แบ่งปัน

เคยซื้ออะไรหรือขายอะไรเป็นกิโล(กรัม) ไหมครับ? และถ้าเคยผมเชื่อว่าคงหาสิ่งของใดๆ ในโลกนี้ที่จะมีราคาจต่ำประมาณกิโลฯ ละสองบาทได้ยากแล้วในวันนี้

ว่าแล้วถ้าเจอก็อยากจะเอาแบงก์ยี่สิบใส่มือแล้วเดินออกไปซื้อของที่ว่าเอามาสักสิบกิโลฯ

แต่ของอะไรจะกิโลฯ ละแค่สองบาท ถ้าไม่ใช่ของที่ดูไม่มีราคาค่างวด หรือมองไปแล้วก็แทบจะไม่เห็นมูลค่าราคา เจ้าสิ่งที่ว่านั้นก็คือ ‘เศษกระดาษ’ ครับ

วันนี้ผมเรียกพี่ซาเล้งที่เป็นชายวัยกลางคนผิวเกรียมแดดมาพร้อมกับเด็กชายตัวเล็กๆ วัยไม่น่าจะเกินสิบขวบ ถามเขาว่า “พี่ซื้อกระดาษไหม” เป็นเศษกระดาษที่เก็บรวมๆ เอาไว้นะ ถ้าซื้อราคาเท่าไหร่?

…สองบาท…คือราคาที่ตกออกมาจากปากของพี่ซาเล้ง

นาทีนี้แล้วเก็บกระดาษรวมๆ กันไม่ว่าจะเป็นบิลโทรศัพท์ ซูเปอร์มาร์เก็ต จดหมายขยะที่เป็นกระดาษที่ถูกส่งมา กระดาษปูรองไข่ไก่ ถาดพิซซ่า กล่องกระดาษขนมเค้ก กล่องนมและน้ำผลไม้ เก็บใส่ถุงกองพะเนินเอาไว้ข้างล่างบ้านจนปรากฏว่ามีร่องรอยหนูมาแทะเข้าให้แล้ว ได้กิโลฯ ละสองบาทโดยที่ไม่ต้องรวบรวมใส่ถุงไปขายตรงให้โกดังรับซื้อของเก่าเอาเองอีกที สองบาทต่อกิโลฯ ก็เอาแล้ว

แต่เรื่องนี้มีนัยที่ซุกซ่อนอยู่นะครับ มิใช่แต่เรื่องเงินหรือมูลค่าของเศษกระดาษที่เรารวบรวมเอาไว้ให้ดูเหมือนจะรกบ้านรกหูรกตา ซ้ำเวลาเรียกซาเล้งมาขายก็แทบจะไม่ได้ราคาเอาเสียเลย (ของอะไรโลละแค่สองบาท!!)

ของบางอย่างไม่มีมูลค่าในตัวเองเช่นกระดาษที่ส่งมาขายของขายตรงที่บ้านที่เรียกว่าจั้งค์เมลล์ทั้งหลายหรือแม้แต่กระดาษเล็กๆ น้อยๆ ที่เข้ามาอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตของเราจากการติดต่อธนาคาร จากร้านอาหารหรือซูเปอร์มาร์เก็ต เมื่อหมดหน้าที่เราก็แค่เขวี้ยงทิ้งไป มันก็อาจจะไปรวมกันอยู่กับขยะอื่นๆ นานาจนหมักหมมและแยกไม่ออก กลายเป็นปัญหาขยะหรือปัญหาที่ใหญ่จนยากจะเยียวยาหรือพึ่งพิงแค่หน่วยงานกำจัดขยะให้ออกไปจากชีวิตหรือจากหน้าบ้านของเรา

แต่แค่เพียงเราเหลียวมองและฉุกใจคิดว่าเรายังช่วยกันต่ออายุและทำให้สิ่งของที่ดูเล็กน้อยไร้ค่าไร้ราคาเหล่านี้สามารถเคลื่อนไหวกลับมาสร้างประโยชน์หมุนเวียนในโลกนี้ได้อีกด้วยการรีไซเคิล (กรุณาใช้ซ้ำก่อนนะครับ อย่างกระดาษก็ใช้ให้ครบสองหน้าเสียก่อน) เก็บรวบรวมเศษกระดาษชิ้นเล็กชิ้นน้อย วันหนึ่งถุงขยะกระดาษก็จะใหญ่ขึ้นมาและก็ได้น้ำหนักหนึ่งกิโลฯ ได้เอง

ได้ต่ออายุให้ของที่ไม่ควรจะเป็นขยะทิ้งไปก่อนกาลอันควรและได้ช่วยโลก แล้วเราก็ยังได้เงินเล็กๆ น้อยๆ กลับมา เงินอีกส่วนหนึ่งก็ได้หมุนเวียนไปสร้างเศรษฐกิจเล็กๆ ให้กับบรรดาคนที่ทำอาชีพซาเล้งได้อีก เรียกได้ว่า win-win situation ทั้งนั้น ทั้งได้ดูแลโลกและได้เงินด้วย

อย่างนี้น่าจะเรียกว่าเป็นการ “แบ่งปัน” ได้หรือไม่ครับ

ญาติพี่น้องและเพื่อนเก่า

ผมเป็นคนต่างจังหวัดครับ เกิดและเติบโตที่ต่างจังหวัดและร่ำเรียนจนจบมหาวิทยาลัยก็จากมหาวิทยาลัยที่ต่างจังหวัด

ที่เหมือนจะแปลก แต่ก็ไม่แปลกก็คือพอเรียนจบกลับต้องมาทำงาน หางานทำเลี้ยงชีวิตและมีชีวิตอยู่ที่เมืองกรุง จนกระทั่งถึงตอนนี้ของชีวิต

ตามธรรมเนียมของการเป็นคนต่างจังหวัดนั้นก็คือพอถึงช่วงเทศกาลไม่ว่าสงกรานต์หรือปีใหม่ เรามักจะต้องกลับบ้านไปไหว้พ่อแม่ ไปเยี่ยมพี่น้องญาติมิตร และในทางกลับกันเมื่อเรามาอยู่ในกรุงเทพฯ ก็ย่อมจะต้องมีสักโอกาสใดโอกาสหนึ่งที่พี่น้องเพื่อนฝูงที่อยู่ต่างจังหวัดจะต้องมาเยี่ยมเยียนให้เราได้เห็นหน้ากันที่เมืองกรุง

วานนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งวาระที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมด เมื่อช่วงบ่ายต้นๆ เพื่อนคนหนึ่งซึ่งเปิดร้านค้าขายอยู่ที่เชียงใหม่โทรเข้ามือถือ บอกว่าตอนนี้อยู่กรุงเทพฯ เพิ่งนั่งเครื่องลงมาถึง ตอนนี้กินสุกี้อยู่ที่พารากอน นายว่างไหมมากินสุกี้ด้วยกันหน่อย

