การเรียนรู้จากพิพิธภัณฑ์

…ไม่มีใครแก่เกินเรียนหรือการเรียนรู้เกิดขึ้นได้เสมอ เช่น Learning by doing…

วันนี้เราจะมาพูดคุยหรือเหลียวมองดูประสบการณ์ของผมผ่านคำว่า “การเรียนรู้” กันนะครับ

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผมใช้รถยนต์ส่วนตัวเดินทางฝ่าการจราจรในยามต้นๆ บ่ายไปดูพิพิธภัณฑ์มาครับ

พิพิธภัณฑ์แห่งนั้นที่ว่าก็คือ “มิวเซียมสยาม” หรือพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ (ซึ่งเขามีชื่อเต็มอย่างเป็นทางการด้วยนะครับ กรุณาดูได้ตรงท้ายเรื่องและมีลิงค์ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ได้อีกต่างหาก)

home01จดๆ จ่อๆ อยู่หลายทีแล้วล่ะครับว่าจะหาโอกาสและเวลาไปชมพิพิธภัณฑ์ที่ว่านี้ จนกระทั่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดโด่งดังขึ้นมาเพราะคดีลูกปัดสุริยเทพหายไปจาก “นิทรรศการปริศนาแห่งลูกปัด” ที่กำลังจัดแสดงอยู่ ก็ยิ่งทำให้พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ในความสนใจของผู้คนมากขึ้น

b-lookpad06-1ผมมาสบโอกาสเอาเมื่อตอนเห็นข่าวคราวว่าพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้เขาจะเก็บค่าเข้าชมแล้วเมื่อวันที่ 2 เมษาฯ ที่ผ่านมา วันนั้นก็เลยเกิดแรงดลใจฮึดเดินทางข้ามฟากข้ามฝั่งของเมือง ลัดเลาะผ่านงานกาชาบนถนนราชดำเนินนอกก่อนจะเข้าสู่ย่านพระบรมมหาราชวังและเกือบจะถึงบริเวณปากคลองตลาดอันเป็นที่ตั้งของอาคารกระทรวงพาณิชย์เดิม

เมื่อไปถึงผมแทบจะจำบรรยากาศของสถานทีแห่งนี้ไม่ได้ เพราะเมื่อก่อนตอนที่ผมยังเป็นผู้สื่อข่าวก็มีโอกาสแวะเวียนมาใช้บริการของกระทรวงพาณิชย์อยู่บ่อยๆ แต่ตอนนี้พอถูกจับแปลงโฉมให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีบรรยากาศความโล่งของภายนอก ก็ทำให้ตึกเก่าของกระทรวงเดิมดูงดงามโดดเด่นขึ้นมา

แต่นิทรรศการปริศนาแห่งลูกปัดที่ผมตั้งใจว่าจะมาชมนั้นเป็นอีกส่วนหนึ่งแยกออกไปจากอาคารหลักที่เป็นตึกเก่า จุดแสดงนิทรรศการลูกปัดเป็นอาคารที่สร้างขึ้นมาอยู่ถัดจากร้านกาแฟแบล็คแคนย่อน เมื่อได้ชมแล้วก็รู้สึกว่าขนาดและเรื่องราวของลูกปัดเล็กกว่าที่คิด และไม่ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นเท่าไรนัก อาจจะเป็นเพราะรายละเอียดของการอ่านนั้นอยู่ท่ามกลางความมืดที่ตั้งใจวางให้เป็นบรรยากาศหลักที่ชวนพิศวงลึกลับ

บางทีผมก็ไม่เข้าใจหรือไม่อาจเรียนรู้ได้เหมือนกันว่านิทรรศการที่ดีหรือบรรยากาศของการเรียนรู้ที่พิพิธภัณฑ์ควรจะมีไว้เพื่อหยิบยื่นให้ผู้คนที่เข้าไปชม ความจะมีรายละเอียด มีขอบเขตหรือจะสร้างความสนใจได้อย่างไร แต่เท่าที่ “ได้เดินผ่าน” นิทรรศการลูกปัดที่เห็นถึงความทุ่มทุนและการใช้ความคิดในการออกแบบนิทรรศการอยู่ไม่น้อยก็ตาม ผมกลับแทบจะไม่ได้หยุดอยู่เพราะเกิดแรงบันดาลใจหรือความสนใจที่ลึกขึ้นได้ด้วยจะดใดจุดหนึ่งในนิทรรศการนี้เลย

