(สำรวจ)ใจเขา ใจเรา และใจเธอ

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งคบหาและรู้จักกันมานานนับสิบปี แม้จะไปมาหาสู่หรือเจอกันอย่างตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง แต่เราสองก็ยังคงเป็นเพื่อนกันอยู่

วันหนึ่งกลับจากการเดินทางไกลที่อินเดีย ผมได้รู้ว่าเพื่อนคนนี้ขยับสับเปลี่ยนบทบาทและงานของตัวเองมาเป็นศิลปินเซรามิกแล้วล่ะครับ

งานนิทรรศการที่ผ่านไปตอนต้นปีของเธอมีชื่อว่า “Exploring Love” หรือรักที่ต้องสำรวจหรือสำรวจความรัก อะไรก็ว่ากันไป

2628_64254680807_725005807_1999842_2655622_n

p_home

n725005807_1838292_4303

(ภาพทั้งสามผมดึงมาจาก Facebook ของ Nino Sarabutra นะครับ ขออนุญาตและขอบคุณไว้ด้วย)

หลายปีก่อนนีโน่เป็นผู้หญิงไทยผิวคล้ำท่าทางคล่องแคลวทะมัดทะแมง ผมรู้จักกับเธอจากการเป็นนักข่าว ส่วนนีโน่ทำงานอยู่เอเจนซี่โฆษณา พอหลังๆ พบเจอกันเธอก็เล่าเรื่องที่เธอไปอยู่ยูเครนเพราะออฟฟิศส่งตัวไปทำงานมานานปีกว่า หรือหลังจากนั้นเธอก็เล่าเรื่องที่ไปสอนปั้นเซรามิกและทำงานขายที่ตลาดพ็อตโตเบลโลที่ลอนดอนให้ฟังอย่างสนุกสนานและอดทึ่งกับความเคลื่อนไหวในชีวิตของเพื่อนคนนี้ไม่ได้

นีโน่เป็นคนที่ชอบทำงานสิบอย่างในเวลาเดียวกัน เธอจึงเป็นทั้งก็อปปี้ไรเตอร์ที่เขียนคำโฆษณา เป็นครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ เป็นที่ปรึกษางานประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัท พอว่างก็จะหาเวลาไปเล่นกีฬาพวกเอ้าท์ดอร์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำแบบสกูบ้า เล่นเวคบอร์ด (ผมไม่รู้จักและไม่แน่ใจว่าจะเขียนถูก) เล่นวินด์เซิร์ฟ และล่าสุดเธอหันไปเล่นไค้ท์เซิร์ฟที่โปรดปรานแถวๆ หัวหิน

งานศิลปะของนีโน่เป็นงานเซรามิกขนาดค่อนข้างใหญ่เป็นชิ้นเป็นอัน ทำเป็นรูปทรงของหัวใจขนาดพอจะยกเล่นได้ (เธอให้จับต้องชิ้นงานได้) หนึ่งชิ้นหนึ่งสีหนึ่งเทคนิคและหนึ่งเรื่องราวภายใต้คอนเส็ปท์สำรวจความรักของเธอ พอผมพลาดงานนิทรรศการตอนต้นปีที่จัดขึ้นที่ห้องสมุด Nelson Hays แถวสีลม – สุริวงค์ ผมก็ไม่ลืมที่จะหาเวลานัดหมายพุ่งตรงไปดูงานจริงๆ ที่เหลืออยู่ที่บ้านและสตูดิโอเพื่อนศิลปินคนนี้ที่ย่านนวมินทร์เมื่อมีโอกาส หลังจากนิทรรศการครั้งนั้นผ่านมาแล้วหลายเดือน

พอได้เจอกันและพูดคุยถึงช่วงเวลาที่ห่างหายไม่เจอหน้าค่าตากันก็ร่วมสองปีเห็นจะได้ และได้ชมงานเซรามิกในชุดดังกล่าวของเพื่อนที่นำมาแขวนแต่งผนังเรียงรายไว้อย่างลงตัว (นอกจากจะสวยงาม) ที่บ้านแล้ว ยังได้ชมบ้าน ชมสวน ชมเตาเผาเซรามิก และร่ำเครื่องดื่มแกล้มบทสนทนากันยาวนานตั้งแต่บ่ายแก่ๆ จนถึงยามวิกาลก็ไม่มีที่ท่าว่าจะจบการพบปะกันได้ง่ายๆ

n

นีโน่ สาระบุตร เจ้าของผลงานรูปหัวใจที่ยังไงก็ไม่ซ้ำ

n2n1ไม่มีเวลาที่จำกัดหรือแน่นอนสำหรับมิตรภาพ มิตรดีๆ ก็ไม่มีวันเก่าไปตามกาลเวลา

สำรวจหัวใจของเรา และลองหาที่ว่างให้กับความรักดีๆ ที่มีอยู่ระหว่างเพื่อนกันดีกว่าไหมครับ