โอกาสที่ทำให้เพื่อนคนนี้ถึงกับยอมปิดร้านนั่งเครื่องบินลงมากรุงเทพฯ นั้นมิใช่เพื่อมากินสุกี้กับเพื่อนเก่าอย่างผมคนเดียวเท่านั้น แต่เนื่องจากว่ามีเพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกันอีกคนหนึ่งเพิ่งจะปิดร้านขายซูชิที่อเมริกากลับมาเยี่ยมบ้านเกิดที่ระยองแล้วแวะมาเจอเพื่อนๆ ที่กรุงเทพฯ ก่อน เจ้าคนนี้ก็เลยลงทุ่มปิดร้านที่เชียงใหม่มาเจอเพื่อนให้ได้

ขณะนั่งสนทนากับเพื่อนๆ อยู่ในร้านสุกี้นั้นก็ปรากฏว่ามีโทรเข้ามือถือผมอีกสายหนึ่ง คราวนี้เป็นพี่สาวที่กำลังเดินทางจากบ้านเกิดพาหลานๆ มาเที่ยวกรุงเทพฯ ช่วงปิดเทอม จะเข้ามาพักด้วยที่บ้านผมคืนหนึ่ง พี่สาวโทรเข้ามาบอกว่ามาถึงบ้านแล้วนะ เจ้าของบ้านอยู่ไหน รีบกลับด่วน

ในวันเดียวกันผมก็เลยทั้งได้เจอะเจอเพื่อนเก่าสมัยมหาวิทยาลัยที่บางคนเราไม่ได้พบหน้าค่าตากันเลยตั้งแต่เรียนจบเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว และเมื่อกลับเข้าบ้านในตอนหัวค่ำก็ได้เจอพี่เขยพี่สาวและหลานๆ จากต่างจังหวัดอีกสามคน เรียกได้ว่าอบอุ่นจนรู้สึกถึงความอบอ้าวได้เลยทีเดียว

ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงเป็นเหมือนของกำนัลจากวันเวลา เราไม่มีโอกาสเลือกเกิดหรือเลือกพี่เลือกน้องในครอบครัวเดียวกันได้ เรามีโอกาสที่จะเลือกคบเพื่อนหรือสนิทกับใครคนไหนก็ได้ แต่จะมีเพื่อนสักกี่คนที่แม้เวลาผ่านไปนานนับสิบปีเราก็ยังมานั่งล้อมวงพูดคุยถึงเรื่องตลกเก่าๆ ด้วยกันหรือเรื่องที่เคยทำร่วมกันที่มันเปิ่นเชยฮาสิ้นดีและยังหัวเราะร่วมกันได้เหมือนเดิม

อยู่กับการขีดเขียน

news_img_34677_41จริงอยู่ ผมเคยชินอยู่กับการแปรความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือ

แต่เกือบจะร้อยทั้งร้อยของการนั่งลง “เขียนหนังสือ” นั้น แท้จริงแล้วกลับเป็นการป้อนตัวหนังสือผ่านแป้นพิมพ์เครื่องคอมพิวเตอร์ ปรากฏออกมาเป็นตัวหนังสือแทนความคิด

ผมก็เลยเกิดความคิดและการตั้งคำถามกับตัวเองว่าการเขียนหนังสือด้วยเครื่องพิมพ์กับการขีดเขียนด้วยมือ จริงหรือที่จะให้ผลลัพธ์ดุจเดียวกัน นั่นก็คือการถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นเรื่องราว

ส่วนคำตอบหลังจากการตั้งคำถามของตัวเองนั้น ผมคิดว่ามันไม่น่าจะจริงสักเท่าไรนะครับ

แต่ก่อนนี้ผมชมชอบที่จะ “ทด” ความคิด (เคยทดเลขกันไหมครับสมัยที่เราทำการบ้านตอนเด็กๆ) คือขีดๆ เขียนๆ เรื่องราวหลักๆ หรือแนวความคิดที่จะเขียนออกมาเป็นบทความหรือสารคดีเอาไว้ในสมุดบันทึกเสียก่อนที่จะลงมือพิมพ์เป็นเรื่องออกมา หรือแม้แต่การจดบันทึกอารมณ์ ความรู้สึก ถ้อยคำที่ผุดขึ้นมาดลใจในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเอาไว้ในสมุดเก็บเอาไว้ก่อน กระทั่งการที่พกสมุดปากกาไว้ในก้นกระเป๋าก้นย่ามเอาไว้เวลาที่ว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไร หรือเกิดความคิดสะกิดใจดีๆ ก็เอาปากกาออกมาเขียนบนสมุดบันทึก

ผมก็เลยมีสมุดบันทึกทั้งที่ใช้แล้วและซื้อหามาเก็บเอาไว้ยังไม่ได้ใช้อีกมากมายหลายเล่ม…เช่นเดียวกับปากกา

ผมชอบใช้ปากกาเส้นคมๆ สีดำครับ ผมมีปากกายี่ห้อที่โปรดปรานอยู่ก็คือปากกาของมูจิ (MUJI) สีดำขนาด 0.38 กับ 0.5 mm. มูจิที่เมืองไทยจะขายราคาแพงกว่าร้านเดียวกันในสิงคโปร์หรือที่ฮ่องกงที่ผมเคยไป ตอนที่ไปฮ่องกงก็เลยซื้อปากกาแบบที่ว่ามาหลายด้ามมากๆ ก่อนที่จะพบว่าข้างๆ ปากกายี่ห้อญี่ปุ่นแบบนี้นั้น Made in Thailand ครับ

เย็นวันนี้ผมเกิดความคิดถึงปากกาอีกด้ามหนึ่งที่ผมชอบและพกไปไหนมาไหนด้วย เป็นปากกาหมึกซึมที่จะต้องเติมหมึกเองจากขวดหมึกกลมๆ แต่พอหมึกหมดครั้งล่าสุดซึ่งนานมากแล้ว ผมกลับซุกซองปากกาเอาไว้บนโต๊ะทำงานและไม่ได้เอื้อมมือไปเปิดนำปากกาด้ามนี้ออกมากินหมึกให้อิ่มสักที

ผมชักรู้แล้วล่ะครับว่าทำไมระยะหลังๆ ผมคิดอะไรไม่ค่อยออก เขียนอะไรไม่ค่อยจะคล่อง เหตุผลก็น่าจะเป็นเพราะผมได้ปล่อยให้ปากกา (หมึกซึม)ของผมหิวท้องไส้กิ่วอยู่นั่นเอง

ผมยังคิดถึงการเขียนตัวหนังสือลงในสมุด ปล่อยให้ลายเส้นตัวหนังสือได้ถือกำเนิดและร้อยคำออกมาบนความในหน้ากระดาษ เป็นความงดงามและอิ่มเต็มเมื่อเราได้เหลียวกลับไปมองว่าตัวหนังสือแต่ละแถวแต่ละบรรทัดได้ทยอยเดินทางออกมาจากสมองและหัวใจออกมาเป็นเรื่องราว-ข้อความที่เรารัก

