…สงคราม…

antนอกชานบ้านไม้ตรงนั้นมีต้นฉำฉายืนสูงขึ้นมาพอเป็นร่มเงา ระเบียงที่สูงขึ้นมาเพียงระดับเอวนอกจากมีหน้าที่เอาไว้กันตกแล้ว ยังพอให้นั่งเท้าแขนหรือเอาคางเกย ยามทอดสายตามองสายน้ำน้อยแห่งอยุธยาคล้อยไหลอยู่เบื้องล่าง

เหตุการณ์ทุกอย่างสุขสงบดี จนกระทั่งวันหนึ่งเจ้าของบ้านโดนมดตะนอยที่มีสีดำคล้ำออกน้ำตาล ตัวประมาณหยิบมือกัดเอาจนแพ้เป็นแผลพอง จึงได้รู้ว่าพิษสงของเหล็กไนหรือปากคมๆ ของมดตะนอยตัวจ้อยนั้นมีฤทธิ์เพียงใด

พอรู้ดังนี้แล้วบริเวณชานบ้านไม้โดยเฉพาะที่มีระเบียงไม้ตรงนั้น ซึ่งเป็นที่ที่เจ้ามดตะนอยยึดครองและเดินไต่ไปมาอยู่เป็นประจำ จึงได้กลายเป็นเหมือน…สมรภูมิ

เจ้าของบ้านเคยได้ยินชาวบ้านแถวๆ นั้นให้ข้อมูลมาว่า ถ้าอยากจะไล่มดตะนอยไปแล้วล่ะก็ ไม่ต้องไปซื้อยามาฉีดหรือเอาอะไรมาไล่ เพราะนอกจากจะเสียงตังค์ไปเปล่าๆ แล้วยังไม่มีทางสำเร็จ แต่มีวิธีง่ายๆ คือแค่หารังมดแดงมาปล่อย แล้วมดแดงก็จะจัดการมดตะนอยเอง

แม้จะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไร และปล่อยให้มดตะนอยรังควานชีวิตอยู่อย่างนั้น ว่าแล้วเจ้าของบ้านก็จัดแจงไปหารังมดแดงและตัดมาสองรัง รังใหญ่ที่ยังคากิ่งไม้อยู่เอามาโปะไว้นอกชานตรงลำต้นต้ำฉำฉา…

เรื่องราวหลังจากนั้นคือเรื่องเล่าว่ามดแดงตะลุยกัดตะลุยไล่มดตะนอยไปจนหมดฤทธิ์ราบคาบ จนต้องล่าถอยไปจากต้นฉำฉาตรงนั้น รวมทั้งระเบียงไม้ที่มัดเคยเดินไปมาอย่างอิสระ

ทุกวันนี้มดแดงที่เคยพรากจากรังเดิมมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวกำลังค่อยๆ พากันสานใยสร้างรังขึ้นมาใหม่ด้วยใบเล็กๆ ของต้นฉำฉา และพญามดหลายตัวก็กำลังเดินเข้าไปเก็บตัวอยู่ในรัง

แม้จะไม่โดนมดตะนอยกัด และได้ยินได้ฟังเรื่องสยดสยองของการล่าฟันของบรรดาเหล่า (ไอ้) มดแดงที่จัดการมดตะนอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็ขึ้นอยู่กับแรงจูงใจและแรงตั้งใจของคนที่ไปปลิดรังมดแดงเก่าเอามาปล่อยตรงพื้นที่ยึดครองของมดตะนอย

จากการรบพุ่งที่ถูกชักใยของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เรียกว่า “มด” แค่ต่างพันธุ์ต่างชนิดกันแค่นั้น

ถึงตอนนี้ผมคิดว่าผมเริ่มเข้าใจสมการของการเกิดสงครามบ้างแล้ว

หน้าตาของมดตะนอยเจ้ากรรมant1

…กว่าจะถึงวันนี้ (ของ”เรื่องเล่าจากนักเจาะโลก”)

ผมส่งต้นฉบับหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนเสร็จไปได้สักหนึ่งปีที่ผ่านมาให้กับสำนักพิมพ์ แล้วขั้นตอนหลังจากนั้นก็คือการตรวจแก้ไขต้นฉบับ การจัดหน้า พิสูจน์อักษร การทำปก การตรวจแก้ต้นฉบับ การแก้ไขคำผิด การตรวจแก้ต้นฉบับ…

ผมไม่ได้พิมพ์ผิดหรือว่าย้ำคิดย้ำทำหรอกนะครับ ขั้นตอนมันแค่วกๆ วนๆ อยู่กับการทำๆ แก้ๆ แก้ไขกันไปอยู่อย่างนี้จนกินเวลามาร่วมหนึ่งปี

