ปล่อยปลา

หลายวันก่อนผมตื่นแต่เช้ามุ่งหน้าออกไปสวนรถไฟ เอาปลาช่อนตัวค่อนข้างโตและแรงดีใส่ถุงพลาสติกบรรจุน้ำมัดปากถุงให้แน่นหนาขึ้นรถไปด้วย

ก่อนหน้าจะถึงวันนี้ ผมไปเดินตลาดสดแถวๆ บ้าน แวะดูเจ้าขายปลาเจ้าสองเจ้า ถามราคาว่าปลาช่อนขายยังไง พอรู้ราคาแล้วก็ขอให้พ่อค้าเขาเลือกตัวที่แรงดีๆ ขนาดเกือบเท่าท่อนแขน บอกพ่อค้าว่าจะเอาปลาไปปล่อย

พูดถึงเรื่องการทำบุญทำกุศล ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยนกปล่อยปลา ให้เงินวณิพก หรือทำบุญให้แก่มูลนิธิฯ ต่างๆ ผมทำเป็นประจำอยู่แล้วในทุกครั้งที่มีโอกาส และไม่ได้เลือกว่าจะให้ใคร เพราะอะไร มากน้อยแค่ไหน เรียกว่าทำบุญตามกำลังและตามศรัทธา

แต่ผมไม่ค่อยได้ปล่อยนกสักเท่าไรหรอกครับ และการปล่อยปลาก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยหรือไม่เคยได้ทำมาก่อน

พอมีการชักชวนกันกับคนที่บ้านว่าเราไปซื้อปลามาปล่อยกันดีไหม ผมก็รีบตกลงและหาเวลาหาโอกาสไปเดินตลาดเลือกซื้อปลาที่จะเอาไปปล่อย

ว่ากันว่าถ้าอยากให้ได้บุญเยอะ เราควรจะเลือกซื้อปลาที่กำลังจะถูกนำไปปรุงอาหารหรือไปบริโภคเพื่อเอาไปปล่อย มิใช่เลือกซื้อปลาที่มีการจัดเอาไว้ขายเพื่อให้คนนำไปปล่อยทำบุญโดยเฉพาะ

ก็น่าแปลกที่ว่าปลาชนิดใดหรือถูกจัดไว้เพื่อกินหรือเพื่อปล่อยโดยเฉพาะก็น่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่รักและอยากจะเอาชีวิตรอดด้วยกันทั้งนั้น จริงไหมครับ?

แต่แล้วผมก็เลือกซื้อปลาช่อนจากตลาดสดมาได้สองตัว เอามากักขังไว้ในถังแช่น้ำเย็นๆ (ใส่น้ำแข็งลงไปนิดหนึ่งก็ได้ ปลาชอบน้ำเย็นๆ – พ่อค้าปลาบอก) ไว้ถังละตัว พอตอนเย็นๆ ย่องลงไปส่องดูว่าปลาจะร่าเริงดีอยู่หรือไม่ ก็พบว่าปลาตัวหนึ่งหายไปจากถัง ทั้งๆ ที่ผมก็เอาอะไรปิดปากถังไว้พอประมาณ เชื่อแล้วว่าปลาตัวนั้นแรงดีจริงๆ น่าสงสารแต่ว่าไม่รู้จะดิ้นออกจากถังไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นปูนมานานแค่ไหนแล้ว (แต่ก็ยังไม่เป็นไรหรอกนะครับ)

ในที่สุดก็ผ่านคืนหนึ่งของการมีปลาสองตัวมาเลี้ยงเอาไว้ในถังอย่างไม่ตั้งใจ พอรุ่งเช้าก่อนออกจากบ้านไปสวนรถไฟเพื่อปล่อยปลาทั้งสอง ผมก็รีบจัดแจงถ่ายปลาช่อนออกจากถังลงไปในถุงที่มีน้ำมีอากาศ แล้วบึ่งรถออกไปก่อนที่จะสาย