…และได้แบ่งปัน

เสื้อแห่งความเข้าใจ

เสื้อหรืออาภรณ์เครื่องนุ่งห่ม หนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของเรา เมื่อคราก่อนเคยทำหน้าที่ป้องกันความหนาวเย็น หรือกันลมร้อนเปลวแดดจะระบัดมาโดนผิวกาย แต่วันนี้ในสังคมไทย “เสื้อที่มีสีหรือสีของเสื้อ” กลับมีความหมายหรือทำหน้าที่อื่นๆ คือสื่อ “สาร” อันเป็นความอื่นนอกเหนือจากการทำหน้าที่โดยปกติของความเป็นเสื้อออกมาอีก

ถามว่าแปลกไหมในสังคมที่ “สี” เป็นสิ่งที่เราสัมผัสถึงความหมายและเราได้สร้างความคุ้นชินกับมันอยู่เสมอมา ทั้งในระดับที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวก็ตาม

ยอมรับว่าไม่แปลกใจแต่ไม่เข้าใจและไม่เห็นด้วยถึงเหตุการณ์แห่งความแตกแยกลุกลามบานปลาย เป็นการเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เรียกร้องผลประโยชน์ให้กลุ่มก้อนและตนเอง โดยแอบอ้างคำว่า “ประชาธิปไตย” ทั้งๆ ที่ไม่มีความเข้าใจหรือไม่เคยได้รับการเรียนรู้ในความหมายและวิถีทางของคำว่าประชาธิปไตยอย่างเพียงพอและอย่างดีพอ

บ้านเมืองที่ลุกเป็นไฟเมื่อสองสามวันก่อนทั้งที่พัทยาจากการประชมกลุ่มอาเซียนที่โดนกลุ่มคนที่ใส่เสื้อสีแดง และเรียกตัวเองว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเข้าไปปิดล้อม บุกยึดและทำลายเพื่อสกัดกั้นการประชุมระดับโลกที่ไทยเป็นเจ้าภาพจนต้องปิดหรือเลื่อนการประชุมออกไปก่อน และผู้นำประเทศหลายๆ ชาติที่เข้ามาร่วมประชุมจะต้องเดินทางกลับประเทศไปอย่างทุลักทุเลโดยที่ยังมิได้มีการประชุมเกิดขึ้น

และที่กรุงเทพฯ กลุ่มคนใส่เสื้อสีแดงก็ได้ปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ปิดกั้นการจราจร พยายามที่จะปิดทางขึ้นลงทางด่วนหลายๆ จุด จนกระทั่งรัฐบาลที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะต้องประกาศพระราชกำหนดบริหารบ้านเมืองในสถานการณ์สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงและใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีการจุดไฟเผารถเมล์บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงตอนเช้ามืดวันสงกรานต์พอดี

ถามว่าในสถานการณ์บ้านเมืองลุกเป็นไฟเช่นนี้ อย่างน้อยคนไทยเกือบจะทุกคนจะต้องเผชิญกับภาวะของความอิหลักอิเหลื่อที่จะต้องโกรธเกลียดคนไทยด้วยกันเอง เพียงเพราะความหลงผิดคิดเชื่อไปสวมเสื้อต่างสี (ซึ่งก็คือเสื้อสีแดง) เทิดทูนคนที่มักใหญ่ใฝ่สูงและโลภโกงกินบ้านเมือง ออกไปร่วมชุมนุมหรือกระทำการร้ายแรงท้าทายอำนาจรัฐต่างๆ นานา เพียงเพราะคิดว่าพวกเดียวกับตนเองจะได้รับชัยชนะบนความสับสนและแตกแยกลำบากใจของพี่น้องคนไทยคนอื่นๆ (ที่สวมเสื้อต่างสี)

กับคำถามง่ายๆ ที่บางทีก็ไม่เข้าใจและตอบคำถามตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมจะต้องเป็นเสื้อสีแดง และคนเราอยู่ดีๆ นอนอยู่กับบ้านเตรียมตัวจะขึ้นปีใหม่ไทยรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เตรียมเล่นสาดน้ำกันแล้วจะลุกขึ้นมาถอดเสื้อสีอื่นๆ ไว้ที่บ้านแล้วสวมเสื้อสีแดงไปชุมนุมประท้วงกลางแสงแดดร้อนของเดือนเมษาฯ และกลางสายฝนที่กระหน่ำเทลงมาในบางเวลากันไปทำไม

หรือเพราะมีเสื้อเหลืองชุมนุมกันได้ (กู ฉัน ผม)จึงจะต้องใส่เสื้อสีแดงลุกขึ้นมาชุมนุมเรียกร้องกันบ้าง เหมือนกับที่เสื้อเหลืองเขามีมือตบเอาไว้ตอนเรียกเสียงเชียร์อีกฝ่ายหนึ่งก็เลยคิด (โดยใช้อะไรคิด?) ที่จะมีตีนตบขึ้นมาบ้างเพื่อความสะใจ

ถอดเสื้อสีหนึ่งแล้วเอาเสื้ออีกสีที่มีความหมายทางการเมืองหรือหมายถึงกลุ่มก้อนของตัวเองขึ้นมาใส่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือเรื่องยาก เพราะเสื้อสีนั้นตัวนั้นไม่มีความหมายอะไร อาจจะเป็นเพียงเสื้อสีที่มีคนสักคนหยิบยื่นมาให้ใส่ฟรีๆ ด้วยซ้ำ จึงไม่ต้องเรียนรู้หรือเข้าใจอะไร

แต่การเมือง ประชาธิปไตย ความหมาย ความเป็นไทย ย่อมมากกว่าเสื้อสักตัวหรือสีของเสื้ออย่างแน่นอน และประชาธิปไตยจริงๆ หรือการเมืองบนผลประโยชน์อันเท่าเทียมกันของพลเมืองไทยย่อมเกินกว่าสโลแกนเรียกร้องที่ใครสักคนหรือคนสักกลุ่มจะนำเอาข้อความนั้นขึ้นมาพิมพ์ไว้บนหน้าอกของเสื้อที่ตัวเองสวมใส่

เสื้อสีอะไรในความหมายลึกๆ คงไม่สำคัญเท่ากับการเรียนรู้ที่จะหา “เสื้อแห่งความเข้าใจ”ร่วมกันมาลองสวม…จริงไหมครับ

อันเนื่องมาจากอีเมลที่ได้รับมา…

เมื่อวานนี้เป็นวันสงกรานต์วันแรกของไทยเราครับ และผมก็ได้รับอีเมลฉบับหนึ่ง (จากใครคนหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลตัว) ซึ่งผมขออนุญาตนำมาเผยแพร่และบอกต่อกัน ณ พื้นที่นี้นะครับ เผื่อจะมีประโยชน์และหากเราร่วมมือกันช่วยผลักดันเมืองไทยให้พ้นจากคนชั่วช้าสามานย์ที่คิดปองร้ายคนไทยและประเทศไทยได้แน่นอนครับ

