ธรรมะคือคุณากร

เช้าวันนี้ก็เหมือนทุกๆ เช้าที่ผมมีเวลา ผมมักจะเข้าไปอัพเดท เช็คข้อความที่เว็บทวิตเตอร์ของตัวเอง แล้ววันนี้ก็ได้เห็นข้อความของเจ้านิ้ว รุ่นน้องคนหนึ่งเขียนว่า ท้ายเว็บไซต์ของพระไพศาลมีคำว่า…

“All Rights ไม่ Reserved”

(ลายมือของพระไพศาล วิสาโลที่ผมใช้สิทธิ์ของการไม่ Reserved ดึงมาแปะโพสต์จากเว็บฯ ของท่าน)

ps01ผมรู้จักพระไพศาล วิสาโลในฐานะที่ท่านเป็นพระสงฆ์นักคิดนักเขียนและนำเสนอ “ธรรมะ” ที่เป็นเหมือนคุณากรอันส่องทางสว่างให้แก่ผู้คนอย่างเราๆ ที่ยังติดอยู่ในวังวนของความรักโลภโกรธหลงมานานแล้ว ทั้งยังเคยไปฟังหลวงพี่เทศนาธรรมยามที่ท่านเข้ามาเทศนาในกรุงเทพฯ บางแห่ง (เช่นที่บ้านอารีย์) นอกจากนั้นก็ติดตามอ่านข้อเขียนของท่านทางหน้านิตยสารสารคดีบ้างหรือตามหนังสือเล่มของท่านบ้างตามวาระและโอกาสที่ได้ประสบ

ต้องขอบคุณนิ้วที่แนะนำเว็บไซต์ธรรมะดีๆ ร่วมสมัยของหลวงพี่มาให้ได้อ่านเป็นบุญตาดีเหลือเกิน คราวนี้จะได้มีที่ทางให้เขาไปติดตามอ่านและชมความเคลื่อนไหวของพระนักคิดนักปฏิบัติท่านนี้ได้โดยสะดวก

ธรรมะนั้นเปรียบประดุจแสงสว่าง อันขับไล่ความมืดออกจากจิตใจเรา และแสงสว่างนำพาชีวิตเราไปในทางที่ถูกที่ควร

อันเป็นไปเพื่อการสละ ละวาง ไม่ยึดติดกระทั่งตัวตน

ประสาอะไรกับลิขสิทธิ์ของ “ข้อเขียน”

อย่าลืมเข้าไปอาบสายตากันให้สว่างด้วยธรรมะกันที่เว็บฯ นี้นะครับ…

 รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org

หนังสือ(กำลังจะ)ออกใหม่ของผม

…ยังไม่ค่อยมีเรื่องมาพูดคุยแลกเปลี่ยนและอัพบล็อกสักเท่าไรพักนี้

ก็เลยขอถือโอกาส พักชมโฆษณา “หนังสือเล่มใหม่” ของผมที่กำลังจะเสร็จในราวเดือนหน้า (ตุลาฯ) นี้แล้วนะครับ

รายละเอียดจะเป็นอย่างไร ราคาเท่าไหร่ น่าอ่านมากน้อยแค่ไหน ขอขยักเอาไว้มาคุยกันยาวๆ อีกที

…ตอนนี้ไปชม (ว่าที่) หน้าปกหนังสือของ “วิถีฟรีแลนซ์” กันก่อนดีกว่า…

layout_freelance

Music by birds

25048162_ffbc269bc4_oเช้าวันนี้มีเวลา 1 – 2 นาทีกันไหมครับ

ผมมีอะไรมาฝาก…

ไปฟัง “นกทำเพลง” กันดีไหมครับ…

(ชอบลิงค์ไหนก็เลือกเข้าไปชมกันได้เลย)

http://www.paulopinto.com/video/ppmusica.html

http://www.youtube.com/watch?v=LoM4ZZJ2UrM

http://video.msn.com/video.aspx?mkt=th-TH&vid=a73a494e-c117-4c5a-94e0-ac7116177bb2

ชัยชนะของ’ซานิ’

การมีชื่อเสียงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก อยากจะทำ ทำแล้วมีความสามารถ ให้คนสนุกและมีคนรักได้ย่อมเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า

เรื่องราวทั้งหมดนี้เราอาจจะเหลียวมองหรือเรียนรู้ได้จากความเป็นไปของวัยรุ่นหนุ่มสาว (อายุ 18 – 25 ปี) จำนวน 12 คนที่อาสามาเปลื้องเปลือยอารมณ์ ความสามารถ ความรัก ความผูกพัน มิตรภาพ การต่อสู้ฝ่าฟัน การค้นหาความฝันและการค้นพบความจริงของพวกเขาต่อหน้าผู้ชมตลอด 24 ชั่วโมงทางหน้าจอทีวีตลอดระยะเวลาสามเดือน