ก็น่าคิดนะครับว่านับแต่วันที่ผมได้รับการติดต่อให้เป็นผู้เขียน (ในฐานะที่จะต้องมีชื่อลงบนปกหนังสือด้วย) นั้น ทำงาน เขียนเสร็จ ส่งงาน กระบวนการทั้งสิ้นก็เป็นเวลาประมาณสองปีผ่านมาพอดี

แท้จริงแล้ว เมื่อมันเสร็จออกมาเป็นรูปเป็นเล่มแล้วในวันนี้ มันกลับเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งที่น่าดู น่าอ่าน ใช้ได้เลยทีเดียวครับ

จะเป็นอย่างไรลองดูภาพปกทั้งปกหน้าและปกหลัง ดังภาพนี้นะครับ

book

ปกหน้า

backปกหลัง

โจทย์ที่ผมได้รับจากทางสำนักพิมพ์ฯ นั้นคือให้เขียนเป็นสารคดีที่อ่านสนุก ยึดอยู่บนหลักการความเป็นจริงที่ได้จากการรวบรวมบทสัมภาษณ์บรรดาวิศวกรปิโตรเลียมและนักธรณีวิทยา (เหล่าคนค้นหาพลังงาน) โดยได้รับการสนับสนุนการทำงานและข้อมูลด้วยดีจากบริษัท ปตท. สผ.

น่าเหน็ดเหนื่อยและรู้สึกว่าเป็นโจทย์ที่จะต้อง “แบกโลก” แบกรับน่าดูครับ แต่เมื่อรับงานมาเขียนแล้วก็จะต้องตั้งใจทำและถ่ายทอดออกมาให้ดีที่สุด ให้น่าอ่านที่สุด

ผมวางตัวละครที่มีชื่อสมมติขึ้นมาเดินเรื่องและมีเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เอาไว้ทั้งหมด 13 บท จำนวน 200 หน้าพิมพ์ (ไม่นับรวมหน้าหลังๆ ที่เป็นภาคผนวก)

ไม่น่าเชื่อว่าจะมีวันนี้ของหนังสือ “เรื่องเล่าจากนักเจาะโลก” ที่มีรูปเล่มสวยงาม ภาพปกน่ารัก…ในที่สุด

ส่วนจะอ่านสนุก อ่านดี มีสีสัน (ตามที่ผมโฆษณาชวนให้เชื่อเอาไว้) เพียงใด ก็ฝากเป็นผลงาน (ที่กินเวลาในการผลิตเนิ่นนาน) ไว้ด้วยนะขอรับ

ชอบไม่ชอบ ผมก็หวังว่าจะได้รับความคิดเห็นจากคุณๆ ที่รักนักอ่านทั้งหลาย…

https://ittirit.wordpress.com/my-bookshelf/

20ปี’สีสัน’ (นานแค่ไหนก็ยังรัก)

…ไม่รู้ว่าคนอื่นจะคิดหรือเคยประสบเหตุการณ์เหมือนผมหรือเปล่า ที่บางครั้งบางคราวเราคิดถึงเพื่อนสักคนที่เป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ และรู้ว่าเขาคนนั้นก็ยังคงวนๆ เวียนๆ อยู่ไม่ไกลจากตัวเรานี่แหละ เพราะยังได้ข่าวคราวมาถึงหูอยู่เป็นระยะๆ แต่จนแล้วจนเล่าก็ไม่เคยจะได้พบเจอหน้ากันอย่างตั้งใจ หรือนัดหมายมากินข้าว ถามไถ่ทุกข์สุขกันจริงๆ เลย

ผมเองมีเพื่อนๆ ในวัยเรียนที่เคยสนิทกัน (และคิดว่าน่าจะยังคิดถึงกันอยู่) ไม่น้อย แต่ทุกวันนี้ก็ไม่ค่อยจะได้ติดต่อหรือเจอหน้ากัน “ตัวเป็นๆ” และผมกับนิตยสารเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “สีสัน” เองก็มีความรู้สึกเยี่ยงนั้น

DSCF9686

ผมพบสีสันครั้งแรกในฉบับแรกที่ตีพิมพ์ราวปี 2531 – 2532 ตอนที่ยังเป็นวัยรุ่น ซึ่งฉบับแรกของสีสันเป็นหน้าปกคุณจินตหรา สุขพัฒน์ นางแบบยอดนิยมสมัยก่อน ผมเองไม่เคยรู้จักคนชื่อ “ทิวา สาระจูฑะ” ซึ่งเป็นบรรณาธิการ แต่พอได้เปิดดูและพลิกอ่านบทบรรณาธิการก็รู้สึกว่าเป็นข้อเขียนที่ดีและแปลกแตกต่างไปจากหนังสือบันเทิงที่มีอยู่ในยุคนั้น (20 ปีที่แล้ว!) จนไปถึงเนื้อหาข้างในของสีสันแล้วผมก็ซื้อติดไม้ติดมือกลับไปอ่านต่อที่บ้าน และหาอ่านต่อมาจนร่ำเรียนมหาวิทยาลัยไปแล้ว…ในอีกหลายปีต่อมา

