ว่างๆ ไปเดินเล่นงานนี้กัน

posterเมื่อไม่นานมานี้ผมเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในอีเมลลิสต์ของกลุ่มที่จัดงาน Read Camp ที่เคยจัดงานชวนกันไปอ่านที่หอศิลป์กรุงเทพมหานครเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งล่าสุดทำให้ผมได้รับรู้ข่าวว่ามีการชวนให้ไปขายหนังสือมือสองกันที่งานเทศกาลเทศกาลหนึ่ง และผมไม่รอช้าที่จะติดต่อขอรายละเอียดกับผู้จัดงานไป และคงได้เอาหนังสือมือสองเล่มที่ไม่ชอบมากไม่ชอบน้อย (ก็ว่ากันไป) กับเล่มที่มีซ้ำไปปล่อยที่งานนี้ กะว่าถ้าหาหนังสือมือสองได้สักห้าสิบเล่มก็น่าจะพอดี

รายละเอียดของงานจะน่าสนใจหรือมีอะไรอย่างไรก็ขอเชิญทัศนากันได้ตามข้อมูลที่ผมได้รับมาเลยครับ

………………………………………..

“เทศกาลหนังสือของนักอ่าน”  

เป็นการออกแบบพื้นที่ตลาดหนังสือในอีกรูปแบบอยู่บนฐานของการสร้างเศรษฐกิจคู่ขนานที่ไม่ได้มีแค่กำไรกับขาดทุน คนขายกับคนซื้อเท่านั้น ในเทศกาลหนังสือของนักอ่าน  คนธรรมดาทั่วไปสามารถนำหนังสือที่มีเก็บไว้มาวางขาย หรือเลือกที่จะขอแลก แจก และทำให้ผู้เลือกซื้อสามารถรู้ที่มาของหนังสือได้โดยตรงว่าทำไมผู้ขายจึงนำมาขาย ได้หนังสือเล่มนี้มาอย่างไร ทำไมถึงซื้อ ใครให้มา แล้ว เรื่องราวในนั้นเป็นอย่างไร ฯลฯ เป็นลักษณะการแบ่งปันบอกกล่าวเรื่องราวกันปากต่อปาก 
เทศกาลหนังสือของนักอ่านจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การซื้อขาย แต่ยังเป็นการสร้างระบบตลาดหนังสือขึ้นมาเองของคนธรรมดาที่ไม่ใช่เจ้าของธุรกิจหนังสือขนาดใหญ่ เป็นการพื้นที่ให้นักอ่านได้พูดคุยแนะนำกันอย่างไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิจารณ์อาชีพ  นับเป็นพื้นที่ของนักอ่านเพื่อนักอ่าน เป็นพื้นที่แตกแขนงกิ่งก้านทางปัญญา ผลที่ได้โดยตรงคือการลดการสะสม ได้ระบายหนังสือที่อ่านจบแล้ว หนังสือที่ยังไม่ได้อ่านเลย อ่านไปบ้างแต่ยังไม่จบและไม่คิดจะกลับไปอ่าน  สิ่งที่ตามมา คือ เรื่องราวและการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ เป็นอีกโครงสร้างการแบ่งปันที่ชวนทุกคนมาร่วมออกแบบ

กำหนดการ

19 มิ.ย. 2552 

12.00 น.               เปิดร้านหนังสือ

14.00-16.00 น.     เสวนา เปิดโลกอักษรจากมุมมองนักอ่าน

ไอดา อรุณวงศ์               บรรณาธิการวารสารอ่าน

กฤช เหลือลมัย                 กองบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณและกวีอิสระ

อินทรา เจริญปุระ               นักแสดง คอลัมนิสต์  นักอ่าน นักเขียน 

ศรัณย์ ทองปาน      ดำเนินรายการ

18.00 – 19.00 น.   ดนตรีสบายยามเย็นจากวง ไข่เจียว

20 มิ.ย. 2552

12.00 น.                          เปิดร้านหนังสือ

14.00-16.00 น.                เสวนา อำนาจนักอ่าน : หรือเป็นเพียงอุดมคติของนักฝัน ? 

                                มกุฎ อรดี   บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนวิชาหนังสือ             

                                        สฤณี อาชวนันทกุล    บรรณาธิการ onopen.com   นักอ่าน นักเขียน คอลัมนิสต์

                                        กิตติชัย งามชัยพิสิฐ   สถาบันต้นกล้า กลุ่ม we change หนึ่งในผู้ร่วมจัดงาน

                ทวีศักดิ์ พึงลำภู                     ดำเนินรายการ

17.00 – 18.00 น.               Workshop ปัญจลีลา : การเคลื่อนไหวกายเพื่อการเติบโตทางใจ

(ผู้สนใจสมัครได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงหน้างาน) 

