หากันจนเจอ

lostnfnd

หลายวันก่อนผมเดินทางไปอินเดียบนเส้นทางพุทธคยาไปพาราณสี ขากลับนั่งเครื่องจากพาราณสีไปต่อเครื่องกลับเมืองไทยตอนตีหนึ่งเศษๆ ที่สนามบินนิวเดลี

พอกลับถึงบ้านเราที่สุวรรณภูมิตอนเจ็ดโมงกว่า กว่าที่จะเดินผ่านออกมาที่แท่นหมุนให้รับกระเป๋าเดินทางคืนก็ใกล้จะแปดโมงเช้า

ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องเลวร้ายจะเกิดขึ้นจริง เพราะในกลุ่มที่เดินทางไปพร้อมกันราวยี่สิบคน มีคนทั้งหมดที่โหลดกระเป๋าเข้าไปพร้อมกันกับผมสิบห้าคน (เท่ากีับกระเป๋าในกลุ่มเดินทางเดียวกันมีสิบห้าใบ) ผลปรากฏว่ามีกระเป๋าเดินทางสีเทาใบย่อมๆ ของผมใบเดียวที่ไม่โผล่หน้าออกมาจากนิวเดลีด้วย โดยไม่ทราบว่าตกค้างไปไหนหรือมีมือดี (ที่ประสงค์ร้าย) แอบฉกออกไปนอกสนามบินตอนที่เดินทางมาถึงเมืองไทยแล้วก็ไม่ทราบได้

ผลก็คือผมต้องเดินไปแจ้งว่ากระเป๋าหายที่เคาน์เตอร์ของการบินไทย (ทำให้งงๆ เพราะผมไม่ได้เดินทางกับการบินไทยสักหน่อย) แต่ก็นั่นล่ะ เขาว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของการบินไทย

เจ้าหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์จากผม ขอรายละเอียดรูปพรรณสัณฐานของกระเป๋า ของรายละเอียดการติดต่อกลับ แล้วก็ออกเอกสารให้ผมใบหนึ่งบอกว่าถ้าหากกระเป๋าจะหาเจอที่อินเดีย มันก็จะเดินทางกลับมาพร้อมกับเครื่องไฟล์ทถัดไปนั้นก็คือเวลาบ่ายโมงครึ่งของวันนั้น แล้วยังไงเจ้าหน้าที่จะติดต่อผมไปอีกที และถ้าหากไม่โชคซ้ำกรรมซัดจนเกินไป หากระเป๋าเจอแล้วเขาจะจัดส่งไป พามันเดินทางมาคืนให้ถึงที่บ้านเลย

เหตุการณ์วันนั้นก็เลยเปิดโอกาสให้ผมได้ใช้บริการขนส่งมวลชนกลับบ้าน เพราะไม่ต้องมีกระเป๋าเดินทางพะรุงพะรัง ก็แค่เดินตัวปลิวออกจากสนามบินไปขึ้นรถตู้ออกจาสุวรรณภูมิ จ่ายไปแค่สามสิบห้าบาท (ถ้านั่งแท็กซี่ก็ไม่ต่ำกว่าร้อยแปดสิบ)

เคยกระเป๋าเดินทางหายและต้องไปติดต่อแผนก “ลอสต์ แอนด์ ฟาวน์” เหมือนผมกันไหมครับ?

ผมว่ากระเป๋าไม่ยอมโผล่หน้ากลับมาบ้านด้วยตอนขากลับนั้นท่าจะดีกว่ากระเป๋าหายสาปสูญตอนที่เราไปถึงบ้านอื่นเมืองอื่นโดยที่ยังไม่รู้ชะตากรรม และคงจะยากกว่ามากในการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ทท้องถิ่นของสนามบินหรือสายการบินในประเทศอื่น (ท่าจะเมื่อยมือมากกว่า)

แต่ที่ผมใจไม่ดีคือกระเป๋าผมดันไม่ยอมกลับมาจากอินเดียที่สนามบินนิวเดลีด้วยนี่สิ…อินเดียนะครับอินเดีย ใครจะอยากให้เกิดเรื่องขึ้นกับตัวเองเมื่อต้องข้องเกี่ยวกับอินเดียในการเดินทาง เพราะความที่เขาเป็นประเทศใหญ่คนเดินทางก็เยอะ ของก็เยอะ

