บทเพลงไข่เจียว

หน้าร้านเล่าริมถนนนิมมานเหมินท์ที่เชียงใหม่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา อบอวลด้วยบรรยากาศแปลกใหม่

วันนั้นเวลานั้นไม่ได้มีบรรยากาศของการเล่นดนตรีสด การเสวนาเรื่องวรรณกรรม หรือการเปิดตัวหนังสือดั่งเคย หากแต่มีผู้คนวนเวียนและเวีนวนมาด้อมๆ มองๆ แล้วในที่สุดก็ออกปากสั่งไปว่า

“ขอข้าวไข่เจียวที่หนึ่ง”

…………………………………..

จ๋า แป้มและออฟ ทั้งสามคนเป็นเพื่อนกันและชักชวนกันว่าเราน่าจะมาเปิดขายข้าวไข่เจียวกันดีไหมในบรรยากาศของลมหนาวที่ไม่ค่อยหนาวสักเท่าไร และความคึกคักของผู้คนที่ขึ้นมาเยือนเชียงใหม่ในช่วงเทศกาลตอนนั้นพอดี

ว่าแล้วก็ต้องช่วยการหาอุปกรณ์ประกอบฉาก กระทะใบเล็ก เตาแก๊สปิคนิคสีส้ม ตะหลิว ที่พักรองน้ำมัน หม้อใบเล็กๆ ใส่น้ำมัน ไข่ไก่ ข้าวสาร ซอสปรุงรส ซอสพริกและซอสมะเขือเทศ น้ำปลา ผักสด อาทิ ต้นหอม ผักชี ผักกาดขาว ฯลฯ หลายอย่างเอามาจากบ้านแป้มผู้ซึ่งรับบทแม่ครัวหลักทำหน้าที่เจียวไข่ แต่จานชามนั้นไม่ต้อง เพราะจะใช้กระทงจากใบตองแห้งรองก้นด้วยใบตองสดอีกที

รายการอาหารมีง่ายๆ…ไข่เจียว ข้าวไข่เจียว ยำไข่เจียว…

สนนราคาสิบห้าบาทต่อกระทง พอผ่านการขายไปคืนหนึ่ง ในวันต่อๆ มาก็ต้องขยับราคาขึ้นมาหน่อยเป็นกระทงละยี่สิบบาท เพราะหากขายเท่าเดิมก็แทบจะไม่ได้กำรี้กำไรอะไร

สามสี่วันที่เปิดหน้าร้านตรงริมฟุตบาทหน้าร้านเล่าที่กว้างขวางพอให้ยืนเจียวไข่และตั้งโต๊ะได้สองตัว จัดมุมเปิดหน้าร้าน ผลลัพธ์ออกมาดีเกินคาด วันสุดท้ายขายหมดเร็วกว่าที่คิดและไข่ไก้สดก็ต้องไปซื้อมาเพิ่ม เพราะไม่พอขาย

ผมร่วมสังเกตภาพของความเคลื่อนไหวของเหล่าแม่ค้าข้าวไข่เจียวตราสามแม่ครัวตรงหน้าร้านเล่าด้วยใจที่สนุกสนาน ก็พวกเขาทำ (งาน) กันอย่างสนุกสนานและน่ารักมากจริงๆ

แต่ไข่เจียวที่ได้ก็รสชาติดีทีเดียว ที่สำคัญคือฝากท้องให้เติมอิ่มได้สบายพุงและสบายกระเป๋า

…………………………………..