นีโน่กำลังวางแผนที่จะทำนิทรรศการเซรามิกครั้งหน้าของเธอ ติดตามชมเว็บไซต์เท่ๆ ตามสไตล์นีโน่ได้ที่ http://www.ninosarabutra.com

คือเรื่องราวของหัวใจล้วนๆ

(ก่อนจะอ่านข้อเขียนต่อไปนี้ ขอให้อ่าน “หมายเหตุ” ตรงนี้ก่อนนะครับ เรื่องของเรื่องคือว่าผมไม่รู้มาก่อน (ที่จะเขียน) เลยว่า พอนิตยสาร BE ออกเล่ม 3 ซึ่งเป็นหน้าปกของสิริยากร พุกกะเวสแล้วจะมีการปรับราคาขายจาก 20 บาทเป็น 45 บาท แต่ก็ยังนับว่าเป็นนิตยสารอีกหนึ่งหัวที่ราคาถูกอยูดี และเงินค่าสมัครนิตยสารายปีนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเป็นการนำไปสมทบให้มูลนิธิทั้งสองแห่งนั้น “บางส่วน” เท่านั้นครับ: 31 – 07- 2552)

นิตยสารที่คุณชื่นชอบและซื้ออ่านตอนนี้มีชื่ออะไรบ้างครับ?

สารคดี

พลอยแกมเพชร

มาดามฟิกาโร่

แพรว

ESQUIRE

Livingetc

Yoga Journal

หรือว่า Oops!

………………………………

ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้มีนิตยสารมากมายหลายหัวล้นแผงจริงๆ จนทำให้ความสนใจที่จะไปไล่ล่าหรือติดตามอ่านในแต่ละเดือนแทบจะหดหายไปหมด

ช่วงหนึ่งของชีวิตตอนที่เริ่มต้นทำงาน (ก็ไม่ช้าไม่นานแค่เกือบยี่สิบปีที่แล้ว) ผมฟิตมากบอกรับเป็นสมาชิกทั้งนิตยสารสารคดี Time Magazine กับ National Geographic (ทั้งสองฉบับหลังเป็นภาษาอังกฤษส่งมาจากนอก) แต่ในที่สุดก็อ่านไม่ทัน ก็มากองเป็นตั้งๆ ประดับบ้านหรือต่างหมอนหนุนนอนที่บ้านไป เรียกว่าพยายามจะใช้ให้คุ้มกับเงินที่เสียไป

ทุกวันนี้ผมชอบไปเกาะตามแผงหนังสือในห้าง B2S บ้าง แพร่พิทยาบ้าง ซึ่งมีแผงหนังสือใหญ่ ยาว อวบ (ด้วยสาระ) ให้เรายืนเลือกอ่านก่อนที่จะซื้อ ส่วนมากจะพลิกดูว่ามีเล่มไหนที่มีเนื้อหาน่าสนใจ แต่ก็ยังซื้อนิตยสารเช่น GM, Esquire,Yoga Journal กับสารคดีบ้างนานๆ ที เรียกว่าพอวัยมากขึ้นและพอจะอยู่ในฐานะที่ซื้อหานิตยสารราคา 80 -120 บาทมาอ่านได้ในแต่ละเดือน แต่ความอยาก ความขยันที่จะอ่าน หรือติดตามก็น้อยลง

ผมวิเคราะห์ตัวเองว่าสาเหตุที่ทำให้ผมสนใจซื้อนิตยสารมาอ่านน้อยลงน่าจะเป็นเพราะเหตุผลสองสามข้อนี้ครับ

หนึ่ง ราคาของนิตยสารที่ขยับตัวสูงขึ้น อย่างที่ผมว่าตอนนี้ราคาของนิตยสารน่าอ่านก็อยู่ที่ 90 – 120 บาทแทบจะทั้งนั้น เดือนๆ หนึ่งคงเปิดโอกาสให้เราเลือกซื้อนิตยสารโดนๆ ได้ไม่กี่เล่มจริงไหมครับ อันนี้ผมพูดในมุมที่ว่าซื้อมาแล้วได้อ่านและอ่านได้ทันในแต่ละเดือนนะครับ