น้องคนหนึ่งที่ใช้นามว่าสนุกประเทศบนบล็อกเวิร์ดเพลสแห่งนี้ รู้ข่าวเข้าก็มาแสดงความยินดีกับผม (เฮ้ย ผิดไปเปล่า?) บอกว่าไม่ต้องห่วงหรอกพี่ ได้คืนแน่นอน ของผมก็เคยหาย ไม่ยอมกลับมาจากอินเดียมาแล้วตอนที่กลับจากเนปาล สามวันก็ได้คืน…

ถึงจะมีคำปลอบโยนจากหลายแหล่ง แต่ผมก็ค่อนข้างจะทำใจที่จะพบกับความซวย (ความสูญเสียหาย)เอาไว้แล้ว แต่หลังจากนั้นวันสองวันผมก็เฝ้าติดต่อกลับไปที่การบินไทยว่าเจอกระเป๋าผมหรือยัง และทางโน้นเองก็พยายามจะติดต่อบอกข่าวให้ผมรับรู้อยู่ว่า “กำลังหาให้อยู่นะคะ ยังไม่เจอเลยค่ะ” ก็ทำให้ชื่นใจดี แม้จะยังไม่มีข่าวดีก็เถอะ

แล้วในที่สุดพอถึงวันที่สี่ของการรอคอย กระเป๋าผมก็หาเจอและเดินทางกลับมาแล้ว ทางการบินไทยแจ้งข่าวมาและบอกว่าจะเอาเข้่ามาส่งให้ถึงที่บ้านตามสัญญา

โอ มันช่างประเสริฐจริงๆ ครับกับประสบการณ์ที่ผมไม่อยากจะเชื่อว่าผมจะเจอ และไม่คิด ไม่อยากจะเจออีกเลยในทุกการเดินทางครั้งใดๆ

Charming Pondy

สารคดีท่องเที่ยวเรื่อง “Charming Pondy กรุ่นกลิ่นครัวซองต์แดนโรตี” เรื่องล่าสุดของผมครับ

ตีพิมพ์ในนิตยสาร Living etc ฉบับเดือนตุลาคม 2552 หน้า 170 – 175

 

ลองหาอ่านกันดูนะครับ!2

1

…ใช่เพียงการจากพราก

เคยคิดถึง “ความตาย” กันไหมครับ?

ผมไม่ได้จงใจจะมาพูดมุขเศร้าหรือชวนให้ถกคิดสนทนาเรื่องความตาย แต่เนื่องเพราะบ่ายวันนี้ผมเพิ่งมีโอกาสได้เปิดดู DVD เรื่อง The Departures  (ชื่อภาษาญี่ปุ่นของหนังเรื่องนี้คือ Okuribito) หนังต่างประเทศยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์จากประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2009

ผมดูหนังเรื่องนี้ที่ภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับความตายชัดๆ เห็นๆ แต่ทำไมผมกลับไปคิดถึง หรือรู้สึกได้ถึง “ความรัก” จากหนังเรื่องนี้ก็ไม่ทราบ

ภาพนี้คือภาพจากโปสเตอร์ของหนังครับ ตัวเอกเป็นชายหนุ่มผู้มีฝีมือในการเล่นเชลโล่

1

photo_02_hiresg21depart

The Departures เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่เคยคิดอยากจะเอาดีทางการเล่นเชลโล่ในวงออร์เคสตร้า แต่แล้วเมื่อวงถูกยุบ เขาและภรรยาก็เลยต้องกลับไปอยู่ที่บ้านในต่างจังหวัด แม่ของตัวพระเอกเสียชีวิตไปแล้วทิ้งเอาไว้แต่บ้านและร้านกาแฟเก่าๆ ที่ปิดไปแล้วเอาไว้ให้ทั้งคู่กลับไปอยู่อาศัยได้ ส่วนพ่อนั้นพระเอกบอกเล่าว่าทิ้งเขาและแม่ไปตั้งแต่เขาอายุ 6 ปีและเหมือนเป็นบาดแผลที่ลึกสำหรับตัวเขา ซึ่งทำให้เขาจดจำใบหน้าของพ่อไม่ได้ รู้แต่ว่าเขาต้องฝึกเชลโล่มาตั้งแต่เข้าอนุบาลเพราะพ่ออยากให้เขาเล่น