…อะคาเดมีแฟนเตเชีย…คือชื่อของเส้นทางสู่ดวงดาวของพวกเขาในนาม AF6

banner

เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน กรุณาฟังคำชี้แจงก่อนที่จะอ่านเรื่องต่อไปนี้ของผมนะครับว่าผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับกิจกรรมหรือโครงการนี้ ไม่ได้เห็นด้วยกับบริษัท ทรู ในการทำโครงการนี้ขึ้นมาให้เด็กวัยรุ่นเรือนหมื่นคลั่งไคล้แห่แหนมาสมัครเพื่อให้ได้รับการคัดเลือกมาอยู่ กิน ฝึก ร้อง ถูกเทรนในการร้องเพลง การเต้น การแสดงออก และแน่นอนผมไม่เคยร่วมโหวตให้กับหนุ่มสาวนักล่าฝัน (ในซีซั่นนี้)

แต่ที่ผมอยากจะเขียนถึงก็เพราะว่ามีโอกาสติดตามคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาในหลายสัปดาห์ที่มีการถ่ายทอดภาพการแสดงคอนเสิร์ตของ AF6 สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า ติดตามมาในฐานะที่เป็นรายการเพื่อความบันเทิงโดยอิงอยู่กับความเป็นจริง (การแสดงความสามารถจริงๆ ของคน ความสุขทุกข์ดีใจเสียใจ และการเป็นการแสดงสด)

เมื่อติดตามชมมาหลายสัปดาห์เข้าก็อดร่วมอดลุ้นไปกับคนอื่นๆ ไม่ได้ว่าเราชอบน้องคนนี้ คนนั้นแสดงเก่ง คนนี้หน้าตาหน่วยก้านดี คนนี้ร้องเพลงเก่ง มีความสามารถ หรือแม้แต่คนที่มาเป็นคอมเมนเตเตอร์คนนั้นพูดจาดี คนนี้วิจารณ์ไม่ได้เรื่อง ฯลฯ

หนึ่งในม้ามืดนอกสายตามที่ผมไม่ได้ชื่นชอบการแสดงหรือการร้องเพลงของเธอแต่แรกก็คือ “ซานิ” หมายเลข6 หรือเรียกว่า V6 แต่พอได้ดูคอนเสิร์ตหลายๆ สัปดาห์ก็รู้สึกว่าสาวห้าวๆ แต่ก็ยังมีแง่มุมของความเป็นผู้หญิงคนนี้ มีน้ำเสียงที่ดี ร้องเพลงเก่ง แสดงคอนเสิร์ตเก่ง ดูไปดูมาก็เลยอดร่วมลุ้นไปกับกองเชียร์ของเธอไปด้วยว่า เธอน่าจะไปถึงตำแหน่ง “สุดยอดนักล่าฝัน”

ที่สำคัญที่คนอื่นๆ ร่วมลุ้นให้ซานิ ซึ่งเป็นหนึ่งในสองคนที่เป็นผู้หญิง (ในสี่คนสุดท้าย) เอาชนะจากผลการโหวต (ป๊อปปูลาร์โหวต) ให้ได้ก็คือว่าปีนี้เวที AF น่าจะมีผู้ชนะที่เป็นผู้หญิงกับเขาบ้างเสียที เพราะห้าปีที่ผ่านมาผู้ชนะก็ล้วนแต่เป็นผู้ชาย

ในที่สุดเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาผลการโหวตก็ปรากฏว่า “ซานิ” คว้าตำแหน่งสุดยอดนักล่าฝันประจำซีซั่นนี้ไปได้ตามคาดหมาย

ถามว่าผมรู้สึกเช่นไรกับชัยชนะของซานิ…

จริงหรือที่ซานิได้รับการโหวตให้ชนะได้ด้วยความเป็นผู้หญิงและเป็นแชมป์ปีแรก ผู้หญิงคนแรกของเวทีเอเอฟ

ใช่ว่าผมจะไม่ได้มองเห็นว่า (ความจริง) ซานิเป็นผู้หญิงนะครับ เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารัก มีความเป็นธรรมชาติ และเก่งมากๆ ด้วย

แต่ใครเลยจะปฏิเสธว่าซานิมีความเป็น “แมน” หรือผู้ชายเจืออยู่ในการแสดงออก ในท่าทางของเธออยู่ไม่น้อย เธอแสดงออกไม่เหมือนผู้หญิงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ดูแก่น เท่ ซน แบบเด็กผู้ชายมากกว่า