สอง สื่อสิ่งพิมพ์ที่ออกมาเป็นนิตยสารหรือวารสารแจกฟรีที่แจกจ่ายให้อ่านมีเยอะขึ้น

สาม การเข้ามาครอบครองพื้นที่ของสมองและสายตาของเราโดยอินเตอร์เน็ต ซึ่งแทบทุกคนที่ใช้ชีวิตในวิถีใหม่ จะต้องมีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตในการเข้าไปอ่านสิ่งต่างๆ ดูข้อมูล กระทั่งส่งอีเมล กระทำธุรกรรมต่างๆ จนเวลาแทบจะหมดไปโดยไม่รู้ตัว

………………………………

วันนี้ผมมีเรื่องราวของนิตยสารหัวใหม่ที่ว่าด้วยหัวใจล้วนๆ มาเล่าสู่กันฟังครับ

(ใครที่รู้แล้วก็เฉยไว้นะครับ)

ผมบังเอิญได้นิตยสารที่ว่านี้มาจากพลอย มัลลิกะมาสที่เป็นเพื่อนบ้าน โดยพลอยแบ่งมาให้อ่านหนึ่งฉบับ เธอบอกว่าทางนิตยสารติดต่อมาขอให้เธอเขียนเรื่องให้ เป็น Guest และเขาทำเพื่อสร้างอาชีพส่งเสริมอาชีพให้คนที่ด้อยโอกาสในสังคม

“แต่เขาได้ดีทีเดียวนะคะ” พลอยว่า

พอกลับถึงบ้าน ผมก็ถือนิตยสาร BE ฉบับแรกที่เป็นหน้าปกป๊อป อารียากลับมาดูแล้วก็ทึ่งกับแนวคิดและความกล้าของคนทำในหลายๆ ข้อ เช่นในยุคนี้การที่จะหาความคิดใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ทั้งกับตัวเองและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นแล้วพาหัวใจตัวเองลุกขึ้นมาทำให้เกิดเป็นรูปเป็นร่างนั้น น่าจะยากจริงๆ

…แต่พวกเขาก็ทำและทำได้น่าสนใจเสียด้วย

Cover

ภาพปกที่เป็นภาพ OOM นี่เป็นฉบับที่สามที่ BE A Practical Magazine เขาออกมาแล้วนะครับ เห็นเป็นหน้าสีกระดาษปอนด์ความหนา 70 กว่าหน้าอย่างนี้เขาขายราคาเท่าไรรู้ไหมครับ?

ให้ทาย….

20 บาท!

มิหนำซ้ำเขายังอุทิศหน้าหน้าหนึ่งในนิตยสารชักชวนให้คนที่ด้อยโอกาสในสังคมที่ต้องการหารายได้ให้ติดต่อกองบรรณาธิการในการเอานิตยสารไปขายหรือลุกขึ้นทำงานแทนที่จะแบมือขอทานหรือรอรับความช่วยเหลือเห็นใจจากสังคม

นอกจากนี้ถ้าหากใครที่จะสมัครสมาชิกรายปี ปีละ 240  บาทต่อ 12 ฉบับ รวมค่าส่งแล้วเป็นเงิน 360 บาท เขาก็จะนำเงินทั้งหมด 100% ไปสนับสนุนมูลนิธิสองแห่งคือ ดวงประทีปและบ้านนกขมิ้น

เรียกว่าคนทำ ทำด้วยใจและใจบุญจริงๆ ครับ

…มีของดี น่าสนใจอย่างนี้ ไม่บอกต่อไม่ได้แล้ว

Do%20Mag%208

Do%20Magazine

เขาบอกไว้ด้วยนะครับว่า เขาเป็นนติยสารเพื่อสังคมเล่มแรกของเมืองไทยและ “เข้าไปเยี่ยมชมและให้กำลังใจพวกเราด้วยนะครับ!! http://bemagazine.hi5.com”

http://www.think-be.com/

วานเธอไปชม’เพลินวาน’

p1

 

 

p2p

p3

p5p6 

เหตุเกิดที่หัวหินอีกแล้วครับ

ก็จากการไปเที่ยวครั้งล่าสุดของผมน่ะแหละครับ แอบยัด Agenda ของตัวเองว่าอยากจะไปดูสถานที่หนึ่งซึ่งบังเอิญว่าช่วงเดือนพฤษภาคมที่แล้วมา ผมก็ไปเที่ยวหัวหินแล้วบังเอิญนั่งรถผ่านไปบนถนนเพชรเกษมช่วงออกจากตัวเมืองหัวหินบ่ายหน้าไปทางชะอำ ไม่ห่างจากตัวเมืองมากเท่าไรนัก ก็ผ่านสถานที่สถานที่หนึ่ง ผมอ่านป้ายด้านหน้าได้ว่า…เพลินวาน…ก็ยังคิดว่า เออ ร้านเหล้าที่หัวหินร้านนี้เข้าใจตั้งชื่อดีนะ ก็ลุคของสถานที่ที่ผมเห็นมันช่างให้ความรู้สึกนึกไปถึงโรงเหล้าโรงเบียร์อะไรทำนองนั้นมากกว่าครับ

