อึ่งอ่างและหอยทาก

หลายวันก่อนผมได้กระทำการที่ขัดต่อศีลธรรมในยุคที่ผู้คนกำลังตื่นตัวต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลกว่าด้วยโลกร้อนอย่างมากถึงมากที่สุด

สิ่งนั้นก็คือผมได้ตัดฟันต้นไม้ลงอย่างแทบจะไม่เหลือหลอ

ที่ว่าตัดฟันนั้นแท้จริงแล้ว อาจจะไม่ใช่การ “ทำลาย” (แต่อาจจะทำให้เกิดโลกร้อน เพราะสีเขียวจากต้นไม้ใบหญ้าน้อยลง เกิดเศษซากกิ่งไม้ใบหญ้าทำให้เกิดการปลดปล่อยของก๊าซมีเธน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนมากขึ้นโดยใช่เหตุ) เพราะมันคือการช่วยยืดชีวิต…

ที่หลังบ้านผมมีพื้นที่แต่เพียงน้อยนิด และที่ว่างที่ว่านั้นก็วางต้นไม้ลงไปได้สักสิบต้นไม่เกินกว่านี้

วันดีคืนดีที่นานวันเข้าแต่ละกิ่งก็ยืดขยาย กิ่งใบพันยกย้ายไปหากันดูพัลวันจนยากจะดูออกว่าต้นไหนเป็นต้นไหน ที่มากไปกว่านั้นก็คือความรกเรื้อจนน่าเกรงไปว่ามันอาจจะเป็นที่อยู่ของแมลงหรือสัตว์ที่ไม่ได้รับเชิญ เช่น หนู อีกต่างหาก

ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้เข้าไปตัดฟัน ริดกิ่ง ตัดใบ เอาก้านออก ทำให้เกิดความโล่งของสวนเล็กๆ หลังบ้านดูสบายตาขึ้นมากทีเดียว (ในลักษณะเดียวกันกับเวลาที่ตัวเองตัดผมเกรียนๆ ดูสะอาดหัว) ในระหว่างการตัดกิ่งชำแหละก้านจนสำเร็จลงเป็นกองเศษซากใบไม้กองใหญ่นั้น ผมก็พบว่ามีสิ่งมีชีวิตที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอซ่อนตัวอยู่ในกอไม้ใบหญ้าที่ปราศจากการเอาใจใส่มาหลายเดือน สิ่งมีชีวิตสองชนิดนั้นก็คืออึ่งอ่างตัวใหญ่ที่ซุกตัวอยู่ในกระถางดินเปล่าๆ กับหอยทากตัวใหญ่มากตัวหนึ่ง

คงจะจริงที่ว่ามีต้นไม้ที่ใด ก็มีชีวิตก่อเกิดที่นั่น โดนไม่เว้นแม้แต่สถานที่เล็กๆ น้อยๆ แม้ในที่ว่างหลังบ้านแห่งนั้น…สินะ

หน้า (น่า) เหงา

 ความเหงามีโฉมหน้าหรือไม่ หรือถ้ามีมันจะมีใบหน้าเช่นไร คุณเคยนึกถึงความเหงากันบ้างไหม

(ภาพนี้ผมดึงมาจากอินเตอร์เน็ตครับดูแล้วมันเวิ้งๆ ว้างๆ เหงาๆ งงๆ ดี)

เช้าวันหนึ่งที่มีฝนหลงฤดูตกลงมาหนักหน่วง เป็นเช้าวันที่ในหัวผมมีแต่เรื่องครุ่นคิดถึง “ความเหงา” …

เปล่า ผมไม่ได้กำลังเหงา แต่ผมแค่คิดถึงความเหงา (จะอนุญาตกันได้ไหม)

…และแล้วผมก็ตอบตกลงปลงใจกับตัวเองง่ายๆ ว่าจะเพิ่มความเหงาเข้ามาในหน้าเว็บบล็อก Bytheway แห่งนี้ โดยกำหนดให้มีหน้าที่ชื่อว่า “หน้าเหงา” หรือ Face of Loneliness ขึ้นมา โดยผมคิดว่าจะนำเสนอเรื่องราวชวนเหงา (แต่ไม่ทำให้เหงาแน่นอน)