ดังนี้แล้วเราจะบอกว่าเวทีเอเอฟมีผู้หญิงเป็นแชมป์กับเวทีอื่นๆ บ้างนั้นแท้จริงแล้วก็เป็นแชมป์ผู้หญิงที่มีความเป็นชายรองพื้นเอาไว้อย่างแน่นหนาและดึงดูดใจผู้ชม (โดยเฉพาะเด็กสาวและผู้หญิง) ได้ไม่น้อยกว่าปีที่มีหนุ่มๆ ได้ตำแหน่งแชมป์ไปเพราะแม่ยกหรือแผนคลับสาวๆ คอยโหวตให้อย่างท่วมท้น

090920fp532060

…แต่ว่าเพศสภาพจะเป็นอะไร ชายหรือหญิง ชายจริงหรือหญิงแท้กี่เปอร์เซ็นต์ เราจะไปสนใจทำไมให้มากความ สู้มองกันที่ตัวตน ความสามารถในการแสดงออก การร้องและการทำความฝันของตัวเองให้เป็นความสุขได้ น่าจะเป็นสาระที่สำคัญกว่า

102807

ไม่เพียงแต่ชัยชนะของซานิ แต่เป็นทุกชีวิตที่รู้ว่าตัวเองฝันอะไรและกำลังต่อสู้ดิ้นรนไปบนเส้นทางสู่การไขว่คว้าความฝัน

ขอให้มีความสุขกับการลงมือทำเพื่อความฝันครับ…

กลับจากเที่ยวชมล่อง ‘คลองบางหลวง’

banrimnam1banrimnam3flowersupstairup2chedi2banrimnam2

คุณชุมพล อักพันธานนท์ หรือ “พี่โกะ” ที่ผมรู้จัก ผู้เป็นโต้โผงานนี้พาล่องเรือชมคลองบางหลวงkoh

ผมเพิ่งกลับจากการเที่ยวชมล่องเรือคลองบางหลวงครับ นั่งเรือตอนสิบโมงหน่อยๆ ไปเรื่อยจนกระทั่งถึงคลองชักพระ ต่อด้วยคลองบางกอกน้อย ไปโผล่แม่น้ำเจ้าพระยาตรงแถววังหลังฝั่งตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นพอผ่านวัดอรุณราชวรารามฯ และราชนาวีสโมสรก็วกเรือเข้าสู่คลองบางกอกใหญ่ (ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าคลองบางกอกน้อยแต่มีวัดเยอะมาก) แล้วกลับถึงจุดเริ่มต้น…ซึ่งเป็น “บ้านริมน้ำ”

ขออนุญาตนำเสนอข้อมูลที่ผมได้รับเป็นเอกสารมาและแผนที่เอาไว้ตรงนี้ เผื่อว่ามีใครสนใจอยากจะไปเที่ยวเล่น “บ้านริมน้ำ คลองบางหลวง” ในซอยจรัลสนิทวงศ์3 (ซอยวัดคูหาสวรรค์) ฝั่งตรงข้ามคือวัดท่าพระครับ

………………………………………….

“…คลองบางหลวง ย้อนอดีตแห่งราชธานีธนบุรี

                แม่น้ำเจ้าพระยา คือเส้นเลือดหลักหล่อเลี้ยงลุ่มน้ำภาคกลางของไทยมาแต่โบราณกาล ปริมาณน้ำมากมายมหาศาลที่แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน มารวมเข้าด้วยกันที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์  จากนั้นค่อยๆไหลเรื่อยลดเลี้ยวลงใต้ เมื่อใกล้ปากอ่าวไทย เจ้าพระยาก็แตกลูกออกหลาน เกิดเป็นลำคลองน้อยใหญ่นับร้อยๆ สาย คดโค้งแทรกตัวอยู่บนพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่แถบกรุงเทพฯ และปริมณฑล

                มีประวัติเล่าว่า ที่ราบลุ่มตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้ปากอ่าวไทย ล้วนเป็นที่ตั้งชุมชนและทำเรือกสวนมาไม่ต่ำกว่า 600 ปี ตั้งแต่ครั้งต้นกรุงศรีอยุธยาแล้ว ในนาม ชุมชนบางกอก ชุมชนนี้ได้ขยายตัวอย่างจริงจังเมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราช โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยาตรงส่วนที่มีลักษณะโค้งคล้ายเกือกม้า ขึ้นในปี พ.ศ.2065 เพื่อย่นระยะทางการเดินเรือ ไม่ต้องอ้อมไกล นานเข้าคลองลัดกลายเป็นแม่น้ำ เจ้าพระยาไป ปัจจุบันคือช่วงวัดอรุณราชวราราม ถึงปากคลองบางกอกน้อย ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่ากลายเป็น คลองบางกอกน้อย