พอหาที่จอดรถได้ผมก็เห็นทำเล เป็นสายน้ำที่ไม่ค่อยจะเน่าเสียที่อยู่ด้านหน้าตรงทางเข้าระหว่างสวนจตุจักรกับสวนรถไฟ ก็เลยจัดแจงหิ้วถังใส่ถุงบรรจุปลา เดินเลียบลงไปที่ริมน้ำที่ร่มรื่นและไม่มีวัชพืชปกคลุมอย่างผักตบชวา ผมว่าน่าจะเป็นจุดที่เราจะพิธีปล่อยปลาได้ ก่อนเปิดปากถุงปล่อยปลาช่อนออกไปสู่อิสระท่ามกลางตะกอนสีขุ่นที่ฟุ้งขึ้นมาทันทีที่ปลาออกไปสู่สายน้ำแห่งนั้น

พิธีปล่อยปลาที่ผมว่าก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากการจุดธูปห้าดอก กล่าวคำแผ่เมตตา กรวดน้ำ แผ่ส่วนกุศลและผลบุญให้แก่เจ้ากรรมนายเวร ทำบุญอย่างนี้เสร็จแล้วก็รู้สึกว่าสดชื่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทั้งๆ ที่อาหารเช้ายังไม่ตกถึงท้องและไม่ได้กาแฟรองท้องสักแก้วก่อนออกจากบ้าน

เดี๋ยวนี้เวลาพูดคุยกับใครหรือได้ยินเรื่องราวไม่สบายใจจากปากคำของใครก็ตาม ถ้าหากพอจะแนะนำได้ผมมักจะบอกว่าลองหาโอกาสทำบุญทำทานอะไรก็ได้ ทำแล้วก็จะได้ความสบายใจแก่ตัวเอง แม้ว่าเราไม่ควรจะคาดหวังผลบุญในชาติหน้าเอาจากใครหรือจากสิ่งใด แต่ผมเชื่อว่าการทำบุญวันนี้ก็จะทำให้เราได้บุญ ณ ตอนนั้น คือได้ความสุขความเบิกบานใจ

ซึ่งนั่นก็นับว่าเป็นบุญที่ได้จากการทำบุญที่เพียงพอแล้ว

คนธรรพ์ในโลกสีดำ

256px-Michael_Jackson%27s_Moonwalker_Boxshotเช้าวันนี้ผมเปิดวิทยุฟังรายการเพลงของเหล่าดีว่าทางคลื่นเก็ท 102.5 มีรายงานข่าวโดยคุณเตย หนึ่งในดีเจดีว่าบอกว่าไมเคิล แจ็คสัน ราชาเพลงป๊อบลาโลกนี้ไปแล้วเมื่อเช้าวันนี้ขณะที่มีอายุเพียง 50 ปี

ผมฟังข่าวสั้นๆ นี้ด้วยความเสียใจและสลดใจบ้างเหมือนกันในฐานะที่เรารู้จักไมเคิลอยู่เพียงฝ่ายเดียวและเขาก็เป็นนักร้องอเมริกันที่ไม่ได้นับญาติกับเราสักข้าง ดังนั้นแล้วคงเป็นความเสียใจในฐานะคนฟังเพลงที่เคยชื่นชอบเพลงและลีลาการแดนซ์ของไมเคิลในหลายเพลงด้วยกัน

หนึ่งในคนดำที่มีฝีมือด้านการเขียนเพลง การโปรดิวซ์อัลบั้มของตัวเอง การแสดงบนเวทีและน้ำเสียงลีลาที่ไม่แพ้ใครนั้นคงจะต้องเป็นเขาคนนี้แหละครับ – ไมเคิล แจ็คสัน

APTOPIX People Michael Jacksonผมจำได้ว่าเมื่อประมาณปลายปี 2530 กว่าๆ จะเข้าปี ’40 ช่วงนั้นไมเคิล แจ็คสันมาเปิดการแสดงที่สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติบ้านเรา มีคนไปซื้อบัตรรอเข้าชมคอนเสิร์ตและลีลาแดนซ์บันลึกโลกแบบลูบเป้าของเขากันมากมายและผมเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น แม้ว่าในที่สุดจะไม่เคยและไม่มีโอกาสได้ดูคอนเสิร์ตสดๆ ของไมเคิลในบ้านเราหรือในที่ไหนๆ บนโลกนี้อีกเลย

