ว่าถ้าได้ฝึกตลอดทั้งอาทิตย์ทุกวันแล้วจะดีแค่ไหน…)

2. ได้อ่านหนังสือมากขึ้น เพราะมีหนังสือที่อยากอ่านอยู่รอบตัวมากเหลือเกิน แต่วันๆ กลับทำนู่นทำนี่จนแทบจะไม่เหลือเวลาที่จะได้หยิบจับหนังสือขึ้นมาอ่าน คราวนี้ลองปิดคอมพิวเตอร์ ใช้เวลาหน้าเครื่องน้อยลงแค่วันละหนึ่งชั่วโมงก็ทำให้ได้อ่านหนังสือทั้งเล่มที่อยากอ่านหรือที่ต้องอ่านข้อมูลประกอบการทำงาน (เขียน) ผมคิดว่าการอ่านทำให้ตัวเองให้มีสมาธิในการที่จะคิดจะเขียนงานของตัวเองมากขึ้น

3. สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ออกไปเที่ยวนอกเมืองกับเพื่อนฝูงและคนใกล้ชิด เราเดินทางไปอำเภอวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ที่มีอุทยานแห่งชาติสองแห่งคือเขาใหญ่และทับลานโอบกอดอยู่ ที่นั่นแม้ว่าจะไม่ได้เที่ยวที่ไหนอย่างจริงจัง แค่นั่งรถทางไกลพูดคุยกัน ฟังเพลง สูดอากาศดี เสพอาหารในบรรยากาศกันเองสบายๆ ของผองเพื่อน ชีวิตก็แทบจะไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้

……………………………………………………………………….

ไปดูได้นะครับว่าผมมีสิ่งดีๆ ในชีวิตในอาทิตย์ที่ผ่านมาอะไรบ้าง บนเว็บไซต์มูลนิธิโลกสีเขียว “มุมผ่อนคลาย”

ตามลิงค์ด้านล่างนี้ไปได้เลยครับ…

http://www.greenworld.or.th/relax/three-thing

รัก ‘กิน’ (ก็เก่ง)ได้

เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่เสมอและขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่สรรค์สร้างใหัพลังชีวิตสำหรับคนเราได้อีกเช่นกัน เพราะว่าอาหารเป็นชีวิต เป็นวัฒนธรรม เป็นทุกสิ่งดั่งที่เรารู้กันดีอยู่ว่าอาหารคือปัจจัยสี่ที่คนเราจะขาดเสียมิได้

เย็นวันนี้แทนที่ผมจะใช้เวลาไปกับการหุงหาอาหารกิน ผมกลับปักหลักอยู่ที่บ้านเปิดหนังแผ่นเรื่องหนึ่งดู และเรื่องนั้นก็คือ “Julie&Julia”

ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้มิใช่เพียงดารานำหญิงมากฝีมืออย่าง Merryl Streep (รับบท Julia Child) เท่านั้น แต่เป็นภาพยนตร์ฝีมือกำกับฯ และเขียนบทของผู้กำกับฯ หญิงนามว่า Nora Ephron ซึ่งเคยกำกับหนังดีๆ อย่าง When Harry Met Sally, Sleepless in Seattle, You’ve Got Mail มาแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นหนังเรื่องนี้ยังเปิดเรื่องด้วยคำว่า Based on two true stories เสียด้วยซ้ำ อย่างนี้จะไม่ให้งงและสนใจได้อย่างไรกัน