                ส่วน คลองบางหลวง หรือที่ภาษาราชการเรียกว่า คลองบางกอกใหญ่ คือส่วนตั้งแต่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตรงจุดที่ตั้งของป้อมวิไชยประสิทธิ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองทัพเรือภายในมี พระราชวังเดิม ของพระเจ้าตากสินอยู่ เยื้องท่าเรือปากคลองตลาดในปัจจุบัน

 เหตุที่ชาวบ้านเรียกกันว่า คลองบางหลวง นั้น มีข้อสันนิษฐานว่า อาจเกี่ยวเนื่องกับการที่มีพระราชวังอยู่ปากคลองในสมัยกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง พระเจ้าแผ่นดินคือ หลวง เมื่อมาอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่จึงกลายเป็น คลองบางหลวง ไปโดยปริยาย  กอปกรกับลำคลองสายนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางคมนาคมหลักของยุคสมัยนั้น จึงมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และเจ้าขุนมูลนาย นิยมมาสร้างบ้านอยู่ริมคลองนี้ บาง ที่  หมายถึง ย่าน คลองนี้จึงกลายเป็น ย่านข้าราชการ ของหลวง ไป…นั่นก็อาจจะเป็นหนึ่งที่มาของชื่อคลองก็เป็นได้ 

คลองบางหลวงจึงเป็นแหล่งรวมของกลุ่มชนอันหลากหลาย มีการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมและประเพณี   อาทิ ชาวมุสลิมได้ตั้งรกรากอยู่ที่

คลองบางหลวงมายาวนานกว่า 200 ปี ส่วนชาวจีนก็มีทั้งพ่อค้าวานิชและกุลีที่รับจ้างทำงานแบกหาม  

วันนี้  เมื่อท่านผ่านเข้าสู่ คลองบางหลวง สีลาชีวิตสองข้างสายน้ำจะทำให้ท่านรำลึกถึงความสงบงามของอดีตแห่งราชธานีธนบุรี  และ… ณ มุมเล็กๆแห่งหนึ่ง ท่านจะได้สัมผัสกับความสงบงามอันน่าประทับใจของสายน้ำที่  Artist House Art  Gallery Unique Handicraft 

………………………………………….

วันเสาร์ที่ ๑๙ เดือน ๙ กันยายน ปี ๒oo๙ ๙.oo เช้า

                อันเป็นวาระฤกษ์เปิดชมวิถีชีวิตที่มีกลิ่นอดีตและชีวิตปัจจุบันอยู่ด้วยกันได้โดยใช้งานศิลปะเป็นสื่อกลาง

                บ้านศิลปิน คลองบางหลวง ตั้งอยู่ในชุมชนรุ่งเรืองในอดีตกาล สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่มีเมืองหลวงตั้งอยู่ ณ ที่แห่งนี้

                 หลงเหลือเจดีย์ย่อมุมไม่สิบสองไว้อยู่ให้กราบไหว้บูชา ณ บริเวณบ้าน และกิจกรรมแห่งอดีตชีวิตคือการทำทองที่ทำกันแต่อดีต  กลุ่มศิลปินปัจจุบันได้รวมตัวกันสร้างสรรค์ผลงาน ทั้งภาพเขียนและออกแบบเครื่องประดับโดยใช้อุปกรณ์ในอดีตกาลที่บ้านหลังนี้ทิ้งไว้ให้

เวลาแห่งการเปิดเข้าชมฟรี! ทุกวันโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่ ๙ โมงเช้าถึง ๖ โมงเย็น ตั้งแต่วันเสาร์ที่ ๑๙ กันยายนนี้เป็นต้นไป

                กิจกรรมทุกวันแสดงภาพเขียน โปสการ์ดราคาถูก สมุดบันทึก งานออกแบบเครื่องประดับ และงานพิมพ์ภาพโบราณ หมุนเวียนกันทุกวัน…”

………………………………………….

mapการเดินทางเข้าได้ ๕ เส้นทางสะดวกมาก

๑.หากไม่ได้นำรถมา เข้าทางจรัญสนิทวงศ์ ซอย ๓ จะสะดวกสุด เข้าไปสุดซอยแล้วเดินข้ามสะพานแล้วเลี้ยวซ้าย