ผมพบว่าตัวเองชอบอ่านบทบรรณาธิการของคุณทิวา (ซึ่งต่อมาผมก็เรียกขานเหมือนคนอื่นว่า “น้าทิวา”) และสีสันก็เป็นเหมือนลายแทงให้เด็กหนุ่มอย่างผมและเพื่อนสนิทเลือกว่าจะหาเพลงของนักร้องฝรั่งคนใดหรือหนังนอกกระแสเรื่องใดมาดู จากการวิจารณ์บันเทิงในแต่ละเล่ม สีวันจึงเข้ามาอยู่ใกล้ชิดการเติบโตทางความคิดและรสนิยมทางดนตรี ภาพยนตร์ หนังสือ และศิลปะของผมปีแล้วปีเล่า (แน่นอนว่าในตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยผมก็ได้บอกรับเป็นสมาชิกของสีสันแล้ว)

ผมมีโอกาสได้ใช้สีสันเป็นแบบฝึกหัดในการวิเคราะห์นิตยสารในวิชา Magazine Editing ตอนเรียนอยู่ปีสาม และยิ่งทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนคนนี้ทั้งทางร่างกายและนิสัยใจคอยิ่งขึ้น

พอเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ผมมีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษน้าทิวาหนหนึ่งเพื่อเอามาเขียนบทสัมภาษณ์ในเรื่องการจัดตั้งรางวัลสำหรับคนทำงานบันเทิงที่มาแรงคือรางวัล “สีสันอะวอร์ดส์” จนกระทั่งทุกวันนี้ (มีคำพูดสัพยอกว่าดูเหมือนชื่อของรางวัลจะเป็นที่รู้จักโด่งดังเสียยิ่งว่านิตยสารเสียอีก) และพบว่าตัวจริงของน้าทิวา ชายร่างเล็ก ขรึมๆ เสียงกังวานนั้น “ไม่บันเทิง” เลยสักนิด แต่ก็มีน้ำหนักในการใช้ชีวิตหรือคิดทำอะไรๆ ซึ่งนี่เองคงเป็นเหตุให้สีสันมีวันนี้…วันที่เดินทางมาจนครบ 20 ปีบนหนทางของการเป็นนิตยสาร ขอบอกว่าไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแน่นอนครับที่ใครสักคนเคี่ยวเข็นลงทุนและตั้งใจทำนิตยสาร (ด้านวิจารณ์บันเทิง) ของตัวเองออกมาฉบับหนึ่งและอยู่ยง กระทั่งยืนยันว่าจะเดินทางต่อและทำต่อไป เยี่ยงเพื่อนเก่าของผม…สีสัน…ฉบับนี้

ผมยังไม่มีโอกาสแสดงความยินดีหรือส่งข้อความทางจดหมาย หรืออีเมล ไปบอกน้าทิวาและทีมงานว่า ยินดีด้วยกับการก้าวมาจนถึงหลักไมล์ของปีที่ 20 แล้วของสีสัน ดังนั้นก็ขอบอกผ่านทางบล็อกนี้เลยล่ะกันว่า ” 20 ปีไม่เปลี่ยนแปลง ถึงยังไงก็ยังรักและจะติดตามผลงานในสีสันต่อๆ ไปครับ”

www.seasonmagazine.net

การกลับมาของร้าน “ตำอิด”

หลายปีก่อนผมเคยมีร้านเล็กๆ อยู่ในตลาดนัดสวนจตุจักรครับ ชื่อร้าน “ตำอิด” ซึ่งเป็นภาษาอีสานบ้านเกิดของผมครับ มีความหมายว่า แต่แรกเริ่มหรือเริ่มต้น ข้าวของที่ทำขายก็เป็นพวกเสื้อผ้า กระเป๋าย่าม หมวกวณิพก ฯลฯ ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายทอมือเนื้อดีร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำมาได้สัก 5 – 6 ปีผมก็หยุดพักไป เพราะติดพันกับการท่องเที่ยวเดินทางจนแทบไม่เป็นอันกลับมาทำงานเปิดร้านขายของในวันเสาร์- อาทิตย์ (ซึ่งตลาดจตุจักรนั้นร้อนมากด้วย)

ในที่สุดผมก็กลับมาเปิดหน้าร้าน “ตำอิด” ใหม่อีกครั้งที่หน้าเว็บบอร์ดนี้ โปรดติดตามรายละเอียดและดูสินค้าชุดแรกได้ที่หน้า “ร้านตำอิด” หรือ Tam Id Shop ได้เลย