18.00 – 19.00 น.              ดนตรีสบายยามเย็นจากวง ของเรา

21 มิ.ย. 2552

9.00 – 10.00 น.                เปิดร้านหนังสือ

17.00 – 18.00 น.              ละครสั้นๆ หรือศิลปะแสดงสด

18.00 – 19.00 น.              ดนตรีสบายยามเย็นจากวง สลึง

 * อยู่ระหว่างการติดต่อ

การเดินทางไปร่วมงาน

รถไฟฟ้า BTS   – ขึ้นรถไฟฟ้า BTS ไปลงสถานีสะพานตากสินแล้วข้ามเรือไปฝั่งตรงข้าม (ฝั่งคลองสาน)  เดินหรือนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้าง  บอกว่า  “ไปมูลนิธิตรงข้ามปั๊มเชลล์”  
เรือด่วน               –  ลงท่าเรือสาธร  แล้วข้ามฟากไปยังฝั่งตรงข้าม (ฝั่งคลองสาน) เดินหรือนั่งมอเตอร์ไซต์รับจ้างต่อได้เช่นกัน
เดินเท้า                – นั่งเรือข้ามฝากมาฝั่งคลองสานแล้วเดินเลียบถนนเจริญนครไปทางซ้ายมือ  เดินไปเรื่อยๆ จนเจอปั๊มเชลล์ สวนเงินมีมาอยู่ฝั่งตรงข้ามของถนน  ปากทางเข้าเป็นร้านซ่อมรถ 
รถประจำทาง      – สาย 6 , 111 , 88 , 89
รถส่วนตัวหรือแท็กซี่  –       เมื่อลงสะพานตากสิน(สาทร) แล้วเข้าเลนซ้าย เลี้ยวซ้าย ขับมาเรื่อยๆจะเจอสี่แยก เลี้ยวขวาอีกทีเข้าถนนเจริญนคร ขับมาเรื่อยๆ จะเจอปั๊มเชลล์  จอดรถได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ใกล้เจริญนคร 22 เยื้องๆปั๊ม  เดินมาอีกนิดเดียวก็จะเจอทางเข้าสวนเงินมีมา

………………………………………..

ถ้าหากได้ไปร่วมงานนี้จริงๆ ผมกะว่าจะมีกิจกรรมอะไรทำนิดหน่อยเพื่อเป็นการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมให้เมืองที่เราอาศัยอยู่ และก็ได้แต่บ่นว่าเมืองมันไม่น่าอยู่หรือเต็มไปด้วยปัญหาต่างๆ นานา

ถามว่าในฐานะคนตัวเล็กๆ คนหนึ่งหรือปัจเจกชนคนหนึ่งเราจะทำอะไรหรือเพียงแต่งดการทำอะไรบางอย่างลงเพื่อช่วยเมืองกรุงให้รอดพ้นหรือดีขึ้นจากปัญหาสารพัดได้ด้วยตัวเราเองบ้างไหม ลองดูครับ แต่ตอนนี้ขอเวลาคิดตรงนี้ให้ข้นให้ตกผลึกก่อน มีความคืบหน้าอย่างไรจะนำเสนอตรงบล็อกนี้อีกที

เอาล่ะครับ สำหรับใครที่ว่างๆ เหงาๆ ไม่มีอะไรทำ หรือยังไม่มีแผนจะออกไปเที่ยวไหน ผมก็ขอถือโอกาสชวนไปเดินเล่นเลือกดูหนังสือกันที่เทศกาลหนังสือของนักอ่านนี้ ถ้าหากไปงานแล้วเจอกันก็อย่าลืมแวะอุดหนุนหรือทักทายผมด้วยนะครับ

ไร้เหตุ แต่มีผล

ย่างเข้าหน้าฝนเช่นนี้มิค่อยจะชวนใจให้เดินทางไปไหน แต่เมื่อมีเหตุว่าจะต้องขึ้นไปเชียงใหม่ตามคำชักชวนของรุ่นพี่ที่บอกว่าน่าจะได้เวลาขึ้นไปปลูกต้นไม้กันดีไหม ผมก็เลยถือเป็นเหตุผลมีน้ำหนักใช้ได้ที่น่าจะออกจากบ้านเดินทางไกลด้วยรถยนต์ส่วนตัว

แต่แล้วพอใกล้จะถึงวันออกเดินทาง ฝนที่ตกในกรุงก็ออกอาการยืดเยื้อ พาให้ใจคอไม่ค่อยนึกถึงการท่องเที่ยวเดินทางสักเท่าไร ที่สำคัญคือเรื่องราวที่ชวนกันว่าจะไปปลูกต้นไม้ก็มีอันยกเลิกไป ทำให้เรียกได้ว่าไร้เหตุ(ผล) ของการไป แต่ในที่สุดผมก็ขึ้นเชียงใหม่ไปจนได้ ด้วยสถิติการขับรถของสารถีคู่ใจคนเดิมคือสิบชั่วโมง