โปสเตอร์หนังเรื่องนี้

เรื่องย่อๆ ของหนังเรื่องนี้ก็คือว่าหญิงสาวคนหนึ่งกลางวันทำงานเป็นเลขาฯ ในสำนักงานของรัฐบาลในอเมริกา แต่ตกกลางคืนเธอเลือกที่จะเขียน Blog เป็นทางออกเพื่อเยียวยาตัวเองให้มีความสุขกับชีวิตและการค้นหาตัวเอง ซึ่งเรื่องราวของบล็อกที่เธอนำมาเขียนก็คือการทำอาหาร โดยเฉพาะเป็นการทดลองทำอาหารถึง 524 เมนูภายในเวลา 365 วันตามอย่างของจูเลีย ชายล์ด ผู้ซึ่งเคยมีชีวิตอยู่จริงๆ ในฐานะของเชฟและนักเขียนหนังสือทำอาหารฝรั่งเศสให้กับคนอเมริกันออกมาเป็นคนแรกๆ ในชื่อหนังสือ “Mastering the Art of French Cooking” (ตีพิมพ์ออกมาในปี ค.ส. 1961 โดยสำนักพิมพ์ Alfred A. Knopf มีความหนาถึง 734 หน้า)

หนังเรื่องนี้เขียนบทขึ้นจากหนังสือของ Juie Powell ในชื่อ Julie&Julia 365 days, 524 recepies, 1 tiny apartment kitchen. ขณะเดียวกันก็สอดแทรกเรื่องราวของ Julia Child ซึ่งไปค้นพบความฝันในเรื่องความรักในการทำอาหารฝรั่งเศสและต้องการสิ่งที่เธอรักถ่ายทอดอย่างมีเอกลักษณ์ออกมาเป็นหนังสือของตัวเธอเอง (และเธอยังเป็นผู้สาธิตการทำอาหารทางโทรทัศน์อีกด้วย)

จูเลีย ชายล์ดตัวจริงที่รับบทในหนังโดยเมอรีล สตรีพ

ดูหนังเรื่องนี้แล้วนอกจากจะทำให้กลืนน้ำลายเอื้อกดังๆ เพราะความอยากอาหารแล้ว ยังได้รับรู้ลึกถึงความรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่งลึกๆ ของคนเราที่หากตั้งมั่น ลงมือทำ ค้นหา ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ก็ย่อมจะค้นพบและไปถึงฝั่งฝันได้เสมอ

แท้จริงแล้วในคืนวันวาเลนไทน์สอีฟเช่นนี้ ผมควรจะกล่าวคำว่า ขอให้ทุกท่านมีความรักที่งดงามและสมหวัง มีความสุขในความรัก หรือ Happy Valentine’s Day

แต่ดูหนังน่ารักๆ เรื่องนี้จบลงผมกลับอยากกล่าวคำคำนี้กับทุกคนแทนครับ

 …Bon appetit! …

The Julie/Julia Project: http://blogs.salon.com/0001399/

รัก ‘น้อย’ แต่รักนาน

ตอนนี้ใครๆ ทั่วประเทศคงรู้จัก “ครูน้อย” นวลน้อย ทิมกุล เจ้าของประเด็นเรื่องกู้หนี้ยืมสินนอกระบบเพื่อมาเลี้ยงดูและส่งเสียเด็กกำหร้าและเด็กด้อยโอกาสในชุมชมแออัดหรือแหล่งก่อสร้างในนาม “สถายสงเคราะห์บ้านครูน้อย” (ถ้าผมจำไม่ผิด) แต่ตัวเองกลับกำลังประสบภาวะไม่อาจจะเคลียร์หนี้สินที่พอกพูนไปถึงยอดหลายๆ ล้านบาท (ประมาณ 3- 8 ล้านบาท) ได้ในตอนนี้กันแล้ว

คืนวานนี้ผมเองก็เพื่งจะได้ดูข่าวข่าวนี้ พอดูเสร็จแล้วก็บังเกิดความรู้สึกมากมายหลายสิ่งระคนกัน ทั้งไม่เห็นด้วยกับการกระทำของคนที่ชื่อครูน้อยในการไปกู้เงิน (ไม่ว่าจะเป็นในระบบหรือนอกระบบ) เพื่อมาทำงานการกุศลเยี่ยงนี้ ทั้งรู้สึกทะแม่งๆ กับวิธีการนำเสนอหรือรายงานข่าวๆ นี้ ผมเชื่อเสมอว่าคนเราจะต้องไม่ทำอะไรเกินตัว หรืออย่าทำตัว “เตี้ยอุ้มค่อม” ทำตัวเองให้ดี อยู่ให้รอด ไม่เป็นภาระแก่คนอื่นหรือต่อสังคม