ท่องเว็บกันมามากแล้ว ไปเปิดหูเปิดตาดูข้าวของ ช้อปปิ้งกันบ้างดีไหมครับ?

pant6

Life is Short(film)

…ชีวิตแสนสั้น

ความฝัน(ของคนทำหนังสั้น)แสนยาว…

เมื่อวานนี้ผมเพิ่งค้นพบว่าตัวเองเป็นคนความอดทนต่ำ สาเหตุนั้นก็ไม่ใช่เกิดแรงดันทุรังสูง อดรนทนไม่ได้กับใครหรอกครับ จริงๆ ผมก็แค่เสเข้าไปชมการเปิดเทศกาลหนังสั้นกรุงเทพฯ ครั้งที่ 13 ที่จัดขึ้นที่หอศิลป์กรุงเทพมหานคร ตรงสี่แยกปทุมวันมา และพบว่าตัวเองถูกใจ ต้องโฉลกกับการนั่งดู “หนังสั้น” ซึ่งใช้เวลาไปเพียงประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ได้ดูหนัง (สั้นๆ) ไปแล้วถึงสี่เรื่อง

สองเรื่องแรกที่ได้ดูเป็นผลงานของคนไทยครับ เรื่องแรกความยาว 32 นาที ชื่อเรื่อง “Bangkok Bloody Ramen” ผลงานการเขียนบท กำกับฯและตัดต่อของคุณนวรัตน์ รุ่งอรุณ หรือ”พี่รัตน์” ที่ผมเรียกขาน ด้วยระดับของความสนิทสนมขึ้นมานิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อวานนี้ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของหนังสั้น (ที่มีความยาวของนาทีที่ค่อนข้างยาวกว่าความเป็นหนังสั้นทั่วไป) หรือที่เรียกว่า World Premier

poster

หนังสั้นเรื่องนี้เป็นหนังดราม่าที่ดูสนุก น่าติดตาม การเดินเรื่องทำได้น่าสนใจครับ เป็นเรื่องของสามีภรรยาชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยโดยใช้ไกด์เป็นคนนำเที่ยว แรกๆ ก็ดูเหมือนจะให้ความสนใจกับการเที่ยววัดหรือช้อปปิ้งดีอยู่ แต่พอวันต่อมา คนที่เป็นสามีก็เอาแต่ถามว่าเขาจะหา “ราเม็งแบบไทยๆ กินได้ที่ไหน” และก็ตะบี้ตะบันกินเอาๆ หลังจากที่ได้ร้านก๋วยเตี๋ยวเกือบจะค่อนเมืองกรุงไกด์สาวจัดให้ ส่วนฝ่ายภรรยานั้นก็เอาแต่ซดเบียร์ช้าง นั่งกลุ้ม เพราะเบื่อการตระเวณหาราเม็งไทยๆ กินไม่รู้จักอิ่มแบบสามี

ผมชอบตอนเปิดเรื่อง และการเดินเรื่องต่อมาที่พาคนญี่ปุ่นไปกินก๋วยเตี๋ยวน้ำแบบไทยๆ ชามแรกในร้านเย็นตาโฟแถวๆ ท่าเตียน ตรงข้ามวัดโพธิ์ในหนังเรื่องนี้ มันดู Absurd ดีหรือ Exotic ดี เวลาที่ลองนึกภาพตามว่าขณะที่เราเองเป็นคนต่างชาติต่างถิ่น ไปเที่ยวท่องอยู่ในบ้านอื่นเมืองอื่น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอาหารหน้าตาแปลกๆ รสชาติไม่คุ้นลิ้น เราจะยังสนุกกับการท่องเที่ยวได้อยู่หรือเปล่า?

eat1

eatทำไมจะต้องเป็นก๋วยเตี๋ยวแบบเลือดๆ ในกรุงเทพฯ (Bangkok Bloody Ramen) ตามอย่างชื่อหนังนั้น และทำไมเจ้าคนที่เป็นสามีถึงได้ตะบี้ตะบันกินๆ และกินก๋วยเตี๋ยวอย่างไม่รู้อิ่ม ผมคิดว่าผมจะไม่เฉลยตรงนี้นะครับ ใครรู้จักคุณนวรัตน์หรือมีโอกาสสอบถาม หาข้อมูลตอนจบหรือหัวใจของเรื่องกันเอาเอง ท่าจะเหมาะสมกว่า

………………..