ระหว่างเส้นทางมีฝนตกเฉอะแฉะหนักบ้างเบาบ้างสลับกับแดดออกเป็นระยะๆ และเมื่อไปถึงเชียงใหม่แล้วอากาศก็ปลอดโปร่งดี ไม่มีฝนตกเลยเป็นโอกาสให้ออกไปนั่งกินข้าวที่ร้านข้าวต้มย้งตรงมุมถนนเยื้องกับหอศิลป์ ม.ช. เจ้าอร่อยได้ดั่งที่คิดไว้

ก็อย่างว่าแหละครับ เมื่อไม่มีเหตุก็เลยไม่มีแผน มีอะไรให้ดูก็ดูไปตามเรื่อง มีอะไรให้ชิมก็กินได้เท่าที่กินไหว ซึ่งก็ไม่พ้นขนมหวานกาแฟที่มีอยู่ทั่วบ้านทั่วเมืองเชียงใหม่ ชนิดที่ว่าเปิดร้านใหม่กันได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะไปเชียงใหม่ครั้งใดเป็นต้องได้เห็นได้ชิมกาแฟร้านเปิดใหม่ทุกที (ไปคราวนี้ก็ได้นั่งร้านร่ำเปิงกาแฟที่มีบาริสต้านามว่าน้องโก้ คุณครูแห่งโรงเรียนอนุบาลหมีน้อยของคุณพี่อุ๋มอิ๋ม…ตามรูปนี้ครับ)

cafe1

cafe2

ใช่ว่าจะมีเพียงร้านกาแฟในซอยวัดอุโมงค์ร้านนี้ร้านเดียวหรอกนะครับที่ผมถือโอกาสไปลิ้มรส ร้าน Mood Mellow  (ถ้าผมจำชื่อไม่ผิด)นั่นก็อีกร้านหนึ่ง ร้านนี้อยู่บนถนนศิริมังคลาจารย์ย่านนิมมานเหมินทร์ครับ

cafe3

ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ เก๋ๆ ตามสไตล์อาร์ติสท์ไทวิจิตรับประกันฝีมือการตกแต่งและบรรยากาศ ส่วนเค้กและกาแฟนั้นราคาค่อนข้างสูง รสชาติไม่ค่อยจะเลิศมากเท่าใดนัก ผมน่ะชอบบรรยากาศและรสชาติของเค้กร้านดินดี ซึ่งเป็นบ้านดินอยู่ในบริเวณหอศิลป์ ม.ช. มากกว่าครับ…มีภาพให้ดูอีกเช่นเคย ภาพนี้เป็นชีสเค้กเอกลักษณ์ประจำร้านรสชาติดีครับ

cake

แม้ว่าผมจะขึ้นเหนือไปเชียงใหม่บ่อยๆ ก็ตาม แต่ทุกครั้งที่ขึ้นไปก็มักจะได้ยินได้ฟังและได้เห็นอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ สมกับที่ชื่อเมืองคือเชียง ‘ใหม่’ เสียจริงๆ

สองภาพนี้คือสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้นครับ เป็นที่พักย่านริมคลองชลประทานทางไปตลาดแม่เหียะชื่อ Beentheredonethat (อ่านว่า been-there-done-that) ซึ่งเป็นที่พักเล็กๆ มีห้องทั้งหมดไม่เกินสิบห้อง ราคาไม่แพง ตกแต่งได้แปลกตา น่าจะเป็นอีกเสน่ห์หนึ่งที่เติมลงไปในความหลากหลายของเชียงใหม่ได้

seat

พอออกนอกเมืองเลยอำเภอดอยสะเก็ดไปทางบ่อน้ำพุร้อนเองก็กำลังจะมีที่พักสไตล์ใหม่ๆ เป็นกระโจมแบบมองโกลบนเนินเขา ซึ่งก่อสร้างและตกแต่งใกล้จะเสร็จแล้ว ปลายปีคงเที่ยวและพักกันได้ท่ามกลางอากาศหนาว ตั้งชื่อเอาไว้ได้เก๋ไม่หยอก- The postcard แต่แม้จะยังไม่เปิดผมก็มีภาพมาให้ชมกันครับ(ต้องขอขอบคุณโตและคุณโกหุ้นส่วนเดอะโปสการ์ดแห่งนี้ที่เปิดให้เราได้เข้าไปชมถึงที่)

thepostcard

สุดท้ายก่อนกลับคืนเมืองกรุง ผมลากเส้นง่ายๆ เพื่อถ่ายทอดภาพวิวจากหน้าต่างห้องพักที่แลออกไปเห็นดอยสุเทพเอาไว้ในยามบ่ายคลายเครียดบ่ายหนึ่งในวันที่ไร้เหตุ แต่มีผลทำให้ผมได้ขึ้นไปเที่ยวชิมดื่มในเชียงใหม่ครับ

 

P1000712P1000788

ปั้นฝัน

ของเล่นสักชิ้นในวัยเยาว์ช่วยกล่อมเกลาและสร้างความเพลิดเพลินให้กับเรา แต่เราก็อาจจะหลงลืมของเล่นชิ้นโปรดไปเมื่อเติบโตขึ้นไปแล้วก็ได้