แล้วเมื่อเช้านี้เองรายการหลายรายการทั้งโทรทัศน์และวิทยุที่ผมได้ยินได้ฟังก็นำเอาเรื่องของหนี้สินของครูน้อยมาเป็นประเด็นในการให้ความเห็นและให้ผู้ชมผู้ฟังร่วมแสดงความคิดเห็น กลายเป็นประเด็นข่าวระดับชาติขึ้นมา…

แต่สิ่งที่ผมรู้สึกว่าการรายงานข่าวของสื่อมวลชนยังไม่ได้ทำอย่างเต็มที่หรือนำเสนอในเบื้องลึกเบื้องหลังของข่าวนี้ก็คือ พอครูน้อยบอกว่าตัวเองจะต้องไปกู้เงินจำนวนหลักล้านๆ บาท (ในช่วงเวลาหลายปีที่ทำงานมา) เพื่อมาช่วยเหลือเด็ก แต่ที่ต้องติดหนี้เพราะว่าไม่มีการทำบัญชีหรือตัวเองนั้นไม่เก่งด้านการบริหารเงิน แท้จริงแล้วเป็นเช่นไร ทำไมจึงไม่มีการไปขุดคุ้ยหรือทำความจริง (มากกว่านี้) ให้ปรากฏ ให้ผู้ชมหรือสังคมแจ้งกระจ่างใจ ว่าเรื่องนี้มีเค้ามูลเช่นไร ครูน้อยนำเงินไปใช้จ่ายส่วนตัวหรือไม่ หรือครูน้อยนำเงินไปช่วยเหลือเด็กอย่างไม่เหมาะสมเช่นไร ฯลฯ ก็ควรจะมีการนำเสนอให้รอบด้านและลึกมากกว่าประเด็นที่ว่าครูน้อยติดหนี้ เจ้าหนี้บางรายไม่ยอมรับการประนีประนอมหนี้ หรือครูน้อยควรทำ-ไม่ควรทำ (ในการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส) เช่นไรในสถานการณ์นี้

ผมเองนั้นคิดว่าเรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น หรือกลายเป็นประเด็นที่สังคมจะต้องมาแบกรับ มารับรู้ ควรจะมีหน่วยงานหรือกลไกใดกลไกหนึ่งของสังคมไปหยุดการทำงาน (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้วใจ) ของตัวคนที่เรียกตัวเองว่าครูน้อย แต่ทำงานเช่นที่ผ่านมาแล้วก็ทำไม่ได้ ต้องเป็นหนี้เป็นสิน ก็ย่อมแสดงว่าความรักที่มีให้ต่อเด็กๆ ที่เรียกว่าเด็กด้อยโอกาสหรือเด็กกำหร้านั้นเป็นความรักที่ไม่ได้ทำให้เด็กคนนั้นหรือสังคมโดยรวมดีขึ้น

ผมคิดว่าคนที่ชื่อครูน้อยน่าจะมีทางเลือกทางออกอื่นๆ อยู่อีกในสถานการณ์นี้นอกจากการพาตัวเองไปติดบ่วงหนี้สิน หรือจมไม่ลง ไม่ยอมปล่อยวางบทบาทการทำงานของตัวเองลง

เราอาจจะยังไม่มีคำตอบว่ารัฐบาลหรือสังคมโดยรวมจะช่วยเหลืออะไรได้ในกรณีนี้ แต่ผมเห็นว่าความรักที่จะจีรังและแก้ไขปัญหาหลายๆ สิ่งได้นั้นนอกจากความจริงใจแล้ว ยังต้องเป็นความรักที่มีให้น้อยๆ แต่ขอให้รักจริงและรักนานๆ ย่อมจะดีกว่ารักที่หวือหวา ทุ่มทุน เอาเงินเข้าว่านะครับ