มิใช่ผมคนเดียวที่แวะเวียนและวนเวียนมาเมียงมองและสั่งข้าวไข่เจียวเจ้านี้ แต่หลายคนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักก็ให้ความสนใจ ก็ทุกคนล้วนรู้จักข้าวไข่เจียวดีและรู้ดีว่าการเจียวไข่นั้นง่าย หากแต่การทำให้อร่อยโดยเฉพาะพอให้ขายได้นั้นยาก

เมื่อปิดการขายคืนสุดท้ายตอนสามทุ่มเศษๆ แม่ค้าทั้งสามและผองเพื่อนที่ร่วมลุ้นราวกับมีงานเฉลิมฉลองก็ปาดเหงื่อ เก็บข้าวของอุปกรณ์ ปิดแผง ลองนับเงินในซองผ้ากันเปื้อนดูว่ามีรายรับสักเท่าไร

ดูแล้วก็ยังยิ้มได้เพราะหารเฉลี่ยกันแล้วไม่เข้าเนื้อ และได้กำไรงอกเงยบ้างพองามระดับประมาณกระทงใบเล็กๆ เท่านั้นเอง

แผงข้าวไข่เจียวชั่วคราวในช่วงสามวันนี้เป็นเรื่องที่ทำเอาสนุกสนาน การเจียวไข่ ทำยำไข่เจียวก็ทำไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

ถึงตอนนี้เหมือนผมได้ยินเสียงฮัมบทเพลงแห่งไข่เจียว

เพลงที่บอกเราว่าทำไมคนเราไม่ทำอะไรในชีวิตให้สนุกสนาน มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะเป็นองค์ประกอบง่ายๆ หมือนการลงมือทำข้าวไข่เจียว

…ไม่มีสิ่งไหนยากหรือเหนื่อยเกินไป หากเราทำให้ง่ายและทำให้ได้เหมือนการเจียวไข่…

มีข่าวหนังสือใหม่(ของผม)มาบอก…

ผมมีหนังสือเล่มหนึ่งจะมาแนะนำครับ

หนังสือเล่มนั้นมีหน้าเปิดด้วยประโยคประโยคนี้…

…MAKE THE DIFFERENCE

ลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตของคุณเอง…

The way of Freelance หรือ “สร้างชีวิตด้วยแนวคิดไร้ขีดจำกัด” เป็นชื่อหนังสือเล่มนั้นซึ่งเป็นผลงานใหม่ของผมครับ พิมพ์กับสำนักพิมพ์ Busy – day ครับ (ตีพิมพ์ ตุลาคม 2552) จำนวน 224 หน้า สนนราคา 165 บาท เหมาะสำหรับทุกคนที่สนใจการค้นหาอาชีพแห่งความฝันหรือการได้ทำงานหรือทำอะไรสักอย่างที่ตัวเองรู้สึกถึงความอิสระและความสุขแห่งการกระทำ (และการทำงาน) อย่างแท้จริง

…ทำไมผมถึงได้ลงมือเขียนสิ่งที่อยู่ในหัวกว่าสี่ปีออกมาเป็นหนังสือ

และในหนังสือบอกเล่าถึงเนื้อหาอะไรบ้าง…
ถ้าหากสนใจก็ลองดูได้ตามร้านหนังสือได้นะครับ คิดว่ากำลังวางแผงอยู่ แต่หากหาไม่เจอแต่ยังสนใจอยู่ก็สอบถาม (หรือสั่งซื้อโดยตรง) มาที่ผมได้ทางอีเมล์ madinki@yahoo.com

www.busy-day.com

http://www.busy-day.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538857431&Ntype=24

The Sun is back.

ผมไม่อยู่เมืองไทยเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งซึ่งไม่ถือว่านานสักเท่าไหร่นัก แต่พอกลับมาบ้านก็พบว่ามีหลายเรื่องราวของความเปลี่ยนแปลง ทั้งทางการเมือง สังคม บรรยากาศและสภาพอากาศ ทั้งในด้านดีบ้างไม่ดีบ้างเป็นธรรมดา

แต่ที่ถือว่าดีก็คือเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมบังเอิญเปิดวิทยุฟังในรถ แล้วพอหมุนสัญญาณไปที่คลื่น FM. 105.5 ผมก็ได้ยินเพลง ตามด้วยเสียงทุ้มนุ่มสำเนียงน่าฟังที่คุ้นหู