****************************

ร่วมกันบอยคอตต์กิจการตระกูลชินวัตร

****************************

วันนี้เป็นวันสงกรานต์ 13 เมษายน 2552
นับตั้งแต่อยู่ย่านลาดพร้าวมา 20 กว่าปี จำได้ว่าถนนฝั่งตรงข้ามบ้านจะมีแก๊งเด็กรวมตัวกัน
เอาถังน้ำ ขัน สายยาง ปืนฉีดน้ำ มายืนเส่นสาดน้ำอยู่ริมถนนเป็นประจำทุกปี
แต่ปีนี้ถนนแห้ง ไม่มีแก๊งเด็ก ไม่มีเสียงโห่ฮิ้วสนุกสนานของเด็ก ๆ
 
ไม่รู้เป็นเพราะเด็ก ๆ เหล่านั้นโตขึ้นจนไม่สนุกกับการยืนสาดน้ำใส่คนที่ไม่รู้จัก
หรือเพราะเด็ก ๆ ถูกไอ้พวกโง่บ้า อวิชชา ไร้การศึกษา
ขโมยเสียงหัวเราะวันสงกรานต์ไปพร้อมกับความสงบสุขและชื่อเสียงของประเทศชาติ
 
ฉันเป็นลูกคนจีน อากงของฉันเดินทางมาจากซัวเถา มาเริ่มต้นชีวิตที่เมืองไทย
ฉันเป็นเจนเนอเรชั่นที่สาม ฉันเกิดเมืองไทย โตในเมืองไทย ได้รับการศึกษาในเมืองไทย
ทุกวันนี้ยังได้ใช้วิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาหาเลี้ยงชีพให้มีชีวิตสุขสบายตามอัตภาพในเมืองไทย
เรียกว่าเมืองไทยคือบ้านเกิดเมืองนอนของฉัน
 
ฉันเชื่อว่าพวกเราทุกคนเมื่อได้ฟังข่าว ดูทีวี เห็นภาพเหตุการณ์กลุ่มเสื้อแดงที่ทำลายความสงบสุขของบ้านเมืองแล้ว
ต้องเป็นเดือดเป็นแค้น ก่นด่า สาปแช่ง ขอให้พวกแกนนำเสื้อแดง พวกขายวิญญาณ และโดยเฉพาะทักษิณ ชินวัตร จงพ่ายแพ้ พินาศฉิบหายไปซักที
 
แต่ฉันสงสัยว่านอกจากที่เราจะด่าทอ แช่งชักหักกระดูกคนที่คิดทำลายบ้านเมืองเหล่านี้แล้ว
พวกเรายังสามารถเป็นพลังช่วยกู้สถานการณ์บ้านเมืองได้บ้างมั้ย
ถ้าเพื่อน ๆ คิดออกว่าพลังเงียบอย่างพวกเราจะช่วยชาติอย่างไรได้บ้าง
ขอให้ช่วยบอกต่อ ๆ กันด้วยเถิด
 
สำหรับฉัน คิดว่าหนึ่งในหนทางที่จะล้มล้างทักษิณได้คือการไม่สนับสนุนธุรกิจที่เป็นของตระกูลชินวัตรโดยเด็ดขาด
ตระกูลนี้ไม่สมควรจะมีชีวิต มีหน้ามีตา และได้ผลประโยชน์จากแผ่นดินไทยอีกต่อไป
กิจการของตระกูลนี้ยังมีอะไรบ้าง ทั้งที่เกี่ยวกับชีวิตเราโดยตรงและโดยอ้อม
ถ้าใครรู้และยังต้องใช้บริการอยู่ ขอร้องให้ยกเลิกเสียเถิด
มันอาจจะทำให้คุณไม่สะดวกสบายในช่วงแรก หรือกระทั่งสูญเสียผลประโยชน์
แต่สิ่งที่เราเสียสละ เทียบไม่ได้กับความเสียสละของทหารและตำรวจที่มีชีวิตเป็นเดิมพันในยามที่พวกเขาต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ
เพราะยามนี้ประเทศเราก็ไม่ต่างอะไรกับการเข้าสู่สงครามที่เราจะต้องร่วมมือกันและเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง
แต่เรื่องน่าเศร้าก็คือแทนที่จะเป็นสงครามปกป้องบ้านเมืองจากผู้รุกรานต่างชาติ
คนไทยกลับมารุกรานกันเอง
 
นอกจากไม่สนับสนุนธุรกิจของตระกูลชินวัตรแล้ว
ขอให้พวกเราเลิกอุดหนุนกลุ่มคนที่สนับสนุนทักษิณด้วย
แถวบ้านฉัน ร้านอาหารตามสั่งดันเป็นพวกสนับสนุนเสื้อแดง เพราะฉะนั้นฉันและสามีจะเลิกกินอาหารร้านนี้โดยเด็ดขาด
และถ้าค้นพบความจริงว่าร้านขายส้มโอหน้าปากซอยเป็นพวกเสื้อแดง
ฉันก็จะไม่ซื้อส้มโอร้านนี้อีกต่อไป
 
ถ้าเพื่อน ๆ เห็นด้วย โปรดช่วยกันฟอร์เวิร์ดต่อ ๆ ไป
และหากใครรู้ว่าธุรกิจของตระกูลชินวัตรมีอะไรบ้าง
ขอให้ช่วยแจกแจงด้วย เพื่อที่พวกเราจะได้รวมกันบอยคอตต์

สงกรานต์นี้เที่ยวไหนดี?

หลายวันก่อนเมื่อผมโทรศัพท์กลับบ้านที่ต่างจังหวัดเพื่อพูดคุยกับพี่สาว เธอบอกว่าหลานชายถามถึงว่าน้าจะมาเที่ยวสงกรานต์เล่นสาดน้ำกันด้วยไหม พี่สาวหัวเราะและบอกหลานไปว่าไม่เคยเห็นน้าชายคนนี้กลับมาเยี่ยมบ้านในช่วงสงกรานต์มาก่อนเลย ไม่รู้เป็นเพราะไม่ชอบเล่นน้ำสงกรานต์หรือเกลียดกลัวการเดินทางในช่วงเทศกาลเช่นนี้กันแน่

ส่วนคำตอบที่แท้จริงของผมก็คงเป็นเพราะความขี้เกียจล่ะครับ ขี้เกียจจะไปยื้อแย่งเบียดเสียดกับผู้คนจำนวนมหาศาลที่จงใจมาหยุดมาเดินทางในช่วงเวลาเดียวกัน และผมเองก็มีทางเลือกที่จะเดินทางอย่างสะดวกเวลาไหนก็ได้ โดยไม่ขึ้นกับสำนักหรือนโยบายของใครที่จะหยุดให้เดินทางเพียงวันนี้ถึงวันนี้เท่านั้น