๒.เข้าทางราชพฤกต้นทางเข้าสังเกตโรงแรมกรีนอินท์ หรือเบนย์ ๙๙

๓.เข้าทางเพชรเกษม ๒๘ ก็จะมาบรรจบกับถ. เข้าทางวัดคูหาสวรรค์ สู่ลานจอดรถ

๔.เข้าทางเพชรเกษม ๒๘ จอดรถที่วัดกำแพง

๕.มาทางเรือสะดวกที่สุด แต่คงต้องเหมาลำมา

www.klongbangluang.com

www.4toart.com

‘โฮม’ : ความหมายมากกว่าคำว่าบ้าน

ในฐานะเป็นคนอีสานผมอดที่จะมีข้อสังเกตว่าภาษาอีสานกับภาษาอังกฤษนั้นมีคำพ้องเสียงพ้องความหมายกันอยู่หลายคำจนน่าแปลกใจ และหนึ่งในคำแบบที่ว่านั้นก็คือคำว่า “โฮม” ครับ

โฮม : Home ในภาษาอังกฤษเป็นคำนาม มีความหมายมากกว่าบ้านที่เป็นอิฐ หิน ปูน ทราย หรือการปรากฏขึ้นมาทางวัตถุ แต่มีความหมายทางจิตใจ เอาไว้ให้ผู้พูดกล่าวถึงเวลาพูดถึงบ้านของตัวเอง (หรืออีกฝ่ายหนึ่งพูดถึงบ้านของฝ่ายที่สนทนาด้วย) ไม่เหมือนคำว่า House ซึ่งเป็นคำนามแต่มีความหมายกลางๆ เป็นบ้านโดยทั่วไปของใครก็ได้

ดังนั้นโฮมในภาษาอังกฤษจึงมีความหมายประมาณว่า (home is) where the heart is. (บ้านคือที่อยู่ของจิตใจ) หรือที่ที่คนเราจะรู้สึกผูกพันเกี่ยวข้องด้วย 

ส่วนคำว่า “โฮม” ในภาษาอีสานเองนั้นก็มีความหมายไปในทางอบอุ่น เพราะหมายถึงคำว่า “มารวมกัน” การกลับไปรวมตัวกัน อะไรทำนองนั้นครับ

………………………………………….

สองวันที่ผ่านมา ผมได้รับจุลสารเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งมีชื่อว่า “โฮม” ครับ จริงๆ แล้วจุลสารที่ผมว่าน่ะเขามีศักดิ์ศรี (เป็นถึง) นิตยสารรายสองเดือนของ “มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว” ครับ และมีคำขยายบอกเล่าสรรพคุณของตัวเองว่า “รวมเรื่องสร้างสุขของทุกครอบครัว”

 

P1020464

ฉบับที่ส่งมาถึงมือผมนั้นเป็นปีที่ 1 ฉบับที่ 4 (กรกฎาคม – สิงหาคม 2552) แล้วล่ะครับ แปลว่าผมพลาดหรือมีโอกาสเปิดดูเฉียดๆ กรายๆ นิตยสาร “โฮม” ไปถึงสามฉบับ แต่พอดีว่ามีอันให้ต้องไปข้องแวะช่วยงานของมูลนิธิฯ เมื่อเดือนก่อน ก็เลยขอให้น้องที่เป็นเจ้าหน้าที่เขาส่งมาให้ดูหน่อย (ตอนที่ผมไปช่วยงานนั้นเห็นน้องๆ เขากำลังจัดอาร์ตเวิร์กและพิสูจน์อักษรกันอยู่อย่างขมีขมันครับ)

แนวเรื่องหลักของเล่มใหม่นี้ (ธีม) เป็นเรื่อง “ขอบคุณ  ‘ลมใต้ปีก’ ของชีวิต” ครับ น่าอ่านทีเดียว แม้ว่าผมจะยังไม่ได้อ่านไปจนหมดทุกหน้าทุกเรื่องก็ตาม นิตยสารเล่มนี้ได้คุณเจี๊ยบ – พัทธนันท์ ศิริสิงห์อำไพ มาเป็นบรรณาธิการที่ปรึกษาครับ และผมกับคุณเจี๊ยบเองก็รู้จักมักคุ้นและรู้ถึงฝีไม้ลายมือและความตั้งใจในการทำงานของเวิร์กกิ้งเลดี้คนนี้ดี

แม้ว่า “โฮม” อาจจะเป็นนิตยสารทางเลือก และดูเหมือนจัดทำขึ้นมาเฉพาะกลุ่ม ไร้ซึ่งโฆษณา และมีโทนของเนื้อหาไปในทางอบอุ่น การทำให้ครอบครัวเข้มแข็ง มีความรักและไว้วางใจของสมาชิกในบ้าน ซึ่งอาจจะหาอ่านยากสักหน่อย แต่ผมก็เลือกที่จะหยิบยกมาฝาก เผื่อใครอาจจะสนใจหรือลองติดต่อไปที่มูลนิธิฯ (ตามลิงค์ข้างล่าง) เพื่อขอรับเป็นสมาชิกด้วย