อย่างนี้ภาษาฮอลลีวู้ดต้องบอกว่า Production Design ของหนัง (หรือนิทรรศการ) อาจจะถึงหรือดี แต่ Content หรือเรื่องราวแกนหลักของหนัง(นิทรรศการ) ยังไม่ถึง ก็น่าจะได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นต่อไปเมื่อต้องเสียค่าเข้าขมแล้วการจัดทำนิทรรศการคงจะต้องเผชิญโจทย์หรือความคาดหวังของผู้คนที่จริงจังหรือมากกว่านี้แน่นอน

head_logoจุดต่อมาคือการเดินเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์หลักในอาคารกระทรวงพาณิชย์เดิมที่เก่าแก่ ใหญ่โตและงดงาม แต่ตอนนี้ได้ถูกซอยจัดแบ่งการใช้ประโยชน์ออกไปห้องๆ ตลอดทั้งสามชั้นที่ได้เปิดให้เข้าชมอยู่ในตอนนี้

ภายในพิพิธภัณฑ์เป็นการตัดแสดงนิทรรศการที่มีชื่อว่า “เรียงความประเทศไทย” ซึ่งการเดินดูเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละห้องทั้งสามชั้นประมาณสิบห้องแล้วผมก็เกิดความรู้สึกเช่นเมคือ “รูปแบบ (ค่อนข้าง)ดี” เน้นการออกแบบสมัยใหม่ที่สวยงามเข้าตา ใช้ศิลปะการออกแบบที่ทุ่มเทและทุ่มทุน แต่ “เนื้อหา” อาจจะค่อนข้างถูกตั้งคำถาม (จากผม) อยู่บ้างว่าใช้เกณฑ์ใดในการนำเสนอเนื้อหาความเป็นไทย อาณาจักรไทย บริบทความเป็นไทยต่างๆ ที่ถูกไล่เรียงเนเรื่องราวของนิทรรศการ

สรุปง่ายๆ คือผมสนุกและประทับใจกับบรรยากาศของการนำอาคารสวยๆ เก่าๆ ที่มีที่ตั้งอยู่ในเขตประวัติศาสตร์ออกมาคลี่คลายใช้ประโยชน์ เรียกว่านำเอามาฟื้นคืนชีวิตให้กลายเป็นสถานที่สำคัญเพื่อการเรียนรู้เช่นพิพิธภัณฑ์ นับเป็นทิศทางที่ดีและน่าสนใจ และกลับยังรู้สึกแปลกๆ แปร่งๆ แกว่งๆ อยู่กับเนื้อหาหรือความตั้งใจว่าจะบอกเล่าหรือทำให้ผู้เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการเกิดความเรียนรู้อะไร

ความตั้งใจสำหรับผู้จัดทำหรือลงไม้ลงมือเป็นคนแรกเพื่อทำให้เกิดสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่จะต้องยกย่องเลยทีเดียว แต่ผมก็คิดเวลาคงมีการใช้ปัจจัยเรื่องเวลา และ “เม็ดเงิน” ลงไปมหาศาลในโครงการนี้ (ของรัฐบาลนะครับทั่น) เหมือนกัน

ถามตัวเองว่าได้เรียนรู้อะไรขึ้นบ้างไหม หลังจากได้ชมมิวเซียมสยามแล้ว ผมก็รู้สึกมึนๆ งงๆ อยู่กับตัวเองจนตอบไม่ได้เหมือนกัน สงสัยเป็นเพราะกาแฟเย็นรสเข้มของร้านแบล็กแคนย่อนที่ซดลงไปมากหน่อยออกฤทธิ์แล้วกระมัง

ช่วยกันคิดหรือตอบแทนผมหน่อยแล้วกันนะครับว่าคนเราจะเรียนรู้จากพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้แห่งใหม่นี้ได้จริงหรือเปล่า?

……………………………………

ภาพประกอบทั้งหมดจากเว็บไซต์สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ www.ndmi.or.th