แต่อีกคำถามหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจก็คือ ผมไม่ได้เดินทางและเล่นน้ำสงกรานต์มานานเท่าใดแล้ว

ก็น่าจะเป็นสิบๆ ปีแล้วกระมังครับและครั้งที่สนุกที่สุดก็เห็นจะเป็นตอนที่เป็นวัยรุ่นเพิ่งเริ่มทำงาน เรียนจบมหา’ ลัยแล้วกลับขึ้นไปเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ในเชียงใหม่โน่นแหละครับ

แต่คำถามคลาสสิกประมาณว่า “สงกรานต์ปีนี้จะไปเที่ยวไหน” ซึ่งผมรู้สึกว่ามันดูเหมือนจะเป็นคำพูดติดปากของคนไทยอย่างเราๆ ในช่วงสงกรานต์มากกว่าที่จะอยากรู้หรืออยากถามจริงๆ ว่าเพื่อนฝูงคนนั้นเขาจะไปเที่ยวไหนในช่วงสงกรานต์จริงๆ หรือเปล่า ก็ยังเป็นคำถามคลาสสิกที่ผมถูกถามอยู่บ้างเหมือนกันในตอนนี้

ซึ่งทำให้ผมนึกอยากจะถามผู้อ่าน blog ByTheWay ทุกคนต่อครับว่า “สงกรานต์ปีนี้ไปเที่ยวไหนกันหรือเปล่าครับ”

จะไปเล่นน้ำทะเล เดินเล่นบนหาดทราย จะไปเล่นสาดน้ำจากคูเมืองที่เชียงใหม่ ไปปีนเขา ไปดูซากุระบานที่ญี่ปุ่น ไปดูหอไอเฟลหรือน้ำตกไนแองการ่าอะไรก็ว่าไปเถอะครับ ถ้าหากได้เดินทางอะไรๆ ก็น่าจะดีทั้งนั้น (เพียงแต่ผมเองไม่อยากจะเดินทางและไม่เคยเดินทางไกลในช่วงเวลานี้เท่านั้น) ถ้าหากไปด้วยความตั้งใจและอยากไปจริงๆ มากกว่าเพียงเพราะว่าเป็นวันหยุดยาวและไม่มีอะไรทำ

สงกรานต์ปีนี้ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนก็ขอให้เป็นการเดินทางด้วยความรับผิดชอบและสนุกสนาน ปลอดภัยกันทุกคนนะครับ

ชีวิตโอเค

นาทีนี้ผมว่าจะหาสื่อไหนที่ร้อนและมีความน่าสนใจในการนำ “คน” มาขึ้นปกเทียบเท่า a day bulletin แล้วย่อมหาได้ยาก

เรื่องของเรื่องคือพี่เขาขยันออกสื่อที่ว่ามาให้อ่านกันได้ทุกวันศุกร์กันฟรีๆ

ใครว่าของถูกไม่มีของดี และของฟรีไม่มีในโลกก็เห็นจะต้องคิดใหม่ เพราะได้อ่าน a day bulletin กันฟรีๆ (ตรงนี้ผมยังหมายรวมถึงสื่อสิ่งพิมพ์แจกฟรีที่ตั้งใจทำกันอีกหลายสื่อนะครับ เช่น BK,Daco, Guru)

สัปดาห์ก่อนผมแวะไปนั่งจิบชาร้อน Journey of Indochina ในร้านชาเรียบหรูสีดำทะมึนแต่น่าสนใจกลางห้างเซ็นทรัลเวิลด์ร้านที่มีชื่อว่า Karmakarmet (ว่าแต่ผมสะกดชื่อร้านเขาถูกไหมนะ) และที่เชลฟ์หนังสือที่วางเรียงรายกลางร้านชาแห่งนี้นี่เองที่ผมได้หยิบเอา a day bulletin มาอ่านด้วย

และผมก็ไม่ผิดหวังกับเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่ได้เป็นปก a day bulletin ที่มีชื่อว่า “ตัน ภาสกรนที” และเรื่องราวจากปกที่ชื่อว่า A Ton of Experience โดยที่ผู้สัมภาษณ์และเขียนเรื่องก็คือ “วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์” (ประมาณว่าผู้นำค่าย a day เจอผู้นำค่ายโออิชิ)

cover36ภาพปก (ดังภาพ) เป็นภาพ(เสี่ย)ตันสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ใส่ยีน ยืนเต๊ะจุ๊ย ยิ้มอย่างมีความสุขและคำว่า Ok Ok? ที่เสมือนเป็นโลโก้ให้ผู้คนจดจำเขาได้พอๆ กับการจดจำสินค้าในเครือโออิชิ (ผมว่าตันน่าจะเป็นหนึ่งในผู้ชายในเมืองไทยที่พอผู้คนเห็นหน้าแล้วก็จะนึกถึงสินค้าของเขาได้ทันที)

เรื่องราวสัมภาษณ์ของวงศ์ทนง เปิดเรื่องเอาไว้ด้วยถ้อยคำเช่นนี้ครับ

“ตัน ภาสกรนที น่าจะเป็นซีอีโอที่คนทั่วประเทศคุ้นหน้าคุ้นตามากที่สุด…

เศรษฐีเอ่ยปากทั้งที มันต้องมีอะไรน่าสนใจสิน่า!”

การเขียนและประเด็นคำถามจากวงศ์ทนงนั้นน่าสนใจอยู่แล้วครับ  เผยให้วิธีคิด มุมมอง ความสนใจของคนที่มีเงินเป็นหลักพันๆ ล้านและมีงานอดิเรกเป็นการซื้อที่ดินปลูกต้นไม้หรือทำเป็นสนามฟุตบอล (ถ้าใครอยากอ่านเต็มๆ ก็ลองโหลดมาอ่านได้จากเว็บฯ a day bulletin ด้านท้ายเรื่องนะครับ)

แต่ที่ผมชอบเห็นจะเป็นวิธีคิดที่ตันเขาบอกว่าที่เขาเป็นได้อย่างทีเป็นอยู่และรวยเป็นหลักหลายๆ พันล้านได้นั้น เพราะว่าเขารู้ดีว่าเขา “ไม่รู้” ครับ และมีหลายๆ คำพูดที่บ่งบอกถึงความไม่ธรรมดาของเสี่ยคนนี้

ลองอ่านบางข้อความจากบทสัมภาษณ์ที่ผมยกมาดูสิครับ

“ขอให้มีความหวังและความฝัน มันเป็นพลังที่สำคัญ”

“โชคดีที่ผมรู้ว่าผมไม่รู้อะไร ผมรู้ว่าผมไม่เก่งอะไร ผมเจียมตัว”

มีเงินมันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร เงินใช้หมดได้ แต่ความรู้ความสามารถมันไม่หมด สามารถหาเพิ่มได้

………

อ่านสัมภาษณ์ตัน ภาสกรนที ผู้ซึ่งในชีวิตนี้ไม่มีทางตันอยู่แล้วก็เหลียวมองกลับมาดูว่าเราโอเคกับชีวิตที่เป็นอยู่ของเราเองหรือเปล่า?

www.daypoets.com

การเรียนรู้จากพิพิธภัณฑ์

…ไม่มีใครแก่เกินเรียนหรือการเรียนรู้เกิดขึ้นได้เสมอ เช่น Learning by doing…

วันนี้เราจะมาพูดคุยหรือเหลียวมองดูประสบการณ์ของผมผ่านคำว่า “การเรียนรู้” กันนะครับ

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผมใช้รถยนต์ส่วนตัวเดินทางฝ่าการจราจรในยามต้นๆ บ่ายไปดูพิพิธภัณฑ์มาครับ

พิพิธภัณฑ์แห่งนั้นที่ว่าก็คือ “มิวเซียมสยาม” หรือพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ (ซึ่งเขามีชื่อเต็มอย่างเป็นทางการด้วยนะครับ กรุณาดูได้ตรงท้ายเรื่องและมีลิงค์ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ได้อีกต่างหาก)

home01จดๆ จ่อๆ อยู่หลายทีแล้วล่ะครับว่าจะหาโอกาสและเวลาไปชมพิพิธภัณฑ์ที่ว่านี้ จนกระทั่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดโด่งดังขึ้นมาเพราะคดีลูกปัดสุริยเทพหายไปจาก “นิทรรศการปริศนาแห่งลูกปัด” ที่กำลังจัดแสดงอยู่ ก็ยิ่งทำให้พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ในความสนใจของผู้คนมากขึ้น

b-lookpad06-1ผมมาสบโอกาสเอาเมื่อตอนเห็นข่าวคราวว่าพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้เขาจะเก็บค่าเข้าชมแล้วเมื่อวันที่ 2 เมษาฯ ที่ผ่านมา วันนั้นก็เลยเกิดแรงดลใจฮึดเดินทางข้ามฟากข้ามฝั่งของเมือง ลัดเลาะผ่านงานกาชาบนถนนราชดำเนินนอกก่อนจะเข้าสู่ย่านพระบรมมหาราชวังและเกือบจะถึงบริเวณปากคลองตลาดอันเป็นที่ตั้งของอาคารกระทรวงพาณิชย์เดิม

เมื่อไปถึงผมแทบจะจำบรรยากาศของสถานทีแห่งนี้ไม่ได้ เพราะเมื่อก่อนตอนที่ผมยังเป็นผู้สื่อข่าวก็มีโอกาสแวะเวียนมาใช้บริการของกระทรวงพาณิชย์อยู่บ่อยๆ แต่ตอนนี้พอถูกจับแปลงโฉมให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีบรรยากาศความโล่งของภายนอก ก็ทำให้ตึกเก่าของกระทรวงเดิมดูงดงามโดดเด่นขึ้นมา

แต่นิทรรศการปริศนาแห่งลูกปัดที่ผมตั้งใจว่าจะมาชมนั้นเป็นอีกส่วนหนึ่งแยกออกไปจากอาคารหลักที่เป็นตึกเก่า จุดแสดงนิทรรศการลูกปัดเป็นอาคารที่สร้างขึ้นมาอยู่ถัดจากร้านกาแฟแบล็คแคนย่อน เมื่อได้ชมแล้วก็รู้สึกว่าขนาดและเรื่องราวของลูกปัดเล็กกว่าที่คิด และไม่ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นเท่าไรนัก อาจจะเป็นเพราะรายละเอียดของการอ่านนั้นอยู่ท่ามกลางความมืดที่ตั้งใจวางให้เป็นบรรยากาศหลักที่ชวนพิศวงลึกลับ

บางทีผมก็ไม่เข้าใจหรือไม่อาจเรียนรู้ได้เหมือนกันว่านิทรรศการที่ดีหรือบรรยากาศของการเรียนรู้ที่พิพิธภัณฑ์ควรจะมีไว้เพื่อหยิบยื่นให้ผู้คนที่เข้าไปชม ความจะมีรายละเอียด มีขอบเขตหรือจะสร้างความสนใจได้อย่างไร แต่เท่าที่ “ได้เดินผ่าน” นิทรรศการลูกปัดที่เห็นถึงความทุ่มทุนและการใช้ความคิดในการออกแบบนิทรรศการอยู่ไม่น้อยก็ตาม ผมกลับแทบจะไม่ได้หยุดอยู่เพราะเกิดแรงบันดาลใจหรือความสนใจที่ลึกขึ้นได้ด้วยจะดใดจุดหนึ่งในนิทรรศการนี้เลย

อย่างนี้ภาษาฮอลลีวู้ดต้องบอกว่า Production Design ของหนัง (หรือนิทรรศการ) อาจจะถึงหรือดี แต่ Content หรือเรื่องราวแกนหลักของหนัง(นิทรรศการ) ยังไม่ถึง ก็น่าจะได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นต่อไปเมื่อต้องเสียค่าเข้าขมแล้วการจัดทำนิทรรศการคงจะต้องเผชิญโจทย์หรือความคาดหวังของผู้คนที่จริงจังหรือมากกว่านี้แน่นอน

head_logoจุดต่อมาคือการเดินเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์หลักในอาคารกระทรวงพาณิชย์เดิมที่เก่าแก่ ใหญ่โตและงดงาม แต่ตอนนี้ได้ถูกซอยจัดแบ่งการใช้ประโยชน์ออกไปห้องๆ ตลอดทั้งสามชั้นที่ได้เปิดให้เข้าชมอยู่ในตอนนี้

ภายในพิพิธภัณฑ์เป็นการตัดแสดงนิทรรศการที่มีชื่อว่า “เรียงความประเทศไทย” ซึ่งการเดินดูเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละห้องทั้งสามชั้นประมาณสิบห้องแล้วผมก็เกิดความรู้สึกเช่นเมคือ “รูปแบบ (ค่อนข้าง)ดี” เน้นการออกแบบสมัยใหม่ที่สวยงามเข้าตา ใช้ศิลปะการออกแบบที่ทุ่มเทและทุ่มทุน แต่ “เนื้อหา” อาจจะค่อนข้างถูกตั้งคำถาม (จากผม) อยู่บ้างว่าใช้เกณฑ์ใดในการนำเสนอเนื้อหาความเป็นไทย อาณาจักรไทย บริบทความเป็นไทยต่างๆ ที่ถูกไล่เรียงเนเรื่องราวของนิทรรศการ