…สนใจก็ลองเข้าไปดูรายละเอียด ติดต่อสอบถามดูครับ…

www.familynetwork.or.th

A World where your eyes deceive you.

delprete_dolphins

ผลงานชื่อภาพ Message of Love from the Dolphins

ในที่ที่เราเชื่อสายตาตัวเองไม่ได้

…ลองถามตัวเองว่าเมื่อมองภาพนี้แล้ว

คุณเห็นภาพอะไร…

ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องหรือการเฉลย

เพราะโลกนี้บางที

หรือก็คือ “โลกลวงตา”

………………………………….

ศิลปินคนเขียนภาพนี้ Sandro Del Prete (1937)

delprete_photo

http://www.del-prete.ch

Analog VS Digital

cassettapeไม่ได้ดัดจริตใช้ภาษาอังกฤษหรือคิดคำไทยไม่ออกในการเขียนโพสท์ใหม่เรื่องนี้หรอกนะครับ แต่ให้รู้สึกว่ายากจะหาคำใดมาเปรียบเปรยกับสิ่งที่ผมเผชิญหรือสิ่งที่ผ่านเข้ามาในความรู้สึกได้เหมือนคำภาษาอังกฤษสองคำที่ว่านี้ไม่ได้เลย

…Analog…

…Digital…

cassettape-1ถ้าหากคุณเป็นคนรุ่นเดียวกับผม คือยังเกิดมาทันเครื่องเล่นเทป (ขอโทษนะครับถ้าหากแผ่นเสียงไวนิลแผ่นใหญ่ๆ กลมๆ จะ “วินเทจ” หรือเก่าไปสำหรับผม…คือเกิดไม่ทันที่จะเอนจอยครับ) และเคยซื้อม้วนเทปเพลงสากลมาฟังในราคายี่สิบห้า สามสิบบาท พอเทปมีเสียงยืดยานก็จับยัดเข้าตู้เย็น (ไม่รู้ช่วยได้ยังไง) เพื่อให้หายยืดเสียทีหนึ่ง นอกจากนี้ยังจะต้องเผชิญกับภาวะหัวเทปกินเทปจนสายเทปปลิ้นทะลักออกมาคาเครื่องจนเล่นเพลงไม่ได้ แล้วเราก็ต้องเอาปากกาลูกลื่น ค่อยๆ หมุนค่อยๆ ม้วนสายเทปให้กลับเข้าที่ใหม่ (ก่อนที่อาจจะต้องจับตลับเทปนั้นยัดเข้าตู้เย็น…อีกครั้ง)

อย่างเรื่องที่เล่านี้เรียกว่าเป็นบรรยากาศของ “อะนาล็อก” ครับ คือไม่เฉียบคม บางเฉียบ บันทึกข้อมูลได้อย่างละเอียด กินพื้นที่ไม่มาก มีขนาดเล็ก มีราคาแพง…ซึ่งทั้งหมดที่ผมว่ามาเรียกว่า “ดิจิตอล” คือบรรดา MP3 iphone ipod BB มือถือ ไวร์เรส WiFi ต่างๆ นานา ซึ่งเราทุกคนคุ้นเคยและใช้บริการกันเป็นประจำอยู่ในวันนี้

ผมไม่นึกไม่ฝันว่าวันนี้ผมจะได้พบเผชิญและได้ใช้งานสิ่งที่เรียกว่าเป็นทั้ง “อะนาล็อก” และ “ดิจิตอล” ในคราเดียวกัน

เรื่องของเรื่องคือผมจะต้องออกไปสัมภาษณ์ผู้ใหญ่คนหนึ่งเพื่อ (รับงาน) เขียนบทความแถวๆ เอกมัย ผมไม่ลืมที่จะพกเครื่องบันทึกเสียงแบบ MP3 เครื่องเก่าเครื่องแก่ ขนาด 128 k ที่ผมใช้อยู่ประจำและมีอยู่เครื่องเดียวออกไปด้วย ไอ้เครื่องเล็กๆ จ้อยๆ อย่างนี้กินไฟจากถ่านไฟฉาย AAA ก้อนกระจิ๋วก้อนเดียว

แทบไม่น่าเชื่อว่าพอควักเครื่องออกมาเตรียมจะกดบันทึกเสียง ปรากฏว่าถ่านเก่าที่ผมปล่อยค้างเครื่องไว้นานแล้วออกฤทธิ์ เหมือนกินแผงถ่านจนเครื่องรวนไม่ยอมทำงาน แล้วทีนี้ผมจะทำยังไงดีเล่า ในเมื่อผู้ใหญ่ท่านนั้นก็เตรียมจะให้ข้อมูลพูดคุยด้วยอยู่แล้ว