ไมเคิล แจ็คสันจับมือกับสตีวี่ วันเดอร์ (ถ้าผมจำไม่ผิด) นักร้องและนักเขียนเพลงผิวดำฝีมือดีที่ตาพิการอีกคนจัดมหกรรมคอนเสิร์ตครั้งประวัติศาสตร์ We are the world เพื่อช่วยเหลือผู้ยากจนในทวีปแอฟริกา และมีเพลงที่นักร้องหลายคนร่วมกันร้องก็ถือได้เป็นมหกรรมคอนเสิร์ตและเพลงที่ดีที่สุด และมีคนชอบฟังมากทหรือรู้จักมากที่สุดเพลงหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรีสากลก็ว่าได้

พฤติกรรมส่วนตัวและข่าวอื้อฉาวของไมเคิลเป็นอีกสิ่งหนึ่งหรือเรื่องราวหนึ่งที่เกิดขึ้นหรือมีให้เราได้รับรู้ไม่เคยจบสิ้น ไม่ว่าจะเป็นข่าวการกระทำอนาจารกับเด็กชาย ข่าวการสร้างที่พักโดยมีสวนสนุกและสวนสัตว์มโหฬารอยู่ภายในตัวบ้านที่เป็นคฤหาสน์ของเขาเพื่อชดเชยวัยเด็กที่สูญหายไป ข่าวการศัลยกรรมเพื่อเปลี่ยนภาพจากคนดำของเขาให้เป็นคนขาว…กระดำกระด่าง ข่าวการแต่งงานกับลูกสาวของเอลวิส เพรสลีย์ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นการแต่งงานอยู่กินกันจริงๆ หรือไม่ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่แปลกไปจนถึงพิสดาร หานักร้องนักดนตรีคนอื่นจะเทียบเทียมได้ก็ว่าได้

แต่ในวันนี้เช้าวันนี้ ไมเคิล แจ็คสันก็ลาจากโลกนี้ไปแล้วด้วยข่าวที่ว่าเป็นโรคหัวใจ ทิ้งไว้แต่เรื่องราวและความทรงจำที่งดงามในบทเพลงเปี่ยมความหมายและความสามารถที่โดดเด่นกว่าพี่น้องแจ็คสันไฟว์คนอื่นๆ ของเขา

mjทุกครั้งที่มีการจากไปของนักดนตรีหรือคนในวงการบันเทิงที่มีฝีมือผู้ไม่ควรจะลาจากโลกนี้ไปในสัยเพียงเท่านั้น ผมเองรู้สึกว่านี่อาจจะเป็นความต้องการของพระเจ้าที่ต้องการเหล่า “คนธรรพ์” เช่นนี้ไปขับกล่อมในสรวงสวรรค์ให้ความบันเทิงแก่ท่าน…ก็ว่าได้

ขอวิญญาณของเธอจงไปสู่สุคติในโลกไร้สีและมีดนตรีไพเราะขับกล่อมตลอดกาล…

May you rest in peace, Michael.

………………………………………

Heal The World

There’s A Place In
Your Heart
And I Know That It Is Love
and this place could Much
Brighter Than Tomorrow
And If You Really Try
You’ll Find There’s No Need
To Cry
In This Place You’ll Feel
That There’s No Hurt Or Sorrow

There Are Ways
To Get There
If You Care Enough
For The Living
Make A Little Space
Make A Better Place…

Heal The World
Make It A Better Place
For You And For Me
And The Entire Human Race
There Are People Dying
If You Care Enough
For The Living
Make A Better Place
For You And For Me

If You Want To Know Why
There’s A Love That
Cannot Lie
Love Is Strong
It Only Cares For
Joyful Giving
If We Try
We Shall See
In This Bliss
We Cannot Feel
Fear Or Dread
We Stop Existing And
Start Living

Then It Feels That Always
Love’s Enough For
Us Growing
Make A Better World
Make A Better World…

Heal The World
Make It A Better Place
For You And For Me
And The Entire Human Race
There Are People Dying
If You Care Enough
For The Living
Make A Better Place
For You And For Me

And The Dream We Were
Conceived In
Will Reveal A Joyful Face
And The World We
Once Believed In
Will Shine Again In Grace
Then Why Do We Keep
Strangling Life
Wound This Earth
Crucify Its Soul
Though It’s Plain To See
This World Is Heavenly
Be God’s Glow

We Could Fly So High
Let Our Spirits Never Die
In My Heart
I Feel You Are All
My Brothers
Create A World With
No Fear
Together We’ll Cry
Happy Tears
See The Nations Turn
Their Swords
Into Plowshares

We Could Really Get There
If You Cared Enough
For The Living
Make A Little Space
To Make A Better Place…