พอเดินทางไปหนนี้ก็เลยไม่พลาดที่จะแวะเข้าไปชมและเดินเล่นที่เพลินวาน ทั้งๆ ที่วันที่ไปเป็นวันธรรมดา ก็ยังมีนักท่องเที่ยวคนไทยหลายคนและหลายกลุ่มไปเดินเล่นตามร้านรวงในเพลินวานที่จำลองอดีตหรือดึงบรรยากาศแบบตลาดบ้านไทยเอามาไว้ให้เราเข้าไปชมเหมือนอยู่ในไทม์แมคชีน

รุ่นน้องที่ไปด้วยกันเล่าว่าถ้าหากเป็นเสาร์-อาทิตย์ ผู้คนจะเบียดเสียดกันมาชมและถ่ายรูปที่เพลินวานกันเยอะมาก ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งจะมีการเปิดตัวไปได้ไม่กี่เดือน ก็นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ของหัวหินและ “ตลาดเก่า” ที่เอามาเล่าใหม่ที่ใครไปหัวหินก็อาจจะหาเวลาไปเดินเล่น ชมอดีต ข้าวของเครื่องใช้ ร้านค้าจำลองและอารมณ์แบบ Nostalgia กันดูได้ครับ

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ยังไม่ได้บอกว่าผมชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร ไปดูแล้วประทับใจหรือไม่ประทับใจ เพราะถึงผมจะชอบดูละคร (ทีวี) ของไทย แต่ผมก็ไม่ชอบการบอกอะไรคนดูทั้งหมด หรือการเฉลยตอนจบครับ

เอาเป็นว่าแค่เอาเรื่องมาเล่า เอารูปมาฝากทำนองวานเธอไปชมเพลินวานเท่านั้นก็พอ…

หมายเหตุ เว็บไซต์ของเพลินวานทำได้สวย มีสไตล์ และเท่ดีครับ เข้าไปชมได้ที่ http://www.plearnwan.com

โครงการ “หนังสือเดินทาง”

…เคยคิดกันไหมครับว่าทำไมเราจะต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อหนังสือสักเล่มมาอ่าน เพราะบางครั้งแค่ความนิยมชมชอบในตัวนักเขียน ชอบเนื้อหาบางช่วงตอน ชอบปกหรือชื่อหนังสือเพียงเท่านั้น

…จะเหมือนความฝันที่เป็นจริงเพียงใด ที่ในยุคสมัยที่เงินทองหายากและราคาของหนังสือพ็อกเก็ตบุ้คส์ก็ไม่เคยลดต่ำลงเลย เราจะสามารถมีหนังสือที่น่าอ่านหรือที่เราอยากจะอ่านมาอ่านกันได้โดยไม่ต้องซื้อหา?

ผมกำลังพูดถึงโครงการใหม่ที่ผุดขึ้นมาในหัวผมพักหนึ่งแล้ว และวันนี้ก็ได้แพลมไอเดียนี้ออกไปกับรุ่นพี่ที่สนิทและชื่นชอบการเขียนการอ่านคนหนึ่งไปแล้ว

ผมเรียกโครงการนี้ว่า “หนังสือเดินทาง” ครับ…

หนังสือเดินทางที่มิได้หมายถึง Passport แต่หมายถึง “การพาหนังสือออกเดินทางจากตู้หรือชั้นหนังสือที่บ้าน เอามาปัดฝุ่น ส่งหมุนเวียนให้กันและกันอ่าน…โดยไม่มีมูลค่าใดๆ ยกเว้นแต่ค่าจัดส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนกันเพียงเล็กน้อย”

คอนเส็ปท์คร่าวๆ ของผมก็มีว่า ผมจะรวบรวมหนังสือที่ผมมีอยู่และอยากจะให้มันได้ “ลองเดินทาง” ดูบ้าง โดยไม่เกี่ยงงอนว่าผู้อ่านจะเป็นใครอยู่ที่ไหนในแต่ละมุมของเมืองไทย (ระยะนี้เราให้มันเดินทางอยู่ในอาณาจักรไทยก่อนนะครับ) จากผู้อ่านคนหนึ่งส่งต่อไปให้ผู้อ่านอีกคนหนึ่ง โดยผมจะรวบรวมรายชื่อหนังสือที่ผมจะให้เดินทางมานำเสนอแก่ทุกท่านในเร็วๆ นี้