…เสียงที่ว่านั้นเป็นเสียงของ ‘คุณมาโนช พุฒตาล’ ครับ

นานร่วมปีมาแล้วคุณมาโนชเคยร่วมจัดรายการทุกเช้ากับดีเจหลายๆ ท่านที่คลื่น FM. 99.5 ซึ่งเป็นรายการวิทยุรายการหนึ่งที่ผมและคนใกล้ตัวนิยมชมชอบและติดตามฟังอย่างติดพัน พอฟังกันอยู่ดีๆ ท้ายที่สุดรายการวิทยุของคลื่นนั้นก็พลันกล่าวคำอำลากับผู้ฟังไปเสียก่อน ยังความเสียดายให้กับแฟนๆ รายการทั้งหลายรวมทั้งผมด้วย

แต่เรารู้ดีว่าเมื่อมีพบก็ต้องมีพราก มีจากลาก็ต้องมีการกลับมาพบกันใหม่แต่ไม่แน่ใจว่าด้วยบรรยากาศและเหตุผลทางธุรกิจแล้วจะมีที่ว่างให้คนทำรายการวิทยุอย่างคุณมาโนชกลับมาจัดรายการให้เราฟังอีกเมื่อไหร่และที่คลื่นไหนเท่านั้นเอง

แล้วเวลาก็ผ่านมาเสียยกใหญ่…

จนกระทั่งเย็นวันนั้นเองที่ผมหมุนไปได้ยินเสียงคุ้นๆ ของผู้ชายคนนี้เข้าอีกที…

คุณมาโนช พุฒตาลนั้นเป็นดีเจที่ผมชื่นชอบ เพราะเขาเป็นนักจัดรายการที่มีคุณภาพ (ในภาคหนึ่งเขาเป็นนักร้องนักดนตรีและนักแต่งเพลงฝีมือดีอีกด้วย) ไม่ได้เปิดเพลงเชียร์หรือเปิดเพลงตามใจตัวเองไปเสียทั้งหมด มีลีลาการจัดรายการที่เป็นธรรมชาติ ชอบนำเรื่องนู้นเรื่องนี้มาเล่า ทั้งเรื่องสังคม มุมมองที่เขารู้สึกต่อข่าวสารบ้านเมือง มีการวิพากษ์วิจารณ์ให้ฟังบ้างแต่ก็ไม่ได้กล่าวร้ายหรือมองโลกในแง่ร้าย ทั้งๆ ที่บางเรื่องที่เขาเล่าเป็นเรื่องราวแสนธรรมดาสามัญ แต่ฟังแล้วก็มีประเด็นแง่คิดให้เราคิดตามหรือรู้สึกร่วมไปกับเขาได้

แต่ที่หลายๆ คนชื่นชอบและติดตามการจัดรายการของคุณมาโนชนั้นน่าจะเป็นเพราะบุคลิกของคนง่ายๆ ธรรมดา ไม่ถือตัว ไม่ติดยึดกับอะไร มีความเป็นธรรมชาติในน้ำเสียง การเล่าเรื่องราวและการจัดรายการอย่างไม่ซ้ำแบบผู้ใด

บางวันพี่เขาก็ถือกีตาร์ตัวหนึ่งเข้ามาทำเสียงประกอบรายการหรือเล่นกีตาร์เล่นเพลงให้ฟังในรายการกันสดๆ ก็มี

ตอนนี้คุณมาโนชกลับมาจัดรายการวิทยุอีกครั้งแล้วทุกเย็นวันอาทิตย์เวลา น. ผมคงต้องขอบอกกล่าวสำหรับแฟนๆ รายการของพี่ซันที่บังเอิญได้มาอ่านตรงนี้ หรือคนใหม่ๆ ไม่เคยฟังการจัดรายการของพี่เขาก็อาจจะได้ลองฟังดู

The Sun is back.

ถ้าหากมีเวลาอย่าลืมหมุนคลื่นไปฟังเสียงพี่ซันกันนะครับ