สรุปง่ายๆ คือผมสนุกและประทับใจกับบรรยากาศของการนำอาคารสวยๆ เก่าๆ ที่มีที่ตั้งอยู่ในเขตประวัติศาสตร์ออกมาคลี่คลายใช้ประโยชน์ เรียกว่านำเอามาฟื้นคืนชีวิตให้กลายเป็นสถานที่สำคัญเพื่อการเรียนรู้เช่นพิพิธภัณฑ์ นับเป็นทิศทางที่ดีและน่าสนใจ และกลับยังรู้สึกแปลกๆ แปร่งๆ แกว่งๆ อยู่กับเนื้อหาหรือความตั้งใจว่าจะบอกเล่าหรือทำให้ผู้เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการเกิดความเรียนรู้อะไร

ความตั้งใจสำหรับผู้จัดทำหรือลงไม้ลงมือเป็นคนแรกเพื่อทำให้เกิดสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่จะต้องยกย่องเลยทีเดียว แต่ผมก็คิดเวลาคงมีการใช้ปัจจัยเรื่องเวลา และ “เม็ดเงิน” ลงไปมหาศาลในโครงการนี้ (ของรัฐบาลนะครับทั่น) เหมือนกัน

ถามตัวเองว่าได้เรียนรู้อะไรขึ้นบ้างไหม หลังจากได้ชมมิวเซียมสยามแล้ว ผมก็รู้สึกมึนๆ งงๆ อยู่กับตัวเองจนตอบไม่ได้เหมือนกัน สงสัยเป็นเพราะกาแฟเย็นรสเข้มของร้านแบล็กแคนย่อนที่ซดลงไปมากหน่อยออกฤทธิ์แล้วกระมัง

ช่วยกันคิดหรือตอบแทนผมหน่อยแล้วกันนะครับว่าคนเราจะเรียนรู้จากพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้แห่งใหม่นี้ได้จริงหรือเปล่า?

……………………………………

ภาพประกอบทั้งหมดจากเว็บไซต์สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ www.ndmi.or.th

ช่วยชาติ?

untitled

หลายวันหลายสัปดาห์ก่อนเมืองไทยของเราอบร่ำไปด้วยบรรยากาศของความร่ำรวย เพราะอย่างน้อยๆ คนชั้นกลางซึ่งเป็นผู้คนในวัยทำงานและมีรายได้ไม่มากมาย (ไม่มากกว่าหนึ่งหมื่นห้าพันบาทต่อเดือน) นั้นจะมีสิทธิ์เป็นเจ้าของ “เช็คช่วยชาติ” กันคนละฉบับ

เป้าหมายของการออกเช็คช้วยชาติให้กับผู้มีรายได้ไม่สูงมากก็เพื่อจะช่วยเหลือในด้านค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเศรษฐกิจของประเทศไม่ดี แต่ค่าใช้จ่ายกลับเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ก็เพื่อการกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอันเกิดจากการที่จะมีผู้คนจำนวนนับล้านคนนำเช็คช่วยชาติออกมาใช้จับจ่ายซื้อข้าวของ ทำให้เกิดสภาพคล่องหรือการหมุนเวียนของเศรษฐกิจจากการขับเคลื่อนของพลังการบริโภคที่เกิดขึ้น

อันนี้ผมว่ามาจากข่าวสารที่ได้ยินได้ฟังล้วนๆ แบบปะติดปะต่อบ้าง เพราะว่าไม่ได้ไปอ่านทบทวนหรืออ่านข้อความเกี่ยวกับเช็คช่วยชาติที่ไหนแล้วยกเอามากล่าวอ้าง เพราะฉะนั้นอาจจะมีผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ก็อย่าได้เอาสาระ เพราะผมเองต้องการจะบอกเล่าให้เห็นบรรยากาศโดยรวมของสังคมบ้านเราตอนนี้เท่านั้น

ถ้าหากว่าเราเป็นคนหนึ่งที่จะมีโอกาสได้รับเช็คฟรีๆ จำนวนสองพันบาทนั้นถือว่าเป็นโอกาสที่ดีไหมครับ

คำถามนี้ท้าทายมากทีเดียว เพราะขึ้นชื่อว่ามนุษย์มีใครบ้างที่ไม่ชอบการได้มาซึ่งเงินตราหรือเกี่ยวข้องกับความร่ำรวย

และคำถามต่อมาคือถ้าหากเราได้ “เช็คช่วยชาติ” มาแล้ว เราจะจัดการหรือนำมันไปใช้หรือไม่ จะนำไปใช้อย่างไร นั่นก็เป็นอีกคำถามที่น่าสนใจ

สำหรับผมเองอยากจะตั้งคำถามต่อมาว่า มีใครบ้างที่เชื่อว่าการที่รัฐบาลออกเช็คจำนวนเงินสองพันบาทมาแจกจ่ายเพื่อให้คนเอาไปใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วมีการใช้จ่ายกันจริงๆ นั้น มันจะเป็นการ “ช่วยชาติ” ได้จริงหรือและถ้าช่วยได้มันช่วยชาติไปในด้านไหนกันแน่

ประเด็นเช่นนี้ผมว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์กันพอสมควรในวงสังคม และผมเป็นคนหนึ่งที่มองไม่ค่อยเห็นหรือไม่ค่อยรู้สึกว่า “เช็ค” (ที่ให้คนเอาไปใช้) มันจะ “ช่วยชาติ” ได้ยังไง

ก่อนอื่นเราคงจะต้องช่วยกันคิดกันมองก่อนนะครับว่า อะไรคือ “ชาติ” และถ้าพอจะมองเห็นแล้วก็มองต่อไปว่าชาติที่ว่านั้นกำลังต้องการให้ช่วยอะไรหรือช่วยยังไงอยู่จริงหรือเปล่า…

ออกเช็คมาหนึ่งฉบับแล้วคิดว่าจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลเทวดาที่จะแก้ปัญหาหรือช่วยชาติทั้งหมดให้ดีขึ้นได้แค่เพียงไม่กี่วัน (ด้วยการทำงานที่ง่ายแสนง่ายเช่นนี้) ผมว่ามันก็เป็นการดูหมิ่นดูแคลนรัฐบาลที่นำโดยนายกฯ ที่จบจากออกซ์ฟอร์ดเกินไปหน่อย จริงไหมครับและผมว่าเราคงจะต้องทบทวนคอนเส็ปท์ของคำว่าชาติกันให้เข้มข้นกว่านี้สักหน่อย

ว่าแต่ว่าคุณเอาเงินสองพันบาทจากเช็คช่วยชาติที่ได้ไปใช้จ่ายยังไงกันบ้างครับ?

เราเปิดไฟเพื่ออะไร?

voteearth_enหลายวันก่อนตอนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเวลาสักสองทุ่ม มีกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า “เอิร์ธ อาวร์”  (Earth Hour) หรือการรณรงค์ให้ช่วยกันปิดไฟเพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อนเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง

ถามว่ามีใครตรงนี้ที่ได้ยินได้ฟังข่าวคราวของกิจกรรมนี้และร่วมการรณรงค์ครั้งนี้บ้าง?