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของเทศกาลหนังสั้นฯ ครั้งที่ 13 ครับ (13 – 23 สิงหาคม) และปีนี้ทางผู้จัดงานยอมรับว่ามีคนทำหนังสั้นและส่งเข้ามาให้คัดเลือกเพื่อฉายกันมากถึง 528 เรื่องทีเดียว ทำให้เทศกาลนี้มีหนังสั้นๆ ให้เลือกดูหลายเรื่องทั้งของไทยและเทศจากทั่วโลกและทางผู้จัดงานก็ได้แบ่งแยกกลุ่มหรือการฉายหนังอย่างเป็นหมวดหมู่ สถานที่ซึ่งจัดฉายในหอศิลป์ฯ นั้นก็ลงตัวและเดินทางไปมาได้สะดวก มิหนำซ้ำยังไม่มีการเก็บค่าเข้าชมอีกด้วย

เพราะฉะนั้นใครที่อยากจะรู้ว่าตัวเองเป็นคนที่ความอดทนต่ำ (และรักหนังสั้น) หรือไม่ ก็ลองไปชมหนังสั้นที่งานนี้กันดูนะครับ

หมายเหตุ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม

www.thaifilm.com

www.thaishortfilmfestival.com

ติดตามข่าวคราวของหนังสั้นเรื่องดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ www.farshinefilms.com

เที่ยวตลาดลาดชะโด

กลับจากท่องอีสานเหนือได้ไม่ถึงอาทิตย์ดี ผมก็โดนลมเพลมพัด ชักนำให้ติดรถรุ่นพี่คนหนึ่งไปเที่ยวอยุธยากันแบบง่ายๆ เช้าไปเย็นกลับ โดยมีเป้าหมาย (ที่ดูราวกับไม่ใช่เป้าหมาย) ก็คือการไปเยือนบ้านไม้ริมแม่น้ำน้อยในอำเภอเสนา ของรุ่นพี่อีกคนหนึ่งที่กำลังมีแผนจะปรับปรุงบ้านที่นั่นระหว่างนี้พอดี

9a

บ้านไม้ริมน้ำบรรยากาศดีเยี่ยมเหมือนกำลังอยู่โฮมสเตย์

พอนั่งเล่นนอนเล่นและกินข้าวปลาอาหารมื้อกลางวัน (ไข่เจียว ผัดผักบุ้งต้มยำปลาตะโกกกับข้าวกล้องหุงสุกใหม่ร้อนๆ หน้าตาเมนูโดยเชฟใหญ่พี่ยมหน้าตาประมาณนี้ครับ) กันพอได้ที่แล้ว (ถ้าหากนิ่งกว่านี้มีหวังมีแต่ง่วงนอน)4

พวกเราก็คิดอ่านกันว่าน่าจะลองหาโอกาสไปชมตลาดลาดชะโด ที่อำเภอผักไห่กันดูสักหน่อย เพราะไหนๆ ก็อยู่กันที่ริมแม่น้ำน้อย อำเภอเสนาอยู่แล้ว อยู่ห่างไปไม่เกิน 20 กิโลเมตรก็ถึงที่นั่นแล้ว

จากนั้นทั้งลูกทัวร์และหัวหน้าทัวร์ (รั้งตำแหน่งพนักงานขับด้วย) ก็ตรงดิ่งมุ่งสู่ตลาดตลาดชะโด โดยระหว่างทางก็ผ่านบ้านเรือนไม้ยกพื้นสูง บางหลังทาสีแจ่มแจ๋วไม่เกรงสายตาผู้คน และทุ่งนาที่โชว์สีเขียวของต้นกล้ากว้างไกลสบายตา

ถึงตัวตลาดแห่งนี้ก็บ่ายโมงเศษๆ เห็นรถราจอดกันค่อนข้างหนาแน่น แทบจะหาร่วมเงาเข้าที่จอดรถไม่ได้เลยทีเดียว ทั้งๆ ที่เป็นเพียงวันหยุดนักขัตฤกษ์วันเดียวเท่านั้น ถ้าหากว่าเป็นเสาร์- อาทิตย์น่าจะมีคนมาเที่ยวที่นี่มากกว่านี้แน่นอน

ตัวตลาดมีสภาพเป็นห้องแถวยาวตรงดิ่งเข้าไปหาแม่น้ำ (หรือคลอง) เป็นห้องไม้ในสภาพเก่าแก่ ผมหยิบเอาเอกสารแจกฟรีที่แนะนำตลาดแห่งนี้มาด้วยเห็นบอกไว้ว่ามีอายุอานามมาประมาณ 109 ปีแล้ว วันที่ผมไปไม่ค่อยจะมีการค้าการขายขนมหรือของกินเล่นมากมายนัก ซ้ำยังเหมือนข้าวของจะขายหมดไปแล้วด้วยบางส่วน เราจึงได้นั่งกินเครื่องดื่มเย็นๆ แบบใส่แก้วก้นจีบของกาแฟแบบร้านอาแปะ และเดินชมร้านค้าในตลาดเล็กๆ แห่งนี้ ซึ่งมีข้าวของแบบย้อนอดีต เช่น ของเล่นสังกะสี ช้อนสังกะสี เสื้อยืด มาเสนอขายนักท่องเที่ยวแล้วเหมือนกัน นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์พื้นบ้านอื่นๆ จำพวกไข่เค็ม ปลาแห้ง ฯลฯ