1วันหนึ่ง…เมื่อเดินเล่นอยู่ในอาคารปูนสีขาวหลังใหญ่หลังหนึ่งในเมืองอยุธยา ภาพความทรงจำเก่าก่อนเกี่ยวกับของเล่นหลากชิ้นในวัยเยาว์ก็ผุดขึ้นมาสู่ความทรงจำอีกครั้ง จากข้าวของในตู้มากมายและของเล่นจากวันเก่าๆ หลายชิ้น

..พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริกยุ้นพันธ์…

คือสถานที่แห่งนั้น

ที่ที่ทำให้เรามีโอกาสสบตากับความหลังและได้เห็นสีสันความสนุกสนานทั้งจากของเล่นและเครื่องใช้ในอดีตที่มีอยู่หลากหลายชิ้น (ส่วนจะถึงล้านชิ้นเหมือนชื่อพิพิธภัณฑ์หรือไม่นั้นผมมิกล้านับ) นับเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงความรักและความฝันของผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ไม่ได้มีกิจการร่ำรวยหรือจากการสนับสนุนของหน่วยงานใดๆ

ผู้ชายคนหนึ่งที่ใช้ศิลปะเป็นพลังขับเคลื่อนลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองฝันจนสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างที่จับต้องได้และสวยสดงดงามในวันนี้

เขาชื่อ “เกริก ยุ้นพันธ์”

 krik

 เมื่อปี 2004 เกริก ยุ้นพันธ์ซึ่งเป็นเพียงอาจารย์สอนศิลปะและคนวาดภาพประกอบ จัดพิมพ์หนังสือสำหรับเด็กตัดสินใจที่จะทำพิพิธภัณฑ์ของเล่นจากการรวบรวมสิ่งของด้วยตัวเขาเองขึ้นมา

ผมยังพอได้เห็นแบบแปลนซึ่งเป็นลายเส้นสเก็ตช์วางเอาไว้ในอาคารที่วันนี้เสร็จสมบูรณ์และเปิดให้เข้าชมได้นานหลายเดือนแล้ว

0

ผมเพิ่งมีอันได้ชักชวนญาติๆ พาหลานๆ ที่ปิดเทอมไปเที่ยวเล่นอยุธยา กินโรตีสายไหมและเข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นฝันเล็กๆ ส่วนตัวของคนคนหนึ่งที่สวยงามน่าชื่นชม

เหมือนบนหลังบัตรเข้าชมที่มีข้อความสั้นๆ พิมพ์เอาไว้ว่า

“ฝันไว้ให้ไกล

แล้วไปให้ถึง”

ได้เดินชมแล้วผมก็ว่าเกริก ยุ้นพันธ์นั้นน่าจะปั้นฝันของเขาเสร็จแล้วนะครับ

www.milliontoymuseum.com

…คนปลูกต้นไม้…

สองสามวันก่อนผมเดินอยู่ริมถนนเส้นหนึ่งในกรุงเทพฯ ตั้งใจว่าจะออกไปซื้ออาหารสำเร็จรูปมาเสริมเป็นกับข้าวมื้อค่ำ ขณะที่กำลังเดินอยู่นั้นสายตาก็พลันเหลือบไปเห็นสีเขียวๆ แซมด้วยสีเหลืองของใบไม้ช่อหนึ่งวางเรี่ยอยู่ริมถนน เป็นต้นโกสนต้นหนึ่งที่ผมเห็นว่ายังมีลมหายใจอยู่ แต่โดนใครก็ไม่รู้ดึงถอนออกมาทั้งรากแล้วปล่อยทิ้งรอวันให้แห้งตายอยู่ริมถนน

พอซื้อกับข้าวใส่ถุงเสร็จแล้วเดินกลับมาผมจึงไม่รีรอที่จะหยิบเอาโกสนต้นนั้นติดไม้ติดมือกลับไปปฐมพยาบาลและอัญเชิญลงไว้ในกระถางเล็กๆ ใบหนึ่ง ใส่ดินให้น้ำเสร็จแล้วก็ตั้งเอาไว้ตรงหลังบ้านรวมกับต้นไม้อื่นๆ

ทำวีรกรรมเล็กๆ นี้เสร็จแล้วก็อดที่จะภูมิใจในตัวเองไม่ได้ที่ได้เป็นคนปลูกต้นไม้

อย่าว่าแต่การปลูกต้นไม้สักต้นเลยครับ ลำพังแค่การหาเวลาอยู่กับธรรมชาติ ได้พาสายตาไปพักผ่อนเหลียวมองต้นไม้ใบเขียวหรือฟังเสียงนกร้องจุ๊บๆ จิ๊บๆ ในกรุงเทพฯ บ้างนั้นก็ล้วนเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์หากว่าใครสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ

สำหรับผมเองไม่ค่อยได้ปลูกต้นไม้เป็นเรื่องเป็นราวนักหรอกครับ ได้แต่ตั้งใจและหาโอกาสที่จะดูแล แต่บางทีบางครั้งแค่การเอาดินมาเติมใส่ให้กับไม้กระถางต้นเดิมที่มีอยู่แล้วก็ยังไม่ค่อยได้ทำ (แต่วันนี้ผมตั้งใจว่าจะทำครับ!)