Heal The World
Make It A Better Place
For You And For Me
And The Entire Human Race
There Are People Dying
If You Care Enough
For The Living
Make A Better Place
For You And For Me

Heal The World
Make It A Better Place
For You And For Me
And The Entire Human Race
There Are People Dying
If You Care Enough
For The Living
Make A Better Place
For You And For Me

Heal The World
Make It A Better Place
For You And For Me
And The Entire Human Race
There Are People Dying
If You Care Enough
For The Living
Make A Better Place
For You And For Me

There Are People Dying
If You Care Enough
For The Living
Make A Better Place
For You And For Me

There Are People Dying
If You Care Enough
For The Living
Make A Better Place
For You And For Me

You And For Me
Make it a better place
You And For Me
Make it a better place
You And For Me
Make it a better place
You And For Me
Heal the world we live in
You And For Me
Save it for our children
You And For Me
Heal the world we live in
You And For Me
Save it for our children
You And For Me
Heal the world we live in
You And For Me
Save it for our children
You And For Me
Heal the world we live in
You And For Me
Save it for our children

ข้ามฟากหนึ่งก็ถึงฝัน

วันเสาร์ที่ผ่านมาผมไปร่วมเป็นคนขายหนังสือมือสองใน “เทศกาลหนังสือของนักอ่าน” มาครับ

แม้จะขี้เกียจบ้างเล็กน้อยจนเกือบจะล้มเลิกความตั้งใจที่จะเดินทางไปถึงย่านคลองสาน เจริญนครตอนสายๆ วันเสาร์ แต่ในที่สุดก็ปลุกเร้ากำลังใจตัวเองขึ้นมา นึกถึงการติดต่อที่ได้บอกผู้จัดงานไปแล้วว่าขอจองพื้นที่เล็กๆ ส่วนหนึ่ง เลยต้องลุกขึ้นมาลุยเลือกหนังสือที่มีอยู่ที่บ้านที่ไม่เป็นที่ต้องการหรืออ่านเสร็จแล้วไม่ชอบ บ้างก็มีซ้ำมากกว่าหนึ่งเล่มออกมาได้เกือบๆ ห้าสิบเล่ม แล้วก็บรรจุลงกระเป๋าล้อลากใบย่อมๆ เอาไว้

งานที่ว่านี้จัดขึ้นที่ “สวนเงินมีมา” ครับอยู่ภายในมูลนิธิเสฐียรโกเศศ – นาคะประทีป ตรงถนนเจริญนคร 22 เรียกว่าการเดินทางกับกระเป๋าล้อลากใส่หนังสือมือสองของผมนั้นจะต้องขึ้นรถลงเรือหลายต่ออยู่สักหน่อย แต่ที่บรรยากาศดีสุดๆ เห็นจะเป็นตอนลงเรือข้ามฟากตรงใต้สะพานตากสินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปอีกฝั่งหนึ่งด้วยราคาค่าข้ามเรือเพียงสามบาท ได้เห็นแม่น้ำ ท้องฟ้า ปลอดโปร่งโล่งใจดี ใครที่ว่ามีรถไฟฟ้าบีทีเอสข้ามไปวงเวียนใหญ่แล้วจะทำให้เสน่ห์ของการลงเรือข้ามฟากหดหาย ผมขอเถียงนะครับ เพียงแต่อาจจะทำให้มีผู้โดยสารน้อยลงบ้างก็เท่านั้นเอง

ท่าเรือผมเดินต่อจากท่าเรือไปที่สวนเงินมีมาที่ตั้งอยู่ห่างออกไปประมาณกิโลเศษๆ ด้วยการเดินสักยี่สิบนาที โชคดีที่ไม่มีแดดแรงและไม่มีฝนตก เราก็เลยถึงสถานที่จัดงานได้ภายในเวลาที่กำหนด (เที่ยงวัน) ไปเล็กน้อย แต่วันนั้นอากาศดีครับ ไม่ร้อนและมีลมพัดเย็น เป็นบรรยากาศที่สบายๆ ผ่อนคลาย น่ามาเดินเล่น แต่ในช่วงแรกที่มีการเปิดงานและจัดข้าวของของแต่ละแผง ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นบรรดาพ่อค้าแม่ค้าหนังสือมือสองและของเล็กๆ น้อยๆ ที่แวะเวียนไปดูและอุดหนุนสินค้าของแต่ละเจ้ากันเองเสียมากกว่าที่จะเป็นลูกค้าขาจรหรือไม่ได้ตั้งใจมา