15

28

30

3229

มันเป็นการยากที่จะเป็นการตัดสินหรือเปรียบเทียบให้ได้เห็นกันนะครับ ว่าตลาดเก่าที่ลาดชะโด ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของอำเภอผักไห่ เมื่อเทียบกับตลาดสามชุก สุพรรณบุรี ตลาดน้ำอัมพวาหรือบางคนที ตลาดคลองสวนร้อยปีหรือตลาดบ้านใหม่ที่ฉะเชิงเทรา ที่ไหนจะมีเสน่ห์หรือดูดี น่าเที่ยวยิ่งกว่ากัน

ผมว่าแต่ละที่ก็ย่อมจะมีเสน่ห์ มีเรื่องราว มีคนรักคนชอบหรือไม่ชอบแตกต่างกันออกไป

แต่ผมรู้ดีว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบเที่ยวตลาด โดยเฉพาะตลาดบ้านไม้เก่าริมน้ำริมคลอง และไม่ใช่น้อยๆ เลยที่ยังมีคนไทยอีกมากหลายที่ชื่นชอบเช่นเดียวกับผม แม้ว่าอากาศจะร้อน แดดจะแรง เหงื่อจะไหลทะลักออกมา ไม่ได้เดินเย็นสบายๆ เหมือนตอนเดินดูข้าวของในห้างฯ ก็ตามเถอะ

เรารู้ดีว่าความสนุกและเสน่หาในเรื่องราวของอดีตที่หลงเหลืออยู่ให้มองหาและค้นหาในตลาดเก่าที่ใดที่หนึ่งนั้น มันช่างลี้ลับเหนือคำบรรยายจริงๆ ครับ

เนื่องจากตลาดลาดชะโดยังไม่มีเว็บไซต์ ถ้าหากสนใจจะไปเที่ยว ติดต่อได้ที่ ที่ทำการปกครองอำเภอผักไห่ โทร. 0- 3539- 1399, 0- 3539- 2367

ของฝาก…จากเชียงคาน

เคยได้ยินไหมครับชื่อนี้…เชียงคาน?

 

ผมว่าถ้าหากคุณเป็นคนอยู่ในกระแส ชอบท่องเที่ยวแบบแนวๆ น่าจะเคยได้ยินชื่อของอำเภอ “เชียงคาน” มาบ้าง เพราะเชียงคานเมืองเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขงเป็นที่กล่าวถึงในสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทแนะนำการท่องเที่ยวหรือรายการโทรทัศน์ที่ชอบพาเราไปเที่ยว ผมขอยกตัวอย่างเล่ม Slow life ของนิตยสาร OOM เมื่อหลายปีมาแล้ว หรือหน้าปก “เสาร์สวัสดี” กรุงเทพธุรกิจก็เคยนำเรื่องของเมืองเชียงคานไปเขียนถึงกันอยู่เนืองๆ

 

DSC_0086เชียงคานในสายตาของใครหลายคนจึงเป็นเมืองเล็กๆ ที่มาแรงแซงโค้งปายของแม่ฮ่องสอนที่เริ่มจะเก่าและถูกกล่าวถึงในสื่อจนคนเริ่มจะเบื่อกันแล้ว

…จะด้วยเหตุนี้ (และด้วยเหตุผลอื่นๆ) ในวันนี้ผมไม่ได้นึกถึงเชียงคาน หรือไม่ได้อยากจะลุกขึ้นมาเก็บกระเป๋าขึ้นรถ ออกจากบ้านเพื่อไปสิ้นสุดลงที่ชายแดนริมน้ำโขง จ. เลยที่เชียงคาน

…จะด้วยเหตุนี้หรือไม่ ที่เวลาเราไม่ได้นึกถึง ไม่ได้คาดคิด เรากลับได้ลงมือกระทำหรือได้ท่องเที่ยวไปยังสถานที่แห่งนั้น

เรื่องของเรื่องคือว่าผมจะมีกลุ่มก้อนคนที่ชอบเที่ยวกันอยู่กลุ่มหนึ่งที่สนิทสนมกันและชอบหาจุดหมายชักชวนกันไปเที่ยวที่นู่นที่นี่ไม่หยุดหย่อน