แต่แล้วก็เหมือนมีอะไรบางอย่างที่เกี่ยวพันกันที่ทำให้ผมมีเรื่องราวที่ประสบหรือเกี่ยวพันกับการปลูกต้นไม้ในพักนี้

เรื่องของเรื่องก็คือมีรุ่นพี่ที่เชียงใหม่ที่สนิทสนมกันติดต่อมาบอกว่าให้หาเวลาว่างสักวันในเดือนนี้ขึ้นไปปลูกต้นไม้กันจะดีไหมในพื้นที่เล็กๆ ที่เรามีอยู่ ซึ่งผมก็ตกปากรับคำและลองดูวันเวลาว่าจะเดินทางขึ้นเหนือวันไหน

ในระหว่างนี้ข้อความทางอีเมลที่มาจากรุ่นพี่ก็คือเรื่องเล่าของการไปติดต่อขอกล้าไม้ที่จะปลูกจากสำนักงานป่าไม้ ซึ่งได้ต้นคูณหรือราชพฤกษ์กับต้นกาสะลอง (ต้นปีบ) ส่วนต้นไผ่ที่ตั้งใจว่าจะลงไว้ตามแนวยาวด้านข้างของแปลงนั้นคงจะต้องเตรียมเอาไว้ในโอกาสหน้าฟ้าใหม่ เพราะยังไม่ได้ชำ

ผมเองมีเมล็ดพันธุ์ของต้นคูณหรือราชพฤกษ์ที่ได้รับแจกมาอยู่ซองหนึ่ง ในนั้นมีเมล็ดหน้าตาดีน่ารักเป็นเมล็ดสีน้ำตาลป้อมๆ เก้าเม็ด ผมก็เลยจัดแจงแกะห่อ กะเทาะปลายเมล็ดพันธุ์ออกเล็กน้อยตามคำแนะนำในซอง แล้วเอาเมล็ดทั้งหมดแช่น้ำทั้งไว้หนึ่งคืน ก่อนจะจัดการแยกลงกระถางเพาะใบเล็กๆ ทั้งเก้าเมล็ด

ถึงตอนนี้ผมอดคิดถึงมุขที่พี่น้องสองสาวตัวน้อยๆ ไปเพาะพันธุ์ต้นดงบุริ (ซึ่งดูเหมือนจะเป็นลูกเกาลัดหรือเปล่านะ) แล้วอดทนจนใจจดใจจ่อรอคอยทั้งคืนว่าเมล็ดที่ลงไว้จะงอกเงยออกมาเป็นต้นกล้าหรือไม่ในการ์ตูนสุดน่ารักเรื่องหนึ่ง- TOTORO

totoro1999-02aในกิจกรรมเล็กๆ ระหว่างมีชีวิต แค่การเตรียมดินให้พร้อม หยอดเมล็ดพันธุ์ ให้น้ำดูแลใส่ปุ๋ย ผลผลิตจากน้ำพักน้ำแรงก็จะงอกเงยออกมาเป็นต้นไม้ช่วยเติมออกซิเจนให้กับโลก ช่วยดูดอากาศเสีย (คาร์บอนไดออกไซด์) ดูแลลมหายใจ เพิ่มจินตนาการและความฝันในชีวิตให้กับเรา

จะเกิดได้ก็ด้วยการลองเป็น “คนปลูกต้นไม้” ดูก่อนแค่นั้น

www.totoroforestproject.org

ที่ทะเลมีอะไร

ผมเพิ่งกลับจากการเที่ยวทะเลครับ คราวนี้ผมและภรรยา พร้อมรุ่นพี่ที่สนิทควงแขนกันไปเที่ยวแบบสามคนอลเวง มุ่งหน้าสู่ประจวบคีรีขันธ์ครับ

pkk7นานมาแล้วครับที่ผมห่างเหินการไปเที่ยวทะเล ไปเห็นคลื่นคราม เดินเล่นบนชายหาดอันกว้างไกล

เมืองไทยนี้แสนดีหนักหนานะครับ คิดจะไปเที่ยวภูเขาเราก็มุ่งหน้าออกไปโคราช นครนายกหรือกาญจนบุรี ไม่ไกลก็ถึงขณะที่พอจะไปเดินเล่นชายหาดริมทะเลก็บ่ายหน้าไปชลบุรี ศรีราชา บางแสน หัวหิน ชะอำและประจวบฯ แผล็บเดียวก็ถึงจุดหมายแล้ว

ที่ทะเลมีอะไรก็ไม่รู้ แต่ผมรู้สึกว่าพอถึงหน้าร้อนที่แดดแรงๆ ทีไร คนเรา (คนไทยอย่างเราๆ ) เป็นต้องนึกถึงทะเลคราม อยากเอาตัวลงไปแช่น้ำเค็ม เดินเล่น จิบน้ำมะพร้าว นอนเปลญวน กินอาหารทะเลสดๆ กันทั้งนั้น