ผมได้เห็นโปสเตอร์ที่ชักชวนคนให้เข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นป้ายตามสองข้างทางในกรุงเทพฯ นะครับ (หลายคนคงนึกภาพออก) ที่เป็นป้ายสีดำมีตัวหนังสือ 60 อะไรสักอย่าง แล้วก็มีคำว่า “ปิดไฟหนึ่งชั่วโมงลดโลกร้อน”

ถามว่ากระแสนี้แรงไหมหรือว่ามันพอจะเป็นกระแสดึงดูดหรือชักชวนใจให้ผู้คนเข้าร่วมกิจกรรมไหม

ผมเองคิดว่าสื่อมวลชนบ้านเราก็ให้ความสนใจในการประชาสัมพันธ์และรายงานข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องนี้ดีไม่น้อย ทั้งก่อนและหลังการรณรงค์ ขนาดหนึ่งวัน (ในเช้าถัดมา) หลังที่มีชั่วโมงปิดไฟลดโลกร้อนไปแล้ว ผมตื่นขึ้นมาเปิดวิทยุฟังรายการ Get Divas ของคลื่น 102.5 ก็ยังมีการถามความคิดความเห็นผู้ฟังเลยครับว่าเมื่อคืนได้ร่วมกิจกรรมไหม หรือตอนนั้นกำลังทำอะไรอยู่?

ตัวผมเองนั้นตั้งใจอยู่แล้วว่าถ้าหากอยู่บ้านในเวลาของกิจกรรมครั้งนี้ก็จะร่วมปิดไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างดวงที่ไม่จำเป็นลง และถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าออก ซึ่งไม่น่าจะเหลือบ่ากว่าแรงอะไรนัก พอดีว่าผมจะต้องออกไปกินข้าวนอกบ้านที่ห้างแถวๆ ลาดพร้าวอยู่แล้ว ก็เลยไปใช้ช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงของการรณรงค์ให้ปิดไฟฟ้าเดินอยู่ในห้าง ซึ่งแทบจะไม่รู้สึกอะไรเลยกับการรณรงค์ของโลกภายนอกเขาเลยว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันอยู่

ซึ่งผมว่าน่าเสียดาย เพราะน่าจะมีหลายคนที่เป็นอย่างผม (คือใช้เวลาเดินอยู่ในห้าง) หนึ่งเผื่อว่าคนที่กำลังเดินห้างคนอื่นๆ อาจจะอยากร่วมรณรงค์ครั้งนี้ อย่างน้อยทางห้างก็น่าจะมีการประกาศเชิญชวน ให้ข้อมูล หรือลดการใช้ไฟฟ้า ปิดไฟบางดวงบางจุดที่ไม่จำเป็นลง แต่เราจะไปหวังอะไรได้ในเรื่องนี้ เพราะผมเคยได้ยินมาว่าห้างแต่ละแห่งหรือห้างบางห้างนั้นใช้ไฟฟ้าประมาณเท่ากับเขื่อนปากมูลผลิตกระแสไฟฟ้าได้เลยทีเดียว

แต่ที่ผมทำไปนั้นเรียกว่า “ปิดไฟบ้านตัว” (เพื่อประหยัดไฟฟ้าและร่วมกิจกรรมปิดไฟลดโลกร้อนไปด้วยในตัว) แล้วไปใช้ไฟบ้านคนอื่นแทน ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้ประโยชน์หรือตรงตามเจตนารมณ์ของการรณรงค์ครั้งนี้มากน้อยแค่ไหน

ส่วนผลการรณรงค์ลดการใช้ไฟฟ้าหนึ่งชั่วโมงในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้ามากที่สุดของวัน (สองทุ่มของบ้านเรา) นั้นจะปรากฏผลเป็นเช่นไร ผมไม่ขอกล่าวถึง เพราะคิดว่าในหลายสื่อคงได้ทำหน้าที่นี้ไปแล้ว ในส่วนของผมคงจะพูดถึงวิธีคิดหรือปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีการชักชวนให้คนทั้งสังคม (หรือกระทั่งทั้งโลก) ลดการใช้ไฟฟ้ากันในเวลาเพียงชั่วโมงนั้นทำไปเพื่ออะไร

…เราจะต้องรู้นะครับว่า เราควรจะร่วมการปิดไฟไปเพื่ออะไร?

แต่ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ได้ หรือก่อนที่จะร่วมกระโจนไปในกระแสสังคมที่เขาบอกให้เราคิดทำและเชื่อตามว่าปิดไฟแล้วจะดีต่อสิ่งแวดล้อม ปิดไฟแล้วจะช่วยลดปัญหาโลกร้อน หิมะขั้วโลกละลายนั้น ผมคิดว่าคำถามที่สำคัญกว่าก็คือเราจำเป็นในการใช้ไฟฟ้ากันมากน้อยแค่ไหน

…เราเปิดไฟกันไปเพื่ออะไร?

ในโลกยุคปัจจุบันนี้ที่เวลากลางวันและกลางคืนแทบจะสว่างไม่แตกต่างกันนั้น ผมคิดว่าเราสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติไปมากมายเพื่อแลกมาซึ่งความสะดวกสบายที่ได้รับจากกระแสไฟฟ้า ที่มิเพียงให้แสงสว่างเพื่อขับไล่ความมืดและความกลัว สร้างสวัสดิภาพและความอบอุ่นกายใจให้กับคนเรา

สิ่งแวดล้อมซึ่งในที่นี้หมายถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นมด หนู นกกา แมลง และแม้กระทั่งสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิตเช่นก้อนหินที่มีแร่ธาตุหรือน้ำมันใต้ผืนโลก ได้ถูกคนเราแปรเปลี่ยนเข้ามาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างเป็นกระแสไฟฟ้าหรือความสบายทุกรูปแบบเอื้อต่อชีวิตความเป็นอยู่ให้กับคนเราเท่านั้น…

ผมคิดว่าเราอาจจะต้องการเวลาสักหนึ่งชั่วโมงเพื่อการพิสูจน์หรือชี้ให้เห็นว่าความร่วมมือร่วมใจกันแค่ชั่วกระผีกเวลาสามารถลดความต้องการใช้ไฟฟ้าจากคนทั่วโลกไปได้มากขนาดไหน

แต่เราอาจจะต้องการเวลาตลอดชั่วอายุที่จะบอกสอนหรือช่วยกันทำความเข้าใจจนเกิดสำนึกให้ได้ว่า ในขณะที่คนเราสบาย แต่โลกของเราอันหมายถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และทรัพยากรต้องทุกข์ร้อนกับความเปลี่ยนแปลงที่คนเราหยิบยื่นให้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวหรือไม่เต็มใจกันขนาดไหน

 …………………………….

www.earthhour.org