วันหนึ่งมีโทรศัพท์จากสมาชิกในกลุ่มคนชอบเที่ยว (ในวันธรรมดาและไม่ใช่ช่วงเทศกาล) ถามมาว่าสนใจไปเที่ยวอีสานกันไหม นั่งเครื่องไปลงที่อุดรฯ จากนั้นเช่ารถขับ โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่เลยและเชียงคาน

ผมใช้เวลาคิดใคร่ครวญสักห้านาที แล้วบอกว่าจะโทรกลับถึงผลการตัดสินใจ แต่ก็เพียงแค่ชั่วอึดใจที่ผมโทรกลับไปบอกคนที่ชวนว่า “ไปกันๆ”

นั่นเป็นผลทำให้ผมได้ไปเห็น “เชียงคาน” เป็นหนที่สอง เมื่อระยะเวลาผ่านมาได้สัก 14 – 15 ปีแล้วนับแต่ครั้งแรกที่เคยเดินทางไปเชียงคานด้วยรถโดยสารประจำทาง แต่ไม่ได้ไปค้างคืน แค่เดินเล่นชมเมือง และไปนั่งกินมะพร้าวแก้วริมแก่งคุดคู้ และจำได้เพียงว่าชอบความเงียบสงบของเมืองเล็กๆ แห่งนี้เอาการอยู่เหมือนกัน

DSC_0418สิบกว่าปีที่ผ่านมา แม้จะจำได้บ้างไม่ได้บ้างในหน้าตาและอารมณ์ของเชียงคาน แต่เมื่อเช้าวันหนึ่งที่เราออกรถเดินทางกันจากเมืองกรุงมุ่งอีสาน ผ่านถนนหลายสาย ชุมชนและป่าเขา กระทั่งยามค่ำเย็นก็ถึงเชียงคาน ด้วยระยะการเดินทางประมาณ 600 เมตร ผมก็พลันรู้สึกได้ว่าเชียงคานยังเป็นอำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งอยู่ดี

DSC_0152

DSC_0156

DSC_0251

คราวนี้เราไปพักกันที่เกสต์เฮาส์ในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลบนถนนชายโขงชื่อว่า “เรือนแรม ลูกไม้” สนนราคาค่าที่พักห้องละ 350 – 450 บาทต่อห้องต่อคืนเท่านั้นเอง และบ้านก็ใหญ่โตกว้างขวาง สะดวกสบายมากๆ ซ้ำพอตกเย็นเจ้าของเกสต์เฮาส์ซึ่งมีบ้านอยู่นอกเมืองก็ยังเอากุญแจไว้ให้เราถือครองเป็นเจ้าของที่พักสวยๆ กันเอาเองทั้งคืน

ผมถึงกับเขียนเพลงเพลงหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า “ฝันดีที่เชียงคาน” (Goodnight in Chiang Kan) ขึ้นมา โดยมีรุ่นพี่คนหนึ่งที่หิ้วกีตาร์ขึ้นรถไปด้วยเป็นคนให้ทำนอง เนื้อเพลงมีประมาณนี้ครับ (ใครที่เล่นกีตาร์เป็น อยากให้ลองเกากีตาร์เพลงนี้ดูนะครับ)

DSC_0499

(ถ้าโอกาสเหมาะๆ และผมพอจะรู้วิธีที่จะเอาเพลงนี้ขึ้นมาไว้บนบล็อกให้ได้ยินกันก็จะหาโอกาสทำให้ได้…ในวันข้างหน้านะครับ)

นอกจากเอาเรื่องมาเล่า เอาภาพและเพลงมาฝาก ขอยังอยากยืนยันว่าที่เชียงคานยังเล็ก สงบ สวยงาม ห่างไกลจากมลพิษใดๆ ผู้คนเป็นมิตร อาหารอร่อย ไม่เหมือนกับเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่ว่าเชียงคานอาจจะเปลี่ยนไป เป็นเหมือนปายของอีสาน เป็นเมืองที่ใจแตก ไม่รักดี…

สามวันสามคืนของการเที่ยวในเมืองนี้แบบไม่คาดหวัง บอกกับผมว่าเชียงคานยังน่ารักและเป็นเมืองที่รักดีอยู่มิใช่น้อยครับ

——————————————————————

ภาพถ่ายทั้งหมดเป็นผลงานของพี่ยม – นิยม นภาลัยนะครับ ขอบคุณครับสำหรับภาพสวยๆ และการใส่ทำนองเพลงฝันดี

เพราะสุข ทุกข์ คือธรรมดาของชีวิต

สวัสดีเดือนสิงหาคมกับทุกคนครับ

ไม่อยากจะพูดประโยคเชยๆ ว่าเราเดินทางในปี 2552 กันมาแล้วเจ็ดเดือน เวลาผ่านไปไวจริงๆ นะครับ

เวลาที่ผ่านไป “สุข ทุกข์” หรือสบายใจสบายกายกันดีแค่ไหนครับ?