ส่วนที่ว่าพอนำเสนอแล้วจะน่าติดตามหรือมีรายละเอียดเป็นเช่นไรนั้น ขออนุญาตให้ติดตามกันเอาเองนะครับ

…ว่าหน้าเหงาที่ว่ามันจะน่าเหงาเปล่าว้าเหว่เปลี่ยวเอกาถึงเพียงไหน

เติบโตขึ้น แต่เล็กลง

สองสามวันก่อน ผมใช้เวลาอยู่ที่บ้านเกิดในจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคอีสานเพื่อเยี่ยมเยียนแม่และพี่ๆ หลานๆ ตามปกติธรรมดาที่ผมมักจะหาเวลาเดินทางกลับบ้านสักสาม- สี่เดือนครั้ง (ถ้าหากทำได้ดังที่ตั้งใจ)

เดินทางไปในคราวนี้ผมใช้รถทัวร์เป็นพาหนะและพบว่ารถที่พาเข้าสู่ตัวจังหวัดในยามรุ่งสางของเช้าวันใหม่หลังคืนเดินทางนั้นจะทำให้ผมได้เห็นโฉมหน้าของตัวเมืองที่ผมเคยคิดว่าตัวเองคุ้นเคยดี เพราะใช้เวลาอยู่มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกก็คือความเปลี่ยนแปลงในทางกายภาพ ที่ผมรู้สึกว่าเมืองอันกว้างใหญ่แสนใหญ่ในวัยเด็กของผมนั้นกลับดูเล็กลง อาจเป็นเพราะการมองเห็นในช่วงเช้ามืดที่ยังไม่มีชีวิตชีวาหรือความเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้นก็เป็นไป

แต่ในความจริงแล้วเมืองเล็กลงจริงๆ ได้ด้วยหรือ ในขณะที่วันเวลาเดินทางไป ผู้คนหลายคนที่เรารู้จักเปลี่ยนแปลงไป มีทั้งเติบใหญ่ขึ้นและแก่ตัวลง ขณะที่บ้านเมืองที่ไม่เคยเคลื่อนย้ายไปไหนเลยและรอเราอยู่ที่เดิมและเท่าเดิม กลับดูเล็กลงๆ (อย่างน้อยก็ในมุมมองและความรู้สึกของผม)

เป็นธรรมดาของสรรพสิ่ง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นความคุ้นเคยหรือไม่คุ้นก็ตาม ไม่วันหนึ่งวันใดมันก็จะต้องแปรเปลี่ยนไปในทางหนึ่ง ชอบมากขึ้น ชอบน้อยลง เติบโตขึ้น หรือว่าลดน้อยลง

กับความรู้สึกถึง “บ้านเกิด” ของผมเองในวัยนี้และวันนี้ ผมขอบอกว่าในความจริงก็คือเราก้าวเดินออกมาห่างจากบ้าน (เกิด) มามากแล้ว เราเติบโตขึ้น แก่ตัวลง และความผูกพันที่เคยคิดว่าเคยคุ้นและเคยมี ก็ลดลงและเล็กลงไปตามระยะห่างและระยะทางที่ชีวิตพาเราก้าวออกมาจากบ้านเกิด…แห่งนั้น

หนาวหรือไม่

หน้าหนาวปีนี้แสนจะงง หากผมจะกล่าวว่ามันเป็นความหนาวที่มาถึงไวไปหน่อย

จริงๆ แล้วหลายคนอาจจะรู้สึกว่าเพิ่งจะสัมผัสได้ถึงความหนาวของปีนี้หรือว่าเพิ่งจะหนาว ลมหนาวมาช้าไปสักหน่อย แต่เนื่องจากเดือนนี้เป็นเดือนแรกของปีใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ถูกก็ควรจะพูดว่าปีนี้หนาวเร็วถึงจะถูก (จริงไหมครับ)