พอถึงช่วงวันหยุดยาวก็เลยมีภาพความโกลาหลของผู้คนที่จะต้องเข้างานประจำซึ่งบ่ายหน้ามุ่งสู่เมืองชายทะเลจนรถติดเป็นทิวแถวในช่วงเทศกาล ไม่เชื่อขอให้ลองถามคนข้างๆ หรือเพื่อนๆ รอบๆ ตัวดูครับ ผมว่าในสิบคนอาจจะมีมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ไปหัวหินมาเมื่อช่วงสงกรานต์หรือลองวีคเอนท์หนล่าสุด

จะว่าโชคดีก็ไม่น่าจะใช่ที่ผมเลือกเดินทางไปในวันธรรมดาก่อนและหลังช่วงลองวีคเอนท์เพื่อตัดปัญหาเรื่องการยื้อแย่งเบียดเสียดกับผู้คนทั้งในการเดินทาง การกินอาหารหรือการจับจองที่พัก

ทะเลที่เราไปและได้เห็นก็เลยเป็นบรรยากาศทะเลประจวบฯ ที่ยังมีความโล่ง ปลอดโปร่ง สบาย แม้จะไม่ได้ลงไปแช่น้ำสมดังที่ตั้งใจก็ตาม

pkk3

pkk4

ในยามค่ำคืนที่ได้เข้านอนแต่หัวค่ำเพราะนอกห้องพักเต็มไปด้วยยุงทะเลมาจู่โจมจนต้องรีบหนีจากโต๊ะอาหารเข้าห้องนอน แม้จะไม่เย็นสบายเหมือนตอนนอนเล่นในศาลาเกลือกกลิ้งรับลมนอกห้องตอนกลางวัน แต่ในคืนนั้นก็มีพระจันทร์สีนวลส่งประกายเงินยวงส่องลงมาบนผิวทะเลให้ยลและได้หลับใหลไปพร้อมกับเสียงคลื่นเห่กล่อม ระลอกแล้วระลอกเล่า ไม่รู้เหน็ดเหนื่อย…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

เพื่อเป็นการรับขวัญเด็กชายวัยสิบหกที่ก้าวขึ้นไปยืนอยู่ ณ ตำแหน่งสูงสุดของผู้เข้าแข่งขันรายการ The Star5 ผมก็เลยหยิบยกคำที่มักจะใช้พูดตอนจบของนิทานมาใช้ นั่นคือคำว่า “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอะไรนั้นคงจะต้องติดตามอ่านข้อเขียนนี้ไปจนจบแหละครับ

หลายเดือนก่อนผมติดตามรายการ The Star5 มาอย่างกระชั้นชิด แม้จะไม่ได้ติดตามรายการอัพเดทระหว่างสัปดาห์ แต่หากเป็นคืนวันแข่งขันหรือขึ้นคอนเสิร์ตตอนสามทุ่มครึ่งวันเสาร์ ผมเป็นไม่พลาด หากว่าไม่ได้มีธุระปะปังไปไหน ผมก็จะต้องอยู่เฝ้าหน้าจอคอยชมการแข่งขันแทบทุกสัปดาห์

เช่นเดียวกับการแข่งขันเดอะสตาร์ที่ผ่านมาแล้วสี่ปีก็คือแต่ละปีจะมีตัวแทนผู้เข้าแข่งขันของแต่ละภาคมาอยู่ร่วมบ้าน ร่วมเรียนร่วมซ้อมร้องเพลง เต้นรำและเรียนการแสดงกันทั้งหมด 8 คนด้วยกัน และปีนี้ก็เป็นชายสี่หญิงสี่

ในปีล่าสุดที่ผมได้ติดตามชมนั้นมีหลายคนที่น่าสนใจและสามารถสร้างแฟนคลับของตัวเองได้อย่างรวดเร็วและจากน้ำเสียง การแสดงหรือเสน่ห์ของพวกเขา

หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าผู้เข้าแข่งขันรายการเดอะสตาร์ปีนี้มีคนที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ ที่ได้เข้ารอบลึกๆ แปดคนสุดท้าย อย่างดิวที่มีมาดนักเรียนศิลป์เด็กแนวก็รู้สึกว่าอายุประมาณยี่สิบ น้องแกรนด์ หญิงสาวเจ้าเสน่ห์บนเวทีก็อายุแค่สิบแปด และคนสุดท้ายที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือสิงโต ซึ่งครองแชมป์เจ้าป่าบนเวทีเดอะสตาร์ปีล่าสุด เป็นเด็กชายวัยสิบหกจากเมืองขอนแก่น

singto

โทษฐานที่เป็นคนอีสานเหมือนน้องเขา แม้ว่าผมจะไม่ได้เป็น K-Pop (ขอนแก่นป๊อบ) แต่ก็เสียเงินค่าโหวตให้กับเด็กหนุ่มคนนี้ไปสองที