รักธรรมชาติ

จากการเดินทางออกนอกเมืองกรุง มุ่งหน้าสู่ดินแดนแห่งธรรมชาติ ซึ่งทุกวันนี้เป็นสถานที่หนึ่งที่ผู้คนให้ความสนใจอย่างมาก นั่นก็คือ “วังน้ำเขียว” ผมพบว่าด้วยบรรยากาศการท่องเที่ยวแบบบ้านๆ ที่วังน้ำเขียวเป็นอยู่ ไปดูฟาร์มปลูกผัก เพาะเห็ด

ไม่น่าเชื่อว่าวังน้ำเขียวในวันนี้จะเป็นกระแสของการท่องเที่ยวกระแสหนึ่งที่มีผู้คนให้ความสนใจและไปเยือนกันมากพอดู

ในระหว่างเสาร์ – อาทิตย์ที่ผมไปอยู่วังน้ำเขียวนั้น นอกจากจะพบบรรยากาศของผู้คนที่พาครอบครัวของตัวเองไปท่องเที่ยวที่นั่นด้วยยวดยานพาหนะส่วนตัวแล้ว ผมยังได้เห็นรถตู้ตลอดจนรถทัวร์คันเขื่องๆ หลายต่อหลายคันบรรทุกนักท่องเที่ยว (ชาวไทย) ไปเต็มคันรถ ทุกคันมุ่งหน้าไปสู่อำเภอเล็กๆ แห่งนครราชสีมา (ค่อนไปทางปราจีนบุรี) ที่มีชื่อว่าวังน้ำเขียว และมีที่พักผุดขึ้นมารองรับนักท่องเที่ยวมากมายจนน่าแปลกใจ

สำหรับผมเองนั้น โฉมหน้าที่แท้จริงของวังน้ำเขียวกลับแห้งแล้ง (หรือจะพูดให้ถูกให้แห้งโกร๋น) กว่าที่คิดเอาไว้ ทำเลที่ตั้งก็สวยงามในความเป็นหุบเขาสลับซับซ้อนดีอยู่หรอก เพียงแต่ว่าอดที่จะคิดไม่ได้ว่าป่าไม้และต้นไม้ที่น่าจะเคยมีอยู่นั้นหายไปไหน หายไปได้อย่างไร และหายไปตั้งแต่เมื่อใด เพราะน้ำมือใคร

แต่ไม่ว่าวังน้ำเขียวจะดูโปร่งโล่ง มองไม่เห็นผืนป่า ที่นั่นก็มีอากาศบริสุทธิ์ที่พร้อมจะให้ผู้ไปเยือนได้สูดหายใจได้อย่างเต็มปอด และเป็นอากาศที่เรารู้สึกได้ว่าช่างเป็นอากาศดีเสียจริงๆ และดูท่าแล้วอากาศที่ว่าดีนั้นก็น่าจะมาจากป่าเขาใหญ่และป่าทับลานที่อยู่บริเวณโดยรอบของวังน้ำเขียว

ผมนึกแปลกใจอยู่ครามครันว่าอะไรทำให้การท่องเที่ยววังน้ำเขียวดูได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวคนไทยอย่างเราๆ ขึ้นมาได้ และเป็นการท่องเที่ยวที่ฮือฮาไม่น้อย ดูได้จากปริมาณการเลือกซื้อเลือกชมข้าวของการเกษตรที่มีการวางขายโดยกลุ่มชาวบ้านหรือกลุ่มผู้ผลิต ที่มีผัก เห็ด ดอกไม้และผลไม้หลายชนิดวางจำหน่าย