สิ่งที่คนอยากจะอ่านหนังสือแต่ละเล่มมีหน้าที่ที่จะทำ ก็แค่แจ้งไว้บนการฝากข้อความกระทู้หรืออีเมลมาที่ผมโดยตรง – madinki@yahoo.com ด้วยหลักการ First Come First Serve ใครแจ้งมาก่อนก็ได้คิวไปอ่านก่อน “โดยไม่มีระยะเวลากำหนด” ถ้าหากมีผู้อ่านอื่นๆ อยากจะอ่านหนังสือเล่มนั้นบ้างผมก็จะแจ้งชื่อ-ที่อยู่ อีเมล ในการจัดส่งหนังสือต่อไปให้นักอ่านท่านอื่นๆ ต่อไป โดยการส่งหนังสือครั้งแรกจากผมถึงท่าน (ที่ประสงค์จะอ่านหนังสือเล่มนั้นๆ) ผมจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนั้นเอง แต่หากจะต้องมีการส่งหนังสือกลับเมื่ออ่านเสร็จแล้วหรือส่งต่อไปยังนักอ่านท่านต่อไป คุณจะต้องรับผิดชอบการจัดส่งทางไปรษณีย์ไปให้ถึงมือผู้รับในมาตรฐานเดียวกันกับที่ผมจะจัดส่งไปให้ (ตอนนี้คือการส่งทางไปรษณีย์ความเร็วธรรมดา ไม่ต้องส่ง EMS แต่จัดส่งแบบลงทะเบียน)

สิ่งที่ผมไม่กลัวคือ “สภาพความยับเยิน” ตามการใช้งานของหนังสือกับระยะทางวันเวลาและมือของนักอ่านที่หนังสือแต่ละเล่มจะได้บันทึกเอาไว้กับตัวเอง

สิ่งที่ผมกลัวคือการยึดครองหรือเอาหนังสือไปเอง โดยไม่ส่งคืนหรือส่งต่อไปยังนักอ่านคนอื่น ผมกลัวการสูญหายโดยไร้ร่องรอย ตามไม่ได้ หาไม่เจอ

ผมกลัวหนังสือฉีกขาด หนังสือเปียกน้ำ หรือหนังสือช้ำเพราะรอยขีดเขียนไม่ว่าจะด้วยปากกาหรือดินสอใดๆ

ผมขอเพียงว่าเมื่อแต่ละคนได้รับหนังสือไปอ่านแล้ว ขอให้แนบกระดาษโน้ตเขียนอะไรสักอย่างถึงหนังสือเล่มนั้นว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เพื่อให้คนอื่นๆ ที่ได้อ่านต่อ อ่านเสร็จแล้วก็เขียนบันทึกสักสองสามบรรทัดต่อๆ กันเอาไว้

กติกาเพียงเท่านี้ แต่ก็แอบมีเพิ่มเติมอีกว่า…

นักอ่านท่านใดสนใจอยากจะร่วมเข้าโครงการ “หนังสือเดินทาง” กับผม กรุณาแจ้งชื่อ- ที่อยู่ทางไปรษณีย์ อีเมลและเบอร์โทรศัพท์ที่สะดวกในการติดต่อเข้ามาไว้ก่อนกันนะครับ ทำนองว่าเป็นการลงทะเบียนก่อนออกเดินทางกันแค่นั้นเองครับ

แล้วในอีกไม่กี่วันข้างหน้าผมจะประกาศรายชื่อหนังสือ (พร้อมอัตราค่าส่งไปรษณีย์ของแต่ละเล่มที่นักอ่านจะต้องรับผิดชอบในการส่งต่อหนังสือ) ที่โชคดีที่จะได้ออกเดินทางไปสู่สายตาของนักอ่านทั่วทุกมุมของเมืองไทย

ถึงตอนนั้นใครอยากจะอ่านเล่มไหนก็ค่อยจองคิวกันเข้ามา…

เริ่มสนุกกับการเดินทางครั้งใหม่กันบ้างหรือยังครับ?