แผงหนังสือ…ต้องยอมรับครับว่าบางทีงานเล็กๆ อย่างนี้ บรรยากาศกันเอง สบายๆ ผ่อนคลายเช่นนี้กระตุ้นให้เราอยากอ่านหรืออยากเลือกซื้อหนังสือได้มากกว่าการไปเดินงานใหญ่ๆ อย่างเทศกาลหนังสือแห่งชาติที่จัดกลางห้องแอร์ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติเป็นไหนๆ

เลือกซื้อหามีหลายแผงเหมือนกันที่นำเอาหนังสือและนิตยสารเก่ามาลดแลกแจกแถม บ้างก็ให้หยิบไปได้เลยตามชอบ บ้างก็เลือกหยิบพร้อมกับบริจาคเงินเข้ากองทุนการอ่านเพื่อน้อง ผมและคนอื่นๆ ที่รักการซื้อหนังสือ (และแน่ล่ะ รักการอ่านด้วย) ก็ยิ่งมีใจที่จะเลือกรื้อหาเล่มที่ชอบ

เชื่อไหมครับว่าผมขายหนังสือมือสองของตัวเองออกไปได้ไหมกี่เล่ม เมื่อเทียบกับจำนวนหนังสือที่ไปซื้อกลับมาอีก ถ้าหากคะเนวัดจากผลกำไรแล้วล่ะก็ งานนี้เข้าเนื้อเห็นๆ ครับ แต่ก็ยินดีและเต็มใจ เป็นการไปเพื่อแบ่งปันมากกว่าเพื่อเก็บเกี่ยวน่ะครับ

บรรยากาศบรรยากาศสองในงานมีวงเสวนากันด้วยนะครับ ในช่วงบ่ายๆ แม้จะขายอะไรไม่ค่อยได้ เพราะส่วนใหญ่คนที่ซื้อก็มีอยู่ไม่กี่คน เดินวนจนจำหน้ากันได้ บรรยากาศการซื้อขายก็เลยเงียบๆ ไป แต่มีการเสวนามาแทนที่ การพูดคุยกันออกจะยาวไปสักหน่อย และผมเองก็ไม่ค่อยได้ตั้งใจฟังสักเท่าไร เรียกว่าได้ยินการสนทนาแต่ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจหรือคิดตาม เพราะเบื่อประเด็นเหล่านี้เต็มที

เสวนาประเด็นที่ว่างานมหกรรมหนังสือที่จัดปีละสองรอบ เป็นมหกรรมการลดหนังสือของสำนักพิมพ์ที่ทำลายคุณค่าการซื้อหนังสือ (ประเด็นนี้เสนอโดยคุณมกุฏ อรดี) หรือคนไทยอ่านหนังสือกันน้อย ผ่านไปยี่สิบสามสิบปี ยอดการพิมพ์หนังสือของเมืองไทยก็ยังคงอยู่ที่สองพันไม่เกินสามพันเล่ม หรือประเด็นการอยู่รอดของร้านหนังสือเล็กๆ หรือสำนักพิมพ์เล็กๆ

ไม่ใช่ไม่สนใจหรือไม่เห็นความสำคัญ แต่ผมค่อนข้างจะชาชินกับประเด็นเหล่านี้จากการได้ยินได้ฟังได้อ่านมาจากหลายวงสนทนา จนแทบจะเรียกได้ว่าเกือบจะวางใจวางเฉยไปแล้วล่ะครับ

อาจจะเป็นด้วยวัยที่มากขึ้นทำให้ผมรู้สึกว่าใครใคร่ทำอะไรก็ทำ ไขว่คว้าและเดินตามใจไปให้ถึงความฝันกันเถิด อย่ามัวแต่ตั้งแง่มองจ้องกันเลย ขอเพียงลงมือทำแค่วันละเล็กวันละน้อย ตัดสินใจไปกับกำลังใจที่ยิ่งใหญ่แม้เป็นเพียงก้าวเล็กๆ ก็ตาม สักวันหนึ่งก็คงขยับเข้าใกล้ความฝันกันเองแหละครับ

เหมือนที่ผมเดินทางกับกระเป๋าล้อลากข้ามฝั่งธนด้วยเรือข้ามฟากไปที่งานเทศกาลหนังสือของนักอ่านครั้งนี้

ผมไปด้วยใจที่นึกสนุก ไม่คาดหวังหรือเรียกร้องจากใคร

และรู้สึกได้ว่า “ใจที่ว่างที่เบาทำให้สายตาและสมองเพื่อเก็บเกี่ยวความฝันของเรา” ทำงานได้เต็มที่ครับ

รักน้องต้อง’รับน้อง’?