คืนนี้ผมกำลังจะเดินทางออกไปต่างจังหวัดและที่ปลายทาง พี่สาวบอกว่าให้เตรียมเสื้อหนาวกลับมาด้วย ต้องบอกก่อนเพราะกลัวว่าผมจะหนาว
แต่ถ้าถามว่าจริงๆ ผมกลัวหนาวไหมน่ะหรือ ผมไม่กลัวความหนาวนะครับ ถ้าหากว่ามันเป็นความหนาวแต่เพียงพอดีๆ หนาวตามฤดูกาลและตามสภาพอากาศที่ควรจะเป็น ไม่ใช่หน้าหนาวกลับฝน หรือหน้าฝนกลับร้อน อันนั้นสิถึงจะทำให้ผมรู้สึกว่าหนาวจริง (ว่าทำไมอากาศของโลกถึงได้แปรผันมากมายขนาดนี้)
และเมื่อเร็วๆ นี้เหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่เฮติก็ทำให้ผมหนาวๆ ไปพักหนึ่งกับชะตากรรมอันโศกสลดและหลีกเลี่ยงไม่ได้ของเพื่อนมนุษย์

เรื่องสภาพอากาศเป็นเรื่องใหญ่และมีผลกระทบกับคนเรามหาศาลครับ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนเรามักจะหลงลืม ไม่ค่อยเห็นความสำคัญ จนกว่าจะมีผลกระทบเกิดขึ้นกับเราหรือกับคนใกล้ชิด เกิดเหตุการณ์ใหญ่ที่เราคาดไม่ถึง

เมื่อนั้นแหละเราจึงจะเกิดอาการหนาวไปถึงข้างใน ที่ไม่ว่าเสื้อหรือผ้าหนาแค่ไหนก็ไม่ได้ทำให้เราอุ่นใจขึ้นได้เลย

…จนกว่าเราจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเล็กๆ และหัดมองโลกในแง่ดี- ด้วยความปรารถนาดีที่มีให้โลกอย่างแท้จริง

เมื่อนั้นหนาวของเรา หนาวของโลก หนาวของฤดูกาลก็น่าจะเคลื่อนไหว เป็นไปในแง่ที่สอดคล้องต้องกัน- จริงไหมครับ

…พลเมืองเชียงใหม่…

เมื่อกลับมาคิดๆ ดู ผมก็พบว่าในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว (ฟังดูเหมือนนาน แต่จริงๆ แล้วเพิ่งผ่านมาเดือนที่แล้วเอง) ผมไปใช้เวลาที่เมืองเชียงใหม่ไม่น้อย

นับแล้วก็ร่วมสามอาทิตย์เลยครับ…

นัยว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ จากเมืองร้อนดงคอนกรีตแบบกรุงเทพฯ ไปตามล่าหาลมหนาวที่เชียงใหม่ (ซึ่งนับวันเป็นเมืองใหญ่ตึกสูงปีนป่ายอากาศขึ้นทุกที…ใครก็ได้ช่วยหยุดเชียงใหม่หน่อย) เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นเดือนธันวาฯ ซึ่งที่ถนนนิมมานเหมินทร์มีการจัดงาน NAP (ถนนคนเดินในซอยนิมมานเหมินทร์ 1) เป็นครั้งที่ 10 แล้ว ผมไปหยุดฟังเสียงจุดพลุวันพ่อดังเปรี้ยงปร้างลั่นฟ้าเชียงใหม่ก็ตอนเดินอยู่แถวๆ ถนนเส้นนั้น

แต่แล้วในช่วงเวลานั้นก็ไม่มีลมหนาว ผมได้แต่หวังว่าอาจจะมีลมเย็นๆ โชยมาสร้างบรรยากาศอีกครั้งหนึ่งก็ได้…หากว่าได้กลับขึ้นไปเยือนเชียงใหม่อีกหน