หัวหิน…เป็นถิ่นมีหอย

beachลุกขึ้นได้จากเตียงโรงพยาบาลไม่กี่วัน ผมก็ระเห็จออกไปหาอากาศบริสุทธิ์และอาหารอร่อยๆ หลายหลากที่เมืองริมทะเลเก่าแก่อย่างหัวหินเสียสองสามวัน ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ผิดพลาด เพราะอากาศดีทีเดียว อากาศไม่ร้อน มีเมฆมาก แต่ไม่มีพายุฝนกระหน่ำหรือแดดร้อนเปรี้ยงปร้างจนไม่เป็นอันเที่ยวกันพอดี

คราวนี้ผมซื้อแพ็กเกจโรงแรมใหญ่กลางเมืองหัวหินแบบสามวันสองคืนไปก่อนล่วงหน้า ซึ่งนับว่าสะดวกและราคาไม่แพงมาก แถมอาหารเช้าแบบบุเฟต์ที่รสชาติพอกล้อมแกล้มไปได้ให้กินสองเช้า

ระหว่างเดินทางก่อนเข้าถึงตัวเมืองหัวหินนั่นเอง ผมบังเอิญได้ทัศนาป้ายบิลบอร์ดข้างทางอันเบ้อเริ่มเขียนเอาไว้ว่า “นักท่องเที่ยวคือคนสำคัญของชาติ” ซึ่งน่าจะเป็นป้ายโฆษณาของการท่องเที่ยวฯ เขตนั้น ทำเอาผมหน้าบานเพราะเผลอคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ (ที่ออกไปเที่ยว) กำลังขี่ม้าขาวเอาเงินออกไปใช้ช่วยชาติแต่พอมานึกถึงจริงๆ แล้วเขาน่าจะหมายถึงนักท่องเที่ยวกระแสหลักพวกตาน้ำข้าวที่เห็นอยู่พอสมควรทั่วเมืองหัวหินมากกว่า

เราชอบพูดกันเล่นๆ ถึงสำนวนที่ว่า “หัวหินเป็นถิ่นมีหอย” ซึ่งก็จริงๆ แหละครับ เพราะช่วงที่ผมไปกำลังมีเทศกาลกินหอยจัดอยู่พอดีที่กลางห้าง Huahin Market place หรือ Village ใหญ่โตติดแอร์ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษมที่เราได้แต่เฉียดกรายผ่าน แต่มิได้แวะเข้าไปชมหรือชิมหอยที่หัวหินแต่ประการใด

(ได้แต่แวะชิมอาหารทะเล อันมีกุ้งที่เผามาแห้งมาก ปูม้าต้มที่น่าจะมีสารฟอร์มาลีนและหอยแครงลวกที่เต็มไปด้วยโคลน ซ้ำยังมีกลิ่นไม่สะอาดที่ร้านซีฟู้ดดังแห่งหนึ่งริมทะเลที่ชะอำ…โอว น่าจะเหมือนกับพี่ผู้ร่วมทริปคนหนึ่งพูดว่า “อาหารทะเลที่ว่าดีๆ สดๆ ตอนนี้หากินได้ยากแม้แต่ที่ชะอำหรือที่ริมทะเล เพราะมันน่าจะถูกส่งเข้ามารวมตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เสียหมดแล้ว)

พี่คนที่พูดประโยคเด็ดคนนี้แหละที่พูดอีกว่าครั้งหนึ่งมันเหมือนกับว่าผู้คนได้หลงลืมหัวหินไป หัวหินซึ่งเป็นเมืองพักผ่อนชายทะเลเก่าแก่ (เห็นได้จากสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของสถานีรถไฟหัวหิน) มาตั้งแต่ยุค ร. 5 – ร.6 หรือสมัยปริศนาคุณชายพจน์ แต่ผมก็จำได้ว่าตัวเองเคยไปข่าวเรื่องการจัดการน้ำเสียหรือการบูมของสาหร่ายเขียวๆ จากการปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเลตรงๆ จากตัวตลาดและโรงแรมร้านค้าริมหาดหัวหินเมื่อไม่ถึงสิบปีที่ผ่านมา และยังมีข่าวฝนเหลืองและสารดีดีที ซากอัปยศของสงครามเวียดนามที่ไอ้กันทิ้งไว้ที่สนามบินบ่อฝ้ายที่หัวหินอีก ที่น่าจะทำให้คนห่างหายไม่คิดถึงหัวหินในความเป็นเมืองน่าเที่ยวไปพักหนึ่ง

DSCF7196

oldnewแต่ทุกวันนี้หัวหินคึกคักครับ และมีคนกรุงขยันฝ่ารถติดในช่วงวันหยุดหรือเทศกาลเดินทางออกไปเที่ยว (หัวหินห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 280กิโลเมตร) มีโรงแรมเล็กใหญ่เก๋ไก๋ ร้านอาหารเก่าใหม่และร้านกาแฟร้านค้ามากมายเกิดขึ้นทุกวินาที มีการจัดเทศกาลงานฉลองอะไรที่หัวหินอยู่เรื่อยๆ มีสิ่งใหม่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางสิ่งเก่า เช่น ร้านอาหารใหม่ๆ สีสันสดใสเปิด 24 ชั่วโมงที่ตั้งเผชิญหน้ากับร้านชาเก่าซ่กแต่รสชาติดีมีผู้คนอุดหนุนเนืองแน่นของร้านเจ็กเปี้ยะริมถนนแนบเคหาสน์ เช่นเดียวกับที่ร้านสตาร์บัคส์เองที่วางตัวอยู่ไม่ห่างอีกกี่ช่วงตึกจากร้านอาหารและชารถเข็นแห่งนี้