ผมชื่นชมความสามารถและความใจสู้ของสิงโตครับ แม้ว่าจะไม่รู้ว่าสิงโตเป็นเด็กนักเรียนชั้นมอสี่ที่อายุแค่สิบหกปีก็ตาม มิหนำซ้ำเขายังอยู่กับแม่ที่เป็นแม่ค้าขายส้มตำแต่ก็ดูรักใคร่กันดี จากการที่เธอมาติดตามดูการแข่งขันของลูกชายอยู่ทุกสัปดาห์ (ซึ่งนั้นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่คนเลิฟส้มตำอย่างผมจะต้องเชียร์ลูกแม่ค้าส้มตำครับ)

thestar5ผมเห็นด้วยและเชื่อตามคอมเมนเตเตอร์ทั้งสามคนของรายการนี้ที่บอกว่าสิงโตเป็นเด็กที่มีพัฒนาการเยอะ เยอะจนกระทั่งการแสดงบนเวทีหรือการร้องเพลงดูดีวันดีคืน เพราะเราเองก็ดูไม่ขัดตากับผลการแข่งขันรอบสุดท้ายที่ออกมาว่าสิงโตเป็นผู้ชนะเฉือนดิวไปไม่กี่เปอร์เซ็นต์

และนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…ที่ผมว่าก็อยู่ตรงนี้แหละครับ

คนมันเก่ง ดูดี มีเสน่ห์บนเวทีจนได้รางวัลชนะจากการโหวต ถ้าหากเป็นนิทานก็คงจะจบลงตรงชัยชนะหรือความสุขสมหวังทำนองนั้น แต่นี้คือเรื่องจริงและผมคิดว่าหลังการแข่งขัน เมื่อสิงโตเดินลงจากเวทีไปสู่ชีวิตจริง เขาคงได้รู้ว่าหนทางที่จะต้องเดิน เพลงที่จะต้องร้อง และการต่อสู้ที่รอเขาอยู่มันมากมายเสียเหลือเกิน…

พบกันกลางกรุงเทพฯ

ผมมีเพื่อนมาเที่ยวเมืองไทยสองคนครับ

จะว่ามาเที่ยวก็คงไม่เชิง เพระอกคนเป็นคนไทยอยู่แล้ว ส่วนฝ่ายสามีเป็นชาวลาดัค (Ladakh) ก็ตามภรรยาและลูกมาเยี่ยมครอบครัวฝ่ายหญิง

เพื่อนคนนี้กลับมาอยู่เมืองไทยก็นานหลายเดือนแล้ว จู่ๆ ผมก็ได้ข่าวว่าเธอกำลังจะกลับลาดัคแล้ว ก็เลยเป็นฝ่ายขอนัดเจอหน้าค่าตากันที่กลางกรุงเทพฯ

e0b8aae0b8b2e0b8a1e0b884e0b899

แอ้นและครอบครัว สามีที่อยู่ทางซ้ายมือของเธอคือวิเวกหรือ “เซวัง” ในชื่อลาดัค

ผมแทบไม่อยากจะเชื่อว่าเมื่อประมาณต้นเดือนกันยายนปีก่อนในท่ามกลางกองคาราวานของนักแสดงและพาเหรดในเทศกาลประจำปีลาดัค ในดินแดนเหนือสุดของอินเดีย ที่นั่นเราจะได้พบกันเป็นครั้งแรกทั้งตัวของแอ้นเองและ “วิเวก” สามีของเธอ

แอ้นไปอยู่ที่ลาดัคเพราะแต่งงานกับวิเวก หลังจากรู้จักพบรักกันที่เมืองไทย จนปัจจุบันก็ผ่านมาเกือบจะห้าปีแล้ว ทั้งคู่มีพยานรักเป็นหนุ่มน้อยวัยสามขวบเศษ

แอ้นและสามีมีกิจการที่น่าสนใจมากที่ลาดัค เพราะทั้งคู่ร่วมกับเพื่อนสนิทของวิเวก เปิดบริษัทนำเที่ยวและพาคนไปนั่งสมาธิฝึกวิปัสสนาพร้อมโยคะชื่อ Open Ladakh โดยวิเวกเป็นวิทยากรและผู้ฝึกอบรมการนั่งวิปัสสนาและการเดินป่าในหมู่บ้านที่ทั้งคู่พักอาศัยนอกเมืองเลห์ที่ชื่อว่าหมู่บ้านสต็อก

พอเข้าฤดูหนาวที่อากาศของลาดัคจะมีอุณหภูมิลดต่ำลงไปกว่าลบ 20 ถึง 45 องศาฯ ลาดัคแทบจะเป็นดินแดนที่ปิดตายสำหรับนักท่องเที่ยว วิเวกซึ่งมีความรู้และพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วก็จะเปิดสอนภาษาอังกฤษเป็นอาชีพเสริมให้กับคนลาดัคในชื่อ Speak Easy