แค่คิดยังไม่ทันจะเสร็จก็บังเอิญเจอคุณพี่ท่านหนึ่งซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมงานในสำนักงานเดียวกันมาก่อน คุยกันถามไถ่ทุกข์สุขแล้วก็ได้คุยแลกเปลี่ยนกันว่าพี่คนนี้กำลังจะขึ้นมาอบรม “วิชากาแฟ” กับคณะเกษตรฯ ม.ช. อีกครั้งในระหว่างวันที่ 20 กว่าๆ ของเดือนธันวาฯ ผมรีบถามว่าพอจะมีที่ว่างเหลือพอให้แทรกตัวเข้าไปสมัครเรียนได้อีกไหม เพราะชอบและสนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

งานนี้โชคดีครับ เพราะว่ายังมีที่ว่าง แถมยังเป็นคอร์สการเรียนที่ไม่มีค่าใช้จ่ายอีกต่างหาก (ไว้ถ้ามีโอกาสและลูกขยันผมจะนำความสนุกและบรรยากาศของการเรียน “วิชากาแฟ” มาเขียนสู่กันฟังนะครับ)

หน้าที่ของผมคือการพาตัวเองกลับขึ้นไปเชียงใหม่อีกครั้งในช่วงวันที่ 20 กว่าๆ ดังนั้นก็เลยคิดว่าน่าจะอยู่ Countdown ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันที่เชียงใหม่ท่าจะดีกว่า เป็นการฉลองเอาเคล็ดเอาฤกษ์เอาชัยอะไรก็ว่าไป เพราะการมีคำว่า “ใหม่” ของเชียงใหม่น่าจะเป็นฤกษ์งามยามดีของการเริ่มต้นปีใหม่

ผมไม่ค่อยได้มาฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในต่างเมืองหรอกครับอย่าว่าแต่ที่เชียงใหม่เลย เพราะไม่ค่อยอยากจะเบียดเสียดผู้คนเดินทางกันไปตามจุดหมายปลายทางต่างๆ กันอย่างว้าวุ่นในช่วงเวลาแห่งความสุขเช่นนั้น หลายปีที่ผ่านมา ผมจึงสมัครใจที่จะอยู่นิ่งๆ เฉยๆ อยู่กับฟ้าที่ใสอากาศที่เย็นลง (เล็กน้อย) ของเมืองกรุงเสียทุกปีมา

แต่ปีนี้แตกต่างออกไป ทำให้ผมได้ไปใช้เวลาอยู่ที่เชียงใหม่ร่วมสามอาทิตย์ กลายเป็นพลเมืองเชียงใหม่ เพราะไปนอนพักที่บ้านของเพื่อนรุ่นน้องแถวซอยวัดอุโมงค์ หลัง ม.ช. เป็นเวลาหลายคืน ไม่ได้เสียสตางค์จ่ายค่าที่พักเหมือนในทุกครั้ง แต่ก็เป็นบรรยากาศที่ดี แถมยังได้ฉลองปาร์ตี้ปีใหม่ร่วมกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่อยู่อาศัยเป็นพลเมืองเชียงใหม่ตัวจริงเสียงจริงกันอีกด้วย

ไม่รู้จะบอกว่าอะไร รู้แต่ว่าผมชอบช่วงเวลาที่ค่อยๆ คืบ ค่อยๆ คลานกับการไปใช้เวลาเป็นพลเมืองเชียงใหม่เช่นช่วงที่ผ่านมา มันทำให้เราไม่ได้ทำตัวเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไปที่จะขึ้นไปฉกฉวยบรรยากาศแค่ช่วงเวลาวันหยุดยาวหรือเทศกาลของเมืองเชียงใหม่ที่กลายเป็นเมืองรถติดไปทันตาเห็น (ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่) ในช่วงวันหยุดวันพ่อและวันปีใหม่

แม้จะอยู่เสียหลายวันแต่ผมก็ไม่ได้สัมผัสบรรยากาศของลมหนาวและความหนาวเย็นอย่างที่ควรจะเป็นของเมืองเชียงใหม่ เมื่อไม่รู้จะทำอะไรต่อไปแล้วผมก็ร่ำลาเชียงใหม่กลับลงมากรุงเทพฯ อย่างเงียบๆ เมื่อล่วงเข้าปีใหม่ไปได้แล้วสองวัน…