ผมว่าในชีวิตนี้ของใครหลายคนรวมกระทั่งผมเองคงจะต้องเคยเป็นน้องใหม่กับใครเขามาอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง

น้องใหม่ในวงการโน่นนี่ น้องใหม่ในที่ทำงาน และที่สำคัญที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือการเป็นน้องใหม่ในมหาวิทยาลัยครับ

ไม่รู้เป็นอะไร ราวกับข่าวภัยแล้งทุกหน้าร้อนหรือข่าวอะไรก็ตามแต่ที่เรามักจะคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้น หรือมีประเด็นเอาในช่วงเดือนหรือฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่งเป็นประจำสม่ำเสมอ เรียกว่าหมุนเวียนมาถึงช่วงนั้นครานั้นเป็นต้องมีการนำเสนอข่าวเรื่องนั้นๆ จากสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ให้คาดเดาดีกรีของเรื่องราวได้เสมอ

พอถึงเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นเดือนแห่งการเปิดภาคเรียนของบรรดาน้องใหม่หรือเฟรชชี่ของมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นต้องมีข่าว “การรับน้องโหด” การทารุณน้องในการรับน้อง น้องใหม่เสียชีวิตหรือพิกลพิการจากการพาไปรับน้องที่นั่นที่นี่อยู่เป็นประจำ

ใช่ว่ารุ่นผมที่เข้ามหาวิทยาลัยเมื่อยี่สิบปีก่อนจะไม่มีข่าวพรรค์นี้ มีครับมี ฉะนั้นผู้ปกครองและบรรดาพ่อแม่ทั้งหลายที่มีลูกหลานเข้าปีหนึ่งมหา’ลัย เป็นต้องอกสั่นขวัญแขวนกันเป็นแถวเป็นแน่แท้ว่าจะโดนลูกฉันหลานฉันที่โดนเอาไปรับน้องซ่อมน้องโหดจนไม่เป็นอันเรียนบ้างหรือเปล่า

…กระทั่งวานนี้ผมเดินผ่านแผงหนังสือพิมพ์ ได้เห็นข่าวพาดหัวของหนังสือพิมพ์บางฉบับระบุถึงมหาวิทยาลัยที่ผมเคยร่ำเรียนมาสั่งงดการรับน้องหรือการทำกิจกรรมของน้องใหม่เป็นเวลาสองอาทิตย์ ผมพยายามจะเพ่งสายตาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากเนื้อหาข่าวหน้าหนึ่งที่เห็น แต่ก็ไม่ปรากฏรายละเอียด ซึ่งก็ได้แต่แปลกใจเพราะผมไม่ได้จบช่างกลหรืออุเทนถวาย มหาวิทยาลัยบ้านนอกที่ผมเคยเรียนกับเขานั้นอยู่ห่างไกลถึงตอนเหนือของประเทศ ไม่เคยมีเรื่องราวรับน้องโหดหนักข้อถึงขนาดเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งมาก่อน (เท่าที่ผมรู้และจำได้)

ส่วนเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผมเองนั้นก็คือหลานสาวของผมเพิ่งเข้าเรียนคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบ้านนอกทางภาคอีสานอีกเช่นกัน ร้อยวันพันปีเธอก็ไม่เคยจะยกหูโทรเข้ามือถือผมมาก่อน แต่วันนั้นไม่รู้เพราะเหตุใด เธอจึงสายตรงมาถามความคิดเห็นของผมเกี่ยวกับการรับน้อง

“น้า…คิดว่าแตงควรจะเข้าห้องเชียร์หรือรับน้องดีไหม เพราะเพื่อนของน้าที่เป็นอาจารย์บอกว่าอย่าเข้าเลย ไปบอกเพื่อนๆ ด้วยว่าไม่ต้องเข้าห้องเชียร์ เป็นกิจกรรมที่เสียเวลา ไม่ได้อะไร…”