ยังโชคดีว่าพี่ที่ไปด้วยกันติดเอาเครื่องบันทึกเสียงอะนาล็อกที่เป็นซาวน์อะเบาท์แบบอัดเสียงและเทปคาสเส็ทเตรียมไปด้วย ผมก็เลยได้ใช้เทปเล็กๆ (แต่ก็ไม่เล็กเท่าดิจิตอล) เครื่องนั้นบันทึกการสนทนา

ทันใดนั้นผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าโทรศัพท์มือถือของผมก็มีโปรแกรมบันทึกเสียงได้นี่หว่า อย่ากระนั้นเลย เอามาอัดเสียงไว้เคียงข้างเจ้าเครื่องเล่นเทปรุ่นโบ (ราณ) มั่งดีกว่า

และนั่นเองที่ทำให้ผมได้ประจักษ์ภาพของอะนาล็อกและดิจิตอลมาวางเคียงคู่กันทำงานกันอย่างแข็งขันไม่มีใครยอมใครอยู่บนโต๊ะเดียวกัน

ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร คนที่เพลี่ยงพล้ำและเกือบเสียท่าก็ไม่น่าจะเป็นใครไปได้นอกจากผมเอง

…ผู้ซึ่งจะต้องถอดเทป ไม่จากระบบดิจิตอลหรืออะนาล็อกก็ต้องเอาเทปมากรอไปมาฟัง…อย่างแน่นอน

เหงาก็คบคน

วันนี้ผมเตลิดออกจากบ้านไปเดินเตร็ดเตร่อยู่ในห้างสรรพสินค้าใหญ่กลางเมืองครับ

สนุกและสุขใจดีไม่หยอกครับ ถ้าหากว่าเราไม่โดนกิเลสครอบงำให้หยิบเงิน (หรือบัตรเครดิต) ออกจากกระเป๋าซื้อหาจับจ่ายอะไรที่ไม่ได้ต้องการหรือจำเป็นที่แท้จริง

ไปห้างฯ ก็เพียงเพื่อไปพบกับเพื่อนเก่าตามนัดหมาย หาร้านอาหารอร่อยๆ นั่งกินสนทนากัน เสร็จแล้วก็ย้ายวงมานั่งล้อมวงกินขนมเค้กแกล้มชาเย็นกาแฟร้อนก็ว่ากันไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องสนใจเวล่ำเวลา (เพราะเป็นวันอาทิตย์) ซึ่งไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สูงส่งอะไร (เพราะถึงยังไงคนเราก็จะต้องกินข้าวอยู่แล้ว)

พอกินเสร็จหมดเรื่องคุยก็แยกย้าย อำลากันไป ส่วนผมยังเดินดูเสื้อผ้าดูสินค้า เข้าร้านนู้นออกร้านนี้ราวกับผู้มีรสนิยมวิไล แต่ไม่ปรารถนาจะใช้จ่ายเงิน เรียกว่าทำตัวเหมือนจะมากกว่า “วินโดว์ ช็อปปิ้ง” หน่อยหนึ่ง เพราะเป็น “บอดี้ ช็อปปิ้ง” ด้วย (เอาตัวเข้าไปลองใส่เสื้อผ้าตัวที่ชอบดู)

ปกติแล้วผมมักจะเบื่อหน่ายเวลาที่จะต้องมีธุระหรือจะต้องไปห้างฯ ด้วยความจำเป็นจำใจบางอย่างในวันเสาร์อาทิตย์ เพราะเบื่อผู้คนที่ไม่รู้จะไปไหนแล้วไปแออัดยัดทะนานกันอยู่ในห้างห้างเดียว ทำเอาหูตาลายได้ง่ายๆ เมื่อเห็นคนเดินไปมาขวักไขว่

แต่พอถึงวันนี้เตรียมตัว (จะไปเที่ยวห้างฯ) และทำใจ (ว่าอาจจะต้องเจอคนเยอะ) ก็เลยพลอยจะสนุกไปกับการปล่อยตัวปล่อยใจไม่ต้องมีกรอบหรือความคิดมากันเอาไว้ล่วงหน้า ว่าจะต้องเบื่อหน่ายหรือไม่สนุก

บางทีเราก็รู้สึกอย่างงั้นอย่างงี้ได้หรือรู้สึกไปก่อนเพราะตีตนไปก่อนไข้ หรือตัดสินใช้ความรู้สึกชี้นำ ขณะที่ “ความรู้สึก” ต่อสิ่งนั้นจริงๆ ยังไม่เกิดขึ้นเลยก็เป็นไง