ผมได้ไปเห็น ไปชิมและไปชมมากับตามาแล้วว่า หัวหินวันนี้ไม่ได้มีแต่หอยเหมือนที่เราพูดกันหรอกครับ…

เพลินวาน : ร้านถวิลหาอดีตที่เที่ยวแห่งใหม่ในเมืองหัวหินDSCF7234

ทุ่งปอเทืองเหลืองสวยที่หัวหินฮิลล์ Wineyard นอกเมืองหัวหินDSCF7343

วงเล็กๆ ของคนที่เรารัก

ต้องส่องกล้องขึ้นไปบนฟากฟ้า เลือกเวลาและองศาทิศทางที่ถูกต้อง เราจึงจะสามารถเห็นภาพดาวเสาร์ที่มีวงแหวนวนรอบตัวเองเป็นรัศมีสวยงามแปลกตากว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะเดียวกัน

แต่วันเสาร์นั้นไม่ต้องการอะไรก็มีอยู่และมองเห็น เป็นวันหยุดที่เป็นหลักหมายให้คนทำงานได้มองเห็นว่าเรามีชีวิตรอดมาถึงฝั่งของการพักผ่อนอีกอาทิตย์หนึ่งแล้วสินะ

ผมไม่ได้กำลังต้องการจะพูดถึงทั้งดาวเสาร์และวันเสาร์ ณ ที่นี้…

แต่วันเสาร์มาก่อนวันอาทิตย์ และดาวเสาร์ก็มีวงแหวนที่แสนจะน่ารัก (ถ้าเผื่อว่าเรามีโอกาสมองผ่านกล้องโทรทัศน์เห็นได้ด้วยตาของตัวเองสักครั้งคงจะเป็นบุญตา)

ซึ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาที่บ้านของพวกเรามีทีมเยือนสามสี่คนแวะมากินข้าว ดื่มเครื่องดื่มร้อนเย็น กินขนม พูดคุยเรื่องปัจจุบัน ปัญหา อัพเดทข่าวคาว (คราว) และความหลัง พร้อมกับเก็บรูปไว้เป็นที่ระทึกเมื่อถึงตอนที่เจ้าบ้านผู้เพิ่งปิดโรงงานเย็บปักถักร้อยเอาลูกแพร์พวงกุญแจรูปร่างเหมือนหมอนเข็มออกมาแจกจ่าย ขณะที่สภาพอากาศภายนอกฝนก็พรั่งพรูลงมา เรากลับไม่ค่อยได้ยี่หระกับสายฝนสักเท่าไร

paire4_brown

นานมาแล้วผมอ่านเจอ ฮิมิโตะ ณ เกียวโต นักเขียนสตรีผู้ก๋ากั๋นแสดงทัศนะของเธอเอาไว้ในหนังสือชื่อ “โสด สนุก แสนอร่อย” (ถ้าผมจำชื่อหนังสือไม่ผิด) ทำนองว่าไม่มีบ้านใดหรือครัวไหนๆ เล็กเกินกว่าการมีตติ้งปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ชวนเพื่อนรักของเรามาทำอะไรกินกันที่บ้านดีกว่า

บ้านของเราน่าจะเล็กเท่าดาวเสาร์เห็นจะได้ (หากเปรียบเทียบไซส์บ้านกับของเพื่อนคนอื่นๆ ที่เป็นดาวพฤหัสฯ หรือดาวอังคารบ้าง) แต่เราก็ปัดฝุ่นเช็ดถูเป็นประจำและขยันชวนเพื่อนมาสร้างวงแหวนเล็กๆ ของความสัมพันธ์สม่ำเสมอ

วงล้อมเล็กๆ ที่แสนจะอบอุ่นนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางข่าวไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ดุดันอาละวาดอยู่ข้างนอกตอนนี้

แต่เราไม่กลัวว่ามันจะฝ่าด่านวงเล็กๆ ของคนที่เรารักเข้ามาได้…เพราะเราใช้ช้อนกลาง

อะไรที่หล่อเลี้ยงเรา

วันที่หนึ่งกรกฎาคมปี 2552 ตรงกับวันพุธ…

ตื่นเช้ามาผมกินขนมปังเบเกอรี่รสแฮมน้ำสลัดไปครึ่งก้อนกับขนมปังเดนนิสผักโขมอีกครึ่งชิ้น แกล้มกาแฟร้อนที่ชงจากกาแฟสดเครื่องเอสเปรสโซ่ที่บ้านเติมน้ำตาลแดงและนมถั่วเหลืองวีซอยรสจืด…ตามเดิม