ผมเพิ่งได้ฟังเรื่องราวและเรื่องเล่าว่าทั้งคู่พบเจอและได้รู้จักกันอย่างไรก่อนจะไปทำพิธีแต่งงานกันแบบคนลาดัคในที่สุดก็เมื่อตอนที่ได้เจอกับทั้งคู่อีกครั้งกลางกรุงเทพฯ หนนี้เอง

ผมอดทึ่งกับการปรับตัวของแอ้นที่ไปอยู่ลาดัคที่แตกต่างทั้งวัฒนธรรม ภาษา อาหาร ความสูงของภูมิประเทศ และที่สำคัญที่สุดคืออากาศหนาวที่เรียกได้ว่าหนาวมากสำหรับคนไทย แต่เธอปรับตัวได้เป็นอย่างดี ซ้ำอยู่ๆ ไปเธอยังรู้สึกได้ถึงความใกล้เคียงของคนลาดัคกับคนไทยในหลายๆ ด้านเสียด้วยซ้ำ

ปกติผมเห็นแต่นกที่หนีหนาวอพยพออกจากความหนาวเย็นของหิมะและอากาศเดินทางไปสู่ดินแดนทางใต้ที่อบอุ่นกว่า แต่คราวนี้ผมได้เห็นและพูดคุยอยู่กับครอบครัวที่น่ารักครอบครัวหนึ่ง ที่มีสมาชิกเพียงสามคนคือแอ้น สามีและลูกชาย

ทว่าแม้จะหลบจากความหนาวมาเมืองไทย แต่พวกเขาไม่ใช่นก ไร้ปีกไร้ขน แต่ก็มีความอบอุ่นจากความรักและดวงใจมอบให้แก่กัน

www.openladakh.com

 

 

 

พฤษภาคม

ไม่มีอะไรในกอไผ่หรอกนะครับที่ตั้งใจเอาเดือนมาเป็นชื่อบทความทักทายกันบนบล็อก By The Way วันนี้

ผมแค่ตั้งใจอยากจะมองหรือลองมองดูหลายๆ สิ่งที่ผ่านมาหรืออาจจะเกิดขึ้น โดยมีเดือน ‘พฤษภาคม’ เป็นตัวเชื่อมโยงดูก็เท่านั้น

ไม่เพียงแค่นั้น ภาพหลักบนหน้าบล็อก รวมทั้งภาพประกอบเรื่องเบื้องล่างนี้ก็เป็นภาพที่ผมเคยถ่ายเก็บเอาไว้ในเดือนพฤษภาคมของแต่ละปีที่ผ่านมาเช่นกันครับ

img_91461ผมว่าพอย่างเข้าเดือนพฤษภาฯ แล้วความคิดของคนเรามักจะหมุนวนย้อนเวียนอยู่กับเรื่องราวต่อไปนี้…

…การปิดเทอมใหญ่ สำหรับเด็กและวัยรุ่นก็ใกล้จะเปิดเทอม โรงเรียนขึ้น ได้เลื่อนชั้นกันใหม่

…เหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี 2535 ผ่านมาสิบเจ็ดปีแล้ว แต่ประชาธิปไตยของไทยก็ไม่เคยเต็มใบหรือได้บทเรียนอะไรจากเหตุการณ์ความรุนแรง หรือเราจะเป็นประชาธิปไตยกันได้เพียงเท่านี้แหละ

…หน้าร้อน การไปเที่ยวทะเล การกินทุเรียน ก่อนที่ฝนจะมาและปิดฤดูกาลการเที่ยวทะเลไปโดยปริยาย

…หรืออาจจะนึกถึงวันหยุดวันพักมากมาย ทั้งในวันนี้ (วันแรงงาน) วันฉัตรมงคลบ้างล่ะ ซึ่งสำหรับคนที่ทำงานประจำ เดือนพฤษภาฯ อาจจะไม่ดีเท่าเดือนเมษาฯ ในแง่วันหยุดยาว แต่ก็ดีกว่าเดือนมิถุนาฯ มากมายที่ไม่มีวันหยุดพิเศษใดๆ

สำหรับผมแล้ว พฤษภาฯ มีความหมายถึงการที่เราได้ใช้เวลาเวลาของปี 2552 มาแล้วเกือบจะครึ่งปี และเป็นหลักหมายให้เรามองย้อนกลับไปในสี่เดือนแรกของปีที่ผ่านมาว่าเราทำงานได้ตามเป้าหรือยัง เราได้ทำสิ่งใดให้ขยับเข้าไปใกล้จุดหมายของความใฝ่ฝันกันบ้างหรือยัง

…ถ้าใครขี้เกียจๆ อยู่อย่างผม พอถึงพฤษภาคมก็น่าจะได้เวลาปัดฝุ่นขยับคราบไคลตัวเองออกไป แล้วบิดขี้เกียจทำงานทำการอะไรที่มันสร้างสรรค์

…เป็นประโยชน์ต่อชีวิต