ในโอกาสวันเช่นนี้ คนธรรมดาที่ไม่มีวันหยุดวันพักเหมือนเพื่อนๆ ที่ทำงานประจำ ก็เลยลองทำตัวเหมือนมีวันหยุด – หยุดวันอาทิตย์แล้วไปเดินเที่ยวห้าง คลายเหงาทางสายตาด้วยการไปวินโดว์ แอนด์ บอดี้ ช็อปปิ้ง…

เรียกว่าอาจจะไม่มีสาระเอาเสียเลย แต่ก็ได้ตามใจตัวเองสุดๆ กับการปล่อยเวลาให้เลื่อนไหลไปโดยไม่บังคับชี้นำ ก็เป็นการคลายเบื่อคลายเหงาที่ดีประการหนึ่ง…

ไม่เชื่ออาจจะหาโอกาสและเวลาลองทำดูกันครับ!

ฝนเอย…

ฝนเอย ทำไมจึงตก

…………………….

ช่วงนี้หน้าฝน เราจะห้ามฟ้าห้ามฝนไม่ให้ฝนตกลงมาไม่ได้ สายฝนอาจจะสร้างความเปียกแฉะ ก่อคดีรถติดยุ่งเหยิงมโหฬารให้กับท้องถนนในกรุงเทพฯ แต่ชาวนาที่หว่านกล้ากลางทุ่งกว้างห่างไกลเมืองกรุง ได้แต่ยิ้มรับรอสายฝนหลั่งมา

ฝนหมายถึงน้ำให้ต้นกล้าข้าวในนา

ฝนหมายถึงน้ำที่จะพาปลา กบ เขียด และผักพื้นบ้านนานาให้เบ่งบานและคนได้เก็บกิน

…………………….

ฝนเอย ทำไมจึงตก

จำเป็นต้องตก….

มีใครบังคับให้เมฆฝนก่อเกิดสายน้ำหว่านเทลงมาพรมผืนโลกเป็นหยาดฝนได้ไหม?

แม้เราจะมีการพูดถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมเรื่องปัญหาภาวะโลกร้อน แต่ส่วนใหญ่แล้วก็มุ่งมองไปที่ปัญหาการละลายของก้อนน้ำแข็งใหญ่ยักษ์ตรงขั้วโลกเหนือมากกว่าจะแหงนหน้ามองเห็นความเปลี่ยนแปรและเป็นไปบนท้องฟ้านภากาศเหนือหัวตัวเองในบ้านตัวเอง

…วันนี้ก่อนเมฆฝนตั้งเค้าและสายฝนหว่านเทลงมาในตอนบ่าย ผมได้เห็นกลุ่มเมฆสีขาวหลายเฉกชั้นทอตัวเกาะกลุ่มเป็นม่านหนา เป็นเมฆที่สวยงามอีกฉากหนึ่งที่เคยเห็น เมื่อเหลียมแลมองดูท้องฟ้าที่เมืองกรุงอยู่บ่อยๆ

(น่าเสียดายที่ผมไม่ได้เก็บภาพมาให้ดูเป็นหลักฐาน)

ฝนเอย ทำไมจึงตก

จำเป็นต้องตก

เพราะว่ากบมันร้อง

กบเอยทำไมจึงร้อง

จำเป็นต้องร้อง

เพราะว่าท้องมันปวด

ท้องเอยทำไมจึงปวด

จำเป็นต้องปวด

เพราะว่าข้าวมันดิบ

…………………….

จำกันได้ไหมครับเพลงร้องเล่นๆ สมัยเราเป็นเด็ก ซึ่งผมว่ามันเป็นเพลงที่จำง่ายร้องง่ายไม่แพ้เพลงฝรั่ง Happy Birthday และมีเนื้อหาน่ารัก เหมือนจะเป็นเหตุเป็นผลวกไปวนมาให้จับต้นชนปลายไม่ถูก เพลงนี้ก็น่าจะเป็นเพลงที่มีท่วงทำนองซื่อใสฟังง่ายๆ ที่ทุกคนน่าจะร้องและจำกันได้ไม่เคยลืม

คราวหน้าเวลาฝนมา ถ้าไม่มั่นใจว่าจะสามารถหลบอยู่ใต้ชายคาแห่งใดแห่งหนึ่งได้ทัน

ก็ขอให้ทำใจให้สบายและลองฮัมเพลงเพลงนี้ดูนะครับ

หวังว่าทุกคนจะสุขสบายใจ เวลาเงยหน้า มองท้องฟ้าแล้วยังมีน้ำฝน

…………………….

“ฝนเอย ทำไมจึงตก…”