นั่นคือสำเนียงและเรื่องราวที่ผมจำได้นะครับ สำหรับคำตอบของผมมีว่าถ้าหากเราอยากจะเข้าก็เข้า(ห้องเชียร์) อยากร่วมกิจกรรมรับน้องเพราะคิดว่าสนุกดี เป็นกิจกรรมที่ไม่เคยทำไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน (ก็ใครเล่าจะมีโอกาสเป็นน้องใหม่มหา’ลัยกับชาวบ้านเขาได้บ่อยๆ) ก็ร่วมกิจกรรม ทำอะไรก็ได้ที่คิดว่าดีที่คิดว่าสนุก ได้ประสบการณ์ นี่เองน่าจะเป็นแก่นแกนของการเดินเข้าไปมหาวิทยาลัยเพื่อเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆ มากกว่าการนั่งรอความรู้ที่หล่นจากปากของอาจารย์ ส่งรายงาน ทำการบ้านกับเพื่อนในกลุ่มหรือจบออกมาพร้อมกับปริญญาบัตรใบหนึ่งเท่านั้น

ผมเคยไม่เห็นด้วยกับการเข้าห้องเชียร์ในตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่งเป็นครั้งที่สอง (เขาเรียกว่า “ซิ่ว” มา) แล้วผมก็ไม่ได้เข้าห้องเชียร์ และก็ไม่ได้รู้สึกอะไร จะกระดากๆ อยู่บ้างตรงที่ไม่ค่อยรู้จักเพลงเชียร์ของคณะหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้นเอง แต่ผมก็เดินเข้าไปชมรมของสโมสรนักศึกษาตั้งหน้าตั้งตาทำกิจกรรมไปด้วยเรียนไปด้วย เที่ยวไปด้วย ทำงานพิเศษหาเงินค่าขนมเพิ่มเติมจากที่ได้รับจากทางบ้านไปด้วย ทำให้เวลาสี่ปีเศษๆ ในมหาวิทยาลัยที่ผมเรียนอยู่ ซึ่งเป็นบรรยากาศแบบ “แคมปัส” (ที่พักหรือหอพักอยู่ในบริเวณเดียวกันกับมหาวิทยาลัย) เป็นที่สนุกไม่น่าเบื่อ

ผมไม่รู้ว่าคำตอบที่หลานสาวได้รับจากผมจะส่งผลให้เธอหันหลังเดินออกจากห้องเชียร์เหมือนเพื่อนที่เป็นอาจารย์สนับสนุนหรือว่าเดินตรงร่วมขบวนแถวตอนเรียงหนึ่งไปนั่งเรียงราย ตบมือ ร้องเพลง ท่องชื่อเพื่อนร่วมรุ่น โดนรุ่นพี่ที่เป็นว้ากเกอร์ตวาดและทำโทษเวลาร้องเพลงผิด ทำนู่นทำนี่ไม่ได้ไม่พร้อมเพรียงในห้องเชียร์กันแน่…แต่สิ่งนี้คือบทเรียนหรือการตัดสินใจบทหนึ่งเล็กๆ สำหรับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักศึกษาใหม่ที่จะต้องก้าวผ่านอย่างมีชีวิตรอด มีจิตวิญญาณของปัญญาชนที่คิดเป็นคิดได้เองเต็มเปี่ยมขึ้นด้วย

แต่ผมรู้ดีว่ายังไงๆ ข่าวรับน้องจะต้องมาเมื่อถึงเดือนมิถุนาฯ อาจจะปรากฏความรุนแรงหรือวิธีรับน้องแสนจะงี่เง่า ก็เป็นข่าวที่เราคาดเดาได้ว่าเมื่อมี ‘รัก’ น้องก็ต้องมีการรับน้อง…ฉะนั้น

ความสุขที่จะ…

สบายดีไหมครับ?