พระเอกมองหางานใหม่ทำเพื่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัว จนจับพลัดจับผลูได้เข้าไปทำงานในบริษัทบริษัทหนึ่ง ซึ่งเขาเองเข้าใจว่าเป็นบริษัททัวร์นำเที่ยวทำนองนั้น จนเมื่อได้งานแล้วถึงได้รู้ว่างานที่ตัวเองจะต้องทำ (ร่วมกับคุณลุงเจ้าของบริษัท) ก็คือการเป็น “นักจัดการศพ”

หนังเรื่องนี้เปิดเผย “ความงดงาม” และพิธีการที่พิถีพิถันของการจัดเตรียมศพให้อยู่ในสภาพสวยงาม เรียบร้อย ก่อนถึงวาระสุดท้ายที่แท้จริง นั่นก็คือการเผาศพ เพื่อให้คนที่รักที่เหลืออยู่ได้ร่ำลาและมองเห็น “ความงดงาม” เป็นความทรงจำครั้งสุดท้ายก่อนจะอำลาจากกันชั่วนิรันดร์

หนังเรื่องนี้ในมุมมองของผมไม่ได้พูดถึงเรื่องความตายโดยตรง แต่จริงๆ น่าจะพูดถึงเรื่องของความรักมากกว่าเสียด้วยซ้ำ เป็นความรักของเพื่อนร่วมงาน ความรักในวิชาชีพที่มีเกียรติ แม้ว่าเขาจะทำงานกับศพ แต่ก็เป็นงานที่สุจริต ความรักของพระเอกกับภรรยา ซึ่งกำลังจะให้กำเนิดลูกน้อย ความรักระหว่างเพื่อนบ้าน (คุณป้าที่ทำโรงอาบน้ำ) และสุดท้ายความรักของเขาเองกับพ่อที่ไม่รู้ว่าทิ้งเขากับแม่ไปอยู่เพียงลำพังจนวาระสุดท้ายด้วยเหตุใด

ผมไม่แปลกใจที่ได้รู้ (ภายหลัง) ว่าหนังเรื่องนี้ดีเด่นถึงกับได้รับรางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม เพราะหนังของเขาดีจริงๆ ครับ ทั้งภาษาภาพและการเล่าเรื่องที่เป็นญี่ปุ่นดีเหลือเกิน แต่ก็มีความเป็นสากลที่แตะต้องสัมผัสจิตใจในส่วนลึกของมนุษย์เราทุกคน

เมื่อความตายมาถึง คนเราอาจมองว่าเป็นเรื่องที่น่าโศกเศร้า แต่ความตายนั้นใช่เพียงการจากพราก แต่คือการเริ่มต้นของการออกเดินทางสู่วิถีที่แท้จริง (Departure) มากกว่าสิ่งอื่นใด

สุขภาพดี&มีความสุข

ปกติแล้วเราคนไทยเวลาร่ำลาหรือขอพรจากผู้ใหญ่มักจะได้รับคำอวยพรว่า “ขอให้อยู่ดี มีความสุข ไม่เจ็บไม่ไข้” (ส่วนจะมีคำว่าขอให้ร่ำขอให้รวยด้วยหรือเปล่านั้นก็แล้วแต่)

การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ข้อนี้เป็น “พุทธพจน์” ซึ่งเราในฐานะพุทธบริษัทต่างเคยรับรู้กันมาถ้วนทั่ว

แต่การเกิดมาเป็นคนนั้นยากแท้ที่จะประคับประคองตัวเองให้อยู่ในฐานผู้มีสุขภาพดีและมีความสุข (หมายถึงมีสุขภาพจิตดี) ได้ด้วยตลอดเวลา

……………………………………..