โบราณว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” คนเราถ้าหากไม่เจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคภัยและร่างกายแข็งแรงดี สิ่งที่จะกำหนดหรือบอกได้ว่าสุขหรือทุกข์ของเราได้นั้น “น่าจะอยู่ที่ใจ” จริงไหมครับ…

นานหลายครั้งในการโพสต์เรื่องบนเว็บบล็อก Bytheway  แห่งนี้ ผมเคยเขียนถึงเรื่อง “ของถูกไม่มีของดี ของฟรีไม่มีในโลก” เอาไว้ โดยมีนัยตั้งใจกล่าวถึงการเกิดขึ้นและมีอยู่ของสิ่งพิมพ์แจกฟรีที่ปรากฏเกลื่อนเมือง ดีบ้างไม่ดีบ้าง ตั้งใจทำบ้าง ไม่ตั้งใจทำบ้าง ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อหวังโฆษณาบ้างหรือหวังแต่ก็ผิดหวังบ้าง แต่ถึงตอนนี้เมื่อได้เห็นและได้หยิบสิ่งพิมพ์แจกฟรีหรือ Free Copy ฉบับหนึ่งติดไม้ติดมือมาอ่าน ผมก็เริ่มชักจะลังเลกับแนวคิดของตัวเองว่า จริงหรือที่ของฟรีที่ดีๆ จะไม่มีเสียทีเดียว?

สิ่งพิมพ์ที่ว่านี้เป็นขนาดแท็ปลอยด์ พิมพ์อย่างประณีต กระดาษเนื้อดี พิมพ์สี่สีเกือบจะทุกหน้า จัดอาร์ตเวิร์คได้อย่างมีชั้นเชิง บ่งบอกฝีมือของทีมงานและคนทำ

ผมพลิกดูหน้าเครดิตแล้วก็ต้องประหลาดใจที่ว่าเจ้าของของสื่อสื่อนี้คือ “ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วัดผาณิการาม จังหวัดฉะเชิงเทรา” โดยมี “พระสุรศักดิ์ จรณธัมโม” เป็นบรรณาธิการ (และคอลัมนิสต์อีกหลายคอลัมน์)

…พระนะครับพระ เป็นบรรณาธิการ?!!?

ชื่อหนังสือว่า “ธรรมดา” นั้นไม่ประหลาดใจอยู่แล้วล่ะครับว่าผูกโยงอยู่กับเรื่องธรรมะและธรรมดาของชีวิต แต่ที่ประหลาดใจคือความน่าอ่านในเนื้อหาที่มีบทสัมภาษณ์เรื่องใจที่ปลอดทุกข์ของนางเอกสาว – เบนซ์ พรชิตา ณ สงขลา โดยนักเขียนสตรีฝีมือดีอย่างอรสม สุทธิสาคา บทสัมภาษณ์คุณนิติพงษ์ ห่อนาค คอลัมน์ศิลปะ เรื่องสั้น และหน้าความเรียงหรือบทกวีอีกต่างหาก

คอลัมน์ที่ผมชอบและทึ่งมากในการทำให้เรื่องราวของธรรมะและพุทธศาสนาเป็นเรื่องใกล้ตัวและน่าสนใจ มีชื่อว่า “โยมถาม อาตมาตอบ” โดยพระสุรศักดิ์ บรรณาธิการเป็นผู้ตอบคำถามเกี่ยวกับธรรมะ บาปบุญ การฝึกจิต ส่วนผู้ตั้งคำถามก็เป็นบรรดานางแบบชื่อดัง สไตลิสต์แฟชั่นและคนรุ่นใหม่ในวงการแฟชั่นแทบจะทั้งนั้น เรียกว่าทั้งคนตอบและคนถามอยู่กันคนละวงการเหมือนเส้นขนานก็ว่าได้

ผมเชื่อแล้วล่ะครับว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับความตั้งใจและเจตนา ถ้าเราเจตนาทำในสิ่งดีๆ ความดีก็ปรากฏขึ้น

…เช่นเดียวกับการเกิดขึ้นของสิ่งพิมพ์แจกฟรีดีๆ เล่มนี้

(อย่าลืมติดตามและมองหากันนะครับ ผมเองก็จนปัญญาว่าเขาจะวางแจกจ่ายอยู่ในร้านค้าใดบ้าง)

ภาพปกของ “ธรรมดา” ฉบับที่ 2  ปี 2552 และคอลัมน์ “โยมถาม อาตมาตอบ” กับภาพปกหลัง

 

P1010091P1010092P1010093www.kondee.com

Email: office@kondee.com