เสร็จแล้วก็ออกจากบ้านไปเข้าคลาสโยคะร้อนเสียเก้าสิบนาที น่าจะเสียเหงื่อไปสักลิตรครึ่งเห็นจะได้ แต่ก็ชินแล้วล่ะครับ

ฝึกโยคะเสร็จก็เป็นเวลาอาหารกลางวัน วันนี้ผมตั้งใจเป็นพิเศษที่จะไปชิมอาหารญี่ปุ่นแบบบุฟเฟต์ที่ร้านแห่งหนึ่งแถวสยามแสควร์ให้ได้ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยได้เกิดขึ้นบ่อยนักที่ผมจะหิ้วท้องตั้งอกตั้งใจเดินทางไปกินอาหารกลางวันไกลจากบ้านถึงเกือบอีกฝั่งหนึ่งของเมือง แต่คนเราก็ต้องการอะไรที่พิเศษ แตกต่างออกไปมากกว่าบะหมี่เกี๊ยว ข้าวมันไก่ข้าวหมูแดงบ้างในบางเวลา

เพราะฉะนั้นเมื่ออุตส่าห์ดั้งด้นไปถึงร้านอาหารและรายการอาหารก็เปิดโอกาสให้กางเมนูสั่งได้ตามใจชอบ อาหารญี่ปุ่นทั้งที่ชอบและนึกอยากกินก็เลยไล่เรียงกันมากองอยู่ตรงหน้าเต็มโต๊ะอาหาร ไม่ว่าจะเป็นแคลิฟอร์เนียโรลล์ ราเมน ข้าวปั้นหน้าต่างๆ สลัดปลาแซลมอน แซลมอนย่างซีอิ๊ว เทมปุระกุ้ง…

อ่านถึงตรงนี้กรุณาอย่าได้หมั่นไส้ว่าผมว่าผมเอาใจออกห่างจากแจ่วบอง แกงอ่อมและลาบหมูเป็นเด็ดขาด เพียงแต่ว่านานๆ ทีได้เปิดหูเปิดตาและเปิดปากไปกับรสชาติของอาหารใหม่ๆ บ้างก็เท่านั้นเอง

เรื่องอาหารการกินนั้นเป็นที่ชัดเจนว่าคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงเรา ให้ร่างกายเติบใหญ่แข็งแรง มีเรี่ยวมีแรง ไว้คิดไว้ฝันไว้สร้างสรรค์ทำงานทำการหล่อเลี้ยงชีวิตอีกทอดหนึ่ง

แต่มิใช่แค่เพียงอาหารแต่ละมื้อ อาหารอีสานหรืออาหารญี่ปุ่นใดๆ ดอกที่ผมคิดว่าหล่อเลี้ยงเราอย่างจริงจัง อาหารสมองและอาหารจินตนาการกับความใฝ่ฝันก็เป็นอีกซีกหนึ่งของสิ่งที่หล่อเลี้ยงสร้างความเป็นเรา ให้ลมหายใจของเรามีสีสัน มีความคิดฝัน มากกว่าแค่จะหายใจเข้าออกไปวันๆ

วันนี้ผมไม่ลืมที่จะพกสมุดบันทึกเล่มบางๆ ซึ่งผมมักจะพกติดตัวไปไหนมาไหนด้วยเสมอ กับหนังสือเล่มเล็กๆ ที่มีภาพปกและรูปเล่มสวยงามลงตัวอีกเล่มหนึ่งในยุคสมัยแห่งการผลิตหนังสือยุคปัจจุบันตามมุมมองของผม นั่นคือหนังสือชื่อ “สิบวันเปลี่ยนชีวิต” ของผู้เขียนที่ใช้นามว่า “เรือรบ” โดยสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา

ผมว่าพักหลังๆ สำนักพิมพ์ทางเลือกแห่งนี้จัดพิมพ์หนังสือได้สวยงามเข้าตาและมีเนื้อหาน่าอ่านน่าอุดหนุนมาก

ผมอิ่มท้องจากอาหารหลากหลายและผมก็หยุดสายตาไล่ไปทีละบรรทัดกับเรื่องราวของหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนี้ในระหว่างนั่งพัก แล้วก็พบว่ามันลื่นไหลหล่อเลี้ยงวันเวลาในช่วงต้นเดือนที่คนเราควรจะเบิกบานได้ไม่เลวเลย