พลอย จริยะเวช คอลัมนิสต์คนเด่นคนดังในวงการนิตยสารเมืองไทยในฐานะกูรูด้านไลฟ์สไตล์และท่องเที่ยว เป็นผู้หนึ่งที่ประสบภาวะ “ไม่สมดุลย์” ของชีวิต จากการใช้ชีวิต ความป่วยไข้หลายอย่างที่เธอเองสลัดไม่ออก (เช่นอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง) ปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่ม ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้เมื่อนึกได้และได้เหลียวแลตัวเองในกระจกเมื่อเช้าวันหนึ่ง พลอยจึงตัดสินใจที่จะค้นหาและลงมือทำในสิ่งที่เรียกว่า “การอยู่ดีมีสุข” หรือ HAPPY&HEALTHY ด้วยตัวเองเธอ โดยไม่เสียเวล่ำเวลารอคำอวยพรหรือสวรรค์บันดาลจากใครคนใดคนหนึ่ง จนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านไปราวสักสองปีของการดูแลตัวเองในเรื่องอาหารการกิน การกินขนมนมเนยที่โปรดปราน การออกกำลังกายที่ชอบและการรักษาตัวเองด้วยวิธีการทางเลือกต่างๆ เช่น การฝังเข็ม เธอก็พบว่าน้ำหนักตัวหายไปถึง 15 กิโลฯ ได้

…และที่สำคัญก็คือการมีชีวิตที่มีสุขภาพและมีความสุขได้อย่างที่ต้องการ ด้วยการใช้วิธีการที่ผสมผสาน มิใช่การโหมออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง การอดอาหารอย่างเอาเป็นเอาตาย หรือการตะบี้ตะบันกินยาลดความอ้วนเพียงเพราะอยากผอมแต่เพียงอย่างเดียว

ทางเดียวที่พลอยเลือกและทำคือ การดูแลตัวเองอย่างมีความสุข เพื่อที่บั้นปลายของผลก็คือการที่ตัวเราเองจะมีความสุขกับมีสุขภาพดี

เธอบอกว่าเป็นการดูแลสุขภาพด้วยวิธีการอย่างบูรณาการหรือการใช้องค์รวมนั่นเอง นั่นคือการไม่ได้ปฏิเสธหนทางแห่งการมีสุขภาพดีและเป็นสุขวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่ใช้วิธีทดลองทำ คัดกรอง และลงมือทำในสิ่งที่เหมาะสม พอเหมาะ พอควร และพอดีกับตัวเราเอง

……………………………………..
ผมได้นำเอาที่มา (ที่ค่อนข้างไม่ได้ลงรายละเอียด) ของหนังสือลำดับที่ 13 ของพลอย จริยะเวชกับสำนักพิมพ์บลิสในชื่อ “Happy&Healthy” มาฝากผู้อ่านบล็อก ByTheWay ในเดือนตุลาคมนี้ก็ด้วยหวังว่าผู้ที่ประสบปัญหาภาวะไม่มีความสุข สุขภาพไม่ดี จะมีแรงบันดาลใจในการลุกขึ้นมาขยับแข้งขยับขาลงมือสร้าวทำความเปลี่ยนแปลงให้ร่างกายและจิตใจตัวเองสอดประสานจนสามารถค้นพบความสุขและความพึงพอใจได้ด้วยตัวเอง (เหมือนอย่างที่พลอยทำได้มาแล้ว)

10729_134769196646_564986646_2923755_1122321_n

โฉมหน้าหนังสือเล่มที่ว่า สีสันจัดจ้านสวยงามทั้งข้างนอกข้างใน เนื้อหามีคุณค่า อ่านสนุก สนนราคา 385 บาท

พลอย จริยะเวช ในลุคสาวไซส์ S ที่มีความสุขขึ้น (ขออนุญาตดึงภาพมาจาก Facebook ของพลอยตรงนี้เลยนะครับ)

10729_136018656646_564986646_2938340_4023333_n

8929_1174886586007_1643344986_30438786_18438_n

พลอย จริยะเวชในบทสัมภาษณ์โดย “หมวย ตั้งเจริญมั่นคง” The Nation 29 Sep. 2009

……………………………………..

การมีชีวิตที่ดีมีความสุขนั้น สำหรับผมเห็นว่ามีเคล็ดลับอยู่เพียงประการเดียวครับ นั่นคือ คำว่า “สุขภาพดี ไม่มีขาย อยากได้ (อยากมีอยากเป็น) ก็ต้องลงมือทำเอา”

คุยๆ กันมาแป้บๆ ก็ผ่านมาถึงเดือนที่สิบบนหน้าปฏิทินแล้ว

ขอให้มีความสุขและได้ใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพนับแต่วันนี้ไปจนถึงสิ้นปี และต่อๆ ไปครับ

http://www.nationmultimedia.com/2009/09/29/book/book_30113322.php