แม้จะเป็นการท่องเที่ยวในวันร้อนที่มาถึงอย่างรวดเร็วกว่าที่คิดเอาไว้ และไม่น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของคนไทย (ในการเที่ยวกลางแจ้งกลางแดดร้อน) แต่ดูเหมือนว่าการท่องเที่ยววังน้ำเขียวที่ผมได้เห็น จะลบกลบคำกล่าวปรามาสที่เคยว่ามา ไปเสียเกือบจะหมดสิ้น

เดือนรัก

แทบไม่น่าเชื่อว่าเวลาจะผ่านไปไวราวกับติดปีก นี่ก็ผ่านเดือนมกราคมมาถึงสามสิบเอ็ดวันแล้ว ปีใหม่ที่เราเพิ่งจะฉลองกันไปหยกๆ ตอนนี้ก็เหลือให้นับนิ้วมือได้เพียงแค่สิบนิ้วกับอีกหนึ่งนิ้ว แค่นั้นเอง

เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความรัก หรือ “เดือนรัก”

ซึ่งแม้เราจะไม่อยากกล่าวถึงคำว่าวาเลนไทน์ส เพราะบริบทของความเป็นไทยไม่เอื้อให้และผมเองก็ไม่ค่อยอินกับวันวาเลนไทน์สนัก แต่เราก็อดที่จะรู้สึกถึงความรักที่อบอวลอยู่รายรอบในความเป็นกุมภาพันธ์มิได้

ผมพยายามจะหาภาพที่สื่อถึงความรัก ก็เลยเจอภาพเก้าอี้สองตัวที่เก็บมาจากโตเกียวนี้แหละครับที่พอจะสื่อในความเป็น “เดือนรัก” ได้บ้าง – กระมัง

กุมภาพันธ์นั้นเป็นเดือนที่แสนจะพิเศษ เพราะจะมีเดือนใดในหนึ่งปีที่จะสั้นได้เพียงยี่สิบแปดวัน และทุกกุมภาพันธ์ในสี่ปี วันของเดือนนี้ก็จะงอกขึ้นมาโดยปราศจากคำท้วงติงกังขาเป็นยี่สิบเก้าวัน

ผมว่าในการเป็นเดือนรักนี่เองกระมังจึงทำให้กุมภาพันธ์มีความพิเศษหรือได้รับสิทธิพิเศษที่จะทำอะไรก็ได้ (เช่นอยากทำตัวเป็นเดือนสั้นๆ ที่มีวันเพียงแค่ 28 – 29 วันต่อหนึ่งเดือน)

ขณะเดียวกันในความเป็นกุมภาพันธ์หรือเดือนรักนั้นก็มีนัยยะอะไรซุกซ่อนเอาไว้ เช่น ความรักน่าจะเป็นสิงหนึ่งซึ่งไม่จีรัง เป็นช่วงเวลาความสุขอันแสนสั้น ไม่อยู่กับเราได้นานๆ เช่นการปรากฏอยู่ของเดือนอื่นๆ ที่มีเวลายามนานกว่าถึงสามสิบหรือสามสิบเอ็ดวัน

แม้จะมีวันสั้น แต่กุมภาพันธ์ก็ไม่ต่างจากเดือนอื่นๆ ที่ในที่สุดก็จะผ่านไป แล้วเดือนในหนึ่งปีเราก็จะมีแค่นับนิ้วมือ (แค่สิบนิ้ว) ก็จะหมดปีไปอีกหนึ่งปี ถ้าเร็วเสียอย่างนี้คนที่ไม่มีความรักคงใจเสียแย่ หรือคนที่กำลังมีสุขในความรัก พอกะพริบตา รักที่ว่าสุขก็อาจจะสุกงอมเร็วเกินคาด

…ก่อนจะผ่านเดือนกุมภาพันธ์ไปอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นเดือนเล็กๆ สั้นๆ ผมขอฝากให้ทุกคนระลึกถึงความรักกันเอาไว้ด้วยเถิด