ไม่นานหลังจากวันนั้นไม่กี่วันมีรายงานข่าวทางโทรทัศน์ว่าผู้คนกำลังทยอยเดินทางกลับคืนสู่เมืองกรุงจนมีผลทำให้การเดินทางในหลายเส้นทางโดยเฉพาะเส้นที่กลับจากทางเหนือถึงกับรถติดอย่างหนัก…เช่นทุกครั้งในยามนี้ของทุกปีที่ผ่านมา

กิ่วแม่ปาน

“หน้าประตูมีต้นต้าง ต้นซ่าน ต้นโพธิ์สามหางยืนเฝ้า
ปากทางเข้าป่าต้องห้าม
ฤดูหนาวไม่ได้หายไปไหน แอบมาอาศัยอยู่ที่นี่
เมฆฝนหายจากฟ้า มาพักหลบลมในป่านี้
เมฆหลับ แดดขยับแทรกหลังคาป่าสูงลงมา”

“กิ่วแม่ปาน” เป็นชื่อสถานที่สถานที่หนึ่งของป่าอินทนนท์อันกว้างใหญ่และสูงส่ง ได้ชื่อว่าเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่สวยที่สุดของเมืองไทย ตั้งอยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 42 ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ถนนสายจอมทอง-ยอดดอยอินทนนท์ ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่

กิ่วแม่ปานมีความสูงประมาณ 2,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง พื้นที่เป็นป่าดิบเขา ตลอดเส้นทางมีความหลากหลายทั้งพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์เฉพาะถิ่น มีพืชพันธุ์ไม้เมืองหนาวหายาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกุหลาบพันปี ลักษณะใกล้เคียงกับเทือกเขาหิมาลัย ยุโรป และอเมริกา ซึ่ง “มูลนิธิไทยรักษ์ป่า” ได้นำมาเป็นชื่อของสมุดบันทึกเล่มใหม่ต้อนรับปี 2552 ฝีมือเขียนเรื่อง (เป็นลำนำคำสวยงามและให้ภาพได้ดี) และยังมีภาพประกอบสวยงาม น่าชื่นชมเช่นเคยผลงานของศิลปินที่มีลายเส้นเป็นเอกลักษณ์ขั้นเซียนคนหนึ่งของประเทศที่มีนามว่า “เทพศิริ สุขโสภา” เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกและสร้างความสนใจให้ผู้คนได้สัมผัสเรื่องราวของป่าและสายสัมพันธ์ของสรรสิ่งในธรรมชาติ

ปลายปี 2552 ที่ผ่านมาซึ่งผมขึ้นไปเยือนเชียงใหม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของสมุดบันทึกลำดับที่ 2 ของมูลนิธิไทยรักษ์ป่า (เล่มแรกก็เป็นเรื่องราวของป่าอินทนนท์โดยเทพศิริ สุขโสภาเช่นเดียวกันชื่อว่า “รักษ์ป่า”) และต้องขอขอบคุณคุณกุล ปัญญาวงค์ ผู้จัดการมูลนิธิไทยรักษ์ป่า ผู้เป็นทั้งเพื่อนและพี่ที่รักและเคารพยิ่งไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ในปีนี้มูลนิธิไทยรักษ์ป่าจัดให้ใครก็ตามที่สนใจสมุดบันทึก “กิ่วแม่ปาน” ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของได้ด้วย ถ้าสนใจอยากจะเป็นเจ้าของ ขอให้รีบติดต่อแจ้งความประสงค์ได้ตามรายละเอียดง่ายๆ ดังนี้ครับ

บริจาคเงินเข้ามูลนิธิฯ ในจำนวนเงิน 150 บาทต่อหนึ่งเล่ม และโทรฯ สอบถามได้ที่มูลนิธิฯ สำนักงานเชียงใหม่ 053 – 328 206 หรือโทรสาร 053 – 810 442 อีเมล์ thairakpa@hotmail.com