พักหลังๆ นี่พอสิ่งแวดล้อมแย่ลงคนเราก็เจ็บไข้ได้ป่วยกันง่ายขึ้น แม้เราจะตื่นตัวกันง่ายในผลกระทบที่มาถึงตัวเราที่ไวและหนักหน่วงขึ้นเช่นกระแสเรื่องโลกร้อน แต่ก็ดูเหมือนว่าโรคภัยไข้เจ็บดังที่ตกเป็นข่าวเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นและสร้างผลกระทบให้กับคนเราได้มากและรวดเร็วกว่าเดิม เช่นเรื่องไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่กำลังระบาดทั้งในบ้านเราและหลายๆ ประเทศทั่วโลกในขณะนี้

ผมไม่ได้จงใจที่จะมาแนวเครียด มิหนำซ้ำวันนี้ยังเป็นวันอาทิตย์ที่น่าจะสบายๆ ชิลล์ๆ กันที่สุด ก็เลยไม่มีอะไรที่จะเหมาะสมมากไปกว่าคำทักทายว่า… “สบายดีไหมครับ?”

ผมไม่ค่อยได้โพสต์ข้อความหรือเรื่องราวอะไรใหม่ๆ สักเท่าไรนักในช่วงสัปดาห์เศษๆ ที่ผ่านมา เพราะว่าคอมพิวเตอร์แล็บท็อปของผมป่วยครับ มันโดนไวรัสและเดี้ยงเอาเสียงดื้อๆ เปิดไม่ขึ้นเรียกไฟล์อะไรก็ไม่ยอมออกมาทำงาน เป็นเหตุให้ความขี้เกียจที่มีมากเป็นทุนเดิมยิ่งอาการหนักเข้าไปใหญ่ วันๆ ก็ได้แต่เข้าไปเล่นเกมมากมายในเว็บ Facebook ของตัวเอง…อย่างนี้เรียกว่าคอมพ์ติดไวรัสแต่คนก็อาการหนักเหมือนกัน

เมื่อวานนี้เพิ่งได้ฤกษ์หิ้วคอมพ์ออกไปลงโปรแกรมใหม่ล้างไวรัส ซึ่งแม้เพียงธุระแค่นั้นแต่ก็ทำให้หมดเวลาไปหนึ่งวันเหมือนกันกับการเดินทางออกจากบ้านไปไหนต่อไหนในกรุงเทพฯ แห่งนี้

แต่ก็มีเรื่องน่าดีใจว่าเมื่อประมาณอาทิตย์เศษๆ ที่ผ่านมาได้มีโอกาสนั่งลงกินข้าวกินปลาท่ามกลางเพื่อนๆ และรุ่นพี่ที่สนิทสามสี่คน ได้ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ถามว่าทำอะไรอยู่ตอนนี้ มีภาระสิ่งใดบ้างในชีวิตและสิ่งที่เคยคิดเคยฝันยังคงมุ่งหน้าไปหามันอยู่หรือเปล่า?

ในวัยคนที่กำลังจะย่างเข้าวัยกลางคนเช่นเดียวกับรุ่นผมนี้เพื่อนบางคนยังคงทำงานประจำอยู่ งานการก็ลดทอนความท้าทายลงตามระยะเวลาการทำงานประจำที่ผ่านมา ซ้ำหลายคนที่ยังคงอยู่กับพ่อแม่ก็มีภาระที่จะต้องคอยดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่าในการพาไปหารักษาตัวไปหาหมอที่โรงพยาบาลต่างๆ เป็นเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ แต่ในความเป็นลูกก็ดูเหมือนว่าทุกคนจะพูดถึงภาระนั้นในทางที่มีความสุขใจที่ได้ทำเพื่อพ่อแม่

ในวันธรรมดาๆ ไม่มีโอกาสอะไรพิเศษ การที่เราได้อยู่ท่ามกลางเพื่อนเก่ามิตรภาพเก่าๆ ที่ไม่ต้องเสแสร้งหรือเรียนรู้กันอีก เราไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าความสุขเรียบง่าย ได้ล้อมวงคุยกันในวงข้าว ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยอะไรที่หนักหนาจนเกินไป มีเงินทองพอใช้แก่ชีวิตและผู้คนรอบข้าง ได้ทำงานที่ตัวเองชอบ มีเวลาให้เหลียวออกไปมองดูความฝันว่ายังคงรอคอยอยู่เบื้องนอกหรือไม่

…ตราบใดที่ชีวิตยังมีลมหายใจ เราก็ขอเพียงแต่ได้พูดคำนี้ว่า ทำอะไรก็ตามแต่ ขอให้มี “ความสุขที่จะ…” เท